รายงานข่าวจากสำนักข่าว BBC NEWS เหตุโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดของกลุ่มฮามาสต่ออิสราเอลส่งผลให้มียอดผู้เสียชีวิตคนไทย ณ วันที่ 18 ตุลาคม ที่ผ่านมา อยู่ที่ 30 ราย ขณะที่ยังมีคนไทยอีก 17 คน ถูกกลุ่มฮามาสจับเป็นตัวประกัน ขณะที่ตัวเลขจากกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นเดือน กันยายน ที่ผ่านมา ระบุว่ามีแรงงานไทยที่ยังทำงานอยู่ในอิสราเอลรวมกันทั้งสิ้น 25,887 คน ส่วนข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศประเมินว่า มีคนในไทยฉนวนกาซาราว 5,000 คน

ด้านฐานข้อมูลคนไทยในอิสราเอล BBC NEWS ได้ตรวจสอบข้อมูลจากกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ ของกรมการจัดหาแรงงานพบว่า นับตั้งแต่ปี 2561-2565 พบว่า ผู้ที่เดินทางไปใช้แรงงานที่อิสราเอลส่วนใหญ่กรมการจัดหางานเป็นผู้จัดส่งไปต่างประเทศ รองลงมาคือ การเดินทางไปด้วยตัวเอง ดังนั้น ในสัดส่วนที่เดินทางไปกับกรมการจัดหาแรงงานไปอิสราเอลจึงเป็นการดำเนินการภายใต้โครงการ “ความร่วมมือไทย – อิสราเอล เพื่อการจัดหางาน (Thailand-Israel Cooperation on the Placement of Workers: TIC)”

จากอดีตจนถึงปัจจุบันมีแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในพื้นต่างถิ่นอย่างกลุ่มประเทศในแถบตะวันออกกลางมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแรงงานอีสานที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อแสวงหาแหล่งงานและค่าตอบแทนที่มากกว่าการทำงานภายในประเทศ และกลุ่มคนเหล่านี้ถูกเรียกว่า “แรงงานข้ามชาติ” แรงงานที่เดินทางไปทำงานในพื้นที่ห่างไกลจากแผ่นดินเกิดของตน

ครั้งหนึ่งการเดินทางข้ามชาติของแรงงานอีสาน เคยถูกบันทึกไว้และถ่ายทอดผ่านเพลงลูกทุ่งอีสานอย่างเพลง คอยรักต่างแดน ของ จินตหรา พูลลาภ จากปลายปากกาของ สุพรรณ ชื่นชม วางแผงในปี พ.ศ.2535 และเพลง ห่วงพี่ที่คูเวต จากปลายปากกาของ ศรเพชร ภิญโญ วางแผงในปี พ.ศ. 2541

2 บทเพลงที่สะท้อนถึงห้วงอารมณ์แห่งความคิดถึงและพร่ำรำพันถึงกันของหญิงผู้เป็นที่รักและชายผู้เป็นแรงงาน เนื้อหาของเพลงยังสะท้อนให้เห็นถึงเหตุแห่งปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้แรงงานไทยจำต้องตัดสินใจเดินทางไปทำงานในพื้นที่ห่างไกลอย่างประเทศในแถบตะวันออกกลาง ประเทศที่มีประวัติศาสตร์การสู้รบมาอย่างยาวนานและเต็มไปด้วยความอันตรายจากแรงปะทะของสงคราม

น่าสนใจไปกว่านั้น การข้ามชาติไปทำงานต่างถิ่นของคนอีสานหรือเรื่องราวในเพลงคอยรักต่างแดนและเพลงห่วงพี่ที่คูเวต กลับสอดคล้องกันอย่างชัดเจนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525 – 2529) ที่รัฐไทยได้สนับสนุนให้แรงงานเดินทางข้ามชาติภายหลังจากประเทศไทยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ

เพลงแรกคือ คอยรักต่างแดน ถูกจั่วหัวมาด้วยการเกริ่นนำอย่างช้าเอื่อยตามจังหวะลำล่อง เล่นกับอารมณ์ของผู้ฟังให้จินตนาการถึงเรื่องราวของหญิงชายคู่หนึ่งที่จำต้องพรากรักแยกทางระหว่างกัน โดยฝ่ายชายได้ตัดสินใจเดินทางไปทำงานหาเงินในแผ่นดินตะวันออกกลาง ทำให้ฝ่ายหญิงต้องอยู่ในสถานะของคนรออย่างมีความหวัง

“สาวไทยแลนด์ ยังคอยถ่า รอคอยอ้ายกลับมา ผู้ไปค้าประเทศต่าง ขายแรงงานรับจ้างอยู่ทางพุ้นแม่นต่างแดน แม่นลำบากยากแค้น ให้อ้ายคอย น้อสาว น้องยังคอยชายมาจากต่างแดน หนอแฟนน้อง ไปขุดทองขอให้ได้กลับคืนมาเป็นเสี่ยใหญ่ ให้สมความตั้งใจ ภัยอย่าพาล มารอย่าพ้อ น้องรออ้าย บ่หน่ายหนีสัญญาพี่”

ไม่สำคัญสักเท่าไหร่หากจะเทียบกันระหว่างความรักความห่วงหา กับเงินตราค่าตอบแทน สิ่งนี้ชี้ชัดอยู่แล้วว่าความรักนั้นคงสำคัญเพียงการประเทืองอารมณ์ความรู้สึก แต่สิ่งที่สามารถประเทืองชีวิตให้ไปต่อได้นั้น คือการใช้ทุนทางร่างกายอย่างการขายแรงงานเพื่อแลกเงิน

ไม่ต่างกันนั้น สิ่งที่ถูกบรรจุและแบกหิ้วมาเต็มกระเป๋า คือคำมั่นสัญญาที่มีต่อกัน และคำอวยพรที่สะท้อนความเป็นแรงงานอีสานอย่างชัดเจน ผ่านคำสัมผัสคล้องจองที่น่าสนใจอย่างคำว่า “ภัยอย่าพาล มารอย่าพ้อ” ที่หมายถึงการหลีกเว้นแก่ภัยอันตรายทั้งปวง อีกนัยหนึ่งคงหมายถึงการอวยพรให้ประสบพบเจอแต่สิ่งดีๆ กลับมาด้วยความปลอดภัยและเงินตราค่าตอบแทนที่มากโข จนสามารถเลื่อนขั้นผันสถานะทางสังคมกลายเป็น “เสี่ยใหญ่” ในที่สุด

“วันอ้ายขึ้นเครื่องบิน บินไปจากเมืองไทย ไปตะวันออกกลาง ห่างกันเสียจน ดิ้นรนต่อสู้ไม่ถอย น้องยังคอยทนได้ คอยเป็นกำลังใจ ให้พี่อยู่เสมอ คิดฮอดก็อยากไปหา อยากบินข้ามฟ้าไปเจอ แต่ก็เพียงละเมอ เพ้อพร่ำรำพัน คอยแต่คืนแต่วัน อ้ายจะบินข้ามฟ้ากลับมา”

สิ่งที่ทำได้ระหว่างการรอคอย ก็คงมีเพียงเสียงละเมอเพ้อพร่ำรำพันหา ภาวนาให้วันเดือนเคลื่อนคล้อยลอยวนไปโดยเร็ว เพื่อชายผู้เป็นที่รักบินข้ามฟ้ากลับมาหาด้วยเวลาที่กระชั้นขึ้นดังใจหมาย

แม้เพลงนี้จะวางแผงในปี พ.ศ.2535 แต่การเดินทางไปทำงานในประเทศแถบตะวันออกกลางนั้น มีมานานและชัดเจนขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2518 โดยไทยเริ่มมีการจัดส่งแรงงานไปทำงานในประเทศ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอารับเอมิเรตส์ และบาห์เรน เพราะในขณะนั้นเป็นช่วงที่ประเทศไทยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและมีการเปลี่ยนแปลทางการเมือง มีการถอนทหารอเมริกันออกจากประเทศไทย ทำให้คนงานที่เคยทำงานในฐานทัพอเมริกาและกิจการที่เกี่ยวข้องต้องว่างงานลงจำนวนมาก ประกอบกับประเทศในกลุ่มตะวันออกกลางมีรายได้เพิ่มขึ้นมาจากการขายน้ำมัน จนต้องจ้างแรงงานต่างชาติไปพัฒนาประเทศในโครงการต่างๆ

ค่าจ้างของแรงงานไทยในระยะแรก (พ.ศ.2518 – พ.ศ.2522) ได้รับในอัตราสูง ซึ่งรายได้ส่งกลับของแรงงานไทยระยะแรกสามารถทำให้ครอบครัวของแรงงานไทยเปลี่ยนฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นทันที อาจกล่าวได้ว่าเงินของแรงงานไทยที่ส่งกลับมามีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี เนื่องจากรายได้ส่งกลับจากแรงงานไทย ได้ถูกส่งลงไปในระดับชุมชนโดยตรง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเงินเข้าประเทศจากภาคแรงงานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในรายได้หลักของประเทศ ซึ่งในเวลาต่อมามีแรงงานไทยเดินทางไปทำงานต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น จึงนำไปสู่การดำเนินธุรกิจด้านจัดหางานต่างประเทศอย่างเป็นระบบจนถึงปัจจุบัน

รัฐบาลจึงได้มีการกำหนดนโยบายด้านแรงงานไทยในต่างประเทศไว้อย่างชัดเจนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525 – 2529) ทั้งนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ให้ส่งเสริมแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศให้มากที่สุด โดยรัฐจะดำเนินการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น และสนับสนุนการฝึกอบรมเพื่อยกระดับฝีมือคนงานได้มาตรฐานตามที่ตลาด แรงงานต้องการ ในปี พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 และมีแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศจำนวน 108,911 คน

อีกบทเพลงที่มีเนื้อหาลึกซึ้งกินใจไปไม่แพ้เพลงคอยรักต่างแดน คือเพลง ห่วงพี่ที่คูเวต จากปลายปากกาของ ศรเพชร ภิญโญ วางแผงในปี พ.ศ. 2541 เพลงนี้ยังคงเล่าถึงการเดินทางไปทำงานในแถบประเทศตะวันออกกลางของแรงงานอีสานและมีเนื้อหาของเพลงที่เข้มข้นไม่แพ้กันกับเพลงคอยรักต่างแดน

“ป่านนี้ตัวพี่ไปอยู่ไหน รู้ไหมว่าใครเขาเป็นห่วง หลายปีที่พี่ไปเสี่ยงดวง อยู่เมืองหลวงคูเวตประเทศไกล ครบปีแล้วพี่ไม่มีข่าว จะกลับบ้านเราเลยนะน่าสงสัย คนรอนี้หนอเป็นห่วงใย ทำไมเงียบหายไปกับลม”

ท่อนเกริ่นในเพลงถูกเขียนขึ้นให้มีความคล้ายกันกับเพลงคอยรักต่างแดน เล่าถึงความคาดหวังต่อการกลับบ้านของชายหนุ่มผู้แรมรอนเดินทางไกลเพื่อขายแรงงาน แต่เพลงนี้กลับเล่าถึงความเงียบหายและขาดการติดต่อกลับมายังประเทศไทย จนทำให้หญิงสาวผู้เป็นคนรอเกิดความสงสัยว่าแท้จริงแล้วชายยอดดวงใจได้จากเธอไปแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่

“สมไปนั่นควรหันมาแต่ปีก่อน บัดบ่เห็นพี่ย้อนคืนบ้านย่านไทย หรือว่าอ้ายถึกไฟ แห่งสงคราม ทำให้จบชีวิตจั่งมิดเลย บ่ชายเอ่ย

“หากยังไม่ตาย พี่ชายจดหมายส่งมา ห่วงพี่หนักหนา ข้าวปลากินไม่ลงเลย ไปอยู่คูเวตมีเหตุอะไรพี่เอ๋ย ไม่กลับมาเลย ลงเอยกับใครหรือยัง

“คิดต่อตั้ง เป็นหยังหนอจึงมาแป มันคือแปลกแท้แท้ คนแย่แม่นนาง ไปตกค้างอยู่หว่างทางได๋ หรืออ้ายไปเป็นเชลย แห่งสงคราม น๊อเขาแล้ว”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเพลงคงไม่ต่างอะไรกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ แรงงานไทยหลายคนได้ตกอยู่สถานการณ์อันตรายอย่างน่าเป็นห่วงจากเหตุการณ์ความรุนแรงในประเทศตะวันออกกลางอย่างอิสราเอล ซึ่งหนึ่งในกลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบ มีกลุ่มแรงงานอีสานปะปนอยู่ด้วย มีรายงานมาว่าแรงงานบางส่วนสูญหายและไม่มีการติดต่อกลับมายังทางครอบครัวตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ ซึ่งสร้างความไม่สบายใจให้กับครอบครัวที่รอการติดต่อกลับในพื้นที่ต้นทาง แม้จะมีรายงานข่าวออกมาอย่างต่อเนื่องว่ามีคนไทยบางส่วนรอดชีวิตก็ตาม

19 ตุลาคม 2566 กระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้รับประสานเป็นการภายในจากบริษัทจัดการศพของอิสราเอลจากสถาบันนิติเวชของอิสราเอล อนุญาตให้นำร่างของคนไทยที่เสียชีวิตจำนวน 8 ราย ออกจากสถาบันฯ ซึ่งสถานทูตจะส่งร่างแรงงานไทยชุดแรกดังกล่าวกลับประเทศไทยด้วยสายการบิน El Al เที่ยวบินที่ LY083 ออกจากอิสราเอลในวันที่ 19 ตุลาคม เวลา 20.00 น. และถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในวันที่ 20 ตุลาคม เวลา 08.50 น.

จากเหตุความรุนแรงดังกล่าวและตัวเลขผู้เสียชีวิตได้สร้างความสะเทือนใจให้กับสมาชิกในครอบครัวของแรงงานไทยที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย ณ ขณะนี้ จำนวนแรงงานไทยที่เสียชีวิตระหว่างการทำงานบนพื้นที่แห่งสนามสงคราม คงสร้างข้อต่อรองต่อการตัดสินใจเดินทางไปทำงานในฐานะแรงงานข้ามชาติของแรงงานไทยหลายคนไม่มากก็น้อย

น่าสนใจที่ 2 บทเพลงถูกเรียบเรียงคำร้องด้วยความดาร์กกลับผสานเข้ากับทำนองและจังหวะที่มีความสนุกสนานอย่างมีนัยยะสำคัญ หรือแท้จริงแล้วความสนุกสนานของจังหวะเพลงและคำร้องที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จะเป็นสิ่งที่ครูเพลงทั้งสองต้องการสะท้อนให้เห็นว่าแรงงานอีสานคือแรงงานยอดนักสู้ ความสนุกสนานของทำนองเพลงคงไม่ต่างอะไรกับบทชีวิตของพวกเขา แม้บางครั้งชีวิตจะอยู่ภายใต้ความระกำลำบากเพียงใด ก็ต้องทนสู้ สู้จนเป็นอาจิณ สู้จนกลายเป็นความสนุก สู้จนกว่าจะถึงฝั่งฝัน สู้จนกว่าจะหลุดพ้นจากบ่วงความยากจนบ่วงนี้

การเดินทางไปทำงานในพื้นที่ต่างถิ่นของแรงงานอีสานในหลายประเทศ ไม่เพียงแต่ประเทศในแถบตะวันออกกลางหรือประเทศอื่นที่เต็มไปด้วยความศิวิไลซ์ หมุดหมายปลายทางที่สำคัญคงจะหมายถึงเงินตราค่าตอบแทนที่จะทำให้พวกเขาเหล่านั้นหลุดจากบ่วงความจน พ้นจากความยากลำบาก แม้จะต้องพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนก็ตาม

อ้างอิง:

  • BBC NEWS. 2566. 5 ข้อสงสัยในภารกิจช่วยเหลือแรงงานไทยจากภัยสงครามอิสราเอล-ฮามาส ค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2566. จาก www.bbc.com.
  • ศูนย์บริการการไปทำงานต่างประเทศ. ม.ป.ป.. แรงงานไทยไปต่างประเทศ กู้วิกฤตเศรษฐกิจไทย. ค้นเมื่อ 10 ตุลาคม 2566. จาก lib.doe.go.th
  • เพลง คอยรักต่างแดน : จินตหรา พูนลาภ / คำร้อง สุพรรณ ชื่นชม
  • เพลง ห่วงพี่ที่คูเวต : จินตหรา พูนลาภ / คำร้อง ศรเพชร ภิญโญ
image_pdfimage_print