“เสรีภาพ” นิตยสารต่อต้านคอมมิวนิสต์ กับการรายงานข่าวพระราชพิธีบวงสรวงศาลสมเด็จพระนเรศวรที่หนองบัวลำภู ปี 2511

หลังจากที่ผมได้เขียนบทความเรื่อง “ประวัติศาสตร์ “หนองบัวลำภู” ที่เพิ่งสร้าง” (อ่าน – ประวัติศาสตร์ “จังหวัดหนองบัวลำภู” ที่เพิ่งสร้าง ตอน 1 ) และ ประวัติศาสตร์ “จังหวัดหนองบัวลำภู” ที่เพิ่งสร้าง ตอน 2) ลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ The Issan Record ในวันเดียวกับที่ทางเว็บไซต์เผยแพร่บทความดังกล่าว ผมก็ได้เจอนิตยสารเล่มหนึ่งชื่อ “เสรีภาพ” ฉบับที่ 150 ปี พ.ศ. 2511 เข้าโดยบังเอิญ

นิตยสารเล่มดังกล่าวได้รายงานข่าวในวันที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินีสิริกิติ์เสด็จไปทำการบวงสรวงศาลสมเด็จพระนเรศวรที่ อ. หนองบัวลำภู จ. อุดรธานี (ปัจจุบันคือ จ. หนองบัวลำภู) เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2511 หรือหากจะพูดกันเป็นภาษาชาวบ้านร้านตลาดอย่างเราๆ ก็คือ ไป “เปิดศาล” นั่นเอง โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจซึ่งควรค่าแก่การเก็บมาเล่าและสาวความให้ยาว

ก่อนที่จะเปิดนิตยสารเล่มดังกล่าวมาเขียนเล่าให้ท่านผู้สนใจอ่าน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอธิบายก่อนว่านิตยสารมีชื่อมันสลักสำคัญอย่างไร เพราะอาจเกิดคำถามได้ว่า เหตุการณ์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินีสิริกิติ์ไปเปิดศาลก็น่าจะเป็นข่าวปรากฎตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่อชนิดอื่นๆ เป็นปกติทั่วไป แล้วนิตยสารเล่มดังกล่าวมันมีความวิเศษวิโสต่างกับสื่อของสำนักข่าวร่วมสมัยอื่นๆ อย่างไร ที่ถึงขั้นต้องนำมาเป็นประเด็นเขียนบทความ

“เสรีภาพ” สื่อโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์

เริ่มแรกเราควรเข้าใจก่อนว่า การที่มนุษย์จะได้มาและรักษาไว้ซึ่ง “อำนาจ” นั่นมีอยู่หลายวิธี แต่ถ้าจะให้แยกแล้ว ก็อาจแยกได้ 2 วิธีใหญ่ๆ คือ “อำนาจด้านการปราบปราม” กับ “อำนาจด้านอุดมการณ์” ซึ่งอำนาจในด้านหลังนี้ว่ากันว่าเป็นอาวุธที่ทรงพลังไม่แพ้ไปกว่าอำนาจด้านแรก และหนึ่งในเครื่องมือของอำนาจด้านอุดมการณ์นี้คือ “สื่อ” ที่ใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อนั่นเอง ที่เราเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ “หนังสือพิมพ์ดาวสยาม” ซึ่งมีบทบาทอย่างสำคัญในการยุยงปลุกปั่นจนนำไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ดังกล่าวก่อตั้งขึ้นเพียงสองปีก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เท่านั้น ฉะนั้น มันจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งในผลสำเร็จของกระบวนการโฆษณาชวนเชื่อที่มีมาอย่างยาวนานซึ่งพัวพันกับเศรษฐกิจการเมืองโลก ที่มีคู่ขัดแย้งสำคัญระหว่างสหรัฐอเมริกาและผู้นำลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างพรรคคอมมิวนิสต์จีน[1]

ที่กล่าวเช่นนี้ ผมกำลังบอกว่า มันมีกระบวนการโฆษณาชวนเชื่อที่มีวัตถุประสงค์ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์มาก่อนหนังสือพิมพ์ดาวสยามแล้ว และกระบวนการดังกล่าวนี้ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ด้วย มากไปกว่านั้น มันยังคงฝังรากอยู่ในสังคมไทยมาจวบจนถึงปัจจุบัน และหนึ่งในสื่อที่เป็นต้นธารของการโฆษณาชวนเชื่อในสังคมไทยก็คือนิตยสาร “เสรีภาพ” นั่นเอง

“เสรีภาพ” ถือกำเนิดขึ้นภายใต้บริบทช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างมากในทางเศรษฐกิจการเมืองต่อสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในด้านของการเป็นแหล่งทรัพยากรหลักและเป็นตลาดในการระบายสินค้าออกจากประเทศของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้คือ การแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นสิ่งกีดขวางอุดมการณ์แบบทุนนิยม ฉะนั้น สหรัฐฯ จึงต้องเข้ามาจัดการการเมืองภายในประเทศภูมิภาคดังกล่าว โดยกระทำผ่านการใช้อำนาจด้านการปราบปราม (เช่น การตั้งฐานทัพ) ควบคู่ไปกับการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อชนิดต่างๆ และประเทศไทยคือหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของสหรัฐฯ ในการใช้เป็นป้อมปราการฐานที่มั่นดำเนินกิจการต่างๆ ดังกล่าว[2]

กฤษฏิญา ไชยศรี[3] ชี้ว่า สหรัฐฯ จะใช้ “การทูตสาธารณะ” เป็นนโยบายสำคัญในการเข้าไปแทรกแซงการเมืองของต่างประเทศ พร้อมกันนั้นก็มีการจัดตั้งองค์กรหนึ่งชื่อว่า “สำนักข่าวสารอเมริกัน” (United States Information Service – USIS) ที่มีวัตถุประสงค์ในทางการเมืองคือ การเข้าไปมีอิทธิพลในประเทศที่ไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมและมุ่งทำให้ประเทศนั้นมีความต้องการแบบเดียวกันกับสหรัฐฯ โดยอ้างว่าเป็นการนำความเจริญก้าวหน้าไปสู่ประเทศนั้นๆ อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งสำนักข่าวดังกล่าวจะทำงานเพื่อประชาสัมพันธ์และใช้ศาสตร์ด้านจิตวิทยาผ่านสื่อในการควบคุมแนวคิดทางเศรษฐกิจการเมืองของประชาชนในประเทศนั้นๆ ด้วย ในประเทศไทยเองสำนักข่าวนี้จะทำงานร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ของไทย โดยรัฐบาลอเมริกันเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนทั้งหมด และนั่นจึงเป็นที่มาของนิตยสารที่ชื่อว่า “เสรีภาพ” ซึ่งเผยแพร่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 – 2541[4]

เนื้อหาในนิตยสารดังกล่าวจะพูดถึงประเด็นทั่วไปที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ ศาสนา วัฒนธรรม เกษตรกรรม สาธารณสุข ฯลฯ เพื่อให้เห็นถึงภาพของความสงบ ร่มเย็น เป็นดินแดนสวรรค์ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ผู้คนมีอัธยาศัยงดงาม ตั้งอยู่ในศีลธรรม อย่างไรก็ตาม กฤษฏิญา[5] ชี้ว่า ใจความสำคัญของ “เสรีภาพ” คือการเป็นนิตยสารต่อต้านคอมมิวนิสต์ ฉะนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเนื้อหาต่างๆ ที่ปรากฏในนิตยสารดังกล่าวล้วนเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงไม่ทางตรงก็ทางอ้อมกับการต่อต้านคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วประเด็นหรือเรื่องหลักที่ฉบับนั้นๆ ได้เน้นลงในนิตยสารก็จะมีความโดดเด่นเกี่ยวข้องกับการต่อต้านคอมมิวนิสต์มากที่สุด แม้ว่ามันจะไม่เปิดเผยหรือกล่าวถึงการต่อต้านคอมมิวนิสต์ให้เห็นอย่างชัดเจนตรงไปตรงมาก็ตาม

พิจารณาได้จาก นิตยสารเสรีภาพ ฉบับที่ 150 (2511) เล่มที่เรากำลังกล่าวถึงกันอยู่นี้ก็ได้ กล่าวคือ บทความรายงานข่าวในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินีสิริกิติ์เสด็จไปเปิดศาลสมเด็จพระนเรศวรที่หนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2511 ถูกจัดให้เป็นเรื่องหลักของนิตยสารเล่มดังกล่าว ดังที่เราจะเห็นได้จาก “หน้าปก” และ “สารบัญ” ของนิตยสาร กล่าวคือ นิตยสารฉบับนี้ได้ใช้ภาพสมเด็จพระนเรศวรกำลังออกรบเป็นภาพปกหน้า โดยได้ระบุว่า “ภาพจิตรกรรมสีเคซีน ฝีมือนพรัตน์ สิวิสิทธิ์ แห่งสำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพฯ จำลองตามเค้าความในพระราชพงศาวดารตอนสมเด็จพระนเรศวรทรงพระแสงทวนเสด็จออกรบพุ่งกับทหารของลักไวทำมูด้วยกระบวนม้าเมื่อคราวพระเจ้าหงสาวดีล้อมกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๑๒๙ …”[6] ซึ่งการใช้ภาพสมเด็จพระนเรศวรกำลังออกรบเป็นปกหน้าเกี่ยวข้องโดยตรงกับบทความรายงานข่าวในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินีสิริกิติ์เสด็จไปเปิดศาลฯ ฉะนั้น จึงอาจตีความได้ว่า นิตยสารฉบับนี้ต้องการให้บทความรายงานข่าวดังกล่าวเป็นประเด็นหลักของเล่ม

ส่วนสารบัญก็จะเห็นว่านิตยสารได้วางเรื่องในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินีสิริกิติ์เสด็จไปเปิดศาลฯ ให้เป็นเรื่องแรกของการนำเสนอเนื้อหาของนิตยสาร ซึ่งปรากฏเป็นบทความชื่อ “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” เขียนโดย “อ. สายสุวรรณ”[7]

ปกหน้านิตยสารเสรีภาพ ฉบับที่ 150 ปี พ.ศ. 2511
สารบัญนิตยสารเสรีภาพ ฉบับที่ 150 ปี พ.ศ. 2511

ดังนั้น จึงเป็นที่แน่ชัดว่า เหตุการณ์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินีสิริกิติ์เสด็จไปเปิดศาลสมเด็จพระนเรศวรที่หนองบัวลำภู “เสรีภาพ” ต้องการจะสื่อถึงการต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน สอดคล้องกับที่ กฤษฏิญา ไชยศรี[8] กล่าวว่า “การนำเสนอภาพของสถาบันกษัตริย์ที่เดินทางไปยังพื้นที่ทุรกันดารต่างๆ เป็นพันธกิจสำคัญของนิตยสารเสรีภาพ โดย William J. Donovan เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เป็นผู้ที่เสนอแนวคิดให้ใช้สถาบันกษัตริย์ในการทําสงครามจิตวิทยาเพื่อการต่อต้านคอมมิวนิสต์ โครงการเดินทางตามต่างจังหวัดของสถาบันกษัตริย์จึงล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความชอบธรรมเพื่อปราบปรามคอมมิวนิสต์และเพื่อดึงใจมวลชนชาวไทยให้อยู่ข้างรัฐไทยและสหรัฐฯ กระทั่งสถาบันกษัตริย์ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในการดําเนินนโยบายแผนสงครามจิตวิทยาในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ พ.ศ. 2498 เป็นต้นมา”

ที่กล่าวมานี้จึงเป็นการยืนยันและตอบคำถามข้างต้นว่า “เสรีภาพ” ฉบับที่ 150 มันมีความวิเศษวิโสอย่างไร หรือกล่าวให้ชัดก็คือ ความวิเศษวิโสของมันคือ มันเกี่ยวข้องกับการต่อต้านคอมมิวนิสต์นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม มาถึงตรงนี้ก็อาจจะยังไม่ชัดเจนมากพอว่าข่าวดังกล่าวมันเกี่ยวอะไรกับการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ฉะนั้น การเข้าไปสู่เนื้อหาของข่าวจึงน่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนขึ้น

บรรยากาศใน “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”

“รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” บทความรายงานข่าวเกี่ยวกับพิธีเปิดศาลสมเด็จพระนเรศวร เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2511 เขียนโดย “อ. สายสุวรรณ”

ในนิตยสารเล่มนี้ สำหรับส่วนที่เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าวในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินีสิริกิติ์เสด็จไปเปิดศาลสมเด็จพระนเรศวรที่หนองบัวลำภูนั้น ปรากฏเฉพาะในบทความที่มีชื่อว่า “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” เขียนโดย “อ. สายสุวรรณ” ถูกนำเสนอเป็นเรื่องแรกของนิตยสาร (ซึ่งอาจตีความได้ว่าเป็นเรื่องหลักของนิตยสารเล่มนี้ โดยพิจารณาร่วมกับปกหน้าของนิตยสาร ดังได้อภิปรายมาแล้ว) รวมทั้งสิ้น 6 หน้ากระดาษ A4 เริ่มตั้งแต่หน้า 4 จนถึงหน้า 9 ของนิตยสาร โดยมีภาพประกอบตลอดทั้งบทความ ถ่ายโดย “บรรลือ อินทรศรี”

ศาลสมเด็พระนเรศวรที่หนองบัวลำภู ถ่ายในวันพิธีบวงสรวงฯ 25 มกราคม 2511 (หน้า 9)

เนื้อหาของบทความเริ่มต้นจากคำบรรยายว่า “วันที่ ๒๕ มกราคม เป็นวันที่ระลึกถึงเหตุการณ์อันสำคัญยิ่งครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย ด้วยในวันนี้ เมื่อ ๓๗๖ ปีมาแล้ว คือใน พ.ศ. ๒๑๓๕ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงกระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะแก่พระมหาอุปราชาแม่ทัพหลวงของพม่าเจริญพระเกียรติยศไปทั่วทุกทิศานุทิศ”[9]

หน้าต้นของบทความ “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”
ในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินีสิริกิติ์ กำลังจุดธูปเทียนที่แท่นวางเครื่องบวงสรวงศาลสมเด็จพระนเรศวร (หน้า 4)

จากนั้นก็เข้าเรื่องโดยบรรยายถึงความหมายและลักษณะของการทำ “ยุทธหัตถี” โดย อ. สายสุวรรณ[10] ได้สรุปว่า เหตุการณ์ทำยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระมหาอุปราชา ได้ดลบรรดาลผลให้เกิดผลดีหลายประการต่อประเทศไทย เป็นต้นว่า ไทยได้หลุดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของพม่า ซึ่ง อ. สายสุวรรณ ได้ขยายความเพิ่มเติ่มว่า มันทำให้การประกาศอิสรภาพที่สมเด็จพระนเรศวรได้ทำที่เมืองแครงในปี พ.ศ. 2127 เกิดเป็นผลอย่าง “สมบูรณ์” นอกจากนั้น เขายังชี้ว่าการศึกครั้งนั้นทำให้ไทยสงบสุขไม่มีสงครามเป็นเวลานานถึง 170 ปี มากไปกว่านั้นก็คือ ทำให้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในเอกราชและอิสรภาพของชาติฝังแน่นอยู่ในจิตวิญญาณของคนไทยตลอดมา  

ในหลวงรัชกาลที่ 9 กำลังกราบพระพุทธรูปปางประจำรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรในพิธีเปิดศาลฯ (หน้า 6)

ต่อมาก็ได้เล่าถึงเหตุที่ไทยต้องเสียกรุงแก่พม่าในปี พ.ศ. 2112 ว่าเป็นเหตุอันเนื่องมาจาก “ไทยทรยศต่อไทยด้วยกันเอง” โดยกล่าวถึงพระยาจักรีที่ไปเป็นไส้ศึกให้แก่พระเจ้าหงสาวดี ไม่เช่นนั้นแล้วไม่มีทางที่พม่าจะตีกรุงศรีอยุธยาให้แตกได้เลย อย่างไรก็ตาม อ.สายสุวรรณ ก็ได้เพิ่มเติมนิทาน (เชิงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์) ธรรมสอนใจว่า “ส่วนพระยาจักรีผู้ทรยศ แทนที่จะได้ดี ก็กลับถูกพระเจ้าหงสาวดีทำลายเสีย เพราะใครเล่าปรารถนาจะชุบเลี้ยงผู้ที่ทรยศต่อชาติบ้านเมืองและเจ้านายของตน…นี้แหละคือรางวัลที่ผู้ทรยศต่อชาติบ้านเมืองของตนเองได้รับไม่ว่าที่ไหนสมัยใด”[11]

อ.สายสุวรรณ บรรยายต่อโดยอ้างว่า แม้ว่าจะเสียกรุงศรีอยุธยาให้กับพม่า แต่จิตใจไทยหาได้เสียไปด้วยไม่ เพราะในเวลานั้นมีสมเด็จพระนเรศวรเป็นธงชัยอยู่ และสมเด็จพระนเรศวรเองก็มีสมเด็จพระเอกาทศรถผู้น้องชายเป็นทหารคู่ใจ ด้วยความกล้าหาญของทั้งสองได้โน้มจิตใจคนไทยเข้าไว้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหวังจะหลุดพ้นจากพม่าให้จงได้ในสักวัน

จากนั้นก็ได้บรรยายถึงความเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่และความกล้าหาญของสมเด็จพระนเรศวร โดยเริ่มต้นจากเรื่องราวการออกรบ “ครั้งแรก” ในปี พ.ศ. 2117 ตอนนั้นสมเด็จพระนเรศวรมีอายุได้ 19 ปี ครองเมืองพิษณุโลกอยู่ ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีได้เกณฑ์กองทัพกรุงศรีอยุธยาเพื่อไปสมทบกับทัพของพม่าในการตีกรุงเวียงจันทร์ โดยสมเด็จพระเรศวรได้ติดตามพระราชบิดาคือสมเด็จพระมหาธรรมราชาไปในการนั้นด้วย ทว่า เมื่อถึงหนองบัวลำภู สมเด็จพระนเรศวรป่วยเป็นไข้ทรพิษ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีจึงอนุญาตให้กองทัพกรุงศรีอยุธยากลับเมืองได้ไม่ต้องออกรบด้วย ทำให้การเดินทัพออกรบ “ครั้งแรก” ของสมเด็จพระนเรศวร “…มิทันได้ทรงรบพุ่งในครั้งนั้น”[12]

อ. สายสุวรรณ[13] ชี้ว่า ความกล้าหาญของสมเด็จพระนเรศวรแสดงให้เห็น “ครั้งแรก” เมื่อออกรบไล่ตามพระยาจีนจันตุขุนนางจีนเมืองเขมร ซึ่งเข้ามารับราชการในกรุงศรีอยุธยาแล้วแปรพักตร์ลอบลงสำเภาหนีออกทะเลไป โดยสมเด็จพระนเรศวรตามไล่ทันที่ปากน้ำ และได้สั่งให้เร่งเรือขึ้นไปข้างหน้าเรือลำอื่นในขบวน จากนั้นพระองค์ก็ได้ไปยืนที่หัวเรือและทำการยิงปืนไปที่เรือพระยาจีนจันตุ แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ต่อสู้กลับด้วยเช่นกัน จนกระทั้งรางปืนของสมเด็จพระนเรศวรถูกกระสุนปืนของฝ่ายข้าศึกจนทำให้รางปืนแตกไป พระยาจีนจันตุจึงหนีออกทะเลลึกไปได้

หลังจากนั้นก็ได้สาธยายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ อ. สายสุวรรณ ใช้คำว่า “ความแกล้วกล้าสามารถ” ของสมเด็จพระนเรศวรในการศึกครั้งต่อ ๆ มา ก่อนที่จะมาจบลงตรงเรื่องการประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรในปี พ.ศ. 2127 แล้วสรุปว่า “สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงกรีดรอยแยก “ความเป็นสุวรรณปฐพีเดียวกัน” ในระหว่างกรุงศรีอยุธยาและกรุงหงสาวดีลงแล้วด้วยประการฉะนี้ นับตั้งแต่นั้นมาเป็นเวลา ๘ ปี พระองค์ก็ทรงนำชาติแหวกฝ่าการศึกสงครามติดพันกับกรุงหงสาวดีไปสู่ความแยกขาดหลุดพ้นจากข้อยึดถือใดๆของพม่าอย่างสิ้นเชิงในการทำยุทธหัตถีมีชัยแก่พระมหาอุปราชาในวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๑๓๕”[14]

จะสังเกตเห็นว่าในสายตาของ อ. สายสุวรรณ การประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรที่เมืองแครง ในปี พ.ศ. 2127 นั้น ยังไม่ “สมบูรณ์” ในตัวเอง ต่อเมื่อสมเด็จพระนเรศวรได้กระทำ “ยุทธหัตถี” กับสมเด็จพระมหาอุปราชา “ในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2135” จึงยังผลให้การประกาศอิศรภาพดังกล่าวมี “ความสมบูรณ์”

ภายหลังพิธีเปิดศาลฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินีสิริกิติ์เดินเยี่ยมราษฎรที่เข้าร่วมพิธี โดยภาพซ้ายเป็นการเยี่ยมราษฎรที่เข้าร่วมพิธีเปิดศาลฯ ส่วนภาพขวาเป็นภาพหลังจากเสร็จพิธีเปิดศาลฯ แล้วทั้งสองพระองค์ได้เดินทางไปยังวัดพิศาลอรัญญาวาสซึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอหนองบัวลำภูประมาณ 3 ก.ม. เพื่อแจกสิ่งของแก่ราษฎรผู้ยากจน
ในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินีสิริกิติ์เดินเยี่ยมราษฎรที่เข้าร่วมพิธีเปิดศาลฯ (หน้า 7)
ในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินีสิริกิติ์กำลังแจกสิ่งของแก่ราษฎรผู้ยากจน ณ วัดพิศาลอรัญญาวาส (หน้า 7)

ผมคิดว่าที่ อ. สายสุวรรณ เสนอเช่นนี้ก็ด้วยว่า ใจความสำคัญของบทความนี้ต้องการจะยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ของการทำ “ยุทธหัตถี” ในครั้งนั้น เพื่อที่จะเชื่อมโยงไปถึงวันที่ “25 มกราคม” ว่ามีความสำคัญอย่างไรต่อไทย ดังที่เขากล่าวว่า “ด้วยเหตุนี้ วันที่ 25 มกราคม จึงเป็นวันที่ระลึกอันสำคัญยิ่งวันหนึ่งของชาติไทย เป็นวันที่หมายถึงการได้อิสรภาพและเอกราชสมบูรณ์กลับคืนมาอย่างเด็ดขาด และเป็นวันที่ระลึกถึงรอยพระยุคลบาทของสมเด็จพระนเรศวรที่ได้ทรงจารึกไว้ในประวัติศาสตร์…”[15]

หลังจากจบตรงนี้ ก็ได้กล่าวเชื่อมโยงไปว่าด้วยเหตุดังกล่าว ทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ถือเอาวันที่ 25 มกราคม ของทุกปีเป็นวันบำเพ็ญกุศลและบวงสรวงสังเวยอุทิศถวายแด่สมเด็จพระนเรศวร ณ สถานที่สำคัญอันเนื่องด้วยประวัติของสมเด็จพระนเรศวร โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 ที่อนุสรณ์ดอนเจดีย์ จ. สุพรรณบุรี ต่อมาในปี พ.ศ. 2505 เปิดศาลฯ ที่ จ. พิษณุโลก ปี พ.ศ. 2506 บำเพ็ญกุศลและบรวงสรวงฯ ณ พระเจดีย์ชัยมงคล วัดใหญ่ชัยมงคล จ. พระนครศรีอยุธยา ปี พ.ศ. 2507 บำเพ็ญกุศลและบวงสรวงฯ ณ วัดศรีชุม จ. สุโขทัย ปี พ.ศ. 2508 บำเพ็ญกุศลและบรวงสรวงฯ ณ อ. เชียงดาว จ. เชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2509 บำเพ็ญกุศลและบรวงสรวงฯ ณ อ. ศรีสัชนาลัย จ. สุโขทัย ปี พ.ศ. 2510 บำเพ็ญกุศลและบรวงสรวงฯ ณ อ. เมือง จ. กำแพงเพชร และในปี พ.ศ. 2511 ก็คือพิธีบวงสรวงและเปิดศาลฯ ณ อ. หนองบัวลำภู จ. อุดรธานี ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่นิตยสารเล่มนี้กำลังรายงานข่าวนั่นเอง โดยได้กล่าวถึงสาเหตุของการสร้างศาลฯ ที่หนองบัวลำภู จากนั้นก็ได้สรุปบทความโดยยกนิทานธรรมบทสอนใจชนชาวไทยว่า “…ขอให้เราทั้งหลายพึงมั่นใจเถิดว่า ตราบใด รอยพระยุคลบาทของพระองค์เป็นที่เจริญรอยตาม ตราบนั้นไทยคงดำรงความเป็นไท”[16] และ อ. สายสุวรรณ ก็ได้จบบทความลงตรงที่การนำเอา “ประกาศบวงสรวงสังเวยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ อ. หนองบัวลำภู จ. อุดรธานี วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม 2511” ที่พระมหาราชครูวามเทพมุนีได้อ่านในวันทำพิธีบวงสรวงมาลงในท้ายของบทความ[17]

ประกาศบวงสรวงสังเวยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ อ. หนองบัวลำภู จ. อุดรธานี วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2511
พระมหาราชครูวามเทพมุนีกำลังยืนอ่านประกาศบวงสรวงสังเวยฯ (หน้า 9)

น่าสนใจว่าข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ อ. สายสุวรรณ ใช้ในการบรรยายซึ่งปรากฏในบทความนั้น มีข้อน่าสังเกตอยู่หลายจุด ซึ่งควรค่าแก่การนำมาเล่าในบทความนี้ด้วย

ข้อมูลใน “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” กับข้อสังเกตบางประการ

ในส่วนนี้จะเป็นการตั้งข้อสังเกตข้อมูลที่ปรากฎในบทความ “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” โดยจะตั้งข้อสังเกตเฉพาะข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหนองบัวลำภูเท่านั้น ซึ่งสามารถแบ่งได้ 3 ประเด็นดังนี้

1) การมาถึง “หนองบัวลำภู” คือการมาในกองทัพออกรบ “ครั้งแรก” ของสมเด็จพระนเรศวร

เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับหนองบัวลำภูนั้น มีหลักฐานปรากฏเก่าแก่ที่สุดอยู่ในพงศาวดารฉบับต่างๆ หลายฉบับ และผมเข้าใจว่าผู้ที่ถอดเรื่องนี้ออกมาจากพงศาวดารแล้วแปลงไปเป็นงานเขียนทางประวัติศาสตร์แบบสมัยใหม่คนแรกก็คือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดังที่เราจะเห็นว่างานเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรที่ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เขียนขึ้นมานั้นมักจะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรและเมืองหนองบัวลำภูอยู่ในนั้นทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็น “พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” หรือ “ไทยรบพม่า” และเมื่อสำรวจงานเขียนประวัติศาสตร์เมืองหนองบัวลำภูในเรื่องเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวร ก็มักจะพบว่ามีการอ้างอิงงานของกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสมอ จึงอาจกล่าวได้ว่า งานของกรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็น “แม่บทเรื่องเล่า” (master narrative) ให้กับการเขียนประวัติศาสตร์สมเด็จพระนเรศวรกับเมืองหนองบัวลำภูของคนรุ่นหลัง 

บทความ “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ก็มีลักษณะที่ไม่แตกต่างกัน กล่าวคือ ผมกำลังตั้งข้อสังเกตว่า อ. สายสุวรรณ ได้รับอิทธิพลทางเนื้อหาเรื่องเล่าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับเมืองหนองบัวลำภูมาจากงานของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ 

ดังจะเห็นจากข้อความที่ อ. สายสุวรรณ บรรยายว่า “…พระองค์ได้เสด็จไปในกองทัพเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๑๑๗ ระหว่างที่ทรงครองเมืองพิษณุโลก ในขณะนั้นทรงพระชนมายุเพียง ๑๙ พรรษา พระเจ้าหงสาวดีเกณฑ์กองทัพกรุงศรีอยุธยายกขึ้นไปสมทบทัพพระเจ้าหงสาวดีเพื่อตีเมืองเวียงจันทร์ในอาณาเขตลานช้าง สมเด็จพระนเรศวรได้โดยเสด็จพระราชบิดาไปในกองทัพด้วย แต่เมื่อไปถึงหนองบัวลำภู ซึ่งอยู่ในจังหวัดอุดรธานีเดี๋ยวนี้ ทรงประชวรด้วยไข้ทรพิษ พระเจ้าหงสาวดีตรัสอนุญาตให้กองทัพไทยยกกลับลงมา พระองค์จึงมิทันได้ทรงรบพุ่งในครั้งนั้น…”[18] 

ซึ่งข้อความข้างต้นมีความคล้ายกันกับงานของกรมพระยาดำรงราชานุภาพเรื่อง “พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ในข้อความที่ว่า “เมื่อสมเด็จพระนเรศวรครองเมืองเหนือได้ ๓ ปี ถึงปีจอ พ.ศ. ๒๑๑๗… เมืองลานช้างเกิดชิงราชสมบัติกัน พระเจ้าหงสาวดีได้ทีก็ยกกองทัพหลวงไปตีเมืองเวียงจันทร์ ครั้งนั้นตรัสสั่งมาให้ไทยยกกองทัพไปสมทบด้วย สมเด็จพระมหาธรรมราชาฯ กับสมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปเองทั้งสองพระองค์ เวลานั้นสมเด็จพระนเรศวรพระชันษาได้ ๑๙ ปี เห็นจะได้เป็นตำแหน่งเช่นเสนาธิการในกองทัพ แต่เมื่อยกไปถึงหนองบัวลำภูด่านหน้าของเมืองเวียงจันทร์ เผอิญสมเด็จพระนเรศวรไปประชวรออกทรพิษ พระเจ้าหงสาวดีทรงทราบก็ตรัสอนุญาตให้กองทัพไทยกลับมามิให้ต้องรบพุ่ง…”[19]

หรือในงานเรื่อง “ไทยรบพม่า” ความว่า “สมเด็จพระนเรศวรเสด็จขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลกได้ไม่ช้า พระเจ้าหงสาวดีก็เกณฑ์กองทัพไทยไปช่วยตีกรุงศรีสัตนาคนหุตปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชกับสมเด็จพระนเรศวรเสด็จขึ้นไปในกองทัพด้วย แต่เมื่อยกไปถึงหนองบัวลำภู สมเด็จพระนเรศวรประชวรไข้ทรพิษ พระเจ้าหงสาวดีทราบพอประจวบเวลาจวนจะเสด็จการสงคราม จึงให้กองทัพไทยเลิกกลับลงมา สมเด็จพระนเรศวรหาทันได้เริ่มรบพุ่งในครั้งนั้นไม่…”[20]

จะเห็นว่างานทั้งสามชิ้นมีความคล้ายกันมาก โดยเฉพาะเรื่องการคำนวณ “ศักราช” หรือ “อายุ” ของสมเด็จพระนเรศวร หรือการใช้คำบางคำ ประโยคบางประโยคที่เหมือน/คล้ายกัน เช่น “มิทันได้เริ่มรบพุ่ง” “ลานช้าง” เป็นต้น 

โดยเฉพาะในหนังสือ “ไทยรบพม่า” นั้นมีความเหมือนและคล้ายคลึงกันในหลายส่วน ที่นอกเหนือไปจากที่กล่าวข้างต้นก็จะเห็นว่า อ. สายสุวรรณ ได้กล่าวว่า การมาถึงหนองบัวลำภูของสมเด็จพระนเรศวรในครั้งนั้น เป็นการมาในกองทัพออกรบ “ครั้งแรก” ของพระองค์ ซึ่งเป็นลักษณะของการนับครั้งการออกรบ/การสงครามของสมเด็จพระนเรศวรที่คล้ายกับโครงเรื่องของหนังสือ “ไทยรบพม่า” ที่เป็นการอธิบายประวัติศาสตร์ด้วยการเล่าเรื่องผ่านจำนวนครั้งของสงครามระหว่างพม่ากับไทยตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ โดยอาศัยข้อมูลจากพงศาวดาร แม้ว่ากรมพระยาดำรงราชานุภาพจะไม่เคยกล่าวถึงหรือเสนอเลยว่า การมาในกองทัพออกรบในครั้งนี้เป็นการมาในกองทัพออกรบ “ครั้งแรก” ของสมเด็จพระนเรศวร

ลักษณะของการนับการมาในกองทัพออกรบ “ครั้งแรก” ของสมเด็จพระนเรศวรในแบบของ อ. สายสุวรรณ นี้ ระยะต่อมายังพบได้จากเอกสารของกองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ (กวป.) กรมศิลปากร ในชื่อ “เรื่องสถานที่สำคัญเกี่ยวกับการพระราชสงคราม และเรื่องทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช [13 ม.ค. 2512 – 26 ก.พ. 2514]” ซึ่งเข้าใจว่าเผยแพร่ในช่วงปี พ.ศ. 2514 โดยเป็นเอกสารที่ได้รวบรวมสงครามทั้ง 14 ครั้งในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรไว้ ซึ่ง “ครั้งแรก” ก็คือการมาในกองทัพออกรบแล้วมาหยุดพักกองทัพที่หนองบัวลำภูนั่นเอง[21]

นอกจากจะ “คล้าย” แล้ว ยังพบความ “เหมือน” อีกด้วย กล่าวคือ หลังจากที่ อ. สายสุวรรณ เล่าถึงเหตุการณ์การมาในกองทัพออกรบ “ครั้งแรก” ของสมเด็จพระนเรศวร แต่ด้วยอาการป่วย “พระองค์จึงมิทันได้ทรงรบพุ่งในครั้งนั้น” จากนั้น เขาก็สาธยายต่อว่า “ถึงอย่างไรก็ดี ความแกล้วกล้าของพระองค์ได้เป็นที่ปรากฏครั้งแรกเมื่อทรงเรือรบไล่ตามเรือพระยาจีนจันตุ…”[22] จากตรงนี้ก็บรรยายถึงเรื่องราวดังกล่าว โดยที่คล้ายกันกับกรมพระยาดำรงราชานุภาพนั้น ก็คือเมื่อกรมพระยาดำรงราชานุภาพบรรยายถึงเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วก็สรุปว่า “…การครั้งนี้ที่ปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า เป็นครั้งแรกที่สมเด็จพระนเรศวรได้รบพุ่งด้วยพระองค์…”[23] 

ที่เห็นจะเหมือนกันมากที่สุดก็ตรงที่ หลังจากที่ อ. สายสุวรรณ บรรยายการออกรบครั้งต่อมาของสมเด็จพระนเรศวร คือ เหตุการณ์ติดตามกำราบกองทัพกัมพูชาที่ได้ถือโอกาสเข้ามากวาดต้อนคนไทยที่เมืองนครราชสีมา แล้วก็ได้สรุปว่า “…ได้ทรงเอาพระวรกายฝ่าคมอาวุธของปัจจามิตร และทรงอุทิศพระเสโทโลหิตเพื่อกอบกู้อิสรภาพของชาติให้คืนมาด้วยพระอุสาหวิริยภาพอย่างใหญ่หลวง ความแกล้วกล้าสามารถของพระองค์ในการศึกได้ปรากฏกึกก้องเป็นที่ยำเกรงแก่พม่า…”[24] ซึ่งมีความเหมือนกับ “ไทยรบพม่า” ตรงที่เมื่อสาธยายศึกกับกองทัพกัมพูชาแล้ว กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ได้สรุปเช่นกันว่า “…เรื่องราวที่สมเด็จพระนเรศวรเริ่มรบพุ่ง แม้มีปรากฏอยู่ในหนังสือพระราชพงศาวดารเพียง ๒ คราวที่กล่าวมานี้ ก็พอเห็นได้ว่าครั้งนั้น ความแกล้วกล้าสามารถของสมเด็จพระนเรศวรคงเลื่องลือกันแพร่หลาย จนปรากฏออกไปถึงกรุงหงสาวดี…”[25] จากข้อความทั้งสองนี้ เห็นได้อย่างชัดเจนว่า อ. สายสุวรรณ ได้รับอิทธิพลมาจากงานของกรมพระยาดำรงราชานุภาพอย่างแน่นอน เพราะแม้แต่คำว่า “ความแกล้วกล้าสามารถ” ก็ยังใช้เหมือนกัน กระทั่งใช้ในบริบทและประเด็นเดียวกันด้วย

เอาเข้าจริง หากเปรียบเทียบอย่างละเอียด เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมเด็จพระนเรศวรที่ปรากฏในบทความ “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” นี้ มีความคล้าย/เหมือนกับงานของกรมพระยาดำรงราชานุภาพโดยเฉพาะใน “ไทยรบพม่า” ในเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของการลำดับเหตุการณ์การเล่าเรื่อง ทั้งนี้ ผมจะขอกล่าวถึงเพียงที่ยกมาข้างต้นเท่านั้น ซึ่งเท่านี้ก็พอจะยืนยันได้แล้วว่า “การมาถึง “หนองบัวลำภู” คือการมาในกองทัพออกรบ “ครั้งแรก” ของสมเด็จพระนเรศวร” เป็นข้อสรุปที่ได้รับอิทธิพลมาจากงานเขียนของกรมพระยาดำรงราชานุภาพนั่นเอง ซึ่งก็สอดคล้องกับ เอกสารของกองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ (กวป.) กรมศิลปากร ที่ผมเคยกล่าวถึงแล้วก่อนหน้านี้ โดย ปิยวัฒน์ สีแตงสุก[26] ได้ชี้ว่า เรื่องสงครามครั้งที่หนึ่งของสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับเมืองหนองบัวลำภูนั้น เอกสารดังกล่าวได้ใช้หลักฐาน 3 ชิ้นในการยืนยันเรื่องดังกล่าว หนึ่งในนั้นก็คือ “ไทยรบพม่า” นั่นเอง

2) จุดที่ตั้งศาลฯ เป็นที่พักของกองทัพ

เอาเข้าจริงการยืนยันจุดที่สมเด็จพระนเรศวรเคยทำกิจกรรมหรือเคยไปพักนั้นเป็นปัญหามาตลอด เช่น สถานที่ทำยุทธหัตถี ถึงปัจจุบันก็ยังคงไม่ได้ข้อสรุปเลยว่าพื้นที่ไหนกันแน่เป็นสถานที่ทำสงครามดังกล่าว[27] เช่นเดียวกัน ที่ตั้งศาลฯ ซึ่งอยู่ “ริมหนองบัว” ใจกลางจังหวัดหนองบัวลำภู ก็ถูกยืนยันในประวัติศาสตร์กระแสหลักเช่นกันว่า คือพื้นที่ที่พักกองทัพของสมเด็จพระมหาธรรมราชาและสมเด็จพระนเรศวร ดังจะเห็นได้จากสื่อหลักของจังหวัดคือในเว็บไซต์ของจังหวัดหนองบัวลำภู มีข้อความระบุว่า “…เมื่อเสด็จประทับพักแรมที่บริเวณหนองซำช้างหรือหนองบัวลำภูในปัจจุบัน สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ประชวร เป็นไข้ทรพิษ…”[28]

นอกจากนั้น ก็จะพบได้จากหนังสือ “วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดหนองบัวลำภู” ซึ่งเป็นหนังสือที่ทางราชการจัดทำขึ้นและเป็นที่นิยมใช้ในการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของจังหวัดหนองบัวลำภูกระแสหลัก โดยในหนังสือดังกล่าวปรากฏข้อความว่า “…ได้ตามเสด็จพระมหาธรรมราชา…นำกองทัพเสด็จประทับแรมที่บริเวณริมหนองบัวแห่งนี้…”[29] 

มากไปกว่านั้น ในวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ถึงขั้นอธิบาย “เหตุผล” ที่สมเด็จพระมหาธรรมราชาและสมเด็จพระนเรศวรเลือกมาประทับแรมตรงนี้ว่าเป็นเพราะมีทัศนียภาพสวยงามและเป็นแหล่งที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ดังข้อความว่า “…สมเด็จพระมหาธรรมราชาและสมเด็จพระนเรศวร นำกองทัพเสด็จประทับแรมที่บริเวณหนองบัว เนื่องจากมีทัศนียภาพที่สวยงามและมีแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคในบริเวณนั้น…”[30] แน่นอนว่าในทางวิชาการ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี อาจจะไม่เป็นที่ยอมรับในการใช้เพื่ออ้างอิง แต่มันก็เป็นสื่อสาธารณะที่ผู้คนโดยทั่วไปเข้าถึงง่ายที่สุด ซึ่งหมายความว่า ข้อมูลที่ปรากฏหากไม่ได้ทำการพินิจวิเคราะห์ให้ดี ก็อาจจะถูกผลิตซ้ำได้ง่าย อย่างน้อยก็ในรูปแบบปากต่อปาก เมื่อถูกผลิตซ้ำนานเข้าและมากขึ้น ในท้ายที่สุดก็อาจจะกลายเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ดังจะเห็นว่า ข้อความคล้ายกันนี้ไปปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ทางราชการ ซึ่งสามารถยอมรับในทางวิชาการได้ระดับหนึ่งในเรื่องของการใช้อ้างอิง และยิ่งกว่านั้นก็คือมีลักษณะที่บรรยายไปไกลกว่าในวิกิพีเดียด้วยซ้ำ ดังปรากฏในเว็บไซต์ของสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดหนองบัวลำภู ความว่า “…พระราชบิดานำกองทัพพักแรมที่หนองบัวลำภู เนื่องจากมีทัศนียภาพที่สวยงาม มีดอกบัวหลวงขึ้นเต็มที่หนองน้ำสวยงามมาก และหนองน้ำมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การตั้งพักแรมของกองทัพที่มีจำนวนมาก โดยใช้น้ำเพื่อดื่มเพื่อใช้ และดอกบัวหลวงก็ใช้เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่กองทัพเพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจในการออกศึกครั้งนี้…”[31]

ซึ่งการยืนยันเช่นนี้ได้ปรากฏในบทความ “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ด้วยเช่นกัน แต่ปรากฏในส่วนของ “ประกาศบวงสรวงสังเวยฯ” ดังความว่า “…จึงโปรดให้แต่งพิธี เสด็จมาพลีบูชา องค์พระมหาราชนั้น ฯ วันที่ระลึกโชคชัย ในบริเวณอันเป็นเขต ที่พระนเรศวรได้พำนัก พักกองทัพแต่หลัง…”[32] อาจกล่าวได้ว่า ข้อความใน “ประกาศบวงสรวงสังเวยฯ” น่าจะเป็นหลักฐานแบบรายลักษณ์อักษรยุคแรกๆ ที่เสนอและยืนยันว่าสถานที่ตั้งศาลคือ “ริมหนองบัว” เป็นที่พักกองทัพของสมเด็จพระมหาธรรมราชาและสมเด็จพระนเรศวร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “ประกาศบวงสรวงสังเวยฯ” น่าจะเป็น “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ยุคๆ ที่ยืนยันในเรื่องดังกล่าว และกลายเป็นแม่แบบให้กับงานเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ในชิ้นอื่นๆ ตามมา

อย่างไรก็ตาม การยืนยันเช่นนี้มีปัญหาในทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ ผมเห็นว่าบริเวณหรือปริมณฑลที่พักกองทัพน่าจะอยู่ในเขตตัวเมืองหนองบัวลำภูในปัจจุบันอย่างแน่นอน แต่เราไม่สามารถจะสรุปลงไปได้ว่า “จุด” ไหนคือที่พักกองทัพจริงๆ เพราะเท่าที่มีหลักฐานคือในพงศาวดารนั้นบอกเพียงว่า เมื่อกองทัพยกมาถึงหนองบัวลำภู สมเด็จพระนเรศวรก็ประชวร จึงได้ยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา หลักฐานในแง่โบราณสถานก็ไม่ปรากฏให้เห็น การสรุปว่าสถานที่ตั้งศาลในปัจจุบันเป็นจุดที่พักกองทัพ จึงควรถูกวิจารณ์หรือไม่ว่าเป็นการสรุปที่เกินเลยพ้นไปจากหลักฐานที่มี มิพักต้องกล่าวถึง คำอธิบายเหตุผลในการเลือกจุดพักกองทัพที่สื่อทางการดังยกมาข้างต้นสาธยาย เพราะแม้แต่ในงานเขียนของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งเป็น “แม่บทเรื่องเล่า” ของเรื่องนี้ ก็ไม่เคยกล่าวเกินเลยไปจากข้อความที่ปรากฏในพงศาวดาร

แม้แต่คำว่า “หนองบัวลำภู” ที่ปรากฏในพงศาวดาร ก็ยังจำเป็นที่จะต้องมีการวิเคราะห์กันอีกด้วยซ้ำว่า เป็นคำดั้งเดิมหรือเป็นคำที่ถูกแก้ไข/เพิ่มเติมในยุคหลังหรือไม่ เพราะเราต้องเข้าใจว่าเนื้อหาของ “พงศาวดาร” นั้น มันมี “การเมือง” อยู่ด้วย ซึ่งหมายถึงว่า มันถูกแก้ไข/เพิ่มเติม/ตัดทอน/ลบทิ้ง มาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ กระนั้นก็ดี สำหรับเรื่องนี้ยังคงมีรายละเอียดอีกมาก ผมจึงจะขอตั้งข้อสังเกต/ตั้งคำถามไว้เพียงเท่านี้ คงต้องให้ท่านผู้สนใจทำการศึกษาขยายความต่อไปในอนาคต

3) การเล่าสาเหตุที่มาของการสร้างศาลฯ เพียงครึ่งเดียว

ประเด็นนี้ ปรากฏในบทความว่า “…ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาแต่พระราชปรารภในคราวเสด็จพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตรแก่จังหวัดอุดรธานีเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๑๐ ว่าจังหวัดอุดรธานีเป็นเมืองใหม่ ยังไม่มีสิ่งสำคัญอันใดเป็นหลักให้ทรงถือเป็นเหตุเสด็จฯ เยี่ยมเป็นครั้งคราวได้ พระยาอุดรธานีศรีโขมสาครเขตกราบบังคมทูลถึงเหตุการณ์ในพระราชพงศาวดารตอนสมเด็จพระนเรศวรโดยเสด็จพระราชบิดาในกองทัพมาถึงตำบลหนองบัวลำภูดังกล่าวข้างต้น อันเป็นที่สนพระราชหฤทัย ต่อมาคณะกรมการจังหวัดและอำเภอได้ปรึกษาเห็นชอบพร้อมกันให้สร้างศาลประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไว้ ณ อำเภอหนองบัวลำภู…”[33]

จากข้อความข้างต้น ทำให้เห็นถึงการเล่าเรื่องเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น กล่าวคือ อาจจะเป็นพระราชประสงค์จริงๆ ก็ได้ในการที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 อยากจะมี “หลักให้ทรงถือเป็นเหตุเสด็จฯ” หากทว่า หลังจากที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเปิดศาลฯ ในวันที่ 25 มกราคม 2511 แล้ว พระองค์ก็ไม่ได้เดินทางมายังศาลฯ อีกเลย ทั้งที่หลังเปิดศาลพระองค์ก็ได้เดินทางมาในพื้นที่หนองบัวลำภูอีกหลายครั้ง ทั้งนี้ เพราะพระองค์ได้ “หลักให้ทรงถือเป็นเหตุเสด็จฯ” หลักใหม่ก็อาจเป็นไปได้ ซึ่งหลักใหม่ที่ว่าก็คือ “หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกองเพล” ดังจะเห็นได้จากข้อมูล “การเสด็จพระราชดำเนินมา ณ จังหวัดหนองบัวลำภูของรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9” ที่เว็บไซต์จังหวัดหนองบัวลำภู[34] รวมรวมเอาไว้ โดยพระองค์ได้เดินทางมาในเขตจังหวัดหนองบัวลำภูในปัจจุบันถึง 13 ครั้ง ครั้งแรกปี พ.ศ. 2500 เพื่อประกอบพิธีวางศิลากฤษ์ ณ โรงเรียนพิศาลวิทยา อ.หนองบัวลำภู ครั้งที่ 2 มาเปิดศาลสมเด็จพระนเรศวร วันที่ 25 มกราคม 2511 ครั้งที่ 3 (ซึ่งห่างจากครั้งที่สองถึง 7 ปี) คือ ปี พ.ศ. 2518 มาเยี่ยมราษฎรบ้านนาดี อ.สุวรรณคูหา หลังเหตุการณ์ที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ในพื้นที่[35] ส่วนครั้งที่ 4-11 นั้น เป็นการมากราบหลวงปู่ขาวทั้งสิ้น (ซึ่งเป็นการมาแบบติดต่อกันโดยเฉลี่ยปีละ 1 ครั้ง เริ่มจากปี 2519 เป็นต้นมา) และสองครั้งสุดท้ายมาเกี่ยวกับงานพระราชทานเพลิงศพและบรรจุอัฐิธาตุหลวงปู่ขาว

ที่แสดงข้อมูลให้เห็นดังกล่าวเพราะต้องการจะชี้ว่า ที่มาของการสร้างศาลฯ มีอะไรที่มากไปกว่า อ. สายสุวรรณ บรรยายในบทความ “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” กล่าวคือ ดังกล่าวมาแล้วว่า อาจจะเป็นพระราชประสงค์ที่ต้องการ “หลักให้ทรงถือเป็นเหตุเสด็จฯ” จริงๆ ก็ได้ แต่ก่อนจะมีพระราชประสงค์ดังกล่าว มีเหตุการณ์ซึ่งควรถือว่าเป็นบริบทสำคัญที่ทำให้เกิดพระราชประสงค์นั้น นั่นคือ เหตุการณ์ “การแตกเสียงปืน” (เข้าทำการโจมตีโรงพักหนองบัวลำภู) ในปี พ.ศ. 2509 ของ พคท. ที่มีฐานทัพอยู่ภูหินลาดช่อฟ้าบนภูพาน[36] โดยหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เดินทางมาในพื้นที่ จ.อุดรธานี เพื่อการดังที่ อ. สายสุวรรณ ชี้ แต่ในเย็นวันหนึ่งขณะที่กำลังรับประทานอาหาร พระองค์ได้ถามข้าราชบริพารที่เข้าเฝ้าว่า “แถวนี้มี (กษัตริย์) พระองค์ไหนเคยเสด็จมาบ้างไหม” ตอนนั้นพระยาอุดรธานีศรีโขมสาครเขตได้เข้าเฝ้าด้วย จึงได้เล่าเรื่องสมเด็จพระนเรศวรเดินทัพมาพักในหนองบัวลำภูถวาย ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงมีดำริให้สร้างศาลฯ ขึ้น เพื่อปลุกปลอบขวัญและกำลังใจให้ชาวบ้านได้กราบไหว้ ได้มีหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้เกิดความรักชาติบ้านเมือง[37]

จากนั้นกรมศิลปากรจึงได้ทำการออกแบบและก่อสร้าง ซึ่งเลือกเอาบริเวณที่ตั้งศาล ณ ริมหนองบัว หันหน้าศาลไปทางสถานีตำรวจที่เกิดเหตุและภูพานซึ่งเป็นฐานที่มั่นของ พคท. ทั้งนี้ บางข้อมูลชี้ว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ดั้งเดิมของศาล ที่สร้างขึ้นโดยพระยาอุดรธานีศรีโขมสาครเขตตั้งแต่ช่วงสมัยรัชกาลที่ 6 โดยการสร้างครั้งหลังเป็นเพียงการ “บูรณะ” เท่านั้น[38] อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะใช้คำว่า “สร้างใหม่” มากกว่าใช้คำว่า “บูรณะ” ได้ กล่าวคือ อาจจะเป็นความจริงในเรื่องของการใช้พื้นที่เดิม แต่การปรับพื้นที่ตั้งศาลให้เป็นเนินสูงตามคติกองทัพในสมัยโบราณ หรือตัวโครงสร้างรูปแบบของศาลเองเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด พร้อมกันนั้นยังมีการสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรขึ้นมาอีกด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า ศาลฯ ที่รับรู้กันในปัจจุบันเป็นของใหม่ทั้งหมด

การรายงานข่าวพิธีเปิดศาลสมเด็จพระนเรศวรที่หนองบัวลำภูของนิตยสาร “เสรีภาพ” เป็นการเมืองของการต่อต้านคอมมิวนิสต์

จากข้อมูลข้างต้น จึงเป็นที่แน่ชัดว่าการรายงานข่าวพิธีเปิดศาลสมเด็จพระนเรศวรที่หนองบัวลำภูของนิตยสาร “เสรีภาพ” เป็น “การเมืองเรื่องการต่อต้านคอมมิวนิสต์” แม้ไม่มีคำว่า “คอมมิวนิสต์” อยู่ในข่าว/บทความ ก็ไม่ได้หมายความว่า ข่าว/บทความนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านคอมมิวนิสต์[39] เพราะพันธกิจสำคัญของ “เสรีภาพ” คือการทำสงครามจิตวิทยาเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ ฉะนั้น เนื้อหาที่ปรากฏอยู่ใน “เสรีภาพ” จึงเกี่ยวข้องกับการต่อต้านคอมมิวนิสต์โดยตัวของมันเอง

เอาเข้าจริง บทความ “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ที่ อ. สายสุวรรณ บรรยายมาทั้งหมดนั้น หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจะพบว่า เนื้อหาบางจุดมีนัยที่ต้องการจะสื่อถึงการต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน กล่าวคือ ในงานของ ธงนรินทร์ นามวงศ์ (2562) เรื่อง “โฆษณาชวนเชื่อในนิตยสารเสรีภาพ พ.ศ. 2497-2518” ได้ชี้ให้เห็นว่า “พล็อต” (plot) หรือโครงเรื่องของการนำเสนอเนื้อหาของ “เสรีภาพ” นั้น มีลักษณะของการ “เล่าเรื่อง” (narrative) ที่ไม่ต่างไปจากขนบการเล่าเรื่องของประวัติศาสตร์ชาติไทยกระแสหลัก[40] หรือที่ ธงชัย วินิจจะกูล เรียกว่า “ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม” (royal-national history)[41] 

โดยประวัติศาสตร์ในแบบดังกล่าวจะเป็นการเล่าเรื่องที่มีตัวแสดง “ผู้ดี – ผู้ร้าย” ในความหมายถึง “ไทย – ต่างชาติ(โดยเฉพาะ พม่า)” ซึ่งไทยมักจะถูกต่างชาติเข้ามารุกรานยังดินแดนของของตน อันเป็นการสั่นคลอน “เอกราช” ของชาติ มุ่งทำลาย “ความเป็นไทย” ที่มี “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เป็นแกนหลักสำคัญ หากแต่ในกรณี “เสรีภาพ” ได้เปลี่ยน “ผู้ร้าย” จากกองทัพพม่าเป็นลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นพวกที่สร้างความขัดแย้งจนเป็นสาเหตุให้เกิดสงครามเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ[42] 

ดังเช่นในกรณี “หนองบัวลำภู” ที่พวกคอมมิวนิสต์ได้ทำการบุกยึดสถานีตำรวจ ก็หมายถึงภัยคุกคามที่เข้ามาทำลายชาติ ภัยคุกคามนี้แม้ “ต่างชาติ” ซึ่งหมายถึง จีน เวียดนาม จะอยู่เบื้องหลัง แต่ก็เป็นคนในชาติ ซึ่ง “เสรีภาพ” มองว่าเป็น “ผู้หลงผิด” หรือ “ผู้ถูกหลอก”[43] เป็นผู้กระทำการ ฉะนั้น เราจึงจะเห็นว่าใน “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ได้ยกนิทานธรรมบทสอนใจคนในชาติว่าอย่าไปหลงผิดคิดทรยศต่อชาติบ้านเมือง เพราะจะทำให้ชาติไทยสูญเสีย “เอกราช” มากไปกว่านั้น ในท้ายที่สุดแล้วพวกคิดทรยศต่อชาติบ้านเมือง (หากจะชี้เฉพาะเจาะจงก็คือ พวกคอมมิวนิสต์ที่ทำการบุกยึดสถานีตำรวจหนองบัวลำภู) ไม่มีทางได้ดีสักคน โดยนัยของข้อนี้เห็นได้จากกรณีพระยาจักรี ดังความว่า “…ไทยต้องเสียอิสรภาพแก่พม่าใน พ.ศ. ๒๑๑๒… เพราะไทยทรยศต่อไทยด้วยกันเอง” และ “ด้วยเหตุที่พระยาจักรีได้ยอมตัวเป็นไส้ศึกให้แก่พระเจ้าหงสาวดี กรุงศรีอยุธยาจึงเสียแก่พม่า… ส่วนพระยาจักรีผู้ทรยศ แทนที่จะได้ดี ก็กลับถูกพระเจ้าหงสาวดีทำลายเสีย เพราะใครเล่าปรารถนาจะชุบเลี้ยงผู้ที่ทรยศต่อชาติบ้านเมืองและเจ้านายของตนเอง…นี้แหละคือรางวัลที่ผู้ทรยศต่อชาติบ้านเมืองของตนเองได้รับไม่ว่าที่ไหนสมัยใด”[44] ข้อความนี้ได้แสดงให้เห็นว่า อ. สายสุวรรณ ตระหนักถึง “คอมมิวนิสต์” อันเป็นภัยของชาติในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี และเขาได้พยายามเชื่อมโยงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่มีศัตรูคือพม่าและพระยาจักรีคือผู้ทรยศต่อชาติเข้ากับยุคสมัยของเขาที่ศัตรูคือคอมมิวนิสต์ที่มีผู้ทรยศคือพวกคนไทยผู้หลงผิดไปเป็นคอมมิวนิสต์ผ่านคำว่า “ไม่ว่าที่ไหนสมัยใด”

อย่างไรก็ตาม ขนบของการเล่าเรื่องแบบประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมนั้น เมื่อมีภัยคุกคามจากต่างชาติจนเกิดวิกฤติก็จะมีวีรบุรุษ (Hero) เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขวิกฤติความขัดแย้งดังกล่าว เพื่อนำชาติบ้านเมืองกลับไปสู่สภาวะปกติที่มีแต่สันติสุข มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองดังที่เคยเป็นมาตลอด ซึ่งเกี่ยวกับการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยนี้ สหรัฐฯ ได้ใช้สถาบันกษัตริย์เป็นวีรบุรุษผู้นำพาชาติให้พ้นภ้ยและเป็นผู้นำประเทศกลับไปสู่ความสงบร่มเย็น[45] 

ฉะนั้น การสร้างศาลสมเด็จพระนเรศวรที่หนองบัวลำภู อันมีสาเหตุมาจากการเข้าบุกโจมตีสถานีตำรวจของคอมมิวนิสต์ในปี พ.ศ. 2509 จึงเป็นการ(สร้าง)เกิดขึ้นของ “วีรบุรุษ” เพื่อนำชาติให้พ้นภัย ซึ่งวีรบุรุษดังกล่าวก็คือ “สมเด็จพระนเรศวร” นั่นเอง ดังที่ “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ได้สรุปไว้อย่างเห็นภาพว่า “สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงประทับรอยพระยุคลบาทเด่นถนัดในประวัติศาสตร์ และหยั่งลึกอยู่ในความทรงจำของชาวไทยทั้งมวลด้วยการทรงพระอุตสาหวิริยภาพกอบกู้เอกราชของชาติ และทรงอุทิศพระวรกายฝ่าคมอาวุธดัสกรมาแล้ว เพื่อที่ไทยจะไม่ต้องเป็นข้าชาติอื่น รอยพระยุคลบาทของพระองค์ย่อมไม่มีวันที่จะลบเลือนจากจิตใจไทยไปได้เป็นแม่นมั่นในเมื่อได้มีการเทอดทูนและเฉลิมพระเกียรติของพระองค์อยู่เป็นนิตย์เช่นในปัจจุบัน ขอให้เราทั้งหลายพึงมั่นใจเถิดว่า ตราบใด รอยพระยุคลบาทของพระองค์เป็นที่เจริญรอยตามตราบนั้นไทยคงดำรงความเป็นไท”[46]

จากข้อความข้างต้น นัยของมันก็คือ ตราบใดที่ “รอยพระยุคลบาทของสมเด็จพระนเรศวร” หรือ “ศาลสมเด็จพระนเรศวร” ยังคงตั้งเด่นเป็นสง่าหันหน้าไปยังฐานที่มั่นของคอมมิวนิสต์ ตราบนั้น “เอกราช” จะยังคงดำรงสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน ซึ่งมีข้อความที่ยืนยันประเด็นนี้ให้มีความหนักเน้นมากขึ้น นั่นคือ เมื่อ อ. สายสุวรรณ บรรยายว่าเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียเมืองให้แก่พม่าแล้ว หาได้ทำให้คนไทยพลอยใจเสียไปด้วยไม่ เพราะมี “สมเด็จพระนเรศวรเป็นธงชัยอยู่”[47] ดังนั้น การเอาภาพสมเด็จพระนเรศวรกำลังออกรบขึ้นปกหน้า ก็น่าจะมีนัยตรงนี้ไม่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ นอกจากสมเด็จพระนเรศวรจะเป็น “วีรบุรุษ” แล้ว หากมองแบบประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม อีกหนึ่ง “วีรบุรุษ” สำหรับกรณีนี้ที่จะลืมเสียไม่ได้คือ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” เพราะหลังจากเกิดเหตุ ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 พระองค์ก็มีพระราชประสงค์ในการสร้างศาลนี้ขึ้นดังที่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์มาแล้วก่อนหน้านี้ ในแง่นี้ ความหมายของประโยคที่ว่า “ตราบใด รอยพระยุคลบาทของพระองค์เป็นที่เจริญรอยตามตราบนั้นไทยคงดำรงความเป็นไท” จึงหมายถึง ตราบใดที่ยังคงมี “วีรบุรุษ” คือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 และเรายังคงเชื่อมั่นใน “วีรบุรุษ” ไม่เป็น “ผู้หลงผิด” ไปเป็นคอมมิวนิสต์ ตราบนั้น “ความเป็นไทย” ก็จะยังคงดำรงอยู่สืบไปชั่วกัลปาวสาน

กล่าวโดยสรุปในภาพรวมแล้ว จะเห็นว่า การรายงานข่าวเกี่ยวกับพิธีเปิดศาลสมเด็จพระนเรศวรที่หนองบัวลำภู เมื่อปี พ.ศ. 2511 โดยนิตยสาร “เสรีภาพ” ฉบับที่ 150 ในบทความชื่อ “รอยพระยุคลบาทของสมเด็จพระนเรศวร” ที่เขียนโดย อ. สายสุวรรณ นั้น มีนัยทางการเมืองของการต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างเห็นได้ชัดเจน โดยมีประเด็นเชิงประจักษ์สรุปได้ดังนี้คือ

1) “เสรีภาพ” เป็นนิตยสารที่มีพันธกิจหลักคือ การทำสงครามจิตวิทยาในการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย ดังนั้น เนื้อหาที่ “เสรีภาพ” นำเสนอ จึงมีนัยของการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในทุกส่วนโดยตัวของมันเอง แม้ว่าข่าว/บทความบางชิ้นจะไม่ปรากฏคำว่า “คอมมิวนิสต์” อย่างชัดเจนตรงไปตรงมาเลยก็ตาม

2) ธงนรินทร์ นามวงศ์ ชี้ว่า สถาบันกษัตริย์ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในการดําเนินนโยบายแผนสงครามจิตวิทยาในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐฯ ฉะนั้น การรายงานข่าวพระราชกรณียกิจของสถาบันกษัตรย์ที่เดินทางไปตามจังหวัดต่างๆ จึงเป็นหนึ่งในพันธกิจของ “เสรีภาพ” ด้วยเหตุนี้การรายงานข่าวในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินีสิริกิติ์ไปเปิดศาลฯ จึงเป็นหนึ่งในพันธกิจต่อต้านคอมมิวนิสต์ด้วยเช่นกัน

3) ศาลสมเด็จพระนเรศวรที่หนองบัวลำภู เป็นศาลที่สร้างขึ้นมาโดยมีเหตุผลของการต่อต้านคอมมิวนิสต์โดยแท้ ดังนั้น การรายงานข่าวเกี่ยวกับพิธีเปิดศาลฯ จึงมีนัยและสอดคล้องไปกับพันธกิจของ “เสรีภาพ” โดยตรง 

เชิงอรรถ

[1] กฤษฏิญา ไชยศรี, “ประวัติศาสตร์ฉบับย่อยของ ‘การโฆษณาชวนเชื่อ’ ในประเทศไทย,” Ground Control, https://groundcontrolth.com/blogs/38 (สืบค้นเมื่อ 24 สิงหาคม 2566).

[2] เพิ่งอ้าง.

[3] เพิ่งอ้าง.

[4] เพิ่งอ้าง.; ธงนรินทร์ นามวงศ์, “โฆษณาชวนเชื่อในนิตยสารเสรีภาพ พ.ศ.2497-2518,” วารสารประวัติศาสตร์, (2563), 97-99.

[5] กฤษฏิญา ไชยศรี, “ประวัติศาสตร์ฉบับย่อยของ ‘การโฆษณาชวนเชื่อ’ ในประเทศไทย.”

[6] “ปกหน้า,” เสรีภาพ, 150(2511), 3.

[7] “อ. สายสุวรรณ” เป็นนามปากกาของ อัมพร สายสุวรรณ ซึ่งเป็นนักเขียนและนักแปลที่สำคัญคนหนึ่งของไทย ผลงานชิ้นเอกของเขาซึ่งได้รับการยกย่องในแวดวงน้ำหมึกคือ การแปลนวนิยายสืบสวนเรื่อง “เซอร์ล็อก โฮล์มส์” ไว้ครบทั้งชุด นอกจากนั้น ก็ยังมีงานเขียนที่เป็นที่นิยมอีกมากมาย เช่น เทวดาฝรั่ง วีรบุรุษดอกไม้แดง เป็นต้น

[8] กฤษฏิญา ไชยศรี, “ประวัติศาสตร์ฉบับย่อยของ ‘การโฆษณาชวนเชื่อ’ ในประเทศไทย.”

[9] อ. สายสุวรรณ, “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช,” เสรีภาพ, 150(2511), 5.

[10] เพิ่งอ้าง.

[11] เพิ่งอ้าง.

[12] เพิ่งอ้าง, 6.

[13] เพิ่งอ้าง.

[14] เพิ่งอ้าง, 7.

[15] เพิ่งอ้าง, 8.

[16] เพิ่งอ้าง, 8.

[17] พระมหาราชครูวามเทพมุนี, “ประกาศบวงสรวงสังเวยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ อ. หนองบัวลำภู จ. อุดรธานี วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม 2511,” ใน เพิ่งอ้าง, 9.

[18] เพิ่งอ้าง, 6.

[19] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช, (กรุงเทพฯ: บรรณาคาร, 2515), 56.

[20] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ไทยรบพม่า, (กรุงเทพฯ: บรรณาคาร, 2515), 81.

[21] ดู ปิยวัฒน์ สีแตงสุก, นเรศวรนิพนธ์: การเมือง อนุสาวรีย์ และประวัติศาสตร์เรื่องแต่ง, (กรุงเทพฯ: มติชน, 2566), 197.

[22] อ. สายสุวรรณ, “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช,” 6.

[23] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ไทยรบพม่า, 82.

[24] อ. สายสุวรรณ, “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช,” 6.

[25] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ไทยรบพม่า, 83.

[26] ดู ปิยวัฒน์ สีแตงสุก, นเรศวรนิพนธ์: การเมือง อนุสาวรีย์ และประวัติศาสตร์เรื่องแต่ง, 198.

[27] ดู วิภา จิรภาไพศาล, “วิวาทะเจดีย์ยุทธหัตถี สถานที่รำลึกวีรกรรม “พระนเรศวร” อยู่ที่ไหนกันแน่ ?!?,” ศิลปวัฒนธรรม, https://www.silpa-mag.com/history/article_104968 (สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2566).

[28] สำนักงานจังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด, “ความรุ่งเรืองในอดีต,” จังหวัดหนองบัวลำภู, http://www.nongbualamphu.go.th/NEXT/index.php/2018-10-26-04-55-45/2018-10-26-07-06-35 (สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2566).

[29] คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุฯ, วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดหนองบัวลำภู, (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2544), 41.

[30] “จังหวัดหนองบัวลำภู,” วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, https://th.wikipedia.org/wiki/จังหวัดหนองบัวลำภู (สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2566).

[31] “ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช,” สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดหนองบัวลำภู, http://nblplocal.go.th/public/landmark/data/detail/landmark_id/7/menu/138 (สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2566).

[32] พระมหาราชครูวามเทพมุนี, “ประกาศบวงสรวงสังเวยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ อ. หนองบัวลำภู จ. อุดรธานี วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม 2511,” ใน อ. สายสุวรรณ, “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช,” 9.

[33] เพิ่งอ้าง, 8.

[34] สำนักงานจังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด, “การเสด็จพระราชดำเนินมา ณ จังหวัดหนองบัวลำภูของรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9,” จังหวัดหนองบัวลำภู, http://www.nongbualamphu.go.th/NEXT/index.php/2018-10-26-04-55-45/9 (สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2566).

[35] ดู สุระศักดิ์ เครือคำ, “ย้อนตำนานพลังชาวบ้านถิ่นกำเนิดไทยอาสาป้องชาติ,” มติชน, 29 กุมภาพันธ์ 2559, 28.

[36] การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ทรัพยากรการท่องเที่ยวไทย ชุดภาคอีสาน: หนองบัวลำภู, (กรุงเทพฯ: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, 2552), 16.

[37] ณัฐวุฒิ รังศรีรัมย์, “ประวัติศาสตร์ “จังหวัดหนองบัวลำภู” ที่เพิ่งสร้าง ตอน 2,” The Isaan Record, https://theisaanrecord.co/2022/09/26/the-history-of-nongbuelampu-2/ (เข้าถึงเมื่อ 4 ธันวาคม 2565).; “ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช,” ArtBangkok.com, http://www.artbangkok.com/?p=2934 (เข้าถึงเมื่อ 4 ธันวาคม 2565).; ปิยวัฒน์ สีแตงสุก, นเรศวรนิพนธ์: การเมือง อนุสาวรีย์ และประวัติศาสตร์เรื่องแต่ง, 196-197.

[38] การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ทรัพยากรการท่องเที่ยวไทย ชุดภาคอีสาน: หนองบัวลำภู, 16.

[39] ธงนรินทร์ นามวงศ์, “โฆษณาชวนเชื่อในนิตยสารเสรีภาพ พ.ศ.2497-2518,” 112.

[40] เพิ่งอ้าง.

[41] ดู ธงชัย วินิจจะกูล, “ประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยม: จากยุคอาณานิคมอำพราง สู่ราชาชาตินิยมใหม่หรือลัทธิเสด็จพ่อของกระฎุมพีไทยในปัจจุบัน,” ศิลปวัฒนธรรม, 23(1), (2544), 56-65.

[42] ธงนรินทร์ นามวงศ์, “โฆษณาชวนเชื่อในนิตยสารเสรีภาพ พ.ศ.2497-2518,” 112.

[43] เพิ่งอ้าง, 111.

[44] อ. สายสุวรรณ, “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช,” 5.

[45] ธงนรินทร์ นามวงศ์, “โฆษณาชวนเชื่อในนิตยสารเสรีภาพ พ.ศ.2497-2518,” 112.

[46] อ. สายสุวรรณ, “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช,” 8.

[47] เพิ่งอ้าง, 5.