แม้ไม่ได้เป็นประเด็นอึกทึกครึกโครม แต่ 3 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา มีอีกข่าวหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ศาลจังหวัดนครราชสีมาชั้นต้นได้พิพากษาจำคุกนักศึกษารุ่นพี่ 24 คนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ที่ได้จัดกิจกรรมรับน้องโหดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2565 จนทำให้นายพัสยศ ชลภักดี หรือ “น้องเปรม” อายุ 19 ปี นักศึกษาชั้น ปวส. ปี 1 สาขาช่างกลโรงงาน เสียชีวิต 

จากข่าวนี้ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปถึงอดีตว่า ตลอดระยะ 4 ปีที่ผมใช้ชีวิตในฐานะนิสิตในรั้วมหาวิทยาลัย มีหลายเรื่องที่ผมเต็มใจกระทำมันลงไปโดยไม่คิดเล็กคิดน้อยห่วงหน้าพะวงหลัง โดยหนึ่งในเรื่องที่ผมทำมันมาตลอดคือการ “ด่า” (วิพากษ์วิจารณ์) และ “ต่อต้าน” ระบบการรับน้องหรือที่นิยมเรียกกันว่า “SOTUS”

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่มีเพียงแค่ผมคนเดียวที่ “ด่า” และ “ต่อต้าน” ระบบดังกล่าว ยังมีผู้คนอีกมากหน้าหลายตาซึ่งกระจัดกระจายกันอยู่ทั่วประเทศที่ไม่เห็นดีเห็นงามกับระบบอันเลวร้ายนี้ แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังคงดำรงอยู่ มันยังคงแสดงแสนยานุภาพสร้างความเสียหายให้ได้เห็นทุกปี ดังข่าวที่ผมยกมาข้างต้นนี้ก็หนึ่ง กอปรกับ ถึงแม้ว่ารูปแบบหนึ่งที่ผมใช้ในการ “ด่า” และ “ต่อต้าน” คือการขีดๆ เขียนๆ แต่ก็ยังไม่เคยเขียนเรื่องนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวสักครั้ง มีเพียงเขียนลง Facebook ในบางประเด็นต่างกรรมต่างวาระเท่านั้น

แง่ดังกล่าวผมจึงขอถือโอกาสนี้เขียนบทความนี้ขึ้นมา โดยมีเป้าหมายหลักซึ่งก็คงจะไม่ต่างอะไรกับทุกครั้งเมื่อผมเข้ามาข้องแวะกับเรื่องนี้ นั่นคือ “ด่า” แต่ครั้งนี้จะ “ด่า” ในประเด็นที่แตกต่างออกไปจากทุกครั้ง กล่าวคือ จะ “ด่า” ในมุมมาร์กซิสต์

“SOTUS” คืออะไร

ในปัจจุบันหากพูดถึง “SOTUS” เราคงจะเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันว่ามันเป็นระบบการรับน้องที่มีความเข้มข้นและรุนแรง ซึ่งยึดเนื้อหาสำคัญ 5 ประการผ่านอักษร 5 ตัวที่ประกอบกันขึ้นเป็น “SOTUS” โดยเป็นที่แน่นอนและยอมรับกันทั่วไปว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้นไทยได้รับอิทธิพลมาจากอังกฤษราวๆ ช่วงสมัยรัชกาลที่ 5-6 และจากสหรัฐอเมริการช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งวิวัฒนาการจนกลายมาเป็น “SOTUS” หรือระบบการรับน้องอย่างที่เรารับรู้และเข้าใจกันในทุกวันนี้ แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าคำว่า “SOTUS” ที่หมายถึงอักษร 5 ตัวประกอบกันนั้นเป็นผลิตผลที่เกิดขึ้นในสังคมไทยนี้เอง (เนื่องจากไม่ใช่จุดประสงค์ของบทความนี้ จึงขอไม่ลงในรายละเอียด ท่านที่สนใจโปรดดู ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ, 2559) โดยตัวอักษรทั้ง 5 มีความหมายดังนี้

“S – Seniority” หมายถึง การเคารพผู้อาวุโสหรือรุ่นพี่ ทั้งอาวุโสในแง่วัยอายุ และอาวุโสในแง่ตำแหน่งหน้าที่/การเข้ามาอยู่ในองค์กรก่อน ข้อนี้นับเป็นหัวใจสำคัญของ “SOTUS” ซึ่งจะนำไปสู่ด้านอื่นต่อไปด้วย

“O – Order” หมายถึง การปฏิบัติตามกฎระเบียบวินัย

“T – Tradition” หมายถึง การปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีเพื่อสืบทอดต่อไป 

“U – Unity” หมายถึง การมีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และ 

“S – Spirit” หมายถึง มีจิตวิญญาณ หรืออีกความหมายคือ การเสียสละ ความมีน้ำใจ

ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ (2558) ชี้ว่าอักษรทั้ง 5 ตัวดังกล่าวเป็น “เป้าหมาย” ที่พวกยึดมั่นถือมั่นในกิจกรรมรับน้องต้องการจะเดินทางไปให้ถึงเพราะเชื่อว่ามี “คุณค่า” เป็น “สิ่งดีงาม”

อย่างไรก็ตาม ด้วย “วิธีการ” ที่จะนำไปสู่ “สิ่งดีงาม” ดังกล่าวมันมีความเข้มข้นและรุนแรง จนบ่อยครั้งมันนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้เข้าร่วมกิจกรรม (มากต่อมากคือ รุ่นน้องปี 1) ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่เราจะพบเห็นการตั้งคำถาม การวิพากษ์วิจารณ์ การท้าทายต่อต้าน เกิดขึ้นควบคู่กันมากับการจัดกิจกรรมดังกล่าว และไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะในปริมณฑลของ “วิธีการ” ที่นำไปสู่ “สิ่งดีงาม” ดังกล่าวเท่านั้น แม้แต่ตัว “สิ่งดีงาม” เองก็ถูกตั้งคำถามด้วยเช่นกันว่า มันดีงามจริงหรือไม่ และมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนที่จะต้องบรรลุ “สิ่งดีงาม” ดังกล่าว

นอกจากนั้น แม้ว่าในหลายสถาบันการศึกษาจะมีการห้ามจัดกิจกรรมรับน้องรุนแรง แต่ถ้าจะให้พูดกันจริงๆ มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ห้ามจัดกิจกรรมรับน้อง เพียงแต่ห้ามว่าอย่าให้เกิด “ความรุนแรง” ซึ่งก็ไม่ได้ระบุให้ชัดเจนอีกว่าระดับไหนถึงจะเรียกได้ว่าเป็น “ความรุนแรง” มากไปกว่านั้น คณะผู้บริหารเองก็ทำตัวเป็น “จ่าเฉย” เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ละเลยไม่สนใจว่านักเรียนนักศึกษาในสถาบันของตนจะจัดกิจกรรมรูปแบบไหน วิธีการใด และอย่างไร 

สิ่งที่ตามก็คือพวกรุ่นพี่มักจะอาศัยช่องว่างเหล่านี้ทำการเล่นแร่แปรกิจกรรมไปต่างๆ นานา โดยเริ่มตั้งแต่การกล่าวอ้างว่าเป็นกิจกรรมที่มีเสรีภาพเพราะไม่มีการบังคับให้เข้าร่วม “ใครใคร่มามา ใครใคร่ร่วมร่วม” แต่ก็มีคำพูดต่อท้ายที่แฝงนัยยะเชิงกดดันว่า “ถ้าเข้าร่วมก็จะได้รู้จักเพื่อน ได้รู้จักรุ่นพี่ ได้สังคม…” หรือไม่ก็ทำในที่ลับหูลับตาผู้ใหญ่อย่างการเบียดเบียนเวลาพักผ่อนด้วยการจัดกิจกรรมในตอนกลางคืนหรือหัวค่ำหลังเลิกเรียน ไม่ก็วันหยุดเสาร์อาทิตย์ มากไปกว่านั้นคือการออกไปจัดกิจกรรมนอกสถานศึกษา

ส่วนกิจกรรมหรือวิธีการที่จะนำไปสู่ “สิ่งดีงาม” แม้ว่าจะมีการออกแบบหรือเลือกเฟ้นแตกต่างกันไปของแต่ละสถาบัน/คณะ และแม้ว่าหลายพื้นที่จะไม่มีกิจกรรมหมอบคลานลุยโคนนอนกลิ้งอยู่กับพื้น แต่บางพื้นที่ก็มีการบังคับให้รุ่นน้องปฏิบัติตามคำสั่งในรูปแบบต่างๆ ที่มีความรุนแรงไม่แตกต่างกับการใช้กำลัง ยกตัวอย่างเช่น…

บังคับให้กินอาหารที่ผสมทั้งของคาวของหวานของหอมและของเหม็นคลุกเคล้าเข้ากันยิ่งกว่าอาหารในบาตรพระวัดป่า

บังคับให้กินลูกอมเม็ดเดียวกันโดยให้ส่งต่อแบบปากต่อปาก 

บังคับให้รุ่นน้องไหว้รุ่นพี่ 

บังคับให้รุ่นน้องร้องเพลงซ้ำๆ ซากๆ ถ้าไม่ใช่เพลงที่มีเนื้อหาลามกชักชวนให้ร่วมเพศก็เป็นเพลงประจำสถาบัน/คณะ โดยให้พวกเขาร้องจนสุดเสียงหลายๆ รอบซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าพวกรุ่นพี่จะพอใจ ถึงพวกปี 1 ร้องจนคอจะแตก เสียงจะแหบแห้งขนาดไหนก็ตามก็ไม่ให้ผ่านง่ายๆ และในระหว่างที่ร้อง พวกรุ่นพี่ก็จะทำการกดดันผ่านการว้ากหรือการตะคอกข่มขู่ พูดจาเสียดสีดูถูกดูหมิ่นต่างๆ นานา – ร้องดีก็ว้าก ร้องไม่ดีก็ตะโกนด่า – หากรุ่นพี่ไม่พอใจมากเข้าก็สั่งให้รุ่นน้องหยุดร้องแล้วบอกให้นั่งนิ่งๆ จากนั้นพวกรุ่นพี่ก็จะพูดจาสาดเสียเทเสียกดดันข่มขู่เพื่อให้รุ่นน้องสำนึกรู้สึกผิดแล้วโทษตัวเองที่ร้องเพลงไม่ได้หรือร้องได้ไม่ดี ไม่ก็ให้ออกมาเต้นแร้งเต้นกาประกอบเพลงลามกชวนร่วมเพศ เพื่อประจานต่อหน้าเพื่อนราวกับรุ่นน้องไม่ใช่คน

บังคับให้ห้อยป้ายชื่อตลอดเวลาทั้งในเวลาเรียนและหลังเลิกเรียน ซึ่งหากใช้ภาษาของ มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) มันก็คือ “ชีวะอำนาจ” (Biopower) อย่างหนึ่ง

…หรืออื่นๆ ที่แปลกๆ พิเรนทร์ๆ ตามแต่พวกรุ่นพี่จะใช้สมองที่ตนมีคิดขึ้นมา ซึ่งคนปกติเขาไม่คิดทำกัน

จากที่กล่าวมาจึงขอให้เข้าใจตรงนี้ก่อนว่า “SOTUS” ในฐานะ “สิ่งดีงาม” เป็น “เป้าหมาย” ของการรับน้องที่มี “วิธีการ” อันหลากหลายเพื่อให้บรรลุ “เป้าหมาย” ดังกล่าว โดยในแต่ละมหาวิทยาลัย/คณะจะออกแบบ “วิธีการ” ที่แตกต่างกันออกไป

ตัวกิจกรรมรับน้องแม้ว่าจะปราศจากความรุนแรงในรูปของการกระทืบตบตีหรือลุยโคนหมอบคลาน ฯลฯ แต่การออกแบบกิจกรรมต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้นก็ถือว่าเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่งที่นำไปสู่ “สิ่งดีงาม” หรือ “SOTUS” ได้ด้วยเช่นกัน 

ด้วยเหตุนี้ความรุนแรงของ “SOTUS” ในบทความนี้จึงไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทางร่างกายเท่านั้น แต่หมายรวมถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในจิตใจหรือความรุนแรงที่เป็นอำนาจกดขี่ครอบงำควบคุมบงการด้วย

“SOTUS” ในฐานะเครื่องมือผลิตซ้ำอำนาจนิยม

แม้ว่าในปัจจุบันอาจจะดูเหมือนว่าระบบ “SOTUS” ได้จืดจางไปมากแล้วหากเทียบกับในอดีต ทั้งนี้ก็เนื่องจากมีการต่อสู้มาอย่างเข้มข้นต่อเนื่องยาวนานของผู้ที่ไม่เห็นด้วยต่อระบบดังกล่าว ดังจะเห็นว่ามีการออกมารณรงค์ของกลุ่มกิจกรรมต่างๆ มีการอ้างตัวบทกฎหมาย บางคณะ/มหาวิทยาลัยโดยองค์กรผู้นำนิสิตนักศึกษาระดับต่างๆ ออกประกาศยกเลิก หรือบางแห่งมีการปรับเปลี่ยนกิจกรรม เช่น เปลี่ยนชื่อจาก “รับน้อง” เป็น “รับสหาย” ฯลฯ 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ระบบการรับน้องแบบเข้มข้นและรุนแรงก็ได้ขยายลงไปสู่พื้นที่โรงเรียนมัธยมศึกษามากขึ้น หรือในสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งยังคงความเข้มข้นและรุนแรงไว้ ยิ่งไปกว่านั้นคือ มีแนวโน้มในการเพิ่มความเข้มข้นและรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ (ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ, 2558)

ด้วยสถานการณ์เช่นนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า “SOTUS” ไม่มีวันถึงแก่มรณกรรมไปจากสังคมไทย มันเพียงจะปรับตัวเอง (หรือ ถูกปรับ) ไปตามแรงเหวี่ยงของความขัดแย้งระหว่างพลังทางการผลิตกับความสัมพันธ์ทางสังคมของการผลิตภายใต้วิถีการผลิตของสังคมชนชั้นเท่านั้น ในแง่นี้ “SOTUS” จึงไม่ได้เกิดจาก “เงื่อนไขทางจิต” เป็นต้นว่าความดัดจริตหรือสันดาน “ซาดิสม์มาโซคิสม์” ของพวกรุ่นพี่แบบที่ใครหลายคนเสนอ (แม้ว่าลักษณะของกิจกรรมมันจะแสดงออกมาอย่างนั้น ทว่ามันก็เป็นเพียงแค่การแสดง “อาการ” เท่านั้น ไม่ใช่ “ที่มา” ของอาการ) หากแต่เป็นระบบที่เกิดขึ้นจาก “เงื่อนไขทางวัตถุ” เป็นสำคัญ

ดังจะเห็นว่าระบบดังกล่าวมันเป็นเครื่องมือที่ “ดี” อันหนึ่งที่ช่วยสืบทอดและผลิตซ้ำ “อำนาจนิยม” ในสังคม พิจารณาได้จากที่ ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ (2558) อธิบายว่า “ในปัจจุบัน บางสถาบันการศึกษา รุ่นพี่มีการฝึกกำลังราวกับฝึกทหาร และใช้วิธีการนี้ในการรับน้องแบบทหาร ซึ่งวิธีการนี้นำไปสู่บ่อเกิดของ “อำนาจนิยม” และอำนาจนิยมนี้ก็จะปฏิบัติการในสมองของรุ่นน้อง และเมื่อพวกเขาขยับไปเป็นรุ่นพี่ พวกเขาก็จะกลับมาผลิตซ้ำอุดมการณ์นี้…” หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายกว่านี้ก็อาจกล่าวตามที่ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ (2559, 6 กันยายน, 16) กล่าวได้ว่า “มันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก กล่าวคือ มันเป็นระบบที่ลงทุนหนึ่งหน่วย และได้ผลตอบแทนอย่างต่ำสามหน่วย หรือมากกว่านั้น กล่าวคือ การยอมเป็นรุ่นน้องหนึ่งปีนั้น ทำให้ได้ไปเป็นรุ่นพี่อีกสามปี” สิ่งที่ พิชญ์ กำลังจะบอกก็คือ การรับน้องเปรียบเสมือนการลงทุนยอมเป็นผู้ถูกกระทำ 1 ปี เพื่อที่จะได้เอาคืนในอีก 3 ปีข้างหน้าในฐานะรุ่นพี่หรือผู้กระทำนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ผมจะขอกระโดดข้ามประเด็นการสืบทอดและผลิตซ้ำ “อำนาจนิยม” นี้ไปโดยไม่ลงรายละเอียด เพราะมีคนกล่าวถึงมากพอสมควรแล้ว คิดว่าท่านผู้สนใจคงจะหาอ่านได้ไม่ยากนัก หรือหากจะกล่าวให้แรงกว่านี้แบบตรงไปตรงมาก็คือ ข้อวิพากษ์ส่วนใหญ่ของพวกต่อต้าน “SOTUS” ทุกวันนี้ยังวิพากษ์ไม่มากพอ ซึ่งมาหยุดอยู่เพียงแค่ประเด็นเรื่อง “อำนาจนิยม” โดยละเลย/ไม่สนใจ/ไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงประเด็นเรื่อง “ยุคสมัย” หรือ “วิถีการผลิตแบบทุนนิยม”

แน่นอนว่าเราอาจเห็นร่องรอยของการพยายามเชื่อมโยง “SOTUS” ให้เข้ากับวิถีการผลิตแบบทุนนิยม (โดยไม่รู้ตัว) อยู่บ้าง ดังจะเห็นจาก พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ (2559, 6 กันยายน, 16) ที่กล่าวว่า “เสน่ห์ของมันอยู่ที่การสร้างระบบสมประโยชน์ของกันและกัน” โดยเขาอธิบายว่า “เมื่อจบออกไปแล้วก็ยังได้เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องในเครือข่ายอีกตลอดชีวิต ยิ่งเมื่อมหาวิทยาลัยนั้นเกี่ยวโยงกับการออกไปอยู่ในสาขาอาชีพเดียวกัน การพัฒนาเครือข่ายศิษย์เก่าจะมีผลสำคัญในการกำหนดอนาคตในการทำงานร่วมไปด้วย” พิชญ์ กำลังชี้ว่า จุดมุ่งหมายสำคัญของการรับน้องก็คือการสร้างความสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้องหรือพวกพ้องให้มีความเหนียวแน่น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความสัมพันธ์แบบระบบอุปถัมภ์ในชีวิตการทำงาน (โดยเฉพาะในระบบราชการ) กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “SOTUS” สามารถกอดคอจูบปากและจดทะเบียนสมรสกับระบบอุปถัมภ์โดยเฉพาะในพื้นที่การทำงานได้อย่างหน้าชื่นตาบานนั่นเอง

แต่ความเห็นแนวนี้ก็หยุดอยู่เพียงแค่การอธิบายว่า “SOTUS” กับระบบเส้นสายพวกพ้องอุปถัมภ์สมสู่กันจนคลอดลูกออกมาเป็นอำนาจนิยมได้อย่างไรเท่านั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ วาทกรรมของพวกนิยม “SOTUS” ที่ว่า “มันเป็นระบบที่จะทำให้ได้เพื่อน ได้รู้จักรุ่นพี่ ได้สังคม ซึ่งจะทำให้เราใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยรวมถึงชีวิตการทำงานได้สมบูรณ์และราบรื่นมากขึ้น” หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ “จะได้อุปถัมภ์ค่ำจุนกันในยามที่ต้องการความช่วยเหลือ (ยามที่ต้องการใช้เส้นสาย)” นั้น ฝ่ายต่อต้าน “SOTUS” ไปสุดเพียงแค่การวิจารณ์ว่า เป็นการเอาความไม่แน่นอนในการผลิตแบบทุนนิยมมาตั้งเงื่อนไข “ขู่” เพื่อกดขี่รุ่นน้องซึ่งเป็นเรื่อง “อำนาจนิยม” เท่านั้น อันเป็นการวิจารณ์ “SOTUS” ที่ไม่เลยพ้นไปจากกรอบ “อำนาจนิยม” นั่นเอง โดยไม่อธิบายต่อว่านอกจากมันจะเป็นเรื่องของอำนาจนิยมแล้ว มันยังสะท้อนสภาพความเป็นจริงในระบบทุนนิยมด้วย กล่าวคือ มันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการ “ขู่” แต่มันเกิด “ระบบอุปถัมภ์” จากการเข้าร่วมกิจกรรม “SOTUS” ขึ้นจริงๆ ซึ่ง “ระบบอุปถัมภ์” นี้เองคือภาพสะท้อนของความไม่แน่นอนซึ่งเป็นลักษณะ “ขั้นมูลฐาน” ของการผลิตแบบทุนนิยม เช่น การว่างงาน ตกงาน การสมัครงาน การแข่งขันแย่งงาน การเลื่อนขั้นตำแหน่งงาน ฯลฯ ซึ่งความไม่แน่นอนเหล่านี้เป็นสาเหตุที่นำมาสู่การอาศัยเส้นสายหรือระบบอุปถัมภ์ในที่สุด

กระนั้นก็ดี ลักษณะเช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นในปริมณฑลที่แคบมากๆ กล่าวคือ มันจะเกิดขึ้นเฉพาะในกรณีที่รุ่นพี่กับรุ่นน้องทำงานอยู่ในหน่วยงานหรือสายงานเดียวกัน ซึ่งสามารถให้คุณให้โทษต่อกันได้ ส่วนมากมักจะพบเห็นในวงการราชการเท่านั้น ดังนั้น ประเด็นที่ว่า “SOTUS” เชื่อมโยงกับยุคสมัยแบบทุนนิยมโดยอธิบายผ่านปรากฏการณ์เรื่องระบบอุปถัมภ์พวกพ้องจึงยังไม่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกันในแบบองค์รวม (totality) ได้อย่างเพียงพอ

ประเด็นข้อเสนอของผมคือ “SOTUS” เป็นระบบหนึ่งที่มีไว้เพื่อการสืบทอดและผลิตซ้ำกำลังแรงงาน อันเป็นลักษณะ “ขั้นมูลฐาน” ของระบบทุนนิยม ซึ่งหากไม่ทำการผลิตซ้ำตรงนี้ระบบทุนนิยมก็จะไปต่อไม่ได้ แต่จะเข้าใจประเด็นนี้ได้ เราจำเป็นต้องเข้าใจเรื่อง “กลไกรัฐ” (State Apparatuses)

“SOTUS” ในฐานะเครื่องมือผลิตซ้ำทุนนิยม

หลุยส์ อัลธูแซร์ (Louis Althusser) ชี้ว่า ในทฤษฎีมาร์กซิสต์ “กลไกรัฐ” ประกอบไปด้วย 2 กลไกคือ “กลไกด้านการปราบปรามกดขี่ของรัฐ” (Repressive State Apparatus) เช่น รัฐบาล ฝ่ายบริหาร กองทัพ ตำรวจ คุก กฎหมาย ฯลฯ โดยกลไกด้านนี้ทำหน้าที่ใช้ “ความรุนแรง” ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องหมายถึงความรุนแรงที่เห็นได้ด้วยตาเนื้อ ดังที่ อัลธูแซร์ กล่าวว่า “ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงที่มีรูปแบบจำกัดเพียงใดก็ตาม (ตัวอย่างเช่น ในรูปแบบของการบริหาร แม้ว่าการกดขี่นี้อาจจะถูกมองว่าไม่มีความรุนแรงทางกายภาพเลยก็ตาม)” (อัลธูแซร์, 2557, 58)

หากใช้ตรรกะที่ อัลธูแซร์ อธิบายข้างต้น “SOTUS” ก็มี “ความรุนแรง” ในตัวมันเอง แม้จะเป็นเพียงการบังคับให้ห้อยป้ายชื่อ หรือการบังคับให้ไหว้เคารพพวกอาวุโส ซึ่งในประเด็นนี้ได้ยืนยันถึงข้อเสนอข้างต้นของผมที่เสนอว่า การบังคับกดขี่ใดๆ ที่มีผลกระทบต่อจิตใจ แม้มันจะไม่เปิดเผยให้เห็นความรุนแรงแบบตรงไปตรงมา แต่มันก็คือ “ความรุนแรง” อย่างหนึ่งนั่นเอง

ส่วนอีกกลไก อัลธูแซร์ เรียกว่า “กลไกทางด้านอุดมการณ์ของรัฐ” (Ideological State Apparatus) ซึ่งทำหน้าที่ทางด้านอุดมการณ์ครอบงำสั่งสอน โดยในยุคสมัยแห่งทุน “สถานศึกษา” เป็นพื้นที่สำคัญในการทำหน้าที่ดังกล่าว ซึ่ง อัลธูแซร์ ชี้ว่า ในสถานศึกษาจะทำหน้าที่ผลิตซ้ำกำลังแรงงานในด้านขีดความสามารถของคนงาน ไม่ว่าจะเป็นการขีดเขียน การคิดคำนวณ หรือเทคนิคทักษะด้านต่างๆ ที่จำเป็นต่อการออกกำลังแรงงานในกระบวนการผลิต (อัลธูแซร์, 2557, 42) ฉะนั้น ทุกกิจกรรมที่เกิด/ปรากฏขึ้นในพื้นที่สถานศึกษา จึงมี/ทำหน้าที่ในการสืบทอดและผลิตซ้ำกำลังแรงงานเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบตลาดทุนนิยม ในแง่นี้ “SOTUS” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ปรากฏในสถานศึกษาก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ทำหน้าที่เพื่อการดังกล่าว

กระนั้นก็ดี “SOTUS” ไม่ได้ทำหน้าที่ในด้านการผลิตซ้ำขีดความสามารถของคนงานโดยตรงและเอาเข้าจริงมันไม่ได้ทำหน้าที่ในด้านนี้ด้วยซ้ำ โดยอาจพิจารณาได้จากประโยควาทกรรมของพวกนิยม “SOTUS” ที่ว่า “แค่นี้ก็ทนไม่ได้ เวลาออกไปทำงานจะทนกับคำสั่งของเจ้านายหรือสภาพการทำงานได้อย่างไร”

ประโยคดังกล่าวนี้ มักเป็นข้ออ้างของพวกรุ่นพี่เพื่อฝึกรุ่นน้องให้มี “ความอดทน” ซึ่งมันมีนัยยะของการยอมรับโดยดุษณีว่า กิจกรรมรับน้องไม่ต่างอะไรกับสภาพความเป็นจริงในกระบวนการผลิตแบบทุนนิยม นั่นคือ สภาพที่มีแต่ความทรมานจากการกดขี่ขูดรีดในการทำงาน เช่น ต้องประสบกับความกดดันจากสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ไม่ต่างอะไรกับตอนอยู่ในห้องเชียร์ คำสั่งกดดันเร่งงานจากเจ้านาย (ทุน) ที่ไม่ต่างจากการกดดันของรุ่นพี่ เราไม่สามารถอู้งานเพียงแค่นาทีเดียวได้ เหมือนกับที่รุ่นน้องไม่สามารถถอดป้ายชื่อออกจากคอได้แม้วินาทีเดียว ฯลฯ 

ดังนั้น การบอก/สอนให้อดทนกับคำสั่งหรือกิจกรรมที่มีลักษณะกดขี่กดทับอันเป็นสภาพที่ไร้อิสระเสรีภาพในกิจกรรมรับน้อง เมื่อมันถูกนำมาใช้ด้วยการอ้างความชอบธรรมผ่านเรื่องคำสั่งของนายทุน มันจึงหมายถึงการฝึกให้อดทนต่อสภาพกดขี่ขูดรีดของนายทุน ซึ่งเป็นสภาพความเป็นจริงในระบบทุนนิยม ด้วยเหตุนี้ “SOTUS” จึงเป็นภาคปฏิบัติของอุดมการณ์แบบทุนนิยมที่ต้องการฝึกแรงงานเชื่องๆ เข้าสู่ตลาด ไม่หัวหมอกล้าลุกฮือต่อรองสวัสดิการและเงินเดือนกับนายจ้าง นายจ้างจะสั่งใช้ให้ทำโอทีอย่างไรก็ได้ เพราะแบบนี้กระมัง ที่บริษัทส่วนมากจะเห็นว่าเด็กที่ดู “ไม่เชื่อง” เป็นปัญหาและไม่ควรรับเข้าทำงาน เพราะเด็กพวกนี้จะไปบั่นทอนโครงสร้างอำนาจกดขี่ขูดรีดของบรรษัท

สภาพเช่นนี้จึงเป็นไปตามที่ อัลธูแซร์ (2557, 43-45) ได้ชี้ให้เห็นถึงหน้าที่ของสถานศึกษาว่ามันไม่ได้มีหน้าที่สอนให้คนมีทักษะหรือขีดความสามารถที่เหมาะสมกับระบบการผลิตแบบทุนนิยมเพียงอย่างเดียว หากแต่มันยังมีหน้าที่ทำให้เราเชื่อฟังและไม่รู้จักคิด เคารพและสยบยอมกฎระเบียบแบบแผนของสังคม อันเป็นการหล่อหลอมเด็กเยาวรุ่นคนหนุ่มสาวให้ภักดีต่ออุดมการณ์หลักของสังคมด้วย ซึ่งก็คือ “อุดมการณ์แบบทุนนิยม” หรือพูดให้แรงขึ้นก็คือ สอนให้ “เชื่อง” นั่นเอง จึงอาจกล่าวได้ว่า “SOTUS” เป็นระบบที่ส่งเสริมสภาพความไม่เป็นธรรมในระบอบทุนนิยมอย่างปฏิเสธได้ยาก

ในแง่นี้ “SOTUS” เป็นตัวอย่างอันดีในการยืนยันทฤษฎีของ อัลธูแซร์ ที่เสนอว่า กลไกทั้งสองไม่ได้แยกจากกันแบบเด็ดขาด แต่จะทำงานควบคู่กันเสมอ เพียงแต่ว่ากลไกใดจะถูกจัดให้เป็นด้านหลักหรือด้านรองเท่านั้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับกรณีนั้นๆ เช่น ภายในสถานศึกษาแม้ว่าจะเป็นพื้นที่สะท้อนภาพกลไกด้านอุดมการณ์เป็นหลัก แต่ภายในพื้นที่ดังกล่าวก็มีกฎระเบียบ มีการลงโทษ อันเป็นกลไกด้านการปราบปรามเช่นกัน หรือในกรณี “SOTUS” แม้ว่ามันจะเป็นกิจกรรมในสถานศึกษา ซึ่งก็ได้อภิปรายให้เห็นแล้วว่ามันเป็นกลไกด้านอุดมการณ์ที่ต้องการฝึกคนให้ “เชื่อง” แต่กิจกรรมดังกล่าวก็ใช้/แสดงออกในทางกลไกด้านการปราบปรามให้เห็นได้อย่างชัดเจนเช่นกัน ดังนั้น จึงกล่าวสรุปในทางทฤษฎีได้ว่า การจัดตั้ง “ชุดความคิด/กรอบวิธีคิด” (set of idea/ conceptual framework) ให้ “ฝังหัวฝังจิตฝังใจ” ให้ยึดติดอยู่กับอุดมการณ์หลักหรือกฎเกณฑ์ของสังคม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยกลไกรัฐทั้งสองมิติควบคู่กันไป นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเวลารุ่นน้องไม่ห้อยป้ายชื่อ ร้องเพลงไม่ดัง ไม่ไหว้รุ่นพี่ ไม่เชื่อฟังคำสั่ง (กลไกด้านอุดมการณ์) ฯลฯ จึงถูกลงโทษด้วยวิธีการรุนแรงต่างๆ นานา (กลไกด้านการปราบปราม)

ควรกล่าวด้วยว่า ฝ่ายต่อต้าน “SOTUS” เมื่อได้ยินประโยควาทกรรมดังกล่าวของพวกยึดมั่นถือมั่นใน “SOTUS” ก็มักจะพากันวิจารณ์ว่า “พวกมึงก็ยังไม่เคยทำงาน เสือกอะไรมาสอนน้องให้รู้จักอดทน” ซึ่งเอาเข้าจริงประโยควิพากษ์นี้เป็นข้อความเชิงอุดมการณ์ที่กำลังสื่อให้เห็นว่า ฝ่ายต่อต้านก็ไม่ต่างอะไรกับพวกนิยม “SOTUS” ที่ไม่ได้เห็นว่าสภาพการทำงานในระบบทุนนิยมมีปัญหา อีกนัยหนึ่งคือ พวกต่อต้าน “SOTUS” ไม่ได้มีปัญหากับประโยคดังกล่าวในแง่ “เนื้อหา” แต่มีปัญหาในแง่ “บริบท” ที่ใช้เหตุผลดังกล่าว นั่นคือ เมื่อรุ่นพี่ก็ไม่เคยทำงาน จึงไม่ควรมาบอกกัน ทั้งนี้ ก็เพื่อจะได้ประเด็นข้อโต้แย้งอันชอบธรรมในการต่อต้าน “SOTUS” เท่านั้น ฉะนั้น พวกต่อต้าน “SOTUS” ที่วิจารณ์ผ่านประเด็นว่า “พวกรุ่นพี่ก็ไม่เคยทำงานเหมือนกัน” จึงกำลังใช้แว่นตาอุดมการณ์แบบพวกนิยม “SOTUS” นั่นเองในการวิจารณ์ประโยควาทกรรมดังกล่าว

การที่พวกต่อต้าน “SOTUS” ไม่สามารถ/ไม่ยอมอธิบายเชื่อมโยงร้อยเรียงมาถึงประเด็นดังกล่าวได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่ยอมรับปัญหากันอย่างตรงไปตรงมา หรือไม่ก็เป็นเพราะ “การเมืองเรื่องชนชั้น” (Class Politics) มันได้หายไปจากโลกทัศน์ของปัญญาชนอย่างที่ใครต่อใครว่ากันจริงๆ (เกี่ยวกับประเด็นนี้ผมเคยอภิปรายไว้แล้ว โปรดดู ณัฐวุฒิ รังศรีรัมย์, 2566) ซึ่งประเด็นเหล่านี้ย่อมนำมาสู่การบั่นทอนการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจการเมืองไม่ให้ดีไปไกลกว่านี้ และยังเป็นการผลิตซ้ำอุดมการณ์ขูดรีด ให้การทำงานภายใต้ระบบทุนนิยมมีภาพลักษณ์เชิงบวกอีกด้วย

บทสรุป

จากที่อภิปรายมาทั้งหมด สามารถฟันธงได้อย่างชัดเจนว่า นอกจาก “SOTUS” จะสืบทอดและผลิตซ้ำอำนาจนิยมแล้ว มันยังสืบทอดและผลิตซ้ำระบบทุนนิยมด้วย ฉะนั้น ปัญหามันจึงไม่ได้อยู่ที่พวกรุ่นพี่อีเหละเขะขะที่นิยมความรุนแรงและอำนาจนิยมเท่านั้น แต่ปัญหามันเกี่ยวข้องกับประเด็นทางเศรษฐกิจการเมืองด้วย 

ในแง่นี้ ผมกำลังเสนอว่าการต่อสู้ต่อต้าน “SOTUS” มันมีอะไรที่มากไปกว่าการต่อสู้กับอำนาจนิยมและความงี่เง้าเบาปัญญาของพวกรุ่นพี่เพียงอย่างเดียว โดยเราควรมีโครงการทางการเมืองแบบใหม่ (New Political Project) ที่เลยพ้นไปจากเส้นขอบฟ้าแบบทุนนิยม อันเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีและเป็นธรรมโดยองค์รวม หรืออย่างน้อยเราควรมารวมหัวคิดและถกเถียงในระดับยุทธศาสตร์กันอย่างจริงจังว่าจะจัดการ บั่นทอน ต่อรองกับอำนาจทุนและทุนนิยมอย่างไร เพื่อพัฒนาสภาพความเป็นจริงของการทำงานให้เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

กล่าวโดยสรุปได้ว่า เมื่ออำนาจนิยมไม่ใช่รากฐานอุดมการณ์ของ “SOTUS” เพียงอย่างเดียว แต่มีสภาพความเป็นจริงของการทำงานในระบบทุนนิยมด้วย ก็หมายความว่า เราต้องต่อสู้ทั้งสองด้านไปพร้อมๆ กัน นั่นคือ ต้องต่อสู้ต่อต้านอำนาจนิยมเผด็จการไปพร้อมๆ กับการต่อสู้ต่อต้านระบบทุนนิยม

เอกสารอ้างอิง

  • ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ. (2558). ระบบโซตัส (SOTUS) อำนาจนิยมและความรุนแรงในวงการศึกษาไทย. ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง. https://shorturl.asia/d9XNg (เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2566).
  • ณัฐวุฒิ รังศรีรัมย์. (2566). มาร์กซิสต์เป็นพวกสิ้นคิด!?. ดินแดง. https://shorturl.asia/4z5v3 (เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2566).
  • “เปิดคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดี 24 รุ่นพี่รับน้องโหด ทำ “น้องเปรม” เสียชีวิต.” (2566, 4 สิงหาคม). sanook. https://www.sanook.com/news/8957582/ (เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2566).
  • พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์. (2559, 6 กันยายน). เสน่ห์ของห้องเชียร์. มติชนรายวัน, 16.
  • ศิริพจน์  เหล่ามานะเจริญ. (2559). sotus ความรุนแรง หรือ ฝึกวินัย? ความเป็นไทยหรือลอกฝรั่ง?. The Matter. https://shorturl.asia/exucn (เข้าถึงเมื่อ 13 สิงหาคม 2566).
  • อัลธูแซร์, หลุยส์. (2557). อุดมการณ์และกลไกทางอุดมการณ์ของรัฐ, แปลโดย กาญจนา แก้วเทพ. กรุงเทพฯ: สยามปริทัศน์.
image_pdfimage_print