“มิ้นท์ นาดศิลปฏิวัติ” ไม่เคยประเมินราคาที่ต้องจ่ายทางการเมืองเป็นตัวเงิน เพราะเธอเลือกที่ออกมาเรียกร้องสิทธิทางการเมืองบนท้องถนนโดยใช้ศิลปะอย่างไม่ได้คิดหวังว่า จะถูกฟ้องร้องด้วยกฎหมายมาตรา 112 ถึง 4 คดี ทางเลือกหนึ่งที่เธอเลือกเดิน คือ การลี้ภัยทางการเมือง โดยใช้ชีวิตในประเทศฝรั่งเศสเพื่อรอวันที่จะเห็นประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยตามที่เธอคิดฝัน  

เรื่อง ณัฐฐา อัชฌานุเคราะห์ 

“หนูจะลี้ภัย”

เป็นประโยคสั้นๆ ที่เอ่ยออกจากปากหญิงสาววัย 30 ปี ต่อผู้เป็นพ่อก่อนวันอำลาเมื่อเดือนตุลาคม 2565 แม้รู้ว่า จะไม่ได้เจอหน้ากันแล้ว แต่กลับเป็นความรู้สึกโล่งอกให้กับทุกคนในบ้าน

“เขาก็โล่งอก เหมือนยกภูเขาออกจากอก คือ เขาไม่ได้ดีใจนะที่เราจะลี้ภัย” หญิงสาวรีบขยายความ เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยบอกเหตุผลของความโล่งอกโล่งใจนั้นว่า “แต่มันปลอดภัยกว่า ถ้าเราออกมาอยู่ตรงนี้จะไม่มีใครต้องมาถูกคุกคาม เพราะเรา”

ไกลออกไปโพ้นทะเลกว่า 5,000 ไมล์ เวลาระหว่างฝรั่งเศสกับไทยห่างกันราว 5 ชั่วโมง ‘มิ้นท์ นาดศิลปฏิวัติ’ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนหญิง ผู้เป็น ‘นางรำฟรีแลนซ์’ เคยเข้าร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อช่วงปี 2565 ที่ผ่านมา ต้องกลายเป็นหนึ่งในผู้ลี้ภัยทางการเมือง จากการถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จำนวน 4 คดี หลังเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพมหานคร

เมื่อการประท้วงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อปี 2563 เริ่มลุกฮือ ประชาชนเริ่มเห็นความสำคัญในการลงมาใช้สิทธิและเสรีภาพบนท้องถนน บทบาทของนักกิจกรรมทางการเมือง หรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเริ่มกลายเป็นความหวังและเป็นที่จับตาของสังคม อีกทั้งการเกิดขึ้นของแกนนำเยาวชนคนรุ่นใหม่ อย่าง เพนกวิน -พริษฐ์ ชีวารักษ์, รุ้ง – ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, เบนจา อะปัญ, ไมค์ – ภานุพงศ์ จาดนอก หรือ มายด์ – ภัสราวดี ธนกิจวิบูลย์ผล และคนอื่นๆ อีกมากมาย ที่ออกมาชนเพดานทางการเมือง เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตลอดจนปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 

ผู้หญิงแนวหน้ากับการชุมนุมทางการเมือง

ดังจะเห็นได้ว่า มีการปรากฏตัวของผู้หญิงแนวหน้าของขบวนการขับเคลื่อนประชาธิปไตยมากขึ้น มิ้นท์ก็เป็นหนึ่งในนั้น 

มิ้นท์ปรากฏตัวในพื้นที่ชุมนุมหลายครั้ง เธอมักจะจัดการแสดงรำประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ยุติการคุมขังนักกิจกรรมการเมือง และเล่าเรื่องราวผ่านจินตลีลาที่เธอได้ร่ำเรียนมา ด้วยการฟ้อนหน้ากากในชื่อชุดการแสดงว่า ‘เวรัมภา เวกฉัตร’  เพื่อบอกเล่าความไม่ทัดเทียมระหว่างประชาชนและสถาบันกษัตริย์ ตลอดจนวิพากษ์วิจารณ์ความอยุติธรรมของสังคมนี้ผ่านศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ไทย

ในฐานะของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายและปัญหาที่เกิดจากอคติของสังคมที่มีต่ออัตลักษณ์ของความเป็น ‘ผู้หญิง’ ได้ทำให้เกิดการละเมิดทางสิทธิมนุษยชนกับผู้หญิงที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย ในหลายรูปแบบ ทั้งการข่มขู่คุกคาม สอดแนมจากโทรศัพท์ การไปเยี่ยมถึงบ้าน สถานศึกษา และที่ทำงาน นอกจากนี้ยังอาจได้รับการโจมตีทางออนไลน์ จากการโพสต์ข้อความที่ล่วงละเมิดทางเพศ การตัดต่อภาพที่มีเนื้อหาทางเพศและข่าวปลอม

จากการติดตามเก็บข้อมูลของกลุ่มสังเกตการณ์เพื่อการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ของ FIDH  ในช่วงปี 2563 ได้บันทึกข้อมูลการดำเนินคดีกับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ถึง 11 ราย หนึ่งในนั้นมีเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี 1 ราย ทั้งหมดถูกแจ้งดำเนินคดีอาญากว่า 10 ข้อหา รวมถึงคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และยุยงปลุกปั่น มาตรา 116 พร้อมทั้งการถูกข่มขู่คุกคามในหลายรูปแบบ ได้สร้างผลกระทบให้กับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหลายคนต้องเผชิญสภาวะหวาดระแวง ความเครียดและซึมเศร้า ตลอดจนการเผชิญกับแรงกดดันจากคนรอบตัว 

ปัญหาการคุกคามที่ครอบครัวและมิตรสหายจะต้องเจอไปพร้อมกับพวกเธอด้วย ทำให้ในหลายคนได้ตัดสินใจลี้ภัยออกไปใช้ชีวิตที่ประเทศอื่น อาทิเช่น เมนู สุพิชฌาย์, พลอย เบญจมาภรณ์ สองนักกิจกรรมเยาวชน ตลอดจนนักกิจกรรมข้ามเพศ อย่าง อั้ม เนโกะ และ เรเน่ พุทธพงศ์ เป็นต้น 

ก่อนจะเป็นภัยความมั่นคง เธอ คือ ‘นางฟ้าของคนตาบอด’

นอกจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองมิ้นท์ยังเคยเป็นอาสาสมัครตัวยง โดยเดินทางไปซ่อมแซมโรงเรียนในทุรกันดารร่วมกับเพื่อนๆ รวมทั้งแจกของเด็กๆ ที่ขาดแคลนและรับสอนคนตาบอดรำนาฏศิลป์ โดยไม่ได้คิดเงินค่าสอน

เธอเคยถูกเชิญให้ไปสัมภาษณ์กับพิธีกรชื่อดังในรายการหนึ่งเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ด้วยภาพลักษณ์ของคนหน้าตาดีตามพิมพ์นิยมของคนไทย ทำให้ในขณะนั้น เธอได้รับความชื่นชมจากผู้คนมากมาย แต่เธอไม่ได้คิดว่า ตัวเองเป็นคนดังหรือมีชื่อเสียง 

ย้อนอ่านข่าว >>> ติดตาม “น้องมิ้นท์” ครูนาฏศิลป์อาสา..นางฟ้าของเด็กพิการ

ทั้งที่ตอนเรียนที่…. เธอไม่มีความรู้เรื่องการเมือง การปกครอง โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างทางการเมืองเลย 

“รู้สึกว่า การเมืองเป็นเรื่องไกลตัวแค่รู้สึกว่า อยากช่วยเหลือสังคมให้ดีกว่านี้ ก็เท่านั้น” มิ้นท์เล่า

ชีวิตมิ้นท์ดำเนินเรื่อยมา กระทั่งเมื่อปี 2560 เธอเริ่มสงสัยว่า การหลับหูหลับตาไม่รับรู้เรื่องการเมืองนั้น ไม่ต่างจากปิดหูปิดตาให้ตัวเองเหมือนคนตาบอด 

“เราอยู่ในระบบการศึกษาเรื่องนาฏศิลป์มาตั้งแต่มัธยม จนจบปริญญาตรี โรงเรียนที่เราเรียนก็ส่งเสริมให้นักเรียนต้องเทิดพระเกียรติ รำถวายพระพร รับเสด็จก็ใช้นักเรียนจากโรงเรียนเราไป หรือในวันสำคัญของสถาบันฯ โรงเรียนเราสามารถให้นักเรียนหยุดเรียนเพื่อไปรับเสด็จได้แม้วันนั้นทั้งวัน เราจะไม่ได้เข้าเรียนเลย”

“พอคิดๆ ดู มันไม่ใช่เรื่องปกติ คือ เราเป็นนักเรียนก็ควรได้เรียน ไม่ใช่ไปทำอะไรแบบนั้น” มิ้นท์กล่าว

การตื่นรู้ทางการเมืองและผู้ต้องหาคดี ม.112

เมื่อย้อนดูจุดเริ่มต้นของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหญิงวัย 30 ปีคนนี้ อันที่จริงเธอไม่ได้มีประวัติการต่อสู้ในเส้นทางการเมืองที่ยาวนานสักเท่าไหร่นัก การตระหนักรู้ของมิ้นท์ เกิดขึ้นพร้อมๆ กับคนรุ่นใหม่ที่ออกมาลงถนนกันเมื่อช่วงปี 2563 

เธอ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เป็นหนึ่งในมวลชนเสมอมา และมักอาสาช่วยเหลือกิจกรรมตามที่ชุมนุมบ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้น ก่อนที่ภายหลังชื่อของ ‘นาดสินปฏิวัติ’ จะได้มีโอกาสเฉิดฉายอย่างจริงจังเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา

ภาพฟ้อนผีนัต จากประชาไท

กลุ่มนาดสินปฏิวัติมีสมาชิกหลักเป็นเธอคนเดียว มีเพียงบางครั้งเท่านั้นที่ชวนเพื่อนๆ ไปร่วมกิจกรรมด้วย 

“งานรำทางการเมืองครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อตอนปลายปี 2564 หน้าเรือนจำคลองเปรม ตอนนั้นอาสมยศ (พฤกษาเกษมสุข) ชวนไปทำกิจกรรม เราก็บอกว่า เราเรียนสายนาฏศิลป์มา เขาก็สนใจ”

และเวลานั้นเอง ที่การแสดงรำของมิ้นท์ได้เกิดขึ้นตามที่เธอปรารถนา ที่บริเวณหน้าเรือนจำคลองเปรม เพื่อประท้วงให้ยุติการคุมขังแกนนำราษฎรที่ยังถูกคุมขังอยู่ในขณะนั้น โดยเธอได้ประดิษฐ์ท่ารำ ในการแสดงจากเพลงที่ชื่อว่า ‘ศักดิ์ศรีกรรมกร’ เพื่อนำเสนอเรื่องราวของกรรมกรสร้างชาติ 

“ปกติทุกคนจะเคยชินกับการเชิดชูเจ้าที่สร้างชาติ แต่นี่คือ การเชิดชูแรงงาน”มิ้นท์ กล่าว

การเปิดตัวในฐานะนักเคลื่อนไหว พาให้มิ้นท์ได้พานพบกับเพื่อนนักกิจกรรมมากหน้าหลายตา และนอกจากการแสดงรำแล้ว เธอก็ได้ชูป้ายบริเวณหน้าศาล เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวเพื่อนนักกิจกรรมในเรือนจำอยู่เสมอ ตลอดจนเดินรณรงค์ให้ยุติการติดกำไล EM กับนักโทษในคดีการเมืองอีกด้วย 

มิ้นท์ (ซ้ายมือสุด) แสดงละครทางการเมือง

ย้อนดูสถิติผู้ติดกำไล EM ในคดีการเมือง >>> สถิตินักกิจกรรม-ประชาชน ถูกสั่งติดกำไล EM ระหว่างสู้คดี ไม่น้อยกว่า 80 คน | ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ย้อนอ่านปัญหาของกำไล EM >>>  1 ปี ประกันตัวคดีการเมือง ถูกสั่งติด EM ไม่น้อยกว่า 54 คน พร้อมผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน | ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน 

เมื่อชีวิตนางรำถูกขู่ฆ่า 

เมื่อถามถึงความปลอดภัยของตัวเองในการแสดงออกทางการเมือง มิ้นท์บอกว่า ตั้งแต่เปิดหน้าสู้กับความอยุติธรรมในประเทศนี้ เธอก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องแลกกับอะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะชีวิตธรรมดาๆ ที่ไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป

“จริงๆ แล้ว พื้นที่การแสดงออกทางการเมืองมันควรเป็นของทุกคน แต่มันไม่ปลอดภัยเลย เราเป็นคนหนึ่งที่ถูกคุกคามหนัก ทั้งถูกข่มขู่และถูกขู่ฆ่า พอเราไปแจ้งความกับตำรวจที่มีหน้าที่ดูแลประชาชน แต่กลายเป็นเขาไม่สามารถดูแลเราได้”เธอกล่าวด้วยความสิ้นหวัง 

เธอเผชิญกับการคุกคามจากบุคคลตำรวจไม่ทราบสังกัดอย่างหนักหน่วง เมื่อช่วงกลางเดือนกรกฏาคม 2565 

ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่เธอขึ้นปราศรัยในกิจกรรม “ฟื้นฝอยหาตะเข็บ 240 ปี ใครฆ่าพระเจ้าตาก” บริเวณอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน 

 เธอ เล่าว่า ตัวเองได้รับจดหมายข่มขู่ถึงตู้ไปรษณีย์หน้าบ้าน เป็นจดหมายที่เขียนด้วยลายมือ มีเนื้อหาเตือนว่า หากไม่หยุดเคลื่อนไหวทางการเมือง จะต้องเจอกับชะตากรรมที่เธอไม่อาจคาดถึงเฉกเช่นนักกิจกรรมที่ได้สูญหายไปแล้วอย่าง สุรชัย แซ่ด่าน พร้อมทั้งแนบรูปภาพหญิงถูกรุมโทรมมาด้วย 

ย้อนอ่านข่าวส่งจดหมายคุกคามมิ้นท์ นาดสินปฏิวัติ >>> ‘มิ้นท์ นาดสินปฎิวัติ’ เผยได้รับจม. ขู่ฆ่าข่มขืน หาศพไม่เจอเหมือน ‘สุรชัย’ หากยังเคลื่อนไหวเรื่อง ม.112 – ปฏิรูปสถาบันฯ

“เราจำได้ว่า วันที่เราไปแจ้งความ พอเขารู้ว่า เราเป็นนักเคลื่อนไหว เขาก็บอกเราว่า มิ้นท์นี้เหรอ มันใช่เราเหรอ หรือไม่ก็ยังไม่ชินอีกเหรอ นักเคลื่อนไหวมันต้องเจออะไรแบบนี้อยู่แล้ว ซึ่งเอาจริงๆ เรามองว่าการที่มีคนมาขู่ฆ่ากันแบบนี้มันไม่ปกติ” เธอกล่าวถึงเจ้าหน้าที่รัฐด้วยความผิดหวัง 

“เราควรได้รับสิทธิเหมือนผู้หญิงในประเทศนี้ทุกคนว่า ถ้าฉันถูกคุกคาม ตำรวจจะต้องปฏิบัติ ปกป้องสิทธิของฉันเหมือนผู้หญิงคนอื่นในประเทศนี้ แต่นี่มันไม่ใช่เลย” 

เป็นคำถามที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ควรตอบคำถาม แต่กลับไม่มีคำตอบทำให้ เธอนึกสะท้อนในใจว่า การที่จดหมายฉบับนั้น มาอยู่หน้าบ้านของเธอแล้ว และไม่มีใครรู้ว่า เจ้าของแผ่นกระดาษนั้นคือใคร และมาจากไหน จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่คอยติดตามสอดส่องเธอ หรือจะเป็นจากผู้ที่มีความเห็นต่าง แต่สิ่งที่สำคัญ คือ เธอกำลังถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก 

“มันเกิดเป็นความรู้สึกที่ว่า ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐทำกับเราแบบนี้ ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง มันจะปลอดภัยได้ยังไงวะ ทั้งๆ ที่ใครๆ ถ้าเดือดร้อนอะไรมาก็ไปแจ้งตำรวจ แต่พอมันเป็นเรา กลับไม่มีความปลอดภัยอยู่ตรงนั้นเลย เราเคยขอให้เขาเช็กกล้องวงจรปิดด้วยนะ แต่เขาบอกว่ากล้องแถวบ้านเราพัง”เธอหัวเราะด้วยความขมขื่น  

ดั่งตลกร้ายที่เธอไม่คิดไม่ฝันว่า จะจะเกิดขึ้นกับตัวเองเพียงเพราะการตัดสินใจออกมาเป็น “นักเคลื่อนไหวหญิง” บนท้องถนนไปกับกลุ่มคนรุ่นใหม่อีกนับหมื่นคนในประเทศนี้จะกลับกลายเป็นผู้หญิงที่สร้างภัยความมั่นคงที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องจับตาดูเธอทุกฝีก้าว

“พอมันมีเหตุการณ์ที่ถูกคุกคาม เราก็เริ่มถูกแจ้งความมากขึ้นจากกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และด้วยความที่ทำกิจกรรมสายมูเตรู เราเริ่มถูกเอาของไสยศาสตร์มาปาที่บ้าน แต่ก็ไม่บ่อยนะ หรือเวลาออกไปทำกิจกรรมอะไรก็จะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ ยิ่งมีการแจ้งความเราเพิ่มเท่าไหร่ ก็ยิ่งถูกคุกคามถี่มากขึ้นเท่านั้น” มิ้นท์ อธิบาย

ยิ่งการถูกคุกคามมากขึ้นทั้งจากกลุ่มคนไม่ทราบฝ่ายหรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ทำให้สุขภาพจิตย่ำแย่ลง ความหวาดระแวงเข้าเกาะกินจิตใจ จนกลายเป็นสภาวะซึมเศร้าที่ไม่มีใครเข้าใจ

“มันทำให้เราไม่มีชีวิตส่วนตัว มันเหมือนถูกพรากอิสรภาพการใช้ชีวิตไปเลย ยิ่งเราเป็นคนปิดตัวเอง ด้วยมันยิ่งแย่ คือ เราออกมาร่วมกิจกรรมกับผู้คนได้นะ แต่มันกลายเป็นว่า ตอนนั้นมันยิ่งไม่มีพื้นที่ส่วนตัวเลย เพราะการติดตามจากตำรวจนอกเครื่องแบบ”เธอเล่าพร้อมกล่าวอีกว่า “แล้วเขาไม่ได้มาหลบๆ ซ่อนๆ ด้วยนะ เขาแสดงตัวเลยว่า ฉันน่ะมาตามเธออยู่ คือเราต้องกลัวเขา” มิ้นท์กล่าว

ราคาที่ต้องจ่าย 

เมื่อถามถึงราคาที่เธอต้องจ่ายสำหรับการออกมาร่วมขบวนการประชาธิปไตยตอนนี้ มีผลกระทบอะไรต่อตัวเธอเองบ้าง มิ้นท์อธิบายว่า การจ่ายไม่ใช่แค่สำหรับเธอ แต่มันหมายรวมถึงครอบครัวและญาติมิตรที่สนิทกับเธอก็ต้องร่วมจ่ายสิ่งนี้ไปด้วยกัน

“ทุกคนรับรู้หมดว่า เราถูกตำรวจตาม คือ เราต้องแยกตัวออกมา เพราะไม่ต้องการให้คนรอบตัวถูกตามไปด้วย กับเพื่อนสนิทเกอง เราก็ต้องตีตัวออกมาจากเขา เพราะเขาเปิดร้านอาหาร เวลาเราไปหาเขาที่ร้านก็ปรากฏว่ามีคนตามเราไป แล้วไปยุ่งย่าม ไปเดินผ่านให้เพื่อนเรากังวลกลัวไปด้วย”เธอบอกกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต 

เมื่อถูกคุกคามหนักขึ้นจึงทำให้เธอต้องทำให้ทุกคนอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย 

“พอเราตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้ามากๆ เราก็รู้ตัวเองนะ มันเลยมีอารมณ์เหมือนกับว่า เราอยากสู้ต่อไหม คือ มันเป็นสภาวะที่ซับซ้อนมากๆ แล้วมันก็เกิดเป็นความคิดว่า ถ้าเราออกไปเคลื่อนไหวในที่ที่ปลอดภัยกว่านี้ มันก็น่าจะดีกับตัวเราและขบวน” การกลับมาทบทวนตัวเอง เป็นวิธีการที่นักปกป้องสิทธิอย่างเธอเลือกที่จะใช้ 

มิ้นท์พยายามค้นหาวิธีที่ตัวเองจะรอดพ้นจากความหวาดระแวง และปกป้องตัวเองไม่ให้มีอาการทางจิตหรือซึมเศร้าไปมากกว่านี้ กระทั่งตัดสินใจได้ว่า 

“เราก็คิดแล้วว่า กูต้องลี้ภัย” 

จากนักปกป้องสิทธิฯ สู่ผู้ลี้ภัยทางการเมือง

เธอใช้เวลาเพียงแค่ 3 สัปดาห์ก่อนออกเดินทางไกลเพื่อทำให้ครอบครัวเข้าใจว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองมีคุณค่าอย่างไร 

“ทุกครั้งที่เรากลับบ้าน ตำรวจก็มาเดินป้วนเปี้ยน แล้วถนนหน้าบ้านเรามันเป็นเส้นที่ให้มอเตอร์ไซน์กับคนผ่านไป-มาเท่านั้น มันเลยจะรู้ทันทีว่าคนนี้ไม่ใช่คนในพื้นที่”

“แล้วไม่ว่าเราจะไปไหน เราก็ต้องเห็นตำรวจนอกเครื่องแบบเนี่ยแหละตามไปด้วย จนย่าก็จำได้แล้วว่าทรงตำรวจเป็นยังไง มันไม่ปกติ แต่พอเราบอกพวกเขาว่าเราจะลี้ภัย ทุกคนกลับสบายใจเฉย”

“แล้วเขาก็เริ่มเปิดใจกันนะ ไปติดตามดูว่านักกิจกรรมท่านอื่นๆ แต่ละคนมันเป็นยังไง ติดตามตะวันแบม ที่โดนคล้ายๆ เรา ครอบครัวเราเขาก็รู้สึกเห็นอกเห็นใจอะ คือสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มิ้นท์ดีใจมาก คือเราชนะใจที่บ้านได้ก่อนเราลี้ภัยมา”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มิ้นท์กลับบอกว่า หากคิดดูดีๆ แล้ว ทั้งหมดก็เป็นเรื่องตลกร้าย เพราะไม่มีใครสมควรที่จะถูกคุกคาม ติดตามละเมิดสิทธิกันแบบนี้เพียงเพราะคุณเป็นคนที่เห็นต่าง และเมื่อถามต่อว่าการที่เธอทำให้ครอบครัวตาสว่างได้ มันเป็นเรื่องคุ้มค่าและทำให้เธอต้องแลกอะไรไปบ้าง มิ้นท์ก็ได้กล่าวว่ามันเป็นความสำเร็จในระดับครอบครัวรูปแบบหนึ่ง

“ก็รู้สึกว่าคุ้มอยู่ อย่างน้อยในครอบครัวเรา เขาก็มีความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ในความไม่เท่าเทียม และไม่ยุติธรรม มันคุ้มค่าแล้วที่เราทำให้เขาปลอดภัย มันกลายเป็นความรู้สึกที่ว่า โอเค เราปลอดภัยแล้ว ถึงแม้จะอยู่ในประเทศที่มันไกลกันมากๆ แต่เขาก็เห็นว่าเราปลอดภัย”

“แต่เราไม่อยากให้คนอื่นต้องเป็นแบบนี้นะ ในวันที่เราต้องแยกจากกัน แล้วเราเพิ่งจะเข้าใจกัน อยากฝากให้ครอบครัวนักกิจกรรมลองเปิดใจกันดู ลองคุยกับพวกเขาดูว่ามีความคิดยังไง เพราะสุดท้ายพอเราแยกจากกัน มันก็มีแต่ความเจ็บปวด”

ปัจจุบันมิ้นท์ประกาศอย่างชัดเจนว่า เธอพำนักอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส และได้รับการคุ้มครองในทางกฎหมาย ภายใต้การดูแลของศูนย์แรกรับผู้ลี้ภัยของรัฐบาลฝรั่งเศสเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากการช่วยเหลือของเพื่อนผู้ลี้ภัยที่ประเทศดังกล่าว เลยทำให้การดำเนินการต่างๆ ไม่ได้เป็นไปด้วยความยากลำบากมากนัก 

ฝรั่งเศสประเทศที่ให้เสรีภาพ 

เมื่อถามเธอว่า ในการชูป้ายที่ฝรั่งเศสกับไทย สร้างความรู้สึกให้เธอแตกต่างกันยังไงบ้าง

“มันไม่มีการแจ้งความกัน คือ เราจะเห็นว่าคนที่นี่ก็ชูป้ายด่านายกฯ มาครง ก็ไม่มีใครโดนจับ มันเป็นเรื่องปกติมาก เราเลยออกไปทำบ้าง แล้วก็มากระจายบนหน้าสื่อ Social อีกที แต่ที่ฝรั่งเศสไม่มีสื่ออิสระมาช่วยถ่ายภาพหรือสื่ออย่างไข่แมวชีสมาเก็บภาพ เราต้องถ่ายกันเอง”เธอเล่าถึงความแตกต่าง 

ทั้งนี้ มิ้นท์ได้เสริมต่อว่า การอยู่ที่ฝรั่งเศสทำให้เธอได้เปิดหูเปิดตากับสิทธิและเสรีภาพของชาวฝรั่งเศสอยู่พอสมควร ตลอดจนในแง่ของกระบวนการยุติธรรม และการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ไม่เหมือนกันเลยกับประเทศไทยนี้ อาจกล่าวได้ว่าต่างกันราวฟ้ากับเหว 

“การแสดงออกของคนที่นี่ มันปลอดภัยกว่าบ้านเราเยอะมาก ยกตัวอย่างในเคสผู้ลี้ภัยท่านอื่น เช่น คุณอั้ม เนโกะ กับจอม ไฟเย็น ที่โดนทำร้ายร่างกายกลางกรุงปารีส แล้วเจ้าหน้าที่ดำเนินการหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ คือ กระบวนการมันยุติธรรมมากและคดีก็จบลงที่ศาลปารีสลงโทษจำคุกด้วย”

มิ้นท์เล่าให้ฟังถึงกรณีของอั้ม เนโกะ และจอม ไฟเย็น ที่ถูกดักทำร้ายโดยชายชาวเช็ก ตั้งแต่เมื่อช่วงปี 2562 พวกเขาสู้คดีทั้งในชั้นต้นและอุทธรณ์ ก่อนที่ศาลปารีสจะสรุปคดี และพิพากษาให้จำเลยจำคุกกว่า 30 เดือน

ย้อนอ่านข่าวผู้ลี้ภัยการเมืองไทยถูกทำร้าย >>> ศาลปารีสเลื่อนคดีทำร้ายร่างกาย ‘อั้ม เนโกะ – จอม ไฟเย็น’ เป็น ม.ค. 66 ทนายจำเลยอ้างหาล่ามไม่ได้ | ประชาไท Prachatai.com

“ถ้าให้มองย้อนกลับมาที่นักกิจกรรมในไทยที่ถูกทำร้าย คือ มันใช้เวลานานมาก แล้วเขาก็ไม่ได้รับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันไม่ได้รับความยุติธรรมมากพอ มันแตกต่างกันอย่างชัดเจน จนทำให้เรารู้สึกว่า การอยู่ประเทศฝรั่งเศส ถ้าเราโดนดักตีหัว ก็น่าจะเรียกร้องอะไรได้บ้างจากประเทศนี้นะคะ”เธอกล่าวพร้อมกับหัวเราะร่วน 

เมื่อขอให้เธอเล่าความแตกต่างของกระบวนการในศาล เผื่อเธอจะเห็นอะไรบ้าง เนื่องจากตัวของมิ้นท์เองก็เคยถูกศาลเรียกไต่สวนถอนประกันมาก่อนหน้านี้แล้ว ในขณะที่เคลื่อนไหวอยู่ที่ไทย โดยเธอได้กล่าวว่าเธอเคยไปดูศาลปารีสก็จากคดีของอั้มและจอมไฟเย็น 

“ถ้าถามความแตกต่างในศาล คือ เขาไม่มีรูปใครติดด้านหลังเลย เราเห็นแล้วก็รู้สึกว่า เขาไม่ได้ทำงานภายใต้ใครจริงๆ ศาลทำงานเพื่อประชาชน นี่แค่เบื้องต้นนะ แล้วเราก็เห็นผู้พิพากษา ทนายความที่นี่เขาใส่กางเกงยีนส์กัน เอาแค่พอเรียบร้อย ดูชิลกันมาก คนนอกก็สามารถเข้าฟังการพิจารณาคดีได้ เพราะมันโปร่งใสกันจริงๆ”

“แต่ประเทศฝรั่งเศส ก็เผากันบ่อยเกิน (หัวเราะ) ชนะก็เผา แพ้ก็เผา ประท้วงกันเยอะมาก แต่ถ้าประชาชนไม่พอใจก็แสดงให้รัฐเห็นเลยว่า เขาไม่พอใจ เราได้มีโอกาสเห็นการชุมนุมเรียกร้องเงินบำนาญผู้สูงอายุ คือ เขาจริงจังในสิทธิของเขามากๆ แล้วมันเป็นแบบนั้นทุกครั้ง ออกมากันทุกวัย ไม่ใช่แค่ว่า การเมืองจะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ที่นี่เราเห็นเลยว่า การเมืองมันเป็นเรื่องของทุกคน”

“ฝรั่งเศส” ประเทศให้เสรีภาพ 

มิ้นท์เล่าให้ฟังถึงความเสรีภาพของการแสดงออกที่จริงๆ เธอก็ไม่เคยจากการเมืองในสังคมไทย และยังคงมีหวังว่า จะได้เห็นคนไทยได้มีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกแบบนั้นโดยไม่โดนดำเนินคดี แต่ปัจจุบันนี้การออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนน กลับถูกมองว่า เป็นการต่อต้านและสร้างตนเป็นปฏิปักษ์รัฐเสียมากกว่า 

“ตอนนี้ไม่ได้ลำบากอะไร เราโอเคเลย และก็ลงเรียนภาษาฝรั่งเศส เพราะอยากต่อยอดสื่อสารในสิ่งที่เราเรียนมา แล้วก็อยากเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อ เพราะเราได้สมัครเป็นสมาชิกของศิลปินพลัดถิ่น (L’ atelier des artistes en exil) แล้วเขาก็สนใจงานศิลปะการเมืองของเรา”

ในทุกวันนี้ มิ้นท์บอกว่าเธอได้ทำกิจกรรมที่ฝรั่งเศสอยู่พอสมควร และก็ได้เผยแพร่นาฏศิลป์ จัดทำ workshop สอนให้กับชาวฝรั่งเศสที่สนใจในศิลปะไทยอยู่บ้าง และภายในปีนี้ก็คงจะมีอะไรออกมาให้เห็น โดยเธอกล่าวว่าจะเดินหน้าทำศิลปะการเมือง โดยเฉพาะที่เกี่ยวพันกับกษัตริย์และการเมืองไทย

มิ้นท์ (สวมหน้ากาก) หลังลี้ภัยทางการเมืองในประเทศฝรั่งเศส 

เมื่อนางรำคิดถึงบ้าน 

ถึงกระนั้น เธอก็ได้เปิดเผยความในใจว่า ตัวเองก็ยังคงคิดถึงเมืองไทย และอยากกลับไปเจอเพื่อนๆ นักกิจกรรมที่ร่วมชุมนุมลงถนนด้วยกันอยู่เสมอ “เราคิดถึงนะคะ คิดถึงครอบครัว มีโทรไปบ้าง และทุกครั้งที่มีข่าวนักกิจกรรมติดคุก ช่วงต้นปีนี้ (2566) ที่เก็ทกับใบปอ แล้วก็ตะวันแบมเข้าเรือนจำไป มันก็ยิ่งสร้างความรู้สึกให้เราอยากกลับไทยมาก แต่ในเมื่อเราตัดสินใจออกมาแล้ว ก็ต้องเดินหน้ากันต่อไป”

มิ้นท์กล่าวว่าเธอยังคงติดตามการชุมนุมและการเคลื่อนไหวทางการเมืองในไทยอยู่อย่างต่อเนื่อง และยังคงทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับประเทศไทยอยู่เสมอ และพยายามที่จะทำให้มันเป็นวงกว้างมากขึ้นในประเทศต่างแดนนี้ 

เมื่อถามว่า ในฐานะเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหญิง ที่ต้องเผชิญหน้ากับการคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลไม่ทราบฝ่ายในหลากหลายรูปแบบ เธอเคยคิดฝันถึงวันที่พื้นที่ของประชาธิปไตยในไทย จะสามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับนักเคลื่อนไหวหญิงได้หรือไม่ โดยมิ้นท์ได้กล่าวว่า จริงๆแล้วเธอเห็นปัญหาอยู่ที่โครงสร้างอันยุ่งเหยิงที่ใหญ่มากกว่าตัวกลุ่มบุคคลใดๆ และมันไม่ใช่แค่ผู้หญิงหรือชาย แต่คือประชาชนคนไทยทุกคน

“ปัญหาในประเทศไทยมันเป็นที่โครงสร้างที่มันใหญ่มาก ไม่ใช่แค่ศาล อัยการ ไม่ใช่แค่นักการเมือง ไม่ใช่พวกขวาจัด แต่มันเป็นโครงสร้างที่มันสร้างกันมานานแล้ว ถ้าอยากให้นักกิจกรรมปลอดภัย มันเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะตอนนี้แบบแม่งอะไรวะเนี่ย แค่สิทธิพื้นฐานเรายังทำไม่ได้เลย” มิ้นท์อธิบาย

“ถ้าอยากให้ออกแบบพื้นที่ปลอดภัย เอาจริงๆ เรายังนึกไม่ออกเลย เรายังเห็นน้องๆ นักกิจกรรมโดนคุกคาม เห็นข่าวน้องๆ ถูกต่อย ซึ่งถ้าเป็นที่นี่ (ฝรั่งเศส) การทำร้ายร่างกายเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ยอมความกันไม่ได้คือยอมไม่ได้จริงๆ แล้วเขาจัดการกันไปถึงเรื่องสภาพจิตใจของผู้ที่ถูกกระทำว่า หลังจากนี้เขาจะมีอาการยังไง แล้วคนที่ทำร้ายจะต้องจ่ายเงินยังไงด้วยนะ สมมติว่า เกิดความหวาดระแวงไม่สามารถกลับไปทำงานได้ คนกระทำก็ต้องจ่ายค่าเสียโอกาสให้เหยื่อตรงนี้ด้วย เขาต้องจ่ายค่าหยุดงานด้วย ต้องจ่ายค่าหมอจิตแพทย์ แต่กับประเทศไทยมันหลวมมากๆ แล้วก็มันแย่ ยิ่งนักกิจกรรมโดนคดี ม.112 ก็มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ”

ทั้งนี้มิ้นท์ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหญิงทุกคนว่า เธอยังคงเคารพในทุกการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น 

“เราเข้าใจทุกเคส ยิ่งเป็นเคสที่ถูกคุกคาม ก็ยิ่งอยากเป็นกำลังใจ ทุกคนเก่งมากที่ออกมา ทั้งๆ ที่รู้ว่า ความเสี่ยงของตัวเอง คือ อะไร แล้วเราก็รู้ว่านักกิจกรรมหญิงต้องเจอกับอะไร ต้องประสบกับอะไรแบบนี้ แต่ทุกคนก็ยังออกมาต่อสู้ อยากให้กำลังใจมากๆ ค่ะ”

หมายเหตุ : สารคดีชิ้นนี้อยู่ในโครงการ Journalism that Builds Bridges (JBB) สนับสนุนโดยสถานทูตเนเธอร์แลนด์ สถานทูตฟินแลนด์ สถานทูตนิวซีแลนด์ UNDP และ UNESCO

image_pdfimage_print