มีแต่คนบอกว่าเพื่อนผมเป็นพวกต่างด้าว ผมไม่เข้าใจว่าต่างด้าวคืออะไร ผมถามแม่ แม่พยายามอธิบายว่าไม่ใช่คนไทย มาจากประเทศอื่น พร้อมบอกว่าไม่ต้องไปยุ่ง คุยกันก็ไม่เข้าใจ แต่แทนที่ผมจะเป็นเด็กดีเชื่อฟังแม่ ผมก็ยังแอบลอดรั้วสังกะสี วิ่งไปหาเพื่อนที่แม้แต่ออกเสียงชื่อเพื่อนไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ผมตั้งชื่อให้เพื่อนว่า อู่ เพราะเสียงคล้ายกับชื่อเพื่อน อีกทั้งเพราะเพื่อนอาศัยอยู่แถวอู่ซ่อมรถข้างบ้านผม พ่อของอู่เป็นแรงงานที่มาทำงานที่อู่ซ่อมรถแห่งนี้ พูดภาษาไทยไม่ได้ แต่ขยันทำงานกว่าพ่อของผมมาก ผมก็ไม่อยากว่าพ่อตัวเองหรอกนะ แต่พ่อก็ชอบเปรียบเทียบผมกับเด็กคนอื่นเหมือนกันว่าเด็กคนนั้นคนนี้เรียนหนังสือเก่งกว่า ผมร้องไห้เวลาโดนพ่อว่าตลอด แต่เพราะอู่นี่แหละที่ทำให้ผมเลิกร้องไห้

วันที่เรารู้จักกันวันแรก เป็นวันที่ผมนั่งสะอื้นที่ริมทางหลังจากโดนพ่อตำหนิเรื่องคะแนนสอบที่น้อยเกือบที่สุดของห้อง อู่เดินยิ้มแป้นแล้วโยนหินกรวดเล็กๆ มาโดนเท้าผม ผมโมโหจนหยุดร้องไห้ ลุกขึ้นยืนกอดอก และยืดตัวให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่ทำได้ อู่จะได้กลัวและเลิกรังแก แต่อู่กลับหัวเราะคิกคัก พร้อมนั่งยองๆ กับพื้น และนำหินกรวดที่เขารวบรวมมาโยนเล่นเป็นหมากเก็บ จากนั้นศึกลูกผู้ชายก็เริ่มขึ้น ผมต้องการเอาชนะอู่ ทำให้ไม่ยอมเลิกเล่นง่ายๆ กระทั่งท้องฟ้าเป็นสีส้มเข้ม พ่ออู่พูดภาษาอะไรไม่รู้เรียกอู่เข้าบ้าน อู่โบกมือลาและยิ้มฟันหลอให้ พูดอะไรสักอย่างกลับมา แต่ผมกลับเข้าใจว่า “ไว้เล่นด้วยกันอีกนะ”

ตั้งแต่นั้น ทุกวันหลังเลิกเรียน ผมจะมายืนรออู่แถวเดิม พ่อไม่ค่อยว่าเรื่องที่ผมเล่นกับอู่ แต่จะว่าที่ไม่ชอบอ่านหนังสือและติดเล่นเสียมากกว่า ส่วนแม่ดูกีดกันผมกับอู่เสียเหลือเกิน แม่ชอบพูดว่า “ทำไมไม่ไปเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียน หรือเพื่อนข้างบ้านหลังอื่น หาเพื่อนที่ดูมีประโยชน์กับชีวิตเราหน่อยสิ”

แต่ผมไม่เข้าใจว่าเพื่อน กับประโยชน์กับชีวิตมันคืออะไรกันแน่ ผมก็แค่สนุกที่ได้เล่นกับอู่เท่านั้น ตราบใดที่ผมมีความสุข ทำไมผมถึงจะเป็นเพื่อนกับอู่ไม่ได้

หลังจากแม่ทนผมเล่นกับอู่มาได้ราวสามสัปดาห์ คราวนี้แม่เดินออกตามหาผมพร้อมถือก้านมะยมมาฟาดก้นผมหลายหน พร้อมว่า “บอกกี่ทีแล้วว่าไม่ต้องมาเล่นกับเด็กคนนี้ เข้าบ้านไปทำการบ้านเลยนะ” แต่ผมเป็นพวกดื้อด้าน และไม่ใช่เด็กดีอยู่แล้ว ผมตะโกนว่า “ไม่” แม่โกรธยิ่งกว่าเก่า ผมรู้ได้จากที่แม่ฟาดก้นผมแรงกว่าเดิม ผมร้องไห้หนักเพราะผมอายอู่ที่มีแม่เป็นนางยักษ์ ไม่ได้ร้องไห้เพราะเจ็บเลยสักนิด

ส่วนอู่มีสีหน้าตกใจที่เห็นผมร้องไห้ อู่ผลักแม่เต็มแรงจนแม่ล้มลง พร้อมพูดว่าแม่ ผมคาดว่าอู่หมายถึงอย่าตีผม

ถึงผมเข้าใจในความหวังดีของอู่ แต่ผมกลับโกรธอู่ที่ผลักแม่ ผมว่าอู่ “มาผลักแม่เราทำไม นี่แม่เรานะ ถึงแม่จะนิสัยไม่ดี แต่ก็ผลักแบบนี้ไม่ได้”

แม่ลุกขึ้นยืน มือเท้าสะเอว ริมฝีปากสั่นด้วยความโกรธ “เห็นหรือยังว่าอย่ายุ่งกับเด็กแบบนี้” และดึงตัวผมเข้าบ้าน อู่พูดอะไรบางอย่าง ผมรู้สึกถึงความเศร้าเจืออยู่ในนั้น ผมคิดว่าอู่คงอยากขอโทษที่ผลักแม่ ไม่ได้ตั้งใจเพราะอยากปกป้องผม แต่ผมไม่ได้พูดตอบอะไรกลับไป

ผมนอนไม่หลับ ไม่ใช่เรื่องที่แม่ตี เพราะตั้งแต่เกิดมา ผมถูกตีมานับไม่ถ้วนแล้ว แต่ผมนึกถึงอู่ ผมรู้สึกว่าตัวเองพูดแรงไปหน่อย ไม่น่าเสียงดังขนาดนั้น แม้อู่จะไม่เข้าใจความหมาย แต่ก็น่าจะพอรู้จากน้ำเสียงว่าผมโกรธ ผมกังวลว่าพรุ่งนี้อู่จะกลับมาเล่นกับผมอีกไหม ถ้าเจอกันผมควรพูดอะไรดี คิดกระทั่งว่าหากคืนดีกันแล้ว จะพาอู่ย้ายไปเล่นที่อื่นเรื่อยๆ สุดท้ายแม่ก็คงเหนื่อยตามหาและยอมแพ้ไปเอง

เสียงแม่เรียกชื่อผมดังกลบเสียงนาฬิกาปลุกให้ผมรีบไปโรงเรียน ผมก้าวเท้าเข้าโรงเรียน แต่ใจล่องลอยออกไปนอกรั้วแล้ว หลังจากเรียนเสร็จ พ่อขี่มอเตอร์ไซค์รับผมกลับบ้าน แต่พอถึงบ้าน ผมก็แอบลอดรั้วออกไปหาอู่ตามเคย แต่วันนี้แปลกไป เพราะรอเท่าไหร่อู่ก็ไม่มา บางทีอู่อาจไม่กล้าสู้หน้าเพราะคิดว่าผมโกรธอยู่ก็ได้

ผมวิ่งไปตามหาอู่ที่อู่ซ่อมรถ ถามลุงเจ้าของอู่ซ่อมรถว่าลูกของช่างที่เรียกกันว่าต่างด้าวอยู่ที่นี่ไหม ลุงตอบว่า “ไม่อยู่แล้ว ลุงด่าที่ทำรถเสียหาย ซ่อมไม่เป็นก็บอกว่าซ่อมเป็น แล้วเขาก็เดินออกจากอู่ไปเลย ก็คงกลับประเทศตัวเองไปทั้งพ่อลูกแล้วแหละ”

ผมเดินโซเซเหมือนคนหมดแรงกลับมายังตรงที่เราเล่นด้วยกันประจำ ผมกลับมาอีกครั้งเผื่ออู่จะกลับมาบอกลาสักครั้ง เพราะเราเป็นเพื่อนกัน ถึงโกรธกันแค่ไหน ก็ควรบอกลากันหน่อย พอนึกแบบนี้แล้วน้ำตาผมก็ค่อยๆซึมออกมา กระทั่งพรั่งพรูยิ่งกว่าตอนถูกแม่ตีเมื่อวานนี้อีก

ผมเหลือบไปเห็นถุงผ้าเล็กๆ วางไว้ริมขอบต้นไม้ ผมเปิดออกมาเจอหินกรวดที่เราสองคนเล่นด้วยกัน พร้อมข้อความสั้นๆ ที่อ่านไม่ออก และแน่นอนว่าผมจะไม่ถามพ่อแม่ เพราะผมคิดว่าพ่อแม่ก็คงอ่านไม่ออกเช่นกัน มิหนำซ้ำต้องขยำทิ้งแน่ๆ ผมตัดสินใจซ่อนไว้ในกล่องส่วนตัว เป็นกล่องที่ผมสะสมของรักต่างๆ เอาไว้ ผมเรียกว่ากล่องแห่งความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นโยโย่ที่แตกแล้ว แต่เพราะได้มาในวันเกิด เลยไม่อยากทิ้ง การ์ดตัวการ์ตูนตัวโปรดที่แถมฟรีจากขนม หรือพวกพวงกุญแจที่ได้ตอนไปเที่ยว


แม้กล่องความทรงจำเต็มและเริ่มผุไปตามเวลา แต่ผมก็ไม่เคยทิ้งขว้าง หรืออาจพูดได้ว่าไม่มีเวลาใส่ใจของสมัยเด็กอีก ผมลืมเรื่องกล่องแห่งความทรงจำเสียสนิท ผมไม่ได้นึกถึงอู่อีกเลย กระทั่งผมต้องย้ายออกไปทำงานต่างจังหวัดจึงต้องจัดกระเป๋าเดินทาง ผมเจอกล่องในตู้เสื้อผ้าที่เคยซ่อนเอาไว้ ผมเปิดออกมาเจอถุงผ้าบรรจุกรวดและข้อความที่อู่เคยเขียนให้ ความทรงจำเก่าๆ กลับมา ภาพในวัยเด็ก เพื่อนที่พูดคนละภาษาแต่กลับสนิทกันได้อย่างรวดเร็ว ผมเริ่มน้ำตารื้น แม้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แต่ผมก็ยังเป็นพวกอารมณ์อ่อนไหวง่ายอยู่เหมือนเดิม

ผมถ่ายรูปกระดาษเก่าๆ แผ่นนั้น ส่งไปให้ศูนย์รับแปลเอกสารทางออนไลน์แห่งหนึ่ง ศูนย์แจ้งว่ามีเจ้าหน้าที่ชาวพม่าที่อยู่ไทยมานาน สื่อสารภาษาไทยได้ระดับดีมาก จะติดต่อผมกลับมาในระยะเวลาไม่กี่วันหลังจากนี้

และวันนั้นก็มาถึง หลังจากทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ผมล้มตัวบนเตียงทันทีที่ถึงห้องพัก เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น แม้ไม่อยากขยับร่างกาย แต่พอคิดว่าอาจเป็นเจ้าหน้าที่จากศูนย์ติดต่อมา เลยรีบเปิดอ่านทันที

“สวัสดีครับ ผมเจ้าหน้าที่จากศูนย์แปลเอกสารนะครับ ข้อความของคุณถูกแปลเรียบร้อยแล้วนะครับ เป็นดังนี้ครับ ที่ผ่านมาสนุกมาก หวังว่าจะได้เล่นด้วยกันอีก

แม้ผมคาดไว้แล้วว่าอู่จะต้องเขียนแบบนี้แน่ แต่น้ำตาผมก็ยังไหลไม่หยุด บางทีผมก็เบื่อตัวเองเหมือนกันที่ร้องไห้ง่ายขนาดนี้ แต่ว่าผมอยู่แต่ในห้องคนเดียว ก็เลยไม่รู้จะกลั้นน้ำตาทำไม

“ขอบคุณครับ”

ผมส่งข้อความตอบกลับไป

“ดีใจที่ได้คุยกันอีกนะ”

ข้อความใหม่เด้งเข้ามาในโทรศัพท์ ผมหยุดหายใจชั่วขณะ แล้วตัดสินใจโทรไปหาเจ้าของข้อความนั้นทันที

และเมื่ออีกฝั่งรับสาย ผมถามขึ้นว่า

“นั่นอู่เหรอ”

เขาตอบกลับมาว่า

“ชื่ออ่อง แต่จะเรียกว่าอู่เหมือนเดิมก็ได้”

และเพราะเพื่อนของผมที่ทำให้ผมหยุดร้องไห้ได้อีกครั้ง

ชายคาเรื่องสั้นเป็นกิจกรรมน้ำหมึกโดย ‘คณะเขียน’ ซึ่งเปิดพื้นที่วรรณกรรมมากว่าทศวรรษ ก่อนย้ายตัวเองจากสิ่งพิมพ์มาสู่ออนไลน์ตั้งแต่มกราคม 2022 โดยนักเขียนที่สนใจสามารถส่งประกวดเพื่อคัดเลือกเรื่องสั้นที่ดีที่สุดของแต่ละเดือนมาเผยแพร่บนเว็บไซต์ The Isaan Record อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจชายคาเรื่องสั้น

image_pdfimage_print