การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ไม่เพียงแต่จุดไฟแห่งการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กับคนรุ่นใหม่และวัยทำงานในเมืองกรุงฯเท่านั้น โดยพ่อแม่ที่อยู่แนวหลังยังหวังว่า การสร้างรายได้ของลูกหลานที่อยู่ในเมืองจะส่งผ่านมายังชนบทด้วย 

อาศัย แสงสว่าง  ใช้ชีวิตอยู่กับภรรยา “สายสมร” และหลานวัยประถม 2 คน หลานสาววัย 11 ปี เป็นลูกสาวของลูกสาวคนโต ส่วนหลานชายวัย 10 ปี เป็นลูกชายของลูกสาวคนกลาง และ  ทั้งสองคนถูกส่งมาอยู่ักับอาศัยที่ตำบลดอนใหญ่ อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี เพราะต้องทำงานจึงไม่มีเวลาดูแลหลานๆ ภาระการดูแลลูกของลูกจึงตกอยู่ “อาศัยและภรรยา”

อาศัย แสงสว่าง 69 ปี ผู้สูงวัยที่รอการกลับไปของลูกหลาน

แม้ร่างกายจะอ่อนแอลงจากเดิมแต่ปัจจุบันยังคงต้องทำนา ทำการเกษตร มีเพียงภรรยาคอยช่วยเหลือ ส่วนลูกๆ ต่างดิ้นรนทำงานในเมืองกรุงฯ และคอยส่งเงินมาเลี้ยงดูหลานๆ ที่กำลังอยู่ในวัยเรียน 

“ถ้ามันเป็นไปได้ ถ้าลูกหลานมาอยู่บ้านได้ก็คงจะดี ตอนนี้ไม่แข็งแรง หมดสภาพแล้ว ทำอะไรไม่ค่อยได้ ขี่รถขี่ราก็ไม่ได้ ตาก็ฝ้าฟาง มองไม่เห็นแล้ว ทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว คนแก่แถวบ้านเราทุกคนอยากให้ลูกหลานกลับมากันทั้งนั้น” อาศัย กล่าวพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ 

“แต่มันยาก แถวบ้านเราอาชีพชาวนามันไม่พอกินหรอก ยิ่งแถวบ้านเรามีงานน้อย มันไม่เหมือนในกรุงเทพฯ งานในกรุงเทพฯ มันมีงานก่อสร้าง งานโรงงาน งานอุตสาหกรรมเยอะ งานรับจ้างทั่วไปก็เยอะ บ้านเราไม่มี ยิ่งลูกเราต้องส่งหลานเรียน ถ้าเขาจะมาทำกินที่นี่ไม่พอส่งหลานเรียน มันไม่พอ มันต้องไปรับจ้างเขา” 

จากคำบอกเล่าของ อาศัย แสงสว่าง ชุมชนในแถบนี้เป็นชุมชนการเกษตร สมาชิกภายในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ซึ่งการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับชาวบ้านในแถบนี้เป็นอย่างมาก เพราะต่างรอคอยการเปลี่ยนแปลงมากว่า 9 ปี ชาวบ้านยังคงติดตามข่าวที่เกิดขึ้นในสภาอยู่เสมอและมีความคาดหวังเรื่องการแก้ไขราคาผลผลิตทางการเกษตร

“เราชาวนาก็อยากให้ข้าววัวควายมีราคา ถ้าราคาข้าวดีเราก็จะอยู่ได้ ตอนนี้ราคาข้าวไม่พอค่าปุ๋ย ไม่พอค่าใช้จ่าย มันขาดทุน” อาศัย กล่าวพร้อมกับส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยหน่าย

“หวังว่ามันจะดีขึ้น ความหวังของประชาชนก็หวังการช่วยเหลือจากรัฐบาลนี่แหละ ทุกด้านเลย มันยังคงต้องพึ่งความสามารถในการพัฒนาของรัฐบาลอยู่ อยากให้การพัฒนามาถึงบ้านเราสักที”เป็นความหวังที่เขาอยากเห็น 

สายสมร แสงสว่าง วัย 67 ปี เกษตรกรชาวจังหวัดอุบลราชธานี

เมื่อปัญหาในชนบทไม่ได้มีแค่เรื่องปากท้อง

สายสมร บอกว่า สามีทั้งเป็นเสาหลักของบ้าน เลี้ยงหลานอีก 2 คน พร้อมกับการทำนา เลี้ยงหมู ไก่และควายขาย 

เธอมีความคาดหวังว่า เศรษฐกิจในชนบทจะดีขึ้นและยังหวังให้รัฐบาลควบคุมจัดการปัญหายาเสพติดด้วย 

“นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้วอยากให้จัดการเรื่องการปราบยาบ้าให้เร็วที่สุด เพราะปัญหาของเด็กวัยรุ่นติดยาบ้าในชุมชนค่อนข้างเยอะ แทนที่เด็กรุ่นใหม่จะได้เป็นผู้เป็นคน มาเป็นกำลังหลักสังคม ชีวิตก็มาจบลงเพราะติดยา ไหนจะเรื่องความปลอดภัยของชาวบ้าน เพราะคนแถวนี้ก็มีแต่คนแก่กับเด็กเล็ก”เธอกล่าวถึงประเด็นปัญหาในชุมชน 

นอกจากประเด็นปัญหาสังคมในชุมชนแล้ว สายสมร ได้เล่าถึงมุมมองทางการเมืองของเธอกับการเลือกตั้งที่ผ่านมาว่า 

ในช่วงที่มีการออกมาหาเสียงตามพื้นที่ชุมชน ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในเขตมีนโยบายที่ตรงใจที่สุด ในเรื่องของนโยบายการปราบยาเสพติด

“มีความหวังมาก เพราะเขาบอกจะทำให้ข้าวราคาดี จะเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ที่สำคัญที่สุด ชอบนโยบายเรื่องปราบยาเสพติด พรรคเพื่อไทยเคยปราบมาได้แล้วในสมัยก่อน จำได้ ครั้งนี้เลยคาดหวังมากว่าจะกลับมาจัดการยาเสพติดอีกครั้ง”เธอกล่าวด้วยความ 

นอกจากนี้เธอยังกล่าวอีกว่า สำหรับพรรคก้าวไกลก็เสียดายแทน แต่ยังคงทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้ 

“จากที่ฟังนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ก็ดีนะ น่าจะพึ่งพาอาศัยได้ เห็นนายกฯ คนใหม่มาตรวจตราดูคนต่างจังหวัด เห็นในทีวีก็หวังว่าเขาจะมาช่วยเหลือตรงนี้ได้ คิดว่าดีกว่ารัฐบาลชุดก่อน”สายสมร กล่าว 

ในส่วนมุมมองความคิดเห็นด้านอาชีพในแถบชนบท ที่มีน้อย อีกทั้งเศรษฐกิจก็ไม่เอื้อให้คนรุ่นใหม่ได้สร้างตัว สร้างครอบครัวที่ถิ่นเกิด

“อยากให้ลูกหลานกลับมาบ้านนะ แต่มันไม่มีงานที่นี่ จะเอาอะไรมาอยู่ได้ ค้าขายก็ไม่พอ เศรษฐกิจก็ไม่ดีสักอย่าง ลูกหลานเราก็ต้องไปที่ที่เขามีเงินเดือนให้ หลานแต่ละคนไปร่ำไปเรียนมาก็อยากให้เขาได้ดี อยากให้ไปเป็นครูเป็นหมอเป็นข้าราชการ เพราะมีแค่ข้าราชการที่อยู่ที่บ้านเราได้แบบไม่ต้องลำบาก”

จากคำบอกเล่าของ สายสมร คนในชุมชนส่วนใหญ่ไม่ได้จบมหาวิทยาลัย หลังเรียนจบ ม.ปลาย ก็ออกไปเป็นแรงงานพลัดถิ่นที่ต่างๆ บางคนไม่ใช่แค่ไกลบ้านอย่างไปต่างจังหวัด แต่ไกลถึงขนาดไปต่างประเทศ แล้วส่งเงินมาดูแลครอบครัวในชนบท 

นงเยาว์ น้อยวงศ์ ขณะพาวัวควายออกเลี้ยงในป่าละเมาะในหมู่บ้าน จ.อุบลราชธานี

กลับบ้านหลังจากเผชิญโชคในกรุงฯ  

ขณะที่ นงเยาว์ น้อยวงศ์ วัย 54 ปี หนึ่งในลูกอีสานที่ถูกความจนบีบให้ต้องออกไปเป็นแรงงาน ผ่านการเป็นแรงงานทั้งในกรุงเทพฯ และนอกประเทศมาแล้วอย่างไต้หวัน เป็นทั้งแรงงานระดับล่างจนถีบตัวเองขึ้นมาเป็นหัวหน้าได้ แต่สุดท้ายใบปริญญาก็ยังคงสำคัญ เพราะแม้จะมีความสามารถและประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นแต่เงินเดือนก็ยังคงไม่คืบ 

หลังจากนั้น โชคชะตาก็จับพลัดจับผลูส่งให้กลับบ้านเกิดที่ จ.อุบลราชธานี เธอกลับมาพร้อมกับความหวังเต็มเปี่ยมที่ต้องการกลับมาพัฒนาที่นา ด้วยเงินเก็บทั้งหมดที่มี ปัจจุบันเธอประกอบอาชีพเกษตรกร และเลี้ยงวัว

เธอเล่าถึงความลำบากขณะที่กลับมาใช้ชีวิตอยู่ เธอเคยมีร้านขายของชำที่บ้านดอนใหญ่ อำเภอศรีเมืองใหม่ ที่จังหวัดอุบลราชธานี 

“คนแถวบ้านไม่มีกำลังซื้อ เศรษฐกิจมันซบเซาลงมาก นอกจากร้านของชำที่ต้องปิดตวลงแล้ว มีร้านค้าอีกหลายร้านก็ไปต่อไม่ได้ ร้านค้าขายในหมู่บ้านเหลืออยู่เพียงไม่กี่ร้านเท่านั้น”

หลังจากนั้นเธอเปลี่ยนอาชีพอยู่เป็นระยะ ขายเครป ขายขนมให้นักเรียน จนปัจจุบันเธอผันตัวมาเลี้ยงวัวอย่างเต็มรูปแบบ 

ฝูงวัวของนงเยาว์ น้อยวงศ์

“การจะมาสร้างตัวอยู่บ้านเป็นเรื่องยาก เงินเก็บที่ลงทุนไปยังไม่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เข้าใจแล้วว่าทำไมคนหนุ่มสาวทั้งในสมัยก่อนและสมัยนี้ถึงไม่สามารถกลับมาอยู่ที่บ้านเกิดได้”

เธอกล่าวขณะที่กำลังต้อนวัวให้ออกห่างจากนาข้าว

“เศรษฐกิจบ้านเรามันไม่ดี อีกอย่างเราแก่แล้ว กำลังเราจะพัฒนาที่นาตัวเองก็ไม่มี แต่พอได้ยินว่าเด็กรุ่นใหม่หลายคนมีความฝันอยากจะกลับมาพัฒนาบ้าน รู้สึกดีใจ จนน้ำตาไหล เหมือนฝันของเราจะได้ถูกสานต่อ”เธอกล่าวพร้อมน้ำตาที่รื้นขึ้นมาด้วยความหวัง

การมาของรัฐบาลชุดใหม่จึงมาพร้อมความหวังในด้านการพัฒนาชนบท โดยเธอบอกว่า ฝากความหวังให้กับรัฐบาล หวังว่ารัฐบาลจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น หวังว่าจะสามารถกระจายความเจริญมาสู่ชนบท มาสู่พื้นที่ห่างไกล  ที่จะสามารถสร้างโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อไปทำงาน 

“อยากให้คนอีสานคนแถวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หวังว่าลูกหลานจะสามารถตั้งตัวอยู่บ้านเกิดและพัฒนาบ้านเกิดได้ อยากเห็นอีสานเจริญแล้ว”

ความหวังของทั้งสามคนจึงไม่แตกต่างกัน โดยพวกเขาอยากให้เศรษฐกิจดี คนอยู่ดีกินดี ข้าวมีราคา ลูกหลานมีงานทำ ถือเป็นความหวังธรรมดาของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 

หมายเหตุ : สารคดีชิ้นนี้อยู่ในโครงการ Journalism that Builds Bridges (JBB) สนับสนุนโดยสถานทูตเนเธอร์แลนด์ สถานทูตฟินแลนด์ สถานทูตนิวซีแลนด์ UNDP และ UNESCO

image_pdfimage_print