สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดอุบลราชธานียังคงทรงตัว แม้ความเสียหายอาจไม่เท่าปี 2565 ที่เรียกได้ว่าเป็นน้ำท่วมใหญ่ที่สุดรอบ 43 ปี ทว่าความเดือดร้อนที่รอการช่วยเหลือยังมีอยู่ เนื่องจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบยังเป็นจุดเดิม – จุดที่แม้ฝนจะตกมากหรือน้อย น้ำก็สามารถท่วมได้เหมือนเดิม

11 ตุลาคม The Isaan Record ลงพื้นที่ชุมชนท่ากอไผ่ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี นอกจากเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำแล้ว ยังฟังเสียงของคนเดือดร้อน ท่ามกลางความเงียบงันในการแก้ปัญหา อย่างน้อยก็ในสายตาของคนที่มีชีวิตอยู่ตรงนั้น

ชุมชุนท่ากอไผ่ หมู่บ้านที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมทุกปี

รดารัตน์ ฉัตรไทสง กรรมการหมู่บ้านชุมชนท่ากอไผ่ กล่าวว่า ชุมชนแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ต่ำแถวไอศยารีสอร์ท น้ำขึ้นตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน ตอนนี้รถกระบะเข้าไม่ได้ ต้องใช้รถทหาร รถที่ยกสูง หรือใช้เรือเท่านั้น อีกปัจจัยที่ทำให้ตอนนี้ชุมชนได้รับความเดือดร้อนเพราะน้ำท่วมสูงถึงคอ เพราะได้รับการช่วยเหลือล่าช้ากว่าชุมชนอื่น 

“ถ้าหน่วยงานราชการมาทำกำแพงเป็นกระสอบทรายขึ้น เพื่อกันน้ำที่ล้นจากตลิ่งเข้ามาในชุมชน หากน้ำไม่เยอะก็พอชะลอความเดือดร้อนได้บ้าง แต่ตอนนี้กระแสน้ำเชี่ยวบวกกับระดับน้ำที่ขึ้นสูงอยู่ตลอด ทำให้กระสอบทรายไม่สามารถกันน้ำได้ ระดับน้ำสูง 1.5 เมตร คืนวันที่ 10 ตอนเที่ยงคืน ตัวของกำแพงล้มลงมา (ตรงร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขา) ซึ่งเราไม่สามารถซ่อมได้ ดังนั้นตัวมวลน้ำไหลเข้าชุมชนภายในเวลา 2 ชั่วโมงพื้นที่ตรงชุมชนท่ากอไผ่กลายเป็นน้ำหมดเลย และเป็นพื้นที่ที่ท่วมก่อนและแห้งหลังทุกปี”

รดารัตน์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ศูนย์พักพิงของชุมชนท่ากอไผ่มีอยู่จุดเดียวคือ ใต้สะพานรัตนโกสินทร์ 200 ปี เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายขนของ และการทำงานของเจ้าหน้าที่จะได้ให้การช่วยเหลือได้ทั่วถึง 

“ข้าวของเครื่องใช้ถูกย้ายไปเก็บที่ชั้น 2 ของบ้านแล้วย้ายตัวเองไปอยู่ศูนย์พักพิง เมื่อก่อนขึ้นไปอยู่บนสะพาน แต่เนื่องด้วยการคาดการณ์คิดว่าปีนี้น้ำน่าจะไม่ท่วมเยอะ และเพื่อความปลอดภัยด้วย ตรงสะพานเขาไม่ให้อยู่แล้ว ก็เลยต้องมาอยู่ใต้สะพาน 1 เต็นท์ อยู่ 4 ครอบครัว” 

วิธีรับมือและปัญหาที่เจอ

จันทกานต์ โพธิ กรรมการหมู่บ้านชุมชนท่ากอไผ่ กล่าวว่า แม้ชุมชนมีไลน์ของหมู่บ้านเพื่อแจ้งข่าวให้กับลูกบ้าน ทางหมู่บ้านหรือเทศบาลก็จะเตรียมกระสอบทรายไว้ ส่วนชาวบ้านก็เตรียมตัวเก็บของไว้ที่สูง แต่ปีนี้มีเวลาเตรียมตัวน้อย เพราะน้ำเข้าเร็วและต่อเนื่อง

“ขนาดมีการแจ้งข่าว คาดการณ์ไว้ก็ยังไม่ทัน มีข้าวของที่จมน้ำไปบ้าง ทหารก็ช่วยเอากระสอบทรายมากันน้ำ ด้วยความที่น้ำเพิ่มขึ้นตอนกลางดึกของวัน สถานการณ์จึงยากที่จะรับมือ และตอนนี้ยังคงมีชาวบ้านที่อาศัยอยู่ชั้น 2 ของบ้าน เพราะลำบากในการเข้าห้องน้ำ จึงไม่อยากออกจากบ้าน คนแก่บางคนก็ไม่อยากทิ้งบ้าน บางบ้านลูกหลานไปทำงาน ทิ้งพ่อแม่ไว้ก็มี เรื่องนี้ก็เป็นหน้าที่ของกรรมการหมู่บ้านที่จะต้องช่วยเหลือ เข้ามาถามไถ่ ซึ่งกรรมการหมู่บ้านมีน้อยมาก แค่ 5 คน ดูแลลูกบ้านกว่า 190 หลังคาเรือน แต่ถ้าเกิดระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ถูกตัดไฟฟ้า ก็อาจจะต้องย้ายมาที่ศูนย์พักพิง กรรมการหมู่บ้านมีหน้าที่ประสานลูกบ้านกับเทศบาล เอกสาร รายชื่อ เมื่อวันที่ 11 กันยายน ก็เพิ่งมีตำรวจมาแจกถุงยังชีพให้ชาวบ้าน แต่วันอื่นๆ หน่วยงานที่เข้าช่วยเหลือก็มีแค่กรรมการหมู่บ้าน ว่าง่ายๆ คือเป็นจิตอาสาไม่มีเงินเดือน บางครั้งของใช้ของจำเป็นกรรมการก็ต้องออกจ่ายเอง”

ความช่วยเหลือที่ต้องการในตอนนี้

จันทกานต์ กล่าวว่า สิ่งที่ศูนย์พักพิงต้องการมากที่สุดคือ น้ำดื่มสะอาดและครัวกลาง อีกทั้งหมู่บ้านไม่มีงบประมาณ ไม่มีเงิน ต้องไปหาสปอนเซอร์จากที่อื่นเพื่อทำอาหารแจกจ่ายให้ชาวบ้าน รวมทั้งอยากให้มีเรือและมีเจ้าหน้าที่ลงไปแจกจ่ายอาหารให้กับคนที่ยังติดค้างอยู่ภายใน เพราะกรรมการหมู่บ้านมีน้อย ทำงานไม่ทัน ตอนนี้ต้องนั่งเฝ้าเต้นท์กลางเพื่อรอรับของบริจาค และคอยทำหน้าที่ประสานงานเผื่อมีเจ้าหน้าที่รัฐติดต่อมา ทำให้ไม่สามารถดูแลลูกบ้านได้ทั่วถึงและทันท่วงที

“ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนมีความคิดที่อยากจะย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่ติดตรงที่ว่าไม่รู้จะย้ายไปที่ไหน แม้จะเป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมตลอด แต่ชาวบ้านก็ไม่ชิน เพราะทุกปีน้ำมาเยอะมาน้อยไม่เหมือนกันสักปี ไม่รู้ว่าน้ำจะทะลักเข้าบ้านเวลาไหน การเตรียมพร้อมก็ไม่สามารถเป็นไปตามแผนได้ตลอด” 

วัลรภ คณะศรี อายุ 50 ปี กล่าวขณะอยู่ในศูนย์พักพิงว่า บ้านของตนอยู่ลึกสุดในซอยของหมู่บ้านท่ากอไผ่ น้ำทะลักตะลิ่งเข้ามาช่วงเที่ยงคืน ส่งผลให้เคลื่อนย้ายสิ่งของไม่ทัน ตอนนี้อาศัยอยู่ที่ศูนย์พักพิงเป็นเวลามากกว่า 2 สัปดาห์แล้ว อีกทั้งภรรยาของตนยังมีโรคประจำตัวรวมไปถึงโรคที่เกี่ยวกับเท้า ไม่สามารถโดนน้ำได้ ตนจึงอาสาลุยน้ำเข้าไปเฝ้าบ้านในช่วงกลางคืน เพราะยังคงมีสิ่งของที่ไม่สามารถขนออกมาได้

วัลรภ กล่าวอีกว่า การขนของออกมาแต่ละครั้งต้องมีค่าใช้จ่าย เมื่อก่อนต้องจ้างเพื่อนบ้านที่มีเรือ แต่ตนเพิ่งซื้อเรือพลาสติกไปในราคากว่า 8,000 บาท ครอบครัวมีทั้งหมด 5 คน ลูกเขยเป็นคนหายรายได้เลี้ยงครอบครัว ค่าแรง 200-300 บาทต่อวัน การช่วยเหลือจากรัฐค่อนข้างล่าช้า มีเพียงน้ำดื่ม มาม่า ปลากระป๋อง และอาหารอื่นๆ ที่ประชาชนทั่วไปนำมาบริจาค แต่ยังไม่เพียงพอ  น้ำเปล่าต้องซื้อเพิ่มเพราะที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้เดือดร้อน สิ่งที่ยังขาดอีกอย่างคือยาสามัญประจำบ้าน

“ที่พักอาศัยตอนนี้ร้อนมาก เพราะที่พักเป็นเต็นท์กางและเอาผ้าใบมากั้นไว้ ช่วงเที่ยงถึงบ่ายจะร้อนมาก ในช่วงที่ฝนตก ฝนก็สาดเข้ามาในที่พัก บางครั้งน้ำก็ขังศูนย์พักพิง ตอนนี้เท้าเริ่มเปื่อยเพราะน้ำกัดเท้า กว่าจะได้ที่พักมาเราต้องเป็นคนเข้าไปติดต่อขอให้เทศบาลมากางเต็นท์ที่พักอาศัยชั่วคราวให้ โดยต้องยื่นบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน ใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์กว่าเขาจะมากางเต็นท์ให้

“ช่วงที่น้ำลดเราก็ต้องเก็บของไปเอง หน่วยงานรัฐมีเงินช่วยให้ในส่วนของการซ่อมแซมบ้าน แต่ไม่รู้ว่าเขาประเมินค่าซ่อมแซมอย่างไร เพราะแต่ละหลังก็ไม่เท่ากัน อีกทั้งระยะเวลาในการช่วยเหลือค่อนข้างนาน เรามองว่าการทำงานของหน่วยงานรัฐค่อนข้างช้าและทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ เราติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่บางคน บางทีตอนเที่ยงออกไปกินข้าว ตอนบ่ายก็ยังไม่กลับมา พอเราไปพูด ไปติดต่อมากๆ ก็โดนด่ากลับมา เราต้องทำเองถึงจะเร็วกว่า เพราะส่วนมากชาวบ้านช่วยเหลือกันเองมากกว่า เพื่อนบ้านบางคนเครียดเพราะบ้านน้ำท่วมจนเสียชีวิตไปแล้วก็มี ตอนนี้เราเองก็เครียดมากเหมือนกัน” 

สำหรับคำถามเรื่องการแก้ปัญหาในระยะยาว วัลรถ ยังไม่เห็นคำตอบว่าจะทำอย่างไร เพราะตั้งแต่สร้างเขื่อนก็ประสบปัญหาน้ำท่วมตลอด 

“เป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลบอกว่า น้ำจะไม่ท่วม อุบลฯ เราฝนไม่ตก แล้งมาก แต่น้ำท่วม เพราะเขากักน้ำไว้ พอกักน้ำไม่ได้ก็ปล่อยลงมาหาเรา เราลำบากมากในช่วงเวลานี้”  นายวัลรภ กล่าวทิ้งท้าย

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในมุมของรัฐ

ฐิติพงศ์ เพิ่งชัย ปลัดอำเภอวารินชำราบ กล่าวถึงปัญหาน้ำท่วมในวันเดียวกันนี้ว่า ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นที่ลดลง คาดว่าจะทรงตัวในไม่ช้าและที่สุดน้ำก็จะเริ่มลดระดับ คาดการณ์ไว้ประมาณ 3 วันต่อจากนี้ น่าจะทราบว่าลดลงได้เพียงใด ก่อนหน้านี้เนื่องจากอิทธิพลจากพายุฝนทำให้ปริมาณน้ำซึ่งวัดเมื่อวานก่อนเพิ่มขึ้น 20 เซนติเมตร เป็นเหตุให้น้ำล้นตะลิ่งเข้ามาท่วมบ้านเรือนประชาชน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนท่าก่อไผ ชุมชนหาดสวนสุข ชุมชนหาดสวนยาง และชุมชนอื่นๆ ส่วนวันนี้ (11 ตุลาคม 2566) น้ำลดลงไป 4 เซนติเมตร คาดการณ์ว่าหากไม่มีฝน ระดับน้ำก็ทรงตัวและเริ่มลดลง

ปัจจุบันได้ช่วยประชาชนเคลื่อนย้ายสิ่งของเข้ามายังศูนย์พักพิง และช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รอให้มีการลดลงของน้ำ จากนั้นจะเริ่มทำการสูบน้ำออก 

“หน่วยงานที่เข้ามาประกอบด้วย งานป้องกันสาธารณภัยจังหวัด, อำเภอ, เทศบาล และชุมชน รวมไปถึงทหารที่เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องของกำลังคน วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เรียกได้ว่าหน่วยงานทั้งจังหวัดที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชน ณ จุดนี้  มีการช่วยเหลือ วันนี้จะเป็นของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 56 มามอบน้ำให้กับประชาชน และมีการมอบจากหน่วยงานออมสิน ที่ได้มามอบเป็นระยะๆ ทางจังหวัดมอบผ่านเทศบาล ให้เทศบาลเป็นผู้จัดการนำมาบริหารต่อไป และก็อาจจะมีหน่วยงานเอกชนที่เข้ามามอบด้วยเช่นกัน อย่างวันนี้ มีประชาชนได้ทำข้าวกล่องมามอบให้ผู้ที่อยู่ในศูนย์พักพิง ในส่วนของความช่วยเหลืออื่นๆ นั้น จะดูตามที่ศูนย์พักพิงนั้นๆ ร้องขอ หากไม่พอ จะมีการประสานกับทางพื้นที่เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้มากที่สุด 

“ส่วนการช่วยเหลือหลังน้ำลด ทางจังหวัดวางแผนว่าจะมีกิจกรรมฟื้นฟู ปรับปรุงสถานที่ให้กลับมาเป็นสภาพปกติให้เร็วที่สุด ให้ประชาชนสามารถย้ายจากศูนย์พักพิงกลับเข้าบ้านเรือนได้อย่างเร็วที่สุด นอกจากนี้ก็จะมีในส่วนของการซ่อมแซมบ้านเรือน เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการช่วยเหลือประชาชน รายละเอียดการช่วยเหลือแบบเงินเยียวยา เงินที่ช่วยเหลือมีอยู่ 2 ตัว คือซ่อมแซมบางส่วนและซ่อมแซมทั้งหลัง มีจำนวนเงินที่แตกต่าง ขึ้นอยู่กับความเสียหายของบ้านแต่ละหลัง” ฐิติพงศ์ กล่าว 

image_pdfimage_print