“…เอาเด้อคั่นว่าแล้วเร่ง เร่งเร่งเร่ง คันเร่งเกียร์ต้นเหยียบใส่เกียร์สอง เร่งเกียร์สองใส่สาม สี่ ห้า พาคนเอิ้นสองแถวนั่งเที่ยว ไปนำทางแล่นเลี้ยว เที่ยวเล่นทั่วมอ งามนี่กะด้อสาวนักศึกษาล่ะบ่าวนักศึกษาหล่อเหลาเอาฮ้าย หย่างล่ายๆ นำกันลี่ลาย 

หย่างล่ายๆ นำกันลี่ลาย ทองแปนกะสิได้แซวเว้ากล่าวขาน… 

“…โรจนากรเป็นตราแห่ง มมส. สารคามเฮานอร่มธงเหลืองเทางามเด่น แหล่งภูมิปัญญา ความคิดดีงามให้เห็น สะดืออีสาน ลำชีไหลเลี้ยวบ่เว้น ม.มหาสารคามงามเด่น ถิ่นนี้เป็นศูนย์กลางสมอง…”

นี่เป็นกลอนลำจังหวะลำเต้ยที่มีชื่อว่า “เต้ย 19 คณะ” ดังกระหึ่มขึ้นในกิจกรรมพิธีบายศรีสู่ขวัญนิสิตใหม่ 2566 “ผูกข้อยอแขน โฮมขวัญน้องใหม่ รุ่นจามรี 13” ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ผ่านมา เสียงลำจากเจ้าของเสียงที่นิสิตหรือท่านผู้ฟังหลายคนคงคุ้นหูเป็นอย่างดีเมื่อมีกิจกรรมพิธีบายศรีสู่ขวัญของทางมหาวิทยาลัย น้ำเสียงของเธอถูกใช้ประกอบมหรสพเสพงันภายในกิจกรรมต่อเนื่องมาหลายปี ซึ่งสร้างความฉงนให้ผู้ฟังเกิดความสงสัยว่า เจ้าของเสียงลำคือใครกันแน่ เมื่อมองขึ้นไปบนลานปูนที่จัดเตรียมไว้สำหรับวงดนตรีพื้นเมืองประจำมหาวิทยาลัยอย่างวงโปงลางศิลป์อีสาน กลับพบว่าหมอลำเจ้าของเสียงผู้จับไมค์ร้องเพลงนี้ ไม่ใช่หมอลำฝ่ายชายหรือหมอลำฝ่ายหญิง แต่เธอคือ “หมอลำผู้มีความหลากหลายทางเพศ” หรือ “หมอลำกะเทย” ผู้มีนามว่า ทองแปนน้อย ดาวคะนอง 

ทองแปนน้อย ดาวคะนอง ภาพ: College of Music, MSU : Official Channel 

ทองแปนน้อย ดาวคะนอง หรือ เจริญยศ อ่อนภูธร เกิดและโตที่ บ.ยาง ต.ขามเฒ่าพัฒนา อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ก่อนเข้าศึกษาที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เธอเป็นหมอลำกลอนน้ำดีแห่งเมืองมหาสารคาม เจ้าของฉายา “ดาวคะนอง” เป็นฉายาที่เธอได้รับจาก หมอลำบัวผัน ดาวคะนอง ผู้เป็นบรมครูปลูกปั้นทองแปนน้อยให้มีชื่อเสียงในวันนี้

เธอเป็นหมอลำกลอนและเดินสายร้องหมอลำตามพื้นที่ใกล้ไกลทั่วทั้งภาคอีสาน ด้วยเสียงร้องที่ก้ำกึ่งระหว่างหมอลำฝ่ายชายและหมอลำฝ่ายหญิง ทำให้เธอกลายเป็นที่จดจำของแฟนเพลงแฟนหมอลำทุกรุ่นทุกวัย และมีคิวงานว่าจ้างที่ยาวเหยียดไม่เว้นแต่ช่วงเทศกาล และนอกจากสังวาดการลำที่น่าจดจำของเธอ ขณะขึ้นแสดงบนเวทีเธอยังนำเสนอตัวตนของเธอในฐานะหมอลำกลอนผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการแต่งกาย การสวมวิกผม ใส่ซิ่นไหม เบี่ยงผ้าพื้นเมือง ประกอบกับเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ ได้สร้างภาพจำให้กับแฟนเพลงแฟนผู้ฟังใกล้ไกลและเป็นที่นิยมในหมู่เจ้าภาพทั่วฟ้าเมืองอีสาน

สืบสายลายล่องอ้อป่องทางลำ

“ก่อนหน้าที่จะเข้าสู่วงการศิลปินหมอลำ เราเคยเรียนเป่าแคนมาก่อน มีอยู่วันหนึ่งได้ยินเสียงกลอนลำของ หมอลำบุญช่วง เด่นดวง ในกลอนลำล่อง “สะพานทองสองฝั่งโขง” จากหอกระจายข่าวในหมู่บ้าน เรารู้สึกมีความสุขและประทับใจมากหลังจากที่ได้ฟังลำล่องกลอนนี้ เลยฝึกหัดจดจำเอากลอนลำทุกเช้าที่ผู้ใหญ่บ้านเปิดผ่านหอกระจ่ายข่าว จากนั้นจึงตัดสินใจบอกคุณยายว่าจะพักการเรียนเป่าแคนแล้วหันมาเอาดีด้านการลำแทน

“ในปี พ.ศ. 2552 เป็นปีแรกที่เราเริ่มร่ำเรียนศิลปวิทยาการลำ จากครูคนแรก คือหมอลำแป้งหอม คมขวัญ ซึ่งเป็นคุณยายแท้ๆ ของเราเอง แต่กลอนลำที่คุณยายถ่ายทอดให้ เป็นกลอนลำโบราณไม่มีความกระชับ จึงตัดสินใจเข้ามาเรียนลำกับแม่หมอลำบัวผัน ดาวคะนอง ในปี พ.ศ. 2553”

“หมอลำบัวผัน ดาวคะนอง” ถือเป็นบรมครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาลำให้ทองแปนน้อยโดยแท้ และเป็นผู้มอบ “อ้อป่อง” ให้ทองแปนน้อยคนแรก นอกจากนั้นยังเป็นผู้ปรับเปลี่ยนจังหวะการลำให้ใหม่ ให้จังหวะมีความทันสมัยมากขึ้น เธอยังอธิบายให้ฟังอีกว่า “อ้อ” คือคาถาสำหรับหมอลำหรือศิลปินสายอื่นๆ เป็นความเชื่อเฉพาะบุคคล โดยเชื่อกันว่าอ้อจะช่วยให้จดจำกลอนลำได้ดีและมีเสน่ห์เวลาขึ้นลำบนเวที คนที่เป็นหมอลำจริงๆ จะรู้ดีว่าอ้อมีอยู่จริง หากปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและรักษาไว้ได้

หมอลำบัวผัน ดาวคะนอง ภาพ: Facebook บักอาร์ทน้อย ปฐมพร ดาวคะนอง

“อ้อ” กับ “คาย” จะมีความแตกต่างกัน โดยคายจะเป็นสิ่งของเครื่องใช้ อาจจะเป็นผ้าผืนแพรวา ผ้าขาว เหล้า ไข่ เงิน ซิ่นไหม เหล่านี้จะเรียกว่าคาย ส่วนอ้อจะเป็นคาถา เป็นคำพูด หลายคนอาจจะบอกว่า คายอ้อ เป็นสิ่งเดียวกัน แต่ความจริงแล้วเป็นคนละอย่าง เหมือนกับเวลาที่เราจะสวดมนต์ไหว้พระ เราต้องมีขันธ์ห้า เราถึงจะเริ่มตั้งนะโม ส่วนหมอลำเองก็เช่นกันจะต้องมีคายก่อนถึงจะสามารถว่าคาถาอ้อได้ เมื่อสองสิ่งนี้มารวมกันจึงกลายเป็น “คายอ้อ” อย่างที่หลายคนพูดถึง

หมอลำฝ่ายชายหรือหมอลำฝ่ายหญิง

ในวงการหมอลำมักจะกำหนดตำแหน่งแห่งที่ไว้สองตำแหน่ง คือหมอลำฝ่ายชายและหมอลำฝ่ายหญิง ซึ่งเป็นการกำหนดตามกรอบการแบ่งเพศระหว่างเพศชายและเพศหญิง ส่วนตัวทองแปนน้อยเอง เธอได้นิยามตัวเองว่าเป็นหมอลำฝ่ายหญิง เพราะการลำแบบผู้หญิงเป็นสิ่งแรกที่เธอทำ และเป็นที่รู้จักในหมู่คนทั่วไปจากเสียงร้องแบบผู้หญิง

“จะว่าไปเมื่อก่อนตัวเราเองก็เคยฝึกร้องเรียนลำแบบผู้ชายมาก่อนเช่นกัน แต่ก็รู้สึกไม่เป็นตัวเอง รู้สึกติดขัดไปหมด เคยไปแสดงเป็นหมอลำฝ่ายชายหลายครั้ง คนฟังเขาก็บอกว่านี่ไม่ใช่หมอลำฝ่ายชาย แต่นี้คือหมอลำฝ่ายหญิง เสียงผู้หญิงลำ ถ้าจะลำแบบนี้ทำไมไม่ลำแบบผู้หญิงไปเลย เมื่อตนได้ยินเสียงวิพากษ์จากท่านผู้ฟังอย่างนั้น จึงถือโอกาสลำแบบผู้หญิงและนิยามว่าตนเป็นหมอลำฝ่ายหญิงตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา

“ยังจำได้ดีสำหรับงานแรกที่เรารับบทแสดงเป็นหมอลำฝ่ายหญิง คือวันที่ถูกว่าจ้างจากเจ้าภาพที่ บ.หนองบัว อ.พล จ.ขอนแก่น หลังจากที่แฟนหมอลำได้ยินเสียงของเราดังขึ้นจากที่นี่เป็นที่แรก ก็รู้สึกประหลาดใจจนถูกท้วงถามหน้าเวที ต่อมาท่านผู้ฟังก็เริ่มนิยมชมชอบ ทำให้มีการว่าจ้างงานแสดงเพิ่มมากขึ้น ผู้ฟังหลายท่านต่างชื่นชมว่าเราเป็นคนที่มีลีลาท่ารำงดงาม น้ำเสียงไพเราะ จังหวะการร้องลำทันสมัย นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรามั่นใจที่จะแต่งตัวแบบนี้ขึ้นลำในตำแหน่งหมอลำฝ่ายหญิงอย่างเฉิดฉายบนเวที”

เรื่องราวหลังฮ้านกับหน้าม่านการแสดง

“หลังลงจากเวที ตัวเราเองไม่เคยไปบังคับใครหรือบอกใคร ให้แทนตัวเราว่าเพศอะไร จะเรียก “บัก” เรียก “อี” ก็เรื่องของเขา แต่ส่วนมากเขาจะเรียกเราว่า “แม่” เป็นส่วนใหญ่ อย่าง “แม่แปน” หรือ “แม่ทองแปน” ถึงแม้ว่าบุคลิกภายนอกของเราจะเป็นผู้ชายแต่ว่าใจเราเป็นผู้หญิงเต็มร้อยถึงเกินร้อยด้วยซ้ำ เพียงแค่เราเกิดมาในร่างของผู้ชายเท่านั้น เราจึงไม่ได้คิดอะไรมากหากเขาเรียกเราว่าแม่ แต่ถ้าพูดถึงพรสวรรค์ที่ฟ้าสร้างกับรูปร่างลักษณะแบบผู้ชายที่เราเป็น เราก็รู้สึกน้อยใจในบางครั้ง แต่ก็ดีแล้วที่ตนได้เกิดมาร่างกายครบ 32 ประการ 

หมอลำทองแปนน้อย ดาวคะนอง (ซ้าย) หมอลำบุญช่วง เด่นดวง (ขวา) ภาพ: Facebook บักอาร์ทน้อย ปฐมพร ดาวคะนอง

“ในการทำงานสายศิลปินก็จะมีกลุ่มแฟนคลับหรือเจ้าภาพที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น แต่ก็มีเพียงส่วนน้อย อย่างเช่นเวลาไปลำ เขาก็จะเรียกเราว่า “หมอลำกะเทย” หรือคนที่มาดูหมอลำจะพูดคุยตั้งคำถามกับเจ้าภาพว่า ทำไมจ้างหมอลำกะเทย? แต่สำหรับคนที่เขาชอบเราจากใจจริงเขาก็จะพูดว่า กะเทยแล้วไง? ฉันจ้างมาฟังเสียงลำไม่ได้จ้างมาทำอย่างอื่น ไม่ได้จ้างมาดูเนื้อในของจิตใจใคร ฉันจ้างมาฟังเสียงเพราะฉันชอบเท่านั้น นี่เป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้จะมีคนที่ไม่ชอบเราเป็นส่วนน้อย แต่ก็ยังมีคนที่ชอบเราเป็นส่วนใหญ่

“แต่ในโลกของการทำงานจริงๆ ก็เคยมีคนถาม ถามว่าทำไมไม่ลำเป็นผู้ชาย เราก็ตอบเขาไปว่าพอเราลำเป็นหมอลำฝ่ายชาย ใช้เสียงลำแบบผู้ชาย มันไม่มีใครจ้าง เคยลำแบบผู้ชายอยู่ 1 ปี ไม่มีใครจ้างเลย แต่พอมาลำแบบผู้หญิง คิวงานกลับเนืองแน่นตลอดทั้งปี 

“แม้ในอดีตจะมีแค่หมอลำฝ่ายชายกับหมอลำฝ่ายหญิงเท่านั้น แต่ตัวเราเป็นหมอลำฝ่ายกะเทย หลายคนอาจจะสงสัยว่ามันผิดฮีต ผิดคอง ผิดธรรมเนียมหมอลำไหม เราก็ต้องตอบไปตามตรงเลยว่ามันไม่ผิด ถ้าพูดตามความจริงแล้ว ในอดีตตั้งแต่โบราณ ที่แม้แต่ตัวเราเองก็เกิดไม่ทัน ในวงการหมอลำยังมีหมอลำกะเทยรุ่นใหญ่ ชื่อว่า หมอลำสว่างจิต เชื้อหงษ์ ท่านเองก็ทำหน้าที่เป็นศิลปินหมอลำมาจนอายุถึง 70 กว่าปี ในฐานะหมอลำกะเทยเช่นกัน

หมอลำสว่างจิต เชื้อหงษ์ ภาพ: Facebook หมอลำ ฉวีวรรณ ดำเนิน – พันธุ

สวมวิก นุ่งซิ่น กับตำแหน่งศิลปินเพศทางเลือก

“การนำเสนออัตลักษณ์ทางเพศของเรา มันเริ่มมาจากหนึ่งเรารักและชอบแต่งตัวแบบนี้ สองคือเรามีความมั่นใจ สามคือความหน้าด้านของเราเอง การเป็นหมอลำนี่ต้องมีความหน้าด้านหน้ามึน ใครจะพูดยังไงก็ช่างเขา ให้เลือกเก็บเอาคำติชมที่ดีก็พอ ส่วนคำติชมที่ไม่ดีเราก็เอามาปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง เราจะเป็นคนที่เลือกฟังคำคน คำพูดไหนที่ไม่มีมูลเหตุแล้วทำให้เราไม่สบายใจหรือทำให้เรามีอคติต่อเขา เราจะไม่ฟัง ส่วนคำพูดไหนที่เป็นประโยชน์แก่เราหรือฟังแล้วเราสามารถนำไปปรับปรุงตัวเองได้ เราก็จะฟัง 

“เวลาเราไปลำ เราจะชอบแต่งตัวไปจากบ้าน พอขึ้นเวทีแล้วร้องโอละนอ… เจ้าภาพหรือผู้ฟังได้ยินเสียงเราก็มักจะมีคำถามตามมาว่า ไม่ใช่หมอลำผู้ชายหรอ? หมอลำทองแปนน้อยเป็นหมอลำผู้ชายหรือเป็นหมอลำผู้หญิง? บางครั้งบางทีก็ถูกถามจากด้านหน้าเวทีเลยว่า หมอลำทองแปนน้อยเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง? ความสับสนของท่านผู้ฝังอาจจะมาจากการที่เราเป็นคนไม่ชอบแต่งตัวให้มีหน้าอก ไม่ชอบใส่ยกทรง เราเองก็อยากให้เขารู้เลยว่าเราไม่ใช่ผู้หญิง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสับสนหากมีการว่าจ้างครั้งต่อไป

หมอลำทองแปนน้อย ดาวคะนอง (กลาง) ภาพ: Facebook บักอาร์ทน้อย ปฐมพร ดาวคะนอง

ในวันที่ทองแปนน้อยกลายเป็นครูผู้มีศิษย์ และคิดเดินทางบนถนนสายศิลปินเยี่ยงเธอ

“กว่าจะมาเป็นครูในวันนี้เราก็ฝ่าฟันความลำบากมามากมาย พูดตรงๆ ก็คือความลำบากมีมากกว่าความสบายด้วยซ้ำ อย่างในช่วงเทศกาลคนอื่นเขามีโอกาสได้เดินทางกลับบ้าน อยู่อาศัยกับครอบครัวอย่างมีความสุข แต่ตัวเองกลับต้องยืนถือไมค์ไฟส่องหน้าบนเวที หรือช่วงเทศกาลสงกรานต์คนอื่นสนุกสนานกับเพื่อนฝูงครอบครัว แต่ทำไมตัวเองต้องมายืนลำจนเสียงแหบเสียงแห้ง ความลำบากมันคือการอยากมีเวลาเป็นของตัวเองเหมือนคนอื่น มีความสุขกับครอบครัวในช่วงเทศกาล 

“แต่พูดถึงความดีและความสบายในการเดินสายลำก็มีเช่นกัน สิ่งที่ได้มาคือชื่อเสียงและเงินตราที่หาเลี้ยงเราและครอบครัวจนมีวันนี้ การที่เราเดินทางออกไปแล้วได้เงินกลับมาจุนเจือครอบเครือช่วยเหลือญาติพี่น้อง มันคงเป็นความสุขและความสบายใจอีกแบบ ชีวิตของศิลปินก็คงจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป ไม่ได้สบายใจสบายกายมากที่สุดและไม่ได้ทุกข์ใจทุกข์กายมากที่สุดเช่นกัน ทั้งสองอย่างจะอยู่ก้ำกึ่งตรงกลางระหว่างกัน

ภาพ: Facebook บักอาร์ทน้อย ปฐมพร ดาวคะนอง

“แม้ทุกวันนี้จะมีลูกศิษย์ลูกหามาร่ำเรียนวิชาลำจากเราหลายคน เอาเข้าจริงๆ ก็เกือบ 20 คน ก็ว่าได้ แต่ตัวเราเองก็ไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็นครูหมอลำได้อย่างเต็มที่ อาจจะเรียกว่าเป็นแม่ครูแต่ว่ายังไม่ถึงขั้นที่จะเป็นแม่พิมพ์ มีลูกศิษย์หลายคนที่อยากจะเรียนลำโดยตรงกับ หมอลำบัวผัน ดาวคะนอง แต่ท่านไม่มีเวลาสอน ท่านก็จะให้ลูกศิษย์เหล่านั้นมาเรียนกับเราแทน

“สิ่งที่เขามั่นใจว่าเราสามารถเป็นครูให้เขาได้ก็น่าจะมาจากสังวาดการฟ้อนการลำของเราเป็นอย่างหนึ่ง อย่างที่สองก็น่าจะเป็นการวางตัวและการแสดงบนเวที จะมีช่วงหนึ่งที่ หมอลำธนา ฟ้าขาด หมอลำฝ่ายชายคู่ขวัญของทองแปนน้อย นำวีดีโอการร้องลำของเราไปเผยแพร่ใน YouTube พอลูกศิษย์เขาเห็น เขาจึงติดต่อบอกให้เราสอนเขาลำ เราก็ตอบตกลงไปทันทีอย่างไม่เกี่ยง เพราะต้องการให้มีคนสืบทอดกลอนลำอยู่แล้ว

หมอลำธนา ฟ้าขาด (ซ้าย) หมอลำทองแปนน้อย ดาวคะนอง (ขวา) ภาพ: Facebook บักอาร์ทน้อย ปฐมพร ดาวคะนอง

อนาคตที่ยังมาไม่ถึง…

“ความจริงหากจะพูดถึงความยืนยาวของชีวิตคนก็คงเป็นสิ่งไม่แน่ไม่นอนเหมือนกัน วงการศิลปินหรือวงการหมอลำก็เช่นกัน ชื่อเสียงเกียรติประวัติเราขอปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตจะดีกว่า คงต้องรอดูกันไปอยู่เรื่อยๆ เพราะวงการนี้เอาแน่เอานอนไม่ได้ เรื่องของการยอมรับหมอลำกะเทยก็เช่นกัน หากจะพูดถึงการถูกยอมรับ ณ ขณะนี้ ก็ต้องบอกว่าสังคมเปิดใจให้การยอมรับเรามากขึ้น แต่ต่อไปในภายภาคหน้า สังคมก็อาจจะเปิดใจมากกว่านี้ก็เป็นได้ หากแต่จะไม่มีการหักมุมก่อนเรือจะข้ามฝั่ง ทุกวันนี้ถึงแม้ว่าเราจะเป็นหมอลำกะเทย แต่การจ้างงานของเราก็เทียบเท่ากับหมอลำชายจริงหญิงแท้ สามารถรับงานในราคาที่เท่ากัน สิ่งนี้เลยทำให้เราเริ่มรู้แล้วว่าสังคมเริ่มยอมรับเราแล้ว 

“แต่ตัวทองแปนน้อยเองก็อยากจะฝากถึงผู้ที่สนใจอยากจะเดินสายศิลปินแบบเรา ถ้าเป็นกะเทยแล้วอยากร้องอยากลำเป็นผู้หญิง แต่งตัวเฉิดฉายบนเวทีแบบผู้หญิง ให้ทำเลย สิ่งเหล่านี้เราต้องมั่นใจในตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก สองคือการเป็นหมอลำต้องหน้ามึน ต้องสู้ และสามคือต้องบ้า บ้าครึ่งดีครึ่งก็ว่ากันไป ใครจะว่ายังไงก็ช่างเขา สามอย่างนี้จะทำให้เรามั่นใจในตัวเอง แล้วสังคมจะยอมรับเราได้เอง ไม่ต้องไปตั้งคำถามว่าถ้าทำแบบนี้เขาจะชอบเราไหม ตัวเราเองต้องลองทำก่อนลองถ่ายทอดออกมาผ่านตัวตนของเรา ถ้าคนฟัง 100 คน ชอบเราสัก 70 คน แบบนี้ถือว่าเราผ่านเกณฑ์การเอาชนะใจตัวเองและคนในสังคม  

“ปัจจุบันนี้เป็นยุคของสื่อ ทำให้เกิดก็คือสื่อ ฆ่าให้ตายก็คือสื่อ การทำงานบนถนนสายนี้ก็จำเป็นจะต้องรักษาภาพลักษณ์ ระวังชื่อเสียงของเราไม่ให้สื่อนำเสนอไปในทางที่ไม่ดี อีกอย่างคือสื่อกลายเป็นพื้นที่จัดหางานให้เราจริงๆ การติดต่อว่าจ้างงานส่วนใหญ่ก็มาจากสื่อเป็นส่วนมาก บางคนเขาเห็นเราผ่าน Tiktok ผ่าน YouTube เขาก็ติดต่อเรามา แต่ก็มีบางส่วนติดต่อจากด้านหน้าเวทีที่เราไปลำตามงาน อย่างล่าสุดก็มีเจ้าภาพจาก อ.ชุมพวง อ.ลำปลายมาศ อ.พุทไธสง ที่ติดต่อเรามาผ่านสื่อออนไลน์พวกนี้”

ทิ้งท้ายจากปลายปากกาผู้เขียน

การตั้งคำถามของแฟนเพลงหรือเจ้าภาพต่อหมอลำทองแปนน้อย ดาวคะนอง เมื่อเธอขึ้นแสดงด้านหน้าเวที คงจะมาจากการนำเสนออัตลักษณ์ทางเพศของเธอด้วยความมั่นใจ การแต่งกายที่แสดงออกถึงความก้ำกึงระหว่างเพศ อาจจะทำให้ท่านผู้ฟังหลายคนเกิดข้อสงสัย โดยเฉพาะท่านผู้ฟังที่เป็นผู้สูงอายุ ที่ภาพจำของศิลปินหมอลำที่คุ้นชินอาจจะมีเพียงหมอลำฝ่ายชายและหมอลำฝ่ายหญิงเท่านั้น หากจะเป็นกะเทยหรือเพศทางเลือก ก็คงจะต้องรับบทตลกหรือตัวประกอบ 

การปรากฏขึ้นของหมอลำกะเทยไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ในวงการศิลปินหมอลำอีสาน อย่างที่หมอลำทองแปนเคยเล่าไปว่า ในอดีตยังมีหมอลำที่เป็นกะเทยมาก่อนหน้านี้ อย่างหมอลำลำสว่างจิต เชื้อหงษ์ ก็เป็นหมอลำกะเทยเช่นเดียวกัน เมื่อครั้งที่หมอลำสว่างจิตยังมีชีวิต เธอยังเคยได้รับรางวัลศิลปินดีเด่นด้านวัฒนธรรมสัมพันธ์ศิลปะการแสดง สาขาหมอลำกลอน ประจำปี พ.ศ. 2558 

ปัจจุบันหมอลำกะเทยอีกหนึ่งคนที่เป็นที่รู้จักของแฟนเพลงแฟนหมอลำมาตั้งแต่อดีตจนถึง ณ ขณะนี้ คือ หมอลำสนธยา กาฬสินธุ์ อดีตพระเอกหมอลำชื่อดังจากหมอลำคณะเพชรอุดร เจ้าของผลงานเพลง “ชมสาวโรงงาน” และผลงานเพลง “ฮักสาวผมเปีย” ที่แม้ในอดีตเธอจะไม่แสดงออกตัวตนแห่งเพศที่แท้จริงสู่สายตาของแฟนเพลงแฟนผู้ฟังด้านหน้าเวที แต่เมื่อปี พ.ศ. 2560 เธอได้ปรากฏตัวบนเวทีประกวดหมอลำระดับประเทศในรายการ ไมค์ทองคำหมอลำฝังเพชร กับการแต่งกายที่มีลักษณะเป็นผู้หญิงของเธอ ทำเอาหลายคนต่างตกใจไปพร้อมๆ กัน 

แม้การปรากฏตัวในครั้งนี้จะเป็นการนำเสนอตัวตนของสนธยาในรูปแบบใหม่ แต่หลังจากที่เทปบันทึกการแข่งขันได้ถ่ายทอดออกไป ก็ทำให้เธอกลายเป็นที่รู้จักและถูกยอมรับมากขึ้น และในปี พ.ศ. 2561 มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ยกย่องให้เธอเป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมสัมพันธ์ สาขาสื่อสารวัฒนธรรม ประจำปี พ.ศ. 2561 

หมอลำสนธยา กาฬสินธุ์ ภาพ: ไมค์ทองคำหมอลำฝังเพชร

การเข้ารับรางวัลของหมอลำกะเทยชั้นครูทั้งสองคน ทำให้เห็นว่าพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมและการแสดงหมอลำ ยังคงเป็นพื้นที่ที่ทำให้พวกเขาสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวของพวกเธอเอง ประกอบกับพรสวรรค์ที่ฟ้าสร้าง เป็นสิ่งพิสูจน์สำคัญว่าพวกเขาสามารถแสดงออกทางลีลาวาทะศิลป์ ร้องลำได้อย่างไพเราะไม่ต่างไปจากหมอลำชายจริงหญิงแท้ การร้องลำแบบผู้หญิงหรือการแต่งกายแบบหมอลำฝ่ายหญิงขึ้นแสดง จึงทำให้แฟนเพลงแฟนหมอลำมองข้ามไปในวันที่โลกอ้าแขนรับ และเปิดใจยอมรับพวกเธอมากยิ่งขึ้น 

image_pdfimage_print