“ถ้าเรามองถึงเอาทุนวัฒนธรรมที่มีอยู่มาใช้ แน่นอนเราต้องผูกโยงกับคุณค่าความหมาย และโยงไปถึงสังคม ประเทศชาติ จนไปถึงโลก เราต้องพูดถึงมูลค่าของวัฒนธรรมในเชิงของคุณค่าทางจิตใจด้วย ไม่ใช่เพียงทุนทางเงินตราเท่านั้น” 

หนึ่งความเห็นเกี่ยวกับกระแสของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดย ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ อดีตอาจารย์ประจำสาขาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และผู้ก่อตั้ง โฮงสินไซ แหล่งศึกษาวรรณคดีลุ่มน้ำโขงเรื่อง สังข์สินชัย ในงานเสวนาวิชาการ ช่วงแรก หัวข้อ การนำทุนวัฒนธรรมวรรณกรรมสินไซ มาสร้างสรรค์งานทางศิลปกรรม วันที่ 18 สิงหาคม 2566 ณ โรงละครคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีจุดประสงค์เพื่อถอดบทเรียนการสร้างสรรค์ผลงาน ในวาระชนะเลิศ 3 ปีซ้อน การแข่งขันการประกวดดนตรีพื้นบ้านวงโปงลางชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ กรมพละศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ของวงโปงลางสินไซ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ อดีตอาจารย์ประจำสาขาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และผู้ก่อตั้ง โฮงสินไซ

“วงโปงลางสินไซ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เข้าปีที่ 16 แล้ว ผ่านทุกข์ผ่านสุขมามาก ตอนแรกนั้นเราใช้ชื่อว่า ชมรมวงโปงลางมหาวิทยาลัยขอนแก่น ก่อนจะมีหลักสูตรการแสดงพื้นเมืองเสียอีก เมื่อเราเปิดหลักสูตรดนตรีและการแสดงพื้นเมืองในปี 2550 ขณะนั้นผมได้รับตำแหน่งคณบดี ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ เราเห็นยุทธศาสตร์สำคัญว่า เรามีดนตรีไทยแล้ว เรามีดนตรีตะวันตกแล้ว อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ความเป็นท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน 

“เราจะสร้างความเป็นอัตลักษณ์ของเรา จึงเกิดหลักสูตรดนตรีและการแสดงพื้นเมือง และเปลี่ยนชื่อจาก ชมรมวงโปงลางมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็น วงโปงลางสินไซ ขณะเดียวกับที่เทศบาลนครขอนแก่นกำลังหยิบวรรณกรรมเรื่อง สังข์สินชัย หรือ สินไซ มาเป็นการพัฒนาภาพลักษณ์ของเมือง เราสามารถพูดได้ว่า วงโปงลางสินไซ เกิดขึ้นมาพร้อมกับเสาไฟสีโห สังข์ และสินไซ รอบๆ เมืองขอนแก่น ” ศ.ดร.เฉลิมศักดิ์ พิกุลศรี อดีตคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของวงโปงลางสินไซ

การแข่งขันการประกวดดนตรีพื้นบ้านวงโปงลางชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ กรมพละศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือที่เรียกอย่างลำลองในหมู่ผู้ติดตามว่า การแข่งขันวงโปงลางกรมพละ เป็นอีกปรากฎการณ์ที่แพร่หลายในโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม Tik Tok Facebook Twitter รวมไปถึง Instagram กระทั่งกลายเป็นอีกหนึ่งวาระที่แฟนคลับ ผู้ติดตาม นักวิชาการด้านวัฒนธรรม หรือผู้ที่อยู่ในแวดวงของศิลปวัฒนธรรมอีสาน ต่างเฝ้ารอคอยข่าวคราวของการประกวดวงโปงลางกรมพละในแต่ละปี วงโปงลางสินไซ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมประกวด หลังจากนั้นพวกเขากลายเป็นวงโปงลางที่ชนะเลิศ 3 ปีซ้อนในการแข่งขันของเวทีนี้

ปรากฏการณ์นี้ได้รับความสนใจไม่ต่างจากการเคลื่อนตัวของอุตสาหกรรมบันเทิงอย่างหมอลำ ที่ได้ถูกหยิบยกมาสนทนากันในหลายรอบเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หรือการเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นมูลค่าทางการเงิน เมื่อพลวัตทางสื่อได้ผลักดันวัฒนธรรมพื้นบ้านให้กลายมาเป็นกระแสหลัก และยืนทัดเทียมอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง YouTube โดยมียอดผู้เข้าชมหลักหมื่นถึงหลักแสน

The Isaan Record พาไปทำความรู้จักวงโปงลางสินไซ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถอดรหัสการสร้างสรรค์ชิ้นงานศิลปะภายใต้ธีม “Look Isaan ลูกอีสาน” การดึงทุนทางวัฒนธรรมจากท้องถิ่นเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่ได้มีแค่การรำและร้อง ผ่านวงโปงลางชนะเลิศ 3 สมัยของการแข่งขันวงโปงลางกรมพละ

วงโปงลางศึกษา การแข่งขัน ศิลปะ และวัฒนธรรม

หากกล่าวถึงการแข่งขันวงโปงลาง พื้นที่ของวงโปงลางนั้นมีตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา คือการแข่งขันศิลปะหัตถกรรมนักเรียนในปีต่างๆ และระดับอุดมศึกษา เวทีที่เป็นที่นิยมและรู้จักอย่างแพร่หลายคือ การแข่งขันวงโปงลางของกรมพละ แทบทุกเวที การประกวดประชันของวงโปงลางมักทำการแสดงโดยแบ่งออกเป็น 5 ช่วงดังนี้ 

ช่วงที่ 1 เทิดพระเกียรติฯ – เป็นการแสดงเทิดพระเกียรติเพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมวงศานุวงศ์ผู้พระราชทานถ้วยในวาระนั้นๆ ซึ่งในการประกวดวงโปงลางของกรมพละคือ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ช่วงที่ 2 เบิกวง หรือ โชว์วง – เป็นการแสดงถึงอัตลักษณ์ของวงโปงลาง และถ่ายทอดศิลปะท้องถิ่นที่สร้างสรรค์ในแบบฉบับของวงโปงลางนั้นๆ ในช่วงนี้ยังมีการแข่งขันที่แยกย่อยออกมาอีกอย่างหนึ่งนั่นคือ การประกวดนางไหและกั๊บแก๊บ 

ช่วงที่ 3 การเดี่ยวเครื่องดนตรี หรือการโชว์เพลง หรือ ลายเพลง – ของเครื่องดนตรีบรรเลงเพลงต่างๆ โดยช่วงนี้ถือเป็นการประกวดอีกหนึ่งประเภท นอกจากการประกวดรวมวงใหญ่ 

ช่วงที่ 4 คือช่วงการแสดงศิลปวัฒนธรรม – ในช่วงนี้มีแนวคิดที่ต้องนำเอาวัฒนธรรม วิถีชีวิต ศิลปะ มาสร้างสรรค์เป็นผลงานการแสดงถ่ายทอดเพื่อให้ผู้ชมได้รับชมและประกอบการตัดสินในการแข่งขัน

ช่วงที่ 5 คือช่วงเต้ยลา – เป็นการแสดงช่วงสุดท้าย โดยส่วนมากแล้วเนื้อหาเพลงที่ร้องจะเป็นเนื้อหาสรุปท้ายก่อนจากลากันไป โดยนิยมใช้เพลงทำนองเต้ยประกอบการแสดง

Look Isaan ลูกอีสาน

“ปกติเวลาเราไปแข่งวงโปงลาง เราแค่หยิบวัฒนธรรมขึ้นมาแล้วก็สร้างสรรค์โชว์ แต่ปีนี้เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าเราคือใคร เราคือลูกอีสานใช่ไหม เรากำลังพัฒนาบ้านตัวเองอยู่” 
“เราก็เลยถอดบทเรียนในการสร้างสรรค์ จากวรรณกรรมเรื่อง ลูกอีสาน ของคำพูน บุญทวี และการแสดงที่ทำออกไปในปีนี้ เพื่อที่ตั้งคำถามให้คนอีสานกลับมามองบ้านเราอีกครั้ง คนที่ไม่ใช่คนอีสานถ้าเขามาดูและเห็นคุณค่านั่นคือกำไร” อาทิตย์ กระจ่างศรี อาจารย์สาขาดนตรีพื้นเมือง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวในการเสวนาวิชาการ ช่วงที่ 2 หัวข้อ จากแนวคิดถึงกระบวนการสร้างสรรค์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกิจกรรมประกวดดนตรีพื้นบ้านวงโปงลาง

อาทิตย์ กระจ่างศรี อาจารย์สาขาดนตรีพื้นเมือง

ลูกอีสาน หนังสือนวนิยายของ คำพูน บุญทวี พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2519 

หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลดีเด่น ประเภทนิยาย ของคณะกรรมการพัฒนาหนังสือ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2519 รวมไปถึงรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม รางวัลซีไรท์ดีเด่นประเภทนิยายประจำปี 2522 และได้ถูกนำไปผลิตเป็นภาพยนตร์เมื่อปี 2525 โดย คำพูน บุญทวี ผู้ประพันธ์ ยังได้ร่วมแสดงในบท ลุงกา อีกด้วย

วรรณกรรมเล่มนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของผู้เขียน ซึ่งเป็นชาวอีสานโดยกำเนิด ได้นำเอาประสบการณ์และเกร็ดชีวิตเมื่อ 40 ปีที่แล้ว (นับจาก พ.ศ.2519) 

เล่าชีวิตผ่านนิยายสะท้อนเรื่องราวของผู้คนในชนบท แสดงให้เห็นถึงความเป็นอยู่สภาวะธรรมชาติ ความสุข ความทุกข์ และการต่อสู้อย่างทรหดอดทนกับความแปรปรวนของธรรมชาติ 

คำว่าบ้านของคนอีสานนั้นคือโจทย์สำคัญที่ตั้งคำถามให้กับผู้ชม และคนคนไกลบ้านได้หันกลับมามองทุนทางวัฒนธรรมอีสานที่มีอยู่รอบตัว แนวคิดที่ตกผลึกจากการนำวรรณกรรมของคำพูน บุญทวี ทำงานกับการหาข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อต่อยอดเป็นการแสดงบนเวทีคือจุดประสงค์หลัก 

ชีวิตของชายหนุ่มผู้ต้องละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดเนื่องจากความจำเป็นที่จะต้องไปรับราชการครูที่กรุงเทพมหานคร โดยให้คำสัญญากับหญิงสาวที่เป็นที่รักว่า เข้าพรรษาปีหน้า จะกลับมาที่บ้านอีกครั้ง คือการแสดงของวงโปงลางสินไซที่ร้อยเรื่องราวโชว์ต่างๆ ให้อยู่ภายใต้แนวคิดลูกอีสาน

องค์ประกอบของเรื่องราวทั้งหมดคณะผู้สร้างสรรค์ได้ตั้งหลักอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี เช่นเดียวกับในวรรณกรรมที่มีการกล่าวถึงพื้นที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น วิถีชีวิต ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม รวมไปถึงการอพยพโยกย้ายหนีความแห้งแล้งของอีสาน การดิ้นรนหาโอกาสที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น และปัญหาการศึกษาที่คนอีสานไม่ได้มีทางเลือกมากนัก 

การย้อนมองกลับไปถึงรากเหง้า หยิบเอาวัตถุดิบทางวัฒนธรรมที่ซ่อนเร้นอยู่ในจังหวัด รวมถึงภาคอีสาน ทั้งที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และไม่มีใครรู้จักเลย จึงเป็นสารตั้งต้นในการสร้างสรรค์ผลงานตั้งแต่การแสดงแรก จนไปถึงการแสดงสุดท้าย 
“เมื่อปีนี้เราได้รับธีมว่าเราจะเล่นลูกอีสาน เราเลยมาวิเคราะห์จากหนังเรื่องลูกอีสานว่า ที่กำเนิดเรื่องราวนั้นอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี และเราก็มาคิดกันว่าเราจะเชื่อมตั้งแต่การแสดงเทิดพระเกียรติจนถึงการแสดงสุดท้าย อย่างไร” ดวงฤทัย บุญสินชัยอาจารย์พิเศษ ผู้ดูแลการประพันธ์คำร้อง กล่าว

ดวงฤทัย บุญสินชัย อาจารย์พิเศษ ผู้ดูแลการประพันธ์คำร้อง

อุบลราชธานี พื้นที่ที่กลายเป็นโจทย์สำหรับการคิดแนวคิดรวบยอด (Concept) โดยรวมของการแสดงก่อนประกวดในครั้งนี้ แน่นอนว่า ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของ จ.อุบลราชธานี คือความยากในการคัดสรรค์ของเหล่าคณาจารย์และลูกศิษย์ก่อนขึ้นประกวด 
“เราก็มาคิดกันว่า นอกจากการลำทำนองอุบลฯ มันมีอะไรอีกนะที่สามารถเอามาพรีเซนต์ได้ ในด้านการประพันธ์คำร้อง เราเลยได้นำเอา ลำตังหวายบ้านเจียด อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี มาแทรกอยู่ในเนื้อร้องช่วงเทิดพระเกียรติฯ และจะเชื่อมเรื่องยังไงให้ไปถึงช่วงเข้าพรรษา เราเลยเลือกการแสดงที่ถ่ายทอดเกี่ยวกับแห่เทียนอุบลฯ”

ลำตังหวายบ้านเจียด

“พอมาถึงช่วงเพลงลูกทุ่งเราก็แต่งเพลงขึ้นมาโดยนำแนวคิดการจากบ้านจากเมืองของหนุ่มสาวอีสาน ก่อนจะไปถึงช่วงวิถีชีวิตช่วงสุดท้าย เรามองข้ามฝั่งไปฝั่งขวา คือลาวใต้ เราได้นำการขับโสม ขับสีพันดอน เป็นการร้องอีกประเภทหนึ่ง มาผนวกกับการผูกเรื่องราวที่ออกมาของลูกอีสาน” เธอกล่าวต่อ

ขับโสม ขับสีพันดอน

ในการแข่งขันวงโปงลาง องค์ประกอบที่สำคัญคือ เครื่องดนตรี นักดนตรี รวมไปถึงคณะนาฏศิลป์ผู้ร่ายรำประกอบจังหวะและส่งผ่านสัญญะทางเสื้อผ้าหน้าผม คณะฟ้อนรำจึงเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ของการแสดงโปงลาง

“จริงๆ นักศึกษาในสาขาการแสดงนาฏศิลป์มีภูมิความรู้เรื่องชาติพันธุ์อยู่แล้ว นาฏศิลป์พื้นเมืองไม่มีขนบ เราจะรำแบบไหนก็ได้ แต่เราศึกษาจากอากัปรกิริยาของชาวบ้านในอุบลฯ เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์จริงๆ” ปรียาพรณ์ พัชนี อาจารย์ประจำหลักสูตรการแสดง กล่าว

ปรียาพรณ์ พัชนี อาจารย์ประจำหลักสูตรการแสดง

สถาปัตยกรรม ศิลปะนอกเหนือการรำและบรรเลง

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป อิทธิพลของสื่อและแนวคิดการส่งผ่านทางวัฒนธรรมเริ่มมีพลวัตไปตามสังคม ฉาก อุปกรณ์ประกอบการแสดง กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยเพิ่มบทบาทและอรรถรสในเชิงประวัติศาสตร์ และฟื้นคืนพื้นที่ของศิลปะที่กำลังจะหายไป หรือตายไปแล้วอย่างสมบูรณ์

คณะรัฐ ปิสายะ วิทยากรผู้ร่วมเสวนา และผู้ดูแลอุปกรณ์ประกอบการแสดง กล่าวถึงแนวคิดของการออกแบบฉากและอุปกรณ์ว่า 
“หากพูดถึงลูกอีสาน งานศิลปวัฒนธรรมเรากำลังโหยหาอดีต ผมขอเริ่มตั้งแต่ฉากเทิดพระเกียรติฯ ในอีสานเรามีธรรมาสน์ไม้แกะ จากขอนแก่น มาทำเป็นตัวฉาก และส่วนยอดของฉากเรานำเอาศิลปะมาจากธรรมาสน์สิงห์ศิลปะญวณ จากบ้านชีทวน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี มันคือการผนวกกันของศิลปวัฒนธรรมของอีสาน และเครื่องจักสานต่างๆ เรานำมาจากชาวบ้านจริงๆ และนำมาต่อยอดเป็นอุปกรณ์การแสดง”

ธรรมาสน์สิงห์ศิลปะญวณ จากบ้านชีทวน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ภาพจาก Tripadvisor

“นอกจากนั้นในการแสดงช่วงสุดท้าย เราก็ได้นำศิลปะการแทงหยวกและการแห่เทียนโบราณที่มีแต่เทียนแท่งเดียวที่แห่เข้าวัด ซึ่งศิลปะการแทงหยวก มันไม่ได้อยู่ได้เป็นเดือนๆ เหมือนกับไม้แกะ เหมือนสิมเหมือนโบสถ์ เราเลยได้เอาศิลปะชิ้นนี้มาผนวกในการแสดงด้วย” เขากล่าวต่อ

คณะรัฐ ปิสายะ อาจารย์พิเศษ ผู้ดูแลอุปกรณ์ประกอบการแสดง

วงโปงลางสินไซ ห้องเรียนขนาดใหญ่ ใครๆ ก็เป็นเจ้าของ

“ผมสนุกนะ ที่ได้ร่วมงานกับลูกศิษย์และอาจารย์ทุกท่าน ผมไม่ได้มองว่าเป็นอาจารย์ อายุมากกว่าเขา เขาจะเชื่อเราหมด ผมก็ต้องเติมความรู้ในสิ่งที่ผมไม่ถนัดจากคนอื่นๆเช่นกัน” ผศ.ดร.หิรัญ จักรเสน อาจารย์จากสาขาดนตรี  กล่าวถึงในรูปแบบการทำงาน

ผศ.ดร.หิรัญ จักรเสน อาจารย์จากสาขาดนตรี (คนที่2 นับจากซ้ายมือ)

การเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยทำให้รั้วมหาวิทยาลัยไม่มีขอบเขตที่แน่ชัดในการเติมความรู้ วิทยาลัยอาชีวศึกษา อุดรธานี เป็นหนึ่งในบุคคล องค์กร ที่มีส่วนร่วมในการส่งต่อความเป็นอีสาน ที่ไม่ได้จำกัดแค่นักศึกษาจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ หรือในสาขาการแสดงและดนตรีพื้นเมืองเท่านั้น 
“เราไม่มีแค่เราอย่างเดียว เรามีวิทยาลัยอาชีวศึกษา อุดรธานี มาช่วยเรา มันไม่ใช่แค่คนในวง ที่มาช่วยกัน สิ่งนี้ก่อให้เกิด Social community ระบบนิเวศของวงโปงลาง หากไม่ได้รับการสนับสนุน งานมันคงไม่เกิดขึ้นมา มันเลยกลายเป็นพื้นที่ทดลอง ของผู้ที่สนใจในศิลปะและวัฒนธรรม” คณะรัฐ ปิสายะ กล่าว

อีสาน ศิลปะ และอนาคตของวงโปงลาง

เมื่อกระแสของการแข่งขันวงโปงลางขนานไปกับวัฒนธรรมบันเทิงกระแสหลัก คำถามที่เกิดขึ้นต่อปรากฎการณ์ใหม่ว่าอนาคตของพื้นที่ และวงโปงลางจะเดินทางไปในทิศทางใดต่อจากนี้ 

“วงโปงลางมันเกิดขึ้นในประมาณปี พ.ศ. 2515 การจัดการวงจะเหมือนกับวง combo เอาเข้าจริงมันเป็นการจัดการวงสมัยใหม่มากๆ และแน่นอนว่าเราพยายามหาสิ่งใหม่ๆ เช่นการหาอัตราจังหวะใหม่ในทางดนตรีตะวันตก มาปรับใช้ หยิบยืมจากสิ่งอื่นมาประยุกต์ใช้ ผมคิดว่าการทำแบบนี้มันเป็นการสร้างพลวัตให้ดนตรีอีสาน โดยไม่ให้มันเสียของเดิม ยังคงความเป็นอีสานไว้” อาทิตย์ กระจ่างศรี ให้ความเห็น
“ปรากฎการณ์นี้ น่าสนใจมากว่า มหกรรมการแข่งขันวงโปงลางมันเหมือนพื้นที่ ทางวัฒนธรรม ที่ทุกคนโหยหาอยู่หรือเปล่า หน้าตาของการแข่งขันมันพยายามแข่งขันให้เมนสตรีมมากขึ้น และปรากฎการณ์วงโปงลางตั้งคำถามกับเราว่า หัวใจของคุณค่ามัน จะยังอยู่หรือเปล่า คนที่อยู่นอกพื้นที่ หรือคนไม่ใช่คนอีสานเอง จะซาบซึ้งกับมันไหม หรือเมื่อมันกลายเป็นกระแสหลัก คำถามคือคุณค่าของโปงลางโดยเนื้อแท้มันจะหายไปหรือไม่” ผศ.พชญ อัครพราหมณ์ ผู้ดำเนินรายการกล่าวทิ้งท้าย

image_pdfimage_print