ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม – 3 กันยายน 2566 องค์การ Mekong Dam Monitor รายงานว่า ปรากฎการณ์แล้งหนักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้กำลังถูกซ้ำเติมด้วยปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงที่ลดลง สาเหตุหลักสาเหตุหนึ่งมาจากการกักเก็บน้ำไว้ใช้เองของเขื่อนจากประเทศจีน

เขื่อนเสี่ยวหวานและนัวซาตูกักน้ำเอาไว้มากกว่าห้าพันล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปริมาณน้ำที่ใช้ประโยชน์ได้ในอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุด 55 แห่งของแม่น้ำโขง อยู่ที่ประมาณ 50 พันล้านลูกบาศก์เมตร เท่ากับว่าภายในเวลาไม่นานประเทศจีนกักเก็บน้ำจากแม่น้ำโขงไปแล้วมากถึงร้อยละ 10 ของปริมาณน้ำทั้งหมด

ขณะเดียวกัน การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีหน้าใหม่ เศรษฐา ทวีสิน ใน จ.ขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2566 ก็ยิ่งทำให้ประชาชนในภูมิภาคหวั่นใจมากขึ้นว่า โครงการผันน้ำ โขง-เลย-ชี-มูล อาจจะกลับมาอีกครั้ง และจะยิ่งส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดลงกว่าเดิม

วิกฤติการณ์น้ำของทั้งภูมิภาคอีสานเช่นนี้ จึงอาจต้องเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่สนใจในปัญหามากกว่าที่เคยเป็นมา

สถานการณ์น้ำโขง และการกักน้ำของเขื่อน

แม่น้ำโขงกำลังเผชิญสภาวะที่ระดับน้ำสองฝั่งจากพรมแดนไทย-ลาวต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา ข้อมูลขององค์การ Mekong Dam Monitor (MDM) ระบุว่า ในช่วงวันที่ 28 ตุลาคม-3 กันยายน 2566 ปริมาณน้ำถูกกักเก็บโดยแหล่งเก็บน้ำตลอดสายแม่น้ำโขงอยู่ที่ 6.7 พันล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีจุดกักเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่เขื่อนเสี่ยวหวาน คิดเป็นปริมาณ 3.9 พันล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนนัวตาซูอีก 1.24 พันล้านลูกบาศก์เมตร คิดรวมแล้วเป็นถึงร้อยละ 10 ของปริมาณน้ำที่ใช้ได้จากแม่น้ำโขง

ทั้งหมดนี้ไม่ได้ส่งผลแค่ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดลงเท่านั้น แต่ยังทำให้วัฏจักรน้ำท่วม (Floodpulse) ในฤดูนี้ต่ำลงกว่าครึ่งหนึ่งของที่ควรจะเป็น ซึ่งจะส่งผลต่อแม่น้ำโขงตอนล่างมากเป็นพิเศษ

ปัญหานี้เกิดจากการที่แม่น้ำโขงถูกแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่กว่า 55 แห่งตั้งขวางเอาไว้ โดยแบ่งได้ดังนี้:

  1. แหล่งเก็บน้ำอื่นๆ ของประเทศจีน 9 แห่ง มีความจุอยู่ที่ 2.03 พันล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้กักน้ำไปแล้วร้อยละ 71 จากความจุทั้งหมด
  2. เขื่อนเสี่ยวหวาน ประเทศจีน มีความจุอยู่ที่ 11.18 พันล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้กักน้ำไปแล้วร้อยละ 51 จากความจุทั้งหมด
  3. เขื่อนนัวซาตู ประเทศจีน มีความจุอยู่ที่ 11.19 พันล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้กักน้ำไปแล้วร้อยละ 16 จากความจุทั้งหมด
  4. แหล่งเก็บน้ำอื่นๆ ของประเทศลาว 25 แห่ง มีความจุอยู่ที่ 18.2 พันล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้กักน้ำไปแล้วร้อยละ 50 จากความจุทั้งหมด
  5. แหล่งเก็บน้ำอื่นๆ ของประเทศไทย 7 แห่ง มีความจุอยู่ที่ 3.3 พันล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้กักน้ำไปแล้วร้อยละ 22 จากความจุทั้งหมด 
  6. แหล่งเก็บน้ำในประเทศกัมพูชา 1 แห่ง มีความจุอยู่ที่ 1.04 พันล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้กักน้ำไปแล้วร้อยละ 87 จากความจุทั้งหมด และ
  7. แหล่งเก็บน้ำอื่นๆ ในประเทศเวียดนาม 11 แห่ง มีความจุอยู่ที่ 2.3 พันล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้กักน้ำไปแล้วร้อยละ 54 จากความจุทั้งหมด

จากการคำนวณแล้ว ปริมาณน้ำในเขื่อนเสี่ยวหวานสามารถนำมาผลิตข้าวได้มากถึง 783.2 ล้านกิโลกรัม หรือสามารถนำมาเป็นปริมาณการบริโภคน้ำของจำนวนประชากรใน ASEAN ได้มากถึง 7.3 ล้านคน

นอกเหนือไปจากการกักเก็บน้ำโดยเขื่อนของประเทศจีนแล้ว ปริมาณน้ำที่ถูกกักไว้โดยเขื่อนประเทศอื่นก็มีปริมาณสูงเช่นกัน เช่น ปริมาณน้ำในเขื่อนสิรินธร ซึ่งตั้งอยู่ใน จ.อุบลราชธานีสำหรับการผลิตไฟฟ้า ขณะนี้กักเก็บน้ำไว้ถึง 167 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 36.17 จากความจุทั้งหมด ซึ่งสามารถนำมาใช้ผลิตข้าวได้มากถึง 33.4 ล้านกิโลกรัม หรือนำมาเป็นปริมาณการบริโภคน้ำของประชากรใน ASEAN ได้มากถึง 3.14 แสนคน

อย่างไรก็ตาม เขื่อนจำนวนมากทั้งจากประเทศอื่นและประเทศไทยนั้นไม่ได้ส่งผลเพียงทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดลงเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อวิถีชีวิตด้านอื่นของประชาชนสองฝั่งโขงอีกหลายด้านด้วย

ปลาหายและภัยแล้ง เมื่อการสร้างเขื่อนไม่ตอบโจทย์ความจำเป็น

วันที่ 27 พฤษภาคม 2566 สำนักข่าว My Mekong ได้ลงพื้นที่สำรวจโครงการสร้างเขื่อนพูงอย ซึ่งกั้นแม่น้ำโขงในแขวงจำปาสัก ประเทศลาว ห่างออกไปจากจังหวัดอุบลราชธานี ประเทศไทย เพียง 90 กิโลเมตร จนได้ข้อมูลผลกระทบข้ามชายแดนที่น่าสนใจกลับมารายงาน โดยเฉพาะผลกระทบในด้านระบบนิเวศน์

วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ สมาชิกเครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศลุ่มน้ำโขง (MEE Net) ระบุว่า การสร้างเขื่อนในช่วงกลางของแม่น้ำโขงจะทำให้พื้นที่ในการอพยพของปลาหลายชนิดมีปัญหา โดยเฉพาะปลาที่ต้องอพยพขึ้นไปยังแม่น้ำโขงตอนเหนือ สาเหตุมาจากเขื่อนจำนวนมากจะทำให้แม่น้ำโขงนิ่งตลอดทั้งปี ขณะที่ระดับน้ำจะขึ้นลงในลักษณะรายวัน

ปัญหานี้มีความรุนแรงเป็นอย่างมาก เนื่องจากแม่น้ำโขงพื้นที่ซึ่งเคยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เป็นแหล่งอยู่อาศัยของปลาอย่างน้อยกว่าหนึ่ง 1,100 ชนิด และเป็นแหล่งประมงน้ำจืดขนาดใหญ่ที่มีการจับปลาได้มากถึง 2.6 ล้านตันต่อปี ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 4 ของปริมาณการจับปลาน้ำจืดทั่วโลก

นอกจากขวางกั้นการอพยพของปลาแล้ว ยังมีส่วนทำให้ตะกอนแม่น้ำจำนวนมากถูกกักไว้ที่หน้าเขื่อน จนทำให้แม่น้ำโขง ‘ใส’ กว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งตะกอนที่หายไปนี้ยิ่งเร่งให้ตลิ่งรอบแม่น้ำโขงพังทลายได้ง่าย ขณะเดียวกันก็ทำให้ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตตลอดแม่น้ำหายไปอีกด้วย

ในอีกด้านหนึ่ง เขื่อนมักถูกผู้มีอำนาจใช้เพื่ออธิบายถึงความจำเป็นในการต่อกรกับปัญหาภัยแล้ง ทว่าหลายกรณีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า เขื่อนไม่สามารถจัดการปัญหานี้ได้ ซ้ำยังอาจยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ไปกว่าเดิมอีกด้วย

วันที่ 30 กันยายน 2564 มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้รายงานว่า เกษตรกรในหมู่บ้านแก่งศิลา อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ประสบปัญหาภัยแล้งจนต้องหยุดทำการเกษตรตั้งแต่ปี 2562 ถึงปี 2563 แม้ว่าจะหมู่บ้านจะอยู่ห่างจากเขื่อนอุบลรัตน์ ซึ่งเป็นเขื่อนชลประทานที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสานเพียงหนึ่งกิโลเมตร

ขณะเดียวกันงานศึกษาหลายชิ้นของยุโรปคนพบว่า การสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้งได้ เนื่องจากการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพื่อพยายามรับมือกับปัญหามีแต่จะยิ่งสร้างวัฏจักรอุปสงค์-อุปทานที่ขยายตัวไปเรื่อยๆ คือ เมื่ออุปทานที่มีต่อน้ำเพิ่มขึ้น อุปสงค์ของน้ำก็จะยิ่งมากตาม สิ่งนี้ จิวลิอาโน ดิ บัลดัสซาเร่ (Giuliano Di Baldassarre) ศาสตราจารย์ด้านอุทกวิทยาน้ำผิวดินและการวิเคราะห์ธรรมชาติ มหาวิทยาลัยอุปป์ซอลา (Uppsala University) ประเทศสวีเดน สรุปว่า เป็น ‘ผลสะท้อนกลับ’ ที่มีแต่จะทำให้ผลกระทบของภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำแย่ลงกว่าเดิม

แม้ปัญหาจากโครงการน้ำขนาดใหญ่ของรัฐบาลทั้งไทยและต่างประเทศกำลังชี้ให้เห็นแล้วว่าไม่เกิดผลดีต่อแม่น้ำโขง รวมทั้งยังชี้ให้เห็นความจำเป็นของการสร้างเครือข่ายจัดการน้ำในระดับชุมชนให้มากขึ้น รัฐบาลยังคงมีทิศทางเอนเอียงไปหาเหล่า ‘เมกะโปรเจ็ค’ อยู่เสมอ โดยเฉพาะแนวทางของการ ‘ผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล’

รัฐบาลใหม่กับโครงการผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล ที่อาจทำลายชีวิตชาวอีสาน

วันที่ 9 กันยายน 2566 นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน และคณะรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย ซึ่งในวันที่ 8 กันยายน 2566 ครม. และคณะทำงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมเยี่ยมชมเขื่อนอุบลรัตน์ พร้อมพูดคุยเรื่องปัญหาภัยแล้งกับประชาชนซึ่งอยู่นอกระบบชลประทาน รวมทั้งสัญญาว่ารัฐบาลนี้จะทำให้ “อีสานไม่ท่วม ไม่แล้ง” ด้วยโครงการ ‘โขง-เลย-ชี-มูน’

ความกังวลเกิดขึ้นทันทีกับภาคประชาสังคมและผู้คนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขง เนื่องจากในอดีตแผนการ ‘โขง-เลย-ชี-มูน’ หมายถึงความพยายามผันแม่น้ำโขงไปจากเดิม โดยสูบน้ำออกจากแม่น้ำโขงบริเวณปากแม่น้ำเลย อ.เชียงคาน จ.เลย เพื่อนำมาที่ อ.สุวรรณคูหา และ อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู ไหลผ่านไปยัง อ.โนนสัง อ.อุบลรัตน์ ที่หมายสุดท้ายคือเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เป็นระยะทางกว่า 174 กิโลเมตร

ปัญหาสำคัญ คือ ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงนั้นอาจจะไม่เพียงพอสำหรับการสูบน้ำออกไป เนื่องจากแม่น้ำโขงกำลังเผชิญกับวิกฤติขาดน้ำจากการกักเก็บของเขื่อนในประเทศจีน ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ภัยแล้งยิ่งแล้งกว่าที่ผ่านมา

ประการต่อมา การผันน้ำหากเกิดขึ้นจริงจะไม่เพียงแต่ส่งผลกับระดับหรือปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงอย่างเดียว แต่จะยิ่งส่งผลกับระบบนิเวศน์ที่เสียหายอยู่แล้วให้ยิ่งเสียหายกว่าเดิม พันธุ์ปลาและพันธุ์พืชที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง ก่อนจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่มาสู่วิถีชีวิตริมสองฝั่งน้ำของประชาชน

การประเมินของ ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ระบุว่า จะมีผู้ได้รับผลกระทบด้านที่ดินจากการก่อสร้างในระยะที่หนึ่งมากกว่าหนึ่งพันราย คิดเป็นพื้นที่ทำกินกว่า 1,400 แปลง หรือ 10,865 ไร่ รวมถึงสิ่งปลูกสร้างอีกกว่า 303 หลัง

หากโครงการนี้ถูกรัฐบาลใหม่สานต่อความพยายามจากรัฐบาลก่อนๆ ได้สำเร็จ จะหมายความว่าน้ำโขงจะถูกนำออกจากวิถีชีวิตของชาวอีสานริมแม่น้ำ เพื่อนำไป ‘สร้างประโยชน์’ ให้แก่เขื่อนขนาดใหญ่ ที่เริ่มมีข้อวิจารณ์หนาหูขึ้นทุกวันว่าไม่สามารถช่วยได้ทั้งภัยแล้งหรือภัยฝน

วันที่ 24 กรกฎาคม 2566 กสม. เสนอให้ 1) คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติชะลอการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมออกไปก่อน เพื่อทบทวนความจำเป็นและเหมาะสมของโครงการใหม่ในทุกระยะ รวมทั้งจัดประชุมระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน 2) เร่งจัดทำผังน้ำและทบทวนผลการประเมินด้านสิ่งแวดล้อม โดยใช้กลไกการมีส่วนร่วมตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และ 3) ให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พัฒนาหลักเกณฑ์การพิจารณาเกี่ยวกับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนสำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่เข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 โดยนำหลักการและกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน ผู้ใช้น้ำ องค์กรผู้ใช้น้ำ คณะกรรมการลุ่มน้ำ และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 มาเป็นแนวทางประกอบการให้ความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ

รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง 2566 จึงเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญอีกครั้งที่อาจมีผลพลิกสภาพปัญหาของแม่น้ำโขงและผู้มีส่วนได้เสียกับแม่น้ำโขงในภาคอีสานทั้งภูมิภาค หากรัฐบาลรับฟังและสำรวจปัญหาให้รอบด้านก็อาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาผลกระทบความพรมแดนกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศจีน การยุติโครงการขนาดใหญ่ที่ไม่ก่อประโยชน์ แล้วหันไปสนใจที่การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีอื่นๆ ที่ตรงจุดมากขึ้นกับการรับมือสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

หรืออาจจะเป็นการตอกตะปูปิดฝาโลงชะตากรรมแม่น้ำโขงและวิถีชีวิตของผู้คนอีกนับแสนชีวิต จนส่งผลให้ชีวิตสองฝั่งน้ำต้องแห้งเหือดไปพร้อมกับแม่โขงก็เป็นได้

ที่มา:

  1. The Mekong Dam Monitor. 2566. จาก mekongwater.org 
  2. สำรวจผลกระทบจากโครงการเขื่อนพูงอยกั้นโขงใกล้แดนไทย-หวั่นผลกระทบข้ามแดน ชาวบ้านเผยบริษัทสร้างเขื่อนจ่ายค่าชดเชยให้ 50% นักอนุรักษ์จี้รัฐบาลไทยต้องรับผิดชอบทางกฎหมายต่อผลกระทบข้ามแดน. My Mekong. จาก mymekong.org 
  3. WUTTICHAINUCH. 2565. แม่น้ำโขง ระบบนิเวศลุ่มน้ำสายเลือดหลักอีสาน ที่น่าเป็นห่วงกังวล. SPRING News. จาก springnews.co.th 
  4. ปรัชญ์ รุจิวนารมย์. 2564. การใช้เขื่อนจัดการทรัพยากรน้ำจะล้มเหลว แต่อาจยังมีความสำคัญ. มูลนิธิสืบนาคะเสถียร. จาก seub.or.th 
  5. สเตฟาน ลอฟเกร็น. 2565. การสร้างเขื่อนมากขึ้นช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมและความแห้งแล้ง จริงหรือไม่? โครงการสหกิจศึกษา เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย. ngthai.com 
  6. เครือข่ายชาวบ้านอีสาน กระทุ้งนายกฯฟังข้อมูลให้รอบด้าน บิ๊กโปรเจ็กต์ผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล. 2566. ไทยโพสต์. จาก thaipost.net 
  7. กสม.เผยโครงการผันน้ำ ‘โขง-เลย-ชี-มูล’ ปชช.ไม่ได้รับทราบข้อมูลและมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง. 2566. แนวหน้า. จาก naewna.com 
image_pdfimage_print