“แป้ง รัสมี อีสานโซล” หรือ รัสมี เวระนะ ศิลปินแห่งยุคที่หลายคนให้ความสนใจ เธอเป็นศิลปินหญิงที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากสาขาต่างๆ เช่น รางวัลคมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 13 รางวัลสีสันอวอร์ด สาขาศิลปินหญิงยอดเยี่ยม 2 สมัย และทองหล่อคาวบอย ในปี พ.ศ. 2564 นอกจากนั้นชื่อเสียงของเธอยังดังไกลถึงต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ The Straits Times ได้ยกให้เธอเป็น 1ใน 50 ของบุคคลเอเชียที่น่าจับตาในด้านสาขาศิลปวัฒนธรรมและกีฬา และเธอยังมีผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่อง ​Manta Ray -​ กระเบนราหู ออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส​ ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2561

น่าสนใจไปกว่าการกวาดรางวัลจากหลายเวทีของเธอ คือการนิยามตำแหน่งแห่งที่ให้เธอในฐานะศิลปินหญิงที่มีสไตล์การร้องเพลงแบบอีสานโซล (Isaan Soul) การผสมเข้าเคล้าทำนองระหว่างหมอลำ กันตรึม เจรียง และแนวเพลงแบบโซล ผสานเสียงไปพร้อมกับดนตรีพื้นเมืองอีสาน และดนตรีต่างประเทศ นี่เองจึงทำให้สไตล์การร้องและแนวดนตรีของเธอ เปิดมุมมองใหม่แห่งการเสพสมอารมณ์ร่วมผ่านงานดนตรีของท่านผู้ฟังหลายๆ ท่านอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

จากชีวิตหญิงสาวที่เติบโตมาจากสังคมชนบท ใน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี พื้นที่ที่แวดล้อมไปด้วยการทำเกษตรกรรม ในครอบครัวเกษตรกรของเธอ กับชีวิตพี่สาวคนโตจากพี่น้องท้องเดียวกันกว่า 7 คน ทำให้ แป้ง รัสมี กลายเป็น รัสมี อีสานโซล ในวันนี้หรือไม่ หรือสิ่งอื่นใดที่ทำให้เธอสามารถคงอัตลักษณ์อย่างมีเอกลักษณ์ผ่านบทและและเสียงร้องอันทรงพลังนี้

จุดเริ่มต้นบนเส้นทางสายศิลปินของ “เด็กหญิงรัสมี” เป็นมาอย่างไร

แป้งเป็นเด็กชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง เป็นลูกสาวคนแรกในครอบครัวมีพี่น้องร่วมกัน 7 คน ที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เราใช้ชีวิตแบบ Hard life ในพื้นที่ชนบท ชีวิตโดยรวมก็ค่อนข้างลำบาก เป็นครอบครัวเกษตรกร ปลูกข้าว ปลูกแตงโม ปลูกพริก ปลูกพืชตามฤดูกาลแทบจะทุกชนิด จริงๆ แล้วที่น้ำยืนมีหลายเผ่าพันธุ์หลายภาษาหลายวัฒนธรรมมากๆ ซึ่งพ่อของแป้งเองก็เป็นชาวเขมรอพยพ แต่เป็นคนไทยเชื้อสายเขมร จริงๆ แล้วเราก็หยิบจับความเป็นอีสานมาใช้ แม้แต่คุณพ่อเอง แกเป็นชาวเขมร ไม่ใช่คนลาว แต่แกชอบฟังหมอลำชอบเพลงหมอลำ อย่างเช่น พ่อ ป. ฉลาดน้อย ส่งเสริม นี่เองคงเป็นชนวนสำคัญของการเริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางศิลปิน

พูดถึงการร้องหมอลำ แรกเริ่มเดิมทีแป้งก็จะฝึกมาจากพ่อ แต่สายครอบครัวจะเป็นนักร้องเสียงดีหมดทุกคน ส่วนพ่อของแป้งก็เป็นครูสอนเจรียง เดินทางไปแสดงเจรียงตามหมู่บ้านต่างๆ แป้งก็ครูพักลักจำจากพ่อมาเรื่อยๆ และแป้งเองก็ได้ยินเสียงลำของพ่อ ป. ฉลาดน้อย จากพ่อ ในช่วงแรกคุณพ่อก็จะหัดลำให้แป้งโดยใช้พ่อ ป. ฉลาดน้อย เป็นตัวอย่าง ซึ่งเป็นกลอนลำแบบลำทำนองอุบล จากนั้นก็ค่อยหัดร้องเพลงลูกทุ่งจากเพลงของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ สายัณห์ สัญญา ยอดรัก สลักใจ หรือศิลปินลูกทุ่งทั่วไปในสมัยนั้น แต่พรสวรรค์ทั้งหมดน่าจะถูกถ่ายทอดทางสายเลือดของพ่อ ช่วงอายุ 13 ปี แป้งเคยไปอยู่กับวงหมอลำที่ จ.ศรีสะเกษ ชื่อวง สามโทนคนบ้านป่า แต่ว่าตอนนี้น่าจะยุบไปแล้ว ไปอยู่กับวงสามโทนหลายปี ร้องคัฟเวอร์ ร้องทั่วไป ตอนนั้นแป้งเรียนยังไม่จบ ป.6 

ภาพ Illustration จาก Facebook: Rasmee Isan Soul

หลังจากที่ได้รับอนุญาตจากพ่อ ก็ไปอยู่กับวงเลย จนถึงอายุ 20 ย้ายไปอยู่เชียงใหม่ จึงไปเริ่มเรียน กศน. ระดับมัธยมเพื่อให้ได้วุฒิ ม.3 และตอนแป้งอายุ 21 ก็ไปเรียน ปวช. กับเด็กอายุน้อยกว่าตัวเอง 7 ปี เราเป็นคนชอบงานศิลปะ อยากเรียนศิลปะ อยากแสดงอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองออกไป จึงตัดสินใจไปเรียน ปวช. ไทยวิจิตรศิลป์ที่เชียงใหม่ แต่อายุเยอะกว่าคนอื่น 7 ปี จากนั้นก็ไปเข้าเรียนที่เทคโนราชมงคลล้านนา ก็เราเรียนไปช้ากว่าคนอื่น 7 ปี จริงๆ แล้วแป้งอยากเรียนดนตรี ตอนแรกอยากไปเรียนที่ ม.พายัพ แต่ว่าค่าเทอมค่อนข้างสูง

นอกจากพ่อมีคนอื่นอีกไหม ที่มีส่วนสำคัญในการฝึกเรียนร้องเรียนลำ

จริงๆ แล้วในยุคนั้นเป็นยุคของเทปคลาสเซ็ต ในช่วงปี 2529 – 2530 ประมาณนั้น แป้งเองก็นั่งแกะเพลงจากการฟังเทปตลอด อย่างที่บอกไปว่าแรกๆ ที่ได้ยินเสียงเพลงเลย ก็คือเพลงจากปากพ่อ ทั้งเพลงเจรียงของเขมร เพลงลาว และเพลงลูกทุ่ง แต่ช่วงที่แกะเพลงจากเทปคลาสเซ็ต แป้งได้สะดุดหูกับเสียงร้องและลูกคอของศิลปินท่านหนึ่ง คือ จินตหรา พูนลาภ เท่าที่จำได้น่าจะเป็นเพลงเจ้าบ่าวหาย ที่นั่งแกะในตอนนั้น จากที่ฟังเพลงหมอลำสักระยะก็กระโดดไปฟังเพลงของไมเคิล แจ็กสัน ตอนนั้นเป็นอะไรที่ว้าวมากๆ สำหรับเรา

อะไรคือสิ่งที่ทำให้รัสมีคิดว่า “หมอลำ กันตรึม เจรียง โซล” สามารถผสมผสานไปพร้อมๆ กันได้

แป้งจะขอยกตัวอย่างจากคุณพ่อของแป้งเอง ที่ไม่ได้เป็นสายเลือดหมอลำโดยแท้ ซึ่งแป้งคิดว่าการเป็นสายเลือดหมอลำของบ้านเราจะเป็นการมีนามสกุลของแต่ละสายเลือดหมอลำ เป็นหมอลำก็จะเป็นหมอลำทั้งหมดทุกคน แต่ว่าของแป้งไม่ใช่ แป้งไม่กล้าให้เครดิตตัวเองว่าแป้งเป็นหมอลำ 100% ที่มาจากเชื้อสายหมอลำ เพราะว่าแป้งไม่ใช่หมอลำล้วนๆ แป้งแค่หยิบจับสิ่งที่อยู่รอบตัวหรือที่เรียกว่าวัฒนธรรมร่วมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการร้อง เลยไม่ได้คิดว่าเราเป็นสายเลือดหมอลำ 100% เพราะว่าเราก็ไปเรียนจากพ่อที่ไม่ได้เป็นหมอลำสายตรงเช่นเดียวกัน

ภาพปกอัลบั้ม Rasmee Roots สรรเสริญหมอลำ จาก Facebook: Rasmee Isan Soul

แต่จริงๆ แล้ว “เจรียง” กับ “กันตรึม” มันก็มีความแตกต่างกัน “เจรียง” มันเป็นคำของเขมรหมายถึงการร้องการใช้เสียงหรือการร้องอีกแบบหนึ่ง ก็เหมือนกับการลำหรือหมอลำบ้านเรา ส่วน “กันตรึม” ก็จะมีความีริทึ่มเข้ามา มีจังหวะ มีทำนอง มีดนตรี เข้ามาผสมผสาน อย่างที่เห็นหลักๆ เลยก็คือกลอง เพอร์คัสชั่น อะไรทำนองนั้น แต่ “โซล” ในแบบของแป้ง แป้งรู้สึกว่ามันคือจิตวิญญาณ มันคือหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ถ้าให้พูดถึงรากเหง้าจริงๆ ดนตรีโซลก็จะเป็นดนตรีของคนผิวดำ ฝั่งแอฟริกา อเมริกา ในแถบนั้น

คิดว่าแนวเพลงท้องถิ่น อย่าง หมอลำ กันตรึม เจรียง จะยังคงดำรงอยู่ในวันที่โลกเปลี่ยนไปหรือไม่

เท่าที่มองให้เห็นภาพอย่างชัดเจนคงจะเป็นเรื่องของเวลา ความ Popular ในแต่ละยุคสมัยของเพลง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ความเท่ของเพลงที่เป็นทุนเดิมกับการคิดต่อยอดของวัยรุ่นสมัยนี้ อย่างเช่น เด็กรุ่นใหม่ที่เริ่มเอาภาษาเขมรเข้ามาแทรกไว้ในเพลงบ้าง แม้จะเป็นภาษาเฉพาะของกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นเพลงแบบอีสานใต้ แต่แป้งว่าดีมากๆ ที่เด็กสนใจเอาคำ เอาภาษา เข้ามาใช้ในเพลง ถือเป็นการกระตุ้นเพลงท้องถิ่นให้มันกระจายออกไปในกลุ่มคนฟังที่หลากหลายขึ้น ข้อดีของปัจจุบันคือพอเทคโนโลยีมันแพร่หลายมากกว่าเดิม ใครจะทำอะไรก็ได้ 

ไม่จำเป็นต้องบอกว่าฉันต้องไปเซ็นสัญญากับค่าย หรือว่าต้องไปหาใคร เพลง ดนตรี สามารถทำอยู่บ้านก็ได้ อย่างเพลงหมอลำเองที่ตอนนี้ได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง โด่งดังไปยังต่างประเทศตั้งแต่อดีต ส่วนเพลงกันตรึมที่เป็นวัฒนธรรมร่วมของเขมร แม้จะถูกทำลายไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่ก็ยังหลงเหลือในพื้นที่ จ.สุรินทร์ จ.บุรีรัมย์ แป้งดีใจมากๆ ที่เด็กรุ่นใหม่มาสนับสนุน เห็นคุณค่า และทำเพลงสไตล์นี้ขึ้นมาถือเป็นแรงผลักสำคัญไม่น้อย ซึ่งตัวแป้งก็ทำเช่นกัน ทุกอัลบั้มต้องใส่ภาษาเขมรเข้าไปเพื่อไม่ให้วัฒนธรรมมันลบเลือน

การเดินทางไปยังต่างที่ต่างถิ่นนำมาซึ่งความเป็น “รัสมี อีสานโซล” อย่างไร

แป้งเดินทางไปอยู่เชียงใหม่ ตอนนั้นที่ไปก็เพราะอยากไปเที่ยว ตามประสาวัยรุ่นทั่วไป สิ่งที่โดนใจมากที่สุดในตอนนั้นคือ แป้งไปเดินถนนคนเดินเชียงใหม่ เราได้เห็นแคนกับแซ็กโซโฟนบรรเลงอยู่ด้วยกัน โดยศิลปินทั้ง 2 คน คนหนึ่งเป็นคนลาว อีกคนเป็นคนผิวดำ เราก็เกิดสงสัยว่า เอ๊ะ! ทำไมถึงเล่นด้วยกันได้ เสียงของดนตรีทั้ง 2 ชนิดได้สะกดให้เรายืนอยู่ตรงนั้นและอยากที่จะร้องเพลงอีกครั้ง

การไปเชียงใหม่ในครั้งนั้น ทำให้เราได้อะไรจากที่นั่นเยอะมาก เพราะเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวและผู้คนหลากหลาย ทำให้มีคนมาแชร์เรื่องดนตรีเยอะขึ้น การผสมผสานแนวดนตรีและการร้องแบบรัสมีก็เกิดขึ้นจากตรงนี้ด้วย เพราะตอนอยู่บ้านเราก็ร้องแค่หมอลำ ร้องลูกทุ่ง ร้องตามภาษาไป แต่พอต้องไปร้องตามโรงแรม มีผู้ฟังที่หลากหลายขึ้นทำให้เราเองก็ต้องฝึกร้องเพลงให้มีความหลากหลายเช่นกัน อย่างเพลงสไตล์แจ๊ส ของ AMY WINEHOUSE เพลงสไตล์ป๊อบ ของ ADELE และ NORAH JONES เพลงสไตล์บลูส์ ของ ATTA JAMES อะไรประมาณนี้ แต่ว่าความที่เป็นรากเหง้าเราก็ไม่ได้ลืมเพราะว่าเคยร้องเพลงมาก่อน ใจมันอยากร้อง อยากลำ

และแป้งเองก็มีโอกาสได้ไปทัวร์ในหลายๆ สถานที่ ทั้งในและต่างประเทศ ถ้าในไทยเราจะชอบที่ขอนแก่นอย่างงานอีสานเขียว ที่เราเคยเห็นแบบนี้แค่ในต่างประเทศ เทศกาล Glastonbury หรืออะไรที่มันเป็นเฟสติวัลใหญ่ๆ จริงๆ ที่นั่นจะสามารถรวมคอนเสิร์ตของหลากหลายศิลปินและแนวดนตรี ทุกคนที่ขึ้นเล่นบนเวทีจะรู้สึกดี เพราะคนดูต่างก็สนุกไปด้วย แป้งรู้สึกว่ามันดีมันไปเติมเต็มให้กันหลายๆ ส่วน แต่ทีนี้มันก็จะมีความแตกต่าง อย่างไปต่างประเทศ เรื่องของภาษาที่เธอและฉันไม่เข้าใจกัน แต่ก็มีคนฟังที่สื่อสารได้ ดนตรีเป็นภาษาสากลที่สามารถสื่อสารออกไปให้คนที่ไม่เข้าใจว่าเราพูดอะไรให้ฟัง ก็ยังฟัง ก็ยังซื้อบัตรเข้ามาฟัง มาดู และอีกอย่างหนึ่งที่แป้งประทับใจก็คือมันจะมีสถานที่จัดงานทั้งเล็กและใหญ่ มีหลากหลายให้เราสามารถไปจัดงานได้ อย่างเช่น ฉันจะจัดคอนเสิร์ต 50 คน ก็มีสถานที่แบบนี้รองรับ 200-300 คน มันมีสถานที่รองรับจำนวนมากให้กับดนตรีและศิลปะ และแป้งรู้สึกว่าพื้นที่ทางวัฒนธรรมของเรามีมากขึ้น 

ที่เห็นชัดคือเริ่มมีคนต่างชาติที่เอาเพลงหมอลำไปทำ หรือได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงหมอลำ ทั้งส่วนของคนอีสานเอง แล้วก็คนภาคอื่นๆ เริ่มมีเยอะขึ้น ถึงแม้จะมีไม่กี่วงที่ไปต่างประเทศ แต่ถ้ามีคนผลักดันช่วยกันให้เราได้ไปแสดง วัฒนธรรมของเราก็จะเป็นที่รู้จักมากกว่านี้ แต่หมอลำมันก็เคลื่อนของมันเองเรื่อยๆ มีทั้งกลับมาสู่ยุคของการใช้แคนประกอบการลำและการร้องเฉยๆ หรือถ้าจะไปไกลกว่านั้นก็คงจะเป็นแบบมิกซ์อย่างที่แป้งทำ มีทั้งมิกซ์กับอิเล็กทรอนิกส์ ทำกับชาวต่างชาติ เดี๋ยวนี้โลกเริ่มเปิดกว้าง แป้งเชื่อว่าหมอลำจะก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม และแป้งก็มองว่าหมอลำเป็นซอฟท์พาวเวอร์ เพราะอะไรที่เป็นวัฒนธรรม สามารถเป็นซอฟท์พาวเวอร์ได้ทั้งหมด

รู้สึกอย่างไรที่หนังสือพิมพ์ The Straits Times ได้ยกให้คุณเป็น 1ใน 50 ของบุคคลเอเชียที่น่าจับตา

แป้งรู้สึกดีนะ เพราะว่า The Straits Times ยกให้แป้งเป็น 1 ใน 50 คน แป้งรู้สึกว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่มันไม่สามารถลบออกไปไหนได้ เพราะชื่อของแป้งได้ถูกจารึกไว้แล้ว รู้สึกดีและรู้สึกขอบคุณที่เขาเห็นคุณค่าในตัวเรา มันยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับเราด้วยซ้ำ เพราะว่าเราไม่ได้รู้สึกว่าเราต้องไปถึงระดับนั้น เราก็ทำหน้าที่ของเราไป แต่พอมีคนมองเห็นและยกให้เราเป็นแบบนั้น เราก็รู้สึกดีที่สุด

หนังสือพิมพ์ The Straits Times ได้ยกให้เธอเป็น 1ใน 50 ของบุคคลเอเชียที่น่าจับตาในด้านสาขาศิลปวัฒนธรรมและกีฬา

พูดถึงเพลงที่น่าจะเป็นเพลงแจ้งเกิดให้คนรู้จักรัสมี อีสานโซล อย่างเพลง “ลำดวน” เพลงนี้อยากบอกอะไรกับท่านผู้ฟัง

จริงๆ เพลงนี้ไม่ได้พูดถึงสังคมอีสานหรือใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทั้งหมดคือประสบการณ์ส่วนตัวที่แป้งเห็นแต่เล็กๆ เห็นยาย เห็นแม่ พอแป้งอายุประมาณ 4 ขวบ คุณยายก็เสีย แป้งก็พอจำเรื่องราวขงท่านได้บ้าง แต่ส่วนมากจะเป็นแม่มากกว่าที่ชอบพูดเรื่องราวชีวิตของยายให้ฟัง แม่เล่าว่า คุณยายมีความทุกข์จากชีวิตรัก ทำให้ยายมีชีวิตที่อิสระแต่คงเต็มไปด้วยความทุกข์ แต่ท่านเป็นคนสูบบุหรี่ อยู่กับลูกไม่ได้ไปไหน ส่วนคุณตาก็ไปๆ มาๆ เพราะแกเป็นคนค้าขาย ส่วนยายท่านก็เก่งสามารถเลี้ยงลูกของตัวเองจนตายได้ ในเนื้อหาของเพลงแป้งไม่ได้มีเจตนาที่จะไปพูดหรือไปด่าแก แป้งแค่อยากจะถ่ายทอดว่ายายของแป้งเป็นแบบนี้ เป็นชีวิตของผู้หญิงที่ชื่อ “ลำดวน

เพลง ลำดวน หนึ่งในเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคุณยายของ รัสมี อีสานโซล

แต่พอพูดถึงครอบครัวแล้ว ญาติพี่น้องเขาก็มีฟีดแบคกับการเป็นศิลปินของเราเช่นกัน ก็มีทั้งดีและไม่ดี ให้กำลังใจ แต่บางคนก็ไม่เข้าใจเลย แต่แป้งไม่ได้รู้สึกอะไร แป้งรู้สึกว่ามันเป็นปกติ บางคนก็จะตั้งคำถามกับเราว่าเป็นอย่างนี้เหรอ ดัดจริตหรือแสร้งทำ ความจริงแล้วมันไม่ใช่ มันเป็นธรรมชาติของตัวเรา เราชอบแบบนี้ เราอยากอยู่แบบนี้ อยากเรียนศิลปะ อยากร้องลำตั้งแต่เด็กๆ อยากวาดรูปเป็น อยากเดินทาง เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด พอความคิดไม่เหมือนกัน แป้งก็เลยอยากออกไปอยู่อย่างเงียบๆ 

ชีวิตแป้งคงจะเป็นละครน้ำเน่าขายชีวิต แต่แป้งไม่อยากจะไปคร่ำครวญถึงตรงนั้น เพราะเคยเป็น เคยรู้สึก แต่ตอนนี้เรารู้สึกดีแล้ว พอเราออกมาชีวิตเป็นของเรา เราก็มีวันนี้ เราก็รู้สึกดี มีครอบครัวเป็นของตัวเอง แต่แป้งไม่เคยลืมพ่อกับแม่ ยังคงกลับน้ำยืนบ้างบางครั้ง กลับไปสร้างบ้านให้แม่ ทำเท่าที่เราทำได้ 

สัมภาษณ์ฉบับวิดีโอ

หมายเหตุ: งานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ชุด Isaan Influencers ผู้ส่งเสียงแห่งอีสาน บอกเล่าเรื่องราวในบ้านเฮา

image_pdfimage_print