ซีรีส์ชุดความเงียบแห่งความรุนแรงที่ทิ่มแทงต่อสตรี เป็นหนึ่งใน 10 ซีรีส์ของโครงการวารศาสตร์ที่สร้างสะพานหรือ Journalism that Builds Bridge ที่ต้องการเข้าใจ “ผู้หญิง” ในมิติต่างๆ จาก 5 พื้นที่ คือ เหนือ กลาง อีสานกลาง อีสานใต้ และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า พวกเขาถูกคุกคาม ถูกกระทำด้วยความรุนแรง ซึ่งเป็นการถูกลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างไร มากน้อยแค่ไหน

การนำเสนอซีรีส์ชุดความเงียบแห่งความรุนแรงที่ทิ่มแทงต่อสตรีแบ่งออกเป็น 5 ตอน 5 ความรุนแรง 

ความรุนแรงแรก เขียนโดย วันนิษา แสนอินทร์ ผู้อบรมในโครงการฯ จากเดอะอีสานเรคคอร์ด ซึ่งเขียนตัวอย่างความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการใช้กฎหมายหมิ่นประมาท หรือ (SLAPP) ในการห้ำหั่นนักปกป้องสิทธิที่เป็นผู้หญิงให้ “หุบปาก” ในกรณีที่เกิดขึ้นกับ “สุดตา คำน้อย” ชาวบ้านกลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนครที่ออกมาเรียกร้องให้บริษัทเอกชนยุติการขุดเจาะสำรวจเหมืองแร่โพแทชในพื้นที่จนถูกกฎหมายฟ้องปิดปากพร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 3.6 ล้านบาท 

แม้ต่อมาศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้ชาวบ้านเป็นฝ่ายชนะ แต่ฝ่ายบริษัทเอกชนก็ต่อสู้จนกระทั่งเข้าสู่ชั้นฎีกา ศาลไม่รับอุทธรณ์กรณีการฟ้องชาวบ้าน 9 คนถูกบริษัทฟ้องร้องทำให้ตอนนี้ถือว่า ชาวบ้านชนะคดี แต่การต่อสู้คร้ังนั้นก็ได้สร้างบาดแผลในใจให้กับ “สุดตา” และครอบครัว รวมถึงเพื่อนๆ ในกลุ่มอีกหลายคน 

โดยพบว่า ในประเทศไทยมีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกฟ้องปิดปาก (SLAPP) มากเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เป็นผู้หญิงถูกฟ้อง 570 คดี 

ส่วนความรุนแรงเรื่องที่สอง เป็นความรุนแรงจากการถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของ ‘มิ้นท์ นาดศิลปฏิวัติ’ จากการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิพลเมือง เขียนโดย “ณัฐฐา อัชฌานุเคราะห์” ผู้เข้าอบรมในโครงการฯ จากสำนักข่าวประชาไท  

การถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ถึง 4 ครั้งทำให้ “มิ้นท์” ตัดสินใจเดินทางไกลด้วยการ “ลี้ภัยทางการเมือง” ในประเทศฝรั่งเศส โดยไม่รู้ว่า จะได้เจอครอบครัวอีกเมื่อไหร่ 

“การต่อสู้มันมีราคาที่ต้องจ่าย การจ่ายไม่ใช่แค่สำหรับเราเท่านั้น แต่มันหมายรวมถึงครอบครัวและญาติมิตร” 

การต่อสู้ทางการเมืองของ “มิ้นท์” ในต่างแดนดูเหมือนเป็นหนทางอีกยาวนาน ซึ่งไม่รู้ว่า เมื่อไหร่เธอจะได้กลับบ้าน 

ส่วนความรุนแรงเรื่องที่สามและเรื่องที่สี่มีความคล้ายคลึงกัน เป็นความรุนแรงจากการถูกคุกคามทางเพศและถูกล่วงละเมิดทางเพศ กรณีของ “อิซาเบลล่า” เขียนโดย ภัทรภร ผ่องอำไพ ผู้อบรมจากสำนักข่าวลานเนอร์ ส่วนกรณีของ “นางสาวเอ” เขียนโดย กันติชา พลโสดา ผู้อบรมจากสำนักข่าวลาวเดอร์ 

กรณีของอิซาเบลล่า เลือกต่อสู้ด้วยการฟ้องร้องเอาผิดผู้กระทำความผิดในกระบวนการยุติธรรม แต่กฎหมายไทยที่มีอยู่ไม่สามารถเอาผิดได้ 

“กฎหมายไทยจึงเป็นกฎหมายที่เย็นชาและขาดความเข้าใจมนุษย์”จอมเทียน จันสมรัก นักขับเคลื่อนในประเด็นส่งเสริมประเด็นสุขภาพจิต กล่าว 

ส่วนกรณีของนางสาวเอ เลือกเก็บงำความลับไว้จนเติบใหญ่ เพราะผู้กระทำเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน 

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็กได้สร้างบาดแผลในใจจนทำให้เธอกลายเป็นคนเงียบขรึมและเป็นคนไม่ร่าเริงเหมือนเดิม 

ทั้งนี้พบข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า ประเทศไทยมีสถิติความรุนแรงต่อผู้หญิงสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยพบผู้หญิงถูกละเมิดทางเพศ ถูกกระทำความรุนแรงทางร่างกายหรือจิตใจ ไม่น้อยกว่า 7 คน/วัน และมีสถิติผู้หญิงที่เข้ารับการบำบัดรักษา รวมถึงแจ้งความร้องทุกข์ประมาณปีละ 30,000 คน 

ส่วนเรื่องที่ห้า เป็นเรื่องราวในดินแดนปลายด้ามขวานไทย เขียนโดย ฟัหมีย์สาบีลา  ดอเลาะ ผู้อบรมจากสำนักข่าววาร์ตานี ซึ่งเลือกเรื่องราวของหญิงที่ถูกรัฐคุกคามทั้งวาจาและทางกาย 

นับตั้งแต่ไฟใต้ปะทุขึ้นจากเหตุปล้นปืน ณ ค่ายปิเหล็ง จ.นราธิวาสเมื่อปี 2547 ไม่เพียงผู้ชายเท่านั้นที่ถูกหน่วยงานความมั่นคงคุกคามและซ้อมทรมาน แต่ผู้หญิงที่เป็นภรรยาของผู้ถูกกล่าวหาว่า แบ่งแยกดินแดน ก็ถูกคุกคามอย่างต่อเนื่อง 

ไม่เพียงภรรยาเท่านั้นที่ถูกคุกคามยังมีผู้หญิงที่เป็นญาติ เป็นผู้ใกล้ชิดผู้ถูกกล่าวหา ถูกสงสัยว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฯ ก็ถูกคุกคามเช่นเดียวกัน 

กรณีนี้ ฟัหมีย์สาบีลา  เลือกแหล่งข่าวผู้หญิงที่เป็นนักศึกษาและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุความรุนแรงเลย แต่กลับถูกคุกคาม ติดตามจากหน่วยงานความมั่นคงอย่างไม่ยุติธรรม ซึ่งกระทบต่อชีวิตและจิตใจอย่างยากจะเยียวยา 

หมายเหตุ : สารคดีชิ้นนี้อยู่ในโครงการ Journalism that Builds Bridges (JBB) สนับสนุนโดยสถานทูตเนเธอร์แลนด์ สถานทูตฟินแลนด์ สถานทูตนิวซีแลนด์ UNDP และ UNESCO

image_pdfimage_print