ถ้าต้องย้อนเรื่องปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ อาจต้องถอยไปไกลไกลลิบ แต่สำหรับประวัติศาสตร์ระยะสั้นที่มีคนไทยไปเกี่ยวดองหนองยุ่งในฐานะแรงงานโพ้นทะเล เราสามารถปักหมุดตั้งต้นปี พ.ศ. 2523 ได้เลย เพราะนี่คือปีแรกที่มีแรงงานไทยเข้าไปเหยียบแผ่นดินร้อนในฐานะพ่อครัว แม่ครัว ช่างเชื่อม ช่างแอร์ รวมทั้งช่างซ่อมรถ

อาจด้วยฝีมือ นิสัยใจคอ และสู้งาน ปี 2527 หรือ 4 ปีถัดมา แรงงานไทยเพิ่มจำนวนมากขึ้นนับพันคน ยิ่งเมื่อความขัดแย้งเขม็งเกลียวกระทั่งนำมาสู่การปิดพรมแดนอิสราเอลในปี 2537 แรงงานปาเลสไตน์ที่เคยเป็นเรี่ยวแรงหลักอยู่ในไซต์ก่อสร้างและภาคการเกษตรก็ถูกแทนที่โดยแรงงานต่างชาติ

ปี 2539 ปัญญา คำลาภ ตัดสินใจไม่ยากกับการไปขายแรงที่นั่น สำหรับเขาซึ่งเป็นคนหนุ่มจากอุดรธานี การไปต่างประเทศก็เหมือนทำงานในเมืองใหญ่ของไทย มากกว่านั้น บรรยากาศการ “ไปนอก” เป็นเรื่องปกติของคนอุดร โดยเฉพาะกระแสการไปซาอุดิอาระเบียกำลังบูม เพลง “ซาอุดร” ของคาราบาว อันโด่งดัง ซึ่งวางแผงในปี 2537 คือหลักฐานชั้นดีของความทรงจำ 

มีบริษัทจัดหางานมากมายในอุดรธานี กระทั่งลุงของเขาก็ทำอาชีพนายหน้าพาคนบินลัดฟ้าไปนอก ปัญญาบอกว่า ในความเข้าใจของคนอุดรแล้ว มีเพียงผู้เฒ่ากับเสาเฮือน (เสาบ้าน) เท่านั้นที่ปฏิเสธการไปทำงานต่างประเทศ

“ผมโตมากับสภาพสังคมที่คนรอบข้างไปทำงานต่างประเทศ พ่อผมก็ไปทำงานที่ซาอุฯ 6 ปี จำได้ว่าพ่อกลับบ้านมาแต่ละทีมีคนมาต้อนรับราวกับนายกรัฐมนตรี ญาติพี่น้องล้อมหน้าล้อมหลัง มีเงินเลี้ยงข้าวปลาอาหารลาบก้อยซอยแส่มากมาย โก้มาก นั่นคือความทรงจำตั้งแต่เยาว์วัย การไปอิสราเอลของผมในวันนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่มากนัก แค่ศึกษาข้อมูลด้วยการฟังรีวิวแบบปากต่อปากว่าอยู่ดีกินดี มีรูปถ่ายให้ดู ไม่ถูกเขาหลอกเขาต้มแน่ๆ ก็ได้คำตอบแล้ว”

เมื่อตัดสินใจแล้ว ปัญญา เดินหน้าทำเอกสารตามขั้นตอนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เขาบอกว่าการทำงานในตะวันออกกลางไม่น่าจะมีวิธีการอื่น เพราะกฎระเบียบเข้มข้นจนหาช่องว่างแทบไม่เจอ การจ่ายค่าดำเนินการเบ็ดเสร็จทั้งเพื่อทำเอกสารและค่าเดินทาง แม้เป็นเงินก้อนโตพอสมควรในเวลานั้นก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

“ค่านายหน้าราว 60,000 บาท รับค่าแรงขั้นต่ำ 15,000 บาท ยังไม่รวมโอทีหรือจ็อบนอกด้วยนะ เทียบกับที่เคยอยู่โรงงานย่านบางพลีในสมุทรปราการแล้ว ได้เงินมากกว่า 3-4 เท่า กับระยะเวลาการทำงานที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ได้ 2 ปี ทำงานไม่กี่เดือนก็ได้ทุนคืนแล้ว”

วันแรกในอิสราเอล

จนถึงก้าวแรกในแผ่นดินอื่น ปัญญา ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะต้องไปทำงานอะไร วิธีการจ้างงานในขณะนั้น เขาไม่ได้เป็นผู้เลือก แต่เป็นผู้ถูกเลือกแทน

“มีนายจ้าง 2 แบบ คือ นายจ้างที่มารอรับในสนามบิน กับนายจ้างที่รอรับอยู่โมชาฟ นายจ้างที่มารอสนามบินจะมีสิทธิเลือกก่อนว่าอยากได้ใครไปทำงานให้ เขาจะชี้เลยว่าเอาคนนั้นคนนี้ ถ้านายจ้างทำไร่ส้มหรือไร่กล้วย เขาก็จะเลือกคนสันใหญ่ๆ (หน่วยก้านดี) เพราะต้องทำงานหนัก แบกกล้วยลงจากภูเขา งานหนักมากนะ ส่วนผมเป็นพวกลอดเข่ง ตัวเล็ก ก็จะถูกส่งขึ้นรถตู้แล้วพาไปกระจายตามไร่ต่างๆ ให้นายจ้างเลือกอีกที ผมกับเพื่อนชื่อสุนทร เป็น 2 คนสุดท้ายเลยที่ถูกเลือก (หัวเราะ) เพราะไปไร่ไหนก็ไม่มีใครเอา ไร่สุดท้ายที่ไปถึงเขาไม่มีตัวเลือกแล้ว ก็เลยได้ทำงานที่นั่น”

ชุมชนในอิสราเอลที่มักได้ยินบ่อยๆ คือ โมชาฟ (Moshav) และ คิบบุตซ์ (Kibbutz) ทั้ง 2 คือรูปแบบชุมชนเกษตรกรรมเหมือนกัน แต่ข้อแตกต่างคือคิบบุตซ์ดำเนินการในรูปแบบคอมมูน สมาชิกคิบบุตซ์เป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกันโดยมีผู้จัดการเป็นคนดูแล เมื่อเกิดกำไรหรือรายได้ก็แบ่งสรรปันส่วนตามผลงานที่ทำได้

ส่วนโมชาฟนั้นแม้ที่ดินเป็นของรัฐแต่สืบทอดถึงทายาทได้ วัสดุอุปกรณ์ที่ราคาแพงอาจเป็นทรัพย์สินร่วมกันของโมชาฟที่แบ่งกันใช้ได้ รวมทั้งสมาชิกในโมชาฟจะต้องมีส่วนร่วมในการใช้ที่ดินและน้ำอย่างเท่าเทียม มีระบบจำหน่ายผลผลิตร่วมกัน แต่นอกเหนือจากนั้นคือต้องบริหารจัดการเอง ผลขาดทุนหรือกำไรก็เป็นความรับผิดชอบของเจ้าของฟาร์ม แน่นอนว่าการจ้างงานก็เป็นการตัดสินใจของฟาร์มนั้นๆ เช่นกัน

ปัญญา คำลาภ เดินทางจากอุดรธานีไปอยู่ที่โมชาฟ คาดิมา (Moshav Kadima) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทลอาวีฟไปทางทิศเหนือประมาณ 40 กิโลเมตร และอยู่ทางใต้จากชายแดนเลบานอนประมาณ 100 กิโลเมตร แถบนั้นมีทั้งฟาร์มวัว ฟาร์มไก่ ไร่แครอท สวนดอกไม้ มีคนไทยในโมชาฟ คาดิมา ไม่น่าจะน้อยกว่า 50 คน โดยปัญญาไปอยู่ที่ไร่สตรอว์เบอรี่ ที่พักของเขาเป็นตู้คอนเทนเนอร์ที่ดัดแปลงเป็นบ้านพักอย่างดี ตู้คอนเทนเนอร์นี้อยู่รวมกับตู้อื่นๆ ของเพื่อนแรงงานไทยในลักษณะคาราวาน 

เฉพาะในไร่ที่รับเขาเข้าทำงาน นอกจากปัญญาและสุนทรซึ่งเป็นคนไทย ยังมีเพื่อนแรงงานหญิงชายชาวปาเลสไตน์อีก 8 คน โดยมีนายจ้างร่วมกันเป็นคนยิว

“อยู่ช่วงแรกต้องปรับตัว เพราะเขาไม่รู้ว่าเรากินอยู่อย่างไร จำได้ดีเลยว่าวันแรกเขาเอาขนมปังกับเนยมาให้ ผมนี่คิดหนักเลยว่า ตายละกูจะอยู่ยังไงให้รอดน้อ (หัวเราะ) พอดีพวกที่มาก่อนเขารู้ เขาก็บอกว่ากินๆ ไปก่อน เดี๋ยววันหลังพาไปตลาด แล้วซื้อของมาไว้ทำกิน”

งานในไร่สตรอว์เบอรี่

จากการเป็นเกษตรกรแห่งที่ราบสูง วันนี้ของหลายปีก่อน ปัญญา ต้องทำเกษตรกรรมบนผืนทราย งานที่เขาทำมีตั้งแต่ขยายพันธุ์สตรอว์เบอรี่ คลุมผ้ายางบนดิน และหนักสุดคือการฉีดสารเคมีกำจัดศัตรูพืช วนเวียนเช่นนี้ซ้ำๆ วันแล้ววันเล่า

“ช่วงปี 2540 เป็นอะไรที่โหดร้ายมากสำหรับเรา เพราะสภาพอากาศร้อนจัด ตอนทำงานผมใส่เสื้อผ้า 2 ชั้น แต่เจออากาศร้อนทั้งจากดวงอาทิตย์และไอร้อนจากผืนทราย หลังนี่ไหม้เลย แขนขาเกรียมหมด กลับมาถึงที่พักน้ำตาตก พวกที่มาอยู่ก่อนเขารู้เข้าก็เลยบอกว่า ต้องใส่เสื้อผ้าสัก 4-5 ชั้น เวลาเหงื่อซึมข้างในเสื้อผ้าจะทำให้เราชุ่มชื้น พอลองแล้วก็ช่วยได้จริงๆ

“ผืนทรายทำให้ผมต้องปรับตัวหลายอย่าง กระทั่งการเดินก็ต้องเปลี่ยน จะเดินเอื่อยๆ ค่อยๆ เยื้องย่างเหมือนอยู่บ้านเราไม่ได้ เพราะจะทำให้เดินยาก เหนื่อยเร็ว และไปได้ไม่ไกล”

สภาพอากาศร้อนจัดในตอนกลางวัน ทำให้การงานเริ่มต้นจากตะวันโผล่ขอบฟ้า หลังจากนั้นนับไปอีก 8 ชั่วโมง โดยส่วนมากครบเวลางานราวบ่าย 2 หากไร่ที่ทำงานประจำไม่มีโอที ปัญญา และอาจหมายรวมแรงงานไทยคนอื่นๆ มักจะเลือกรับจ็อบยังไร่อื่น หรือไม่ก็ไปทำงานก่อสร้าง

“หลังเลิกงานผมไปเป็นช่างทาสีในไซต์ก่อสร้าง ทำงานเพียง 3-4 ชั่วโมง บางทีได้เงินเยอะกว่าทำงานประจำอีก เพราะนายจ้างในไซต์ก่อสร้างเขาไม่ได้แบกภาระที่ต้องชำระค่าทำเนียมใดๆ กับรัฐบาลที่รับแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานโดยตรงเหมือนไร่สตรอว์เบอรี่ที่ผมอยู่ เมื่อต้นทุนต่ำกว่าเขาก็สามารถจ่ายค่าแรงได้มากกว่า”

ขวาปาเลสไตน์ ซ้ายคือยิว

ก่อนมาทำงาน ปัญญา มีเวลา 1 วันสำหรับอบรมภาษาฮิบรู (Hebrew) เพื่อใช้ในอิสราเอล แน่นอนว่าไม่เพียงพอ เมื่อมาถึงแผ่นดินใหม่เขาใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือน เพื่อให้เข้าใจภาษาฮิบรูขั้นพื้นฐาน โดยเรียนจากการฟังซ้ำ และจำจากหนังสือคู่มือที่ติดตัวมา การสนทนาภาษาใหม่แม้ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากเกินไปสำหรับเขา

“เนื่องจากเป็นประเทศเกิดใหม่ (อิสราเอล ประกาศตนเป็นประเทศเมื่อปี 2491) คนยิวเพิ่งอพยพจากประเทศต่างๆ แล้วมาอยู่ที่นี่ หลายคนมาจากอเมริกาหรือยุโรป ก็พูดภาษาอังกฤษได้ แต่นายจ้างของผมน่าจะมาจากอิหร่านหรือไม่ก็อียิปต์ เขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ผมจึงต้องคุยกับเขาด้วยภาษาฮิบรูล้วนๆ”

คุยกับนายจ้างยิวพอได้ แต่กับเพื่อนชาวปาเลสไตน์ ต้องใช้ทั้งภาษาท่าทาง สอบทานกับนายจ้างยิวว่าภาษาอาหรับที่เขาพูดหมายถึงอะไร กระนั้นนานวันเข้าก็พอเข้าใจได้มากขึ้น

ปัญญา ยอมรับว่า ก่อนมาอิสราเอลตนไม่เคยรู้มาก่อนว่าแผ่นดินนี้เกิดความขัดแย้งอย่างไร นอกจากงานที่ทำ ค่าแรงที่จะได้ และสภาพความเป็นอยู่ เขาไม่รู้ประวัติศาสตร์ของที่นี่เลยสักนิด กระทั่งเริ่มเข้าใจหลังทำงานมาระยะหนึ่งแล้ว

“คนปาเลสไตน์บอกว่า ที่นี่คือแผ่นดินของเขา ไม่ใช่ของคนยิว เขาไม่ควรเข้ามาอยู่ตรงนี้ในฐานะลูกจ้างด้วยซ้ำ ผมคิดว่าเป็นกระแสความไม่พอใจ แต่ไม่ถึงขั้นมีสงคราม แม้เกิดเหตุการณ์ระเบิดพลีชีพบ้างแถวเยรูซาเล็ม แต่ไม่ใช่สงครามแบบที่เราเห็นช่วงนี้ อาจเป็นเพราะตอนนั้นปาเลสไตน์มียัสเซอร์ อาราฟัต เป็นผู้นำที่หลายฝ่ายให้ความเคารพคอยทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยด้วย”

แม้วันนั้นไม่มีสงคราม แต่ข้อเท็จจริงของช่วงเวลาก่อนปัญญา คำลาภ ไปอยู่ที่นั่น 1 ปี คือ ยิตส์ฮัก ราบิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของอิสราเอล ถูกลอบสังหารโดยนักศึกษาชาวยิวฝ่ายขวาจัด เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2538 ด้วยไม่พอใจในข้อตกลงสันติภาพออสโลกับปาเลสไตน์ และทิศทางการผลักดันสันติภาพในตะวันออกกลางของ ยิตส์ฮัก ราบิน ความคุกรุ่นและเดือดดาลในอิสราเอล จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของยิวกับชาติอาหรับรายล้อมเท่านั้น กระทั่งภายในประเทศก็มีความเห็นแตกออกเป็นหลายฝ่าย ภาพที่ปรากฎตรงหน้าในขณะนั้น จึงมีความตึงเครียดอยู่ไม่น้อย

“คนปาเลสไตน์ที่มาทำงานต้องถูกตรวจทุกคน ไม่ให้มีการพกอาวุธ แต่คนยิวพกปืนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง อยู่ไร่หรืออยู่สวนก็พกปืน พอสนิทกันแล้ว มีหลายครั้งด้วยซ้ำที่นายจ้างฝากผมถือปืนเวลาที่เขาไม่อยู่ ผมก็สงสัยว่าแค่มาไร่มาสวนจะพกปืนมาทำไม เขาตอบว่า กูไม่ไว้ใจคนพวกนี้ (ชาวปาเลสไตน์) ถ้ามีอะไรผิดปกติขึ้นมาเขาพร้อมจะชักปืนขึ้นมายิง

“เพื่อนปาเลสไตน์บางครั้งก็น่าปวดหัวเหมือนกัน อย่างตอนนายจ้างไม่อยู่นี่มีคนนึงไม่ค่อยทำอะไร พอนายจ้างกลับมาเขาวิ่งมาแย่งจอบจากมือผมเฉยเลยเพื่อให้นายจ้างเห็นว่าเขาทำงาน (หัวเราะ) แต่หลายเรื่องก็ดีนะ เวลาที่บ้านเขามีการทำบุญประเพณีอะไร เขาจะเอาอาหารพวกเนื้อแพะมาให้กิน เนื้อแพะนี่คืออาหารชั้นเลิศของเขา หรือถ้าเรามีของกินดีๆ เราก็เอาไปแบ่งเขากินเหมือนกัน เพียงแต่ต่างฝ่ายก็ต่างไม่ค่อยกินอาหารของกันและกันเท่าไหร่ เพราะต่อให้ดีอย่างไรก็ไม่ถูกปากหรอก ผมเคยกินเนื้อแพะของเขาเหมือนกัน แต่มันกุย (กลิ่นสาบ) กินไม่ไหว”

ตั้งคำถามบนความสงสัย

เทียบกับทุกวันนี้ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเมื่อ 30 ปี ก่อนไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากฟังความ 2 ข้างจากนายจ้างและเพื่อนชาวปาเลสไตน์ ความเข้าใจพ้นจากนี้ต้องใช้เวลา กว่าจะเข้าที่เข้าทางจับต้นชนปลายถูกก็กินเวลาเกือบปี

“ไม่รู้ว่าใครเอาทีวีเก่าๆ เครื่องนั้นมาทิ้งไว้ในกองขยะ เราเห็นว่าสภาพน่าจะยังใช้งานได้เลยเอามาซ่อมไว้ดู นั่นจึงเป็นช่องทางที่ทำให้รู้ข้อมูลข่าวสารว่าเกิดอะไรขึ้น

“เวลามีระเบิดพลีชีพก็เห็นเป็นข่าว และช่วงนั้นก็มีคนไทยเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงด้วย”

เหตุการณ์ระเบิดพลีชีพที่ปรากฎในข่าว เสียงปืนใหญ่ที่ดังเรื่อยๆ ทั้งในและนอกจอทีวี นำมาสู่การตั้งคำถามทั้งต่อนายจ้างชาวยิว เพื่อนชาวปาเลสไตน์ คนไทยที่มาอยู่ก่อนหน้า และหาคำอธิบายจากคนที่เข้าใจภาษาท้องถิ่นเพื่อฉายภาพให้เห็นว่าแผ่นดินนี้เกิดอะไรขึ้น

“กำแพงบ้านเขาหนามาก ผมเคยสงสัยว่าทำไมถึงหนาขนาดนั้น หนา 50 เซนติเมตรเลย (ยกมือกางศอกให้ดู)​ ถามนายจ้าง เขาอธิบายว่าเพื่อป้องกันกระสุนไปในตัว

“มีเสียงหวอ (ไซเรน) ดังเรื่อยๆ กระสุนปืนใหญ่จากชายแดนเลบานอนลอยข้ามหัวไปมาบ่อยครั้ง บางช่วงนี่เสียง ตูม! ตูม! แทบทุกวัน คิดในใจว่า จะรอดชีวิตกลับบ้านไหมเนี่ยกู แต่ก็โชคดีเพราะสถานการณ์ไม่ลุกลามบานปลายถึงขั้นยกทัพเข้ามาเหมือนตอนนี้ จำได้เลยว่าตอนนั้นยัสเซอร์ อาราฟัต ออกทีวีบ่อยมาก”

ส่งเงิน – กลับบ้าน

ตลอดระยะเวลาในอิสราเอล ปัญญา ส่งเงินกลับบ้านเดือนละ 15,000-17,000 บาท หากช่วงไหนเป็นหน้าแล้ง งานในไร่ไม่มาก เขาจะไปเป็นช่างทาสีให้กับไซต์งานก่อสร้าง หรือตักขี้ไก่ในฟาร์ม แต่การรับหน้าที่ประจำฉีดพ่นสารเคมีนานวันเข้า ปัญญา เริ่มมีอาการแน่นหน้าอก และมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ ก่อนอยู่ครบสัญญา 2 ปี เพียงไม่นาน เขาตัดสินใจกลับบ้าน ทิ้งให้ 1 ปี 7 เดือนบนแผ่นดินอื่นอยู่ในความทรงจำ โดยมีรถไถเดินตามซึ่งซื้อมาจากเรี่ยวแรงของเขา และรูปถ่ายหลายใบไว้เป็นที่ระลึก

ไร่สตรอว์เบอรี่ขนาด 15 ไร่ ที่ปัญญาทำงานอยู่ นอกจากต้องลากผืนพลาสติกคลุมดินไปตามร่องสุดสายตาแล้ว เขายังต้องฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นประจำ โดยสารเคมีที่ปัญญาใช้งานนั้นเขาจำแนกง่ายๆ เป็น 2 ประเภท คือ แบบมีกลิ่นและไม่มีกลิ่น สำหรับแบบมีกลิ่นเขามองว่าพิษของมันไม่รุนแรงนัก ขณะที่แบบไม่มีกลิ่นกลับรุนแรงกว่า มันจะถูกนำมาใช้งานเมื่อสารเคมีแบบมีกลิ่นไม่ได้ผล ปัญญาบอกว่า สารเคมีแบบไม่มีกลิ่นนั้นขวดเล็กเท่าฝ่ามือเท่านั้น ทว่าเมื่อฉีดเสร็จแล้ว แมลงศัตรูพืชร่วงคาตา

การยกถาดสตรอว์เบอรี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อครั้งไปแรกๆ เขาซ้อนถาดได้แค่ระดับหัว ทำให้ต้องเดินจากไร่มาโกดังหลายรอบกว่าจะเสร็จงาน ต่อมาเขาทำจนเชี่ยวชาญกระทั่งสามารถซ้อนถาดสูงเลยหัวแล้วยังทรงตัวได้ ทำให้เสร็จงานเร็วกว่าเดิมโข

ด้านซ้ายมือเป็นเตาผิงที่เขาต้องพึ่งพิงยามหนาวด้วยการเอามืออังไฟ ด้านขวาคือถังฉีดยาซึ่งถือเป็นอาวุธประจำกายของเขา เมื่อต้องใช้งานถังจะถูกยกขึ้นท้ายรถ ปัญญาต้องลากสายฉีดพ่นไปร่องแล้วร่องเล่า เขาเล่าว่าเดิมทีหน้าที่นี้เป็นของชาวปาเลสไตน์ แต่นายจ้างมองว่าเพื่อนชาวอาหรับทำงานไม่ได้อย่างที่ต้องการ จึงเปลี่ยนให้ปัญญาทำแทน ปรากฎว่านายจ้างประทับใจมาก เขากล่าวอย่างติดตลก ถ้ารู้ว่าต้องมาทำหน้าที่นี้ถาวรจนก่อปัญหาสุขภาพ เขาคงทำแบบพอลวกๆ ดีกว่า

ครัวในคาราวานที่ใช้ร่วมกันในแคมป์คนงานชาวไทย แรงงานที่อยู่ตรงนี้ทำอาหารกินเองโดยซื้อไก่จากฟาร์มคราวละ 60 ตัว เพื่อมาเชือดแล้วเก็บในห้องเย็นของโมชาฟ เป็นการทำสต็อกอาหารสำหรับกิน 1 เดือน เมื่อใกล้หมดก็จะไปซื้อมาเติม 

ไก่คืออาหารหลักของแรงงานไทย เพราะราคาถูก แต่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับเขาคือเครื่องในวัวที่ได้มาฟรีๆ เพราะฟาร์มวัวที่อิสราเอล เมื่อเชือดวัวแล้วเครื่องในจะถูกทิ้ง ช่วงแรกที่คนไทยเห็นก็จะถามซื้อ แต่ฟาร์มบอกว่าสามารถนำกลับไปกินได้เลย แรงงานไทยโปรดปรานมาก เทียวห่อเครื่องในใส่ถุงพลาสติกขึ้นรถแท็กซี่กลับมาคาราวานบ่อยๆ แต่ช่วงหลังฟาร์มเปลี่ยนจากให้ฟรีเป็นขายแล้ว เพราะรู้ว่าคนไทยชอบกิน

กลางโมชาฟ คาดิมา เขาไม่แน่ใจนักว่าป้ายข้างหลังคืออะไร แต่สิ่งที่น่าสนใจคือต้นมะตูมที่อยู่ถัดออกไป ซึ่งคนไทยชอบไปเด็ดยอดจนสร้างความแปลกใจให้คนยิว ใบมะตูมนี้คือมะตูมซาอุที่เอาไว้กินแกล้มลาบ ต่อมามันเริ่มถูกนำมาปลูกมากมายในประเทศไทย และพบเห็นทั่วไปตามร้านอาหารอีสานบ้านเรา

ปัญญาออกมาเดินเล่นในโมชาฟ คาดิมา เขาเล่าว่าตอนนั้นแรงงานไทยมีปัญหากับคนยิว เพราะคนไทยไปกินหมานายจ้าง เมื่อเดินเข้าไปในชุมชนหากคนยิวรู้ว่าเป็นคนไทยก็จะทำเสียง “โฮ่งๆ” หรือ “เหมียวๆ” ใส่ เขามองว่าเรื่องนี้ทำให้คนไทยถูกตราหน้าและทำให้ตนเสียความรู้สึกไม่น้อย

การถูกตราหน้าว่าคนไทยกินหมา ทำให้ปัญญาอยากพิสูจน์ว่ามีเพียงบางคนที่เป็นเช่นนั้น ระหว่างไปเยี่ยมบ้านเพื่อนของนายจ้าง เขาเห็นลูกหมาแล้วชอบมากเลยขอมาเลี้ยง แต่กว่าเจ้าของหมาจะใจอ่อนก็ใช้เวลานับเดือน เพราะเพื่อนคนยิวเกรงว่าหมาที่เอาไปเลี้ยงจะถูกกิน เมื่ออธิบายจนเข้าใจเขาก็ได้หมาตัวนี้มาเลี้ยงในฟาร์ม เป็นหมาของชาวยิวที่ฟังคำสั่งเป็นภาษาอีสาน ไล่ตะเพิดด้วยคำว่า “เซะ!” เรียกให้มาหาด้วยคำว่า “แอะๆ” เขาชอบจูงหมาเดินเล่นในโมชาฟจนคนยิวแปลกใจว่าคนไทยไม่ได้กินหมาทุกคนหรือ

ด้วยความผูกพัน เมื่อปัญญาต้องกลับประเทศไทย เขาบอกว่านี่คือเรื่องเศร้าที่สุดของการอยู่อิสราเอล เพราะไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับหมาที่อุตส่าห์เลี้ยงมา เขาต้องเอาหมาตัวนี้ไปปล่อยห่างออกไปราว 30 กิโลเมตร เพราะเกรงว่าหากเก็บไว้ในฟาร์มอาจถูกฆ่ากิน ปรากฎว่าไม่กี่วันหลังจากนั้นมันกลับมาหาเขายังฟาร์มด้วยสภาพอิดโรย เขาจึงต้องยอมให้มันอยู่ที่นี่ต่อไป โดยทำได้เพียงฝากให้เพื่อนคนไทยช่วยดูแล ก่อนร่ำลากลับบ้านเกิดด้วยน้ำตา แต่น่าเศร้ากว่านั้นเมื่อเขาทราบข่าวในภายหลังว่ามันถูกฆ่ากินอย่างที่เกรงไว้จริงๆ

ปัญญา คำลาภ (เสื้อกล้ามสีขาว นั่งแถวล่าง) ขณะไปเที่ยวนาตาเนีย (Netanya) เมืองชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีชายหาดยาว 14 กิโลเมตร นาตาเนียอยู่ห่างจากโมชาฟ คาดิมาไปทางทิศตะวันตกราว 18 กิโลเมตร

เพื่อนในคาราวานเดียวกันใช้เวลาว่างหลังเลิกงานมาเที่ยวในเมืองนี้ คนที่ใส่เสื้อกล้ามสีดำยืนอยู่ข้างหลังคือสุนทร ซึ่งทำงานอยู่ในฟาร์มเดียวกัน บ้านเกิดของสุนทรอยู่ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ที่เหลือปัญญาจำไม่ได้ว่ามาจากไหนบ้าง แต่ยืนยันว่าเป็นแรงงานจากที่ราบสูงทั้งหมด

นายจ้างชาวยิวพาเขาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ในเยรูซาเล็ม ที่แห่งนี้ทำให้เขารู้เรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวในสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งได้เข้าใจเรื่องการนับถือศาสนาของคนแถบนี้มีความแตกต่างแม้ใช้พื้นที่ร่วมกัน คือ ยิว คริสต์ และอิสลาม

มองปัจจุบันผ่านความทรงจำในอดีต

“ผมขอประณามการโจมตีอิสราเอล การโจมตีที่ไร้มนุษยธรรมที่ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อรัฐบาลและประชาชนอิสราเอล เหตุการณ์นี้ไม่สมควรเกิดขึ้น และผมขอร่วมกับประชาคมโลกประณามการกระทำดังกล่าว”

7 ตุลาคม ไม่นานหลังจากการประกาศสงคราม เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีของไทยทวีตข้อความประนามการโจมตีอิสราเอลว่าไร้มนุษยธรรม ปัญญา คำลาภ อดีตแรงงานไทยในอิสราเอล มองว่า ทัศนคติและการรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ไม่ถูกต้องนัก เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นซับซ้อนเกินกว่าจะแสดงท่าทีแข็งกร้าวแล้วยืนอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งอย่างชัดเจน

“เราไม่ควรเข้าไปแสดงท่าทีเช่นนั้นในความขัดแย้ง สิ่งที่เราควรทำคือช่วยเหลือคนไทย ไม่ใช่ไปป่าวประกาศแล้ววางจุดยืนต่อสงครามว่าตนอยู่ฝั่งใด ตอนผมไปทำงานที่นั่น ผมรู้สึกเลยว่าคนไทยกับคนปาเลสไตน์ก็อยู่ตรงนั้นในฐานะลูกจ้างเหมือนกัน เราไม่ได้เกลียดกัน มันเป็นสายสัมพันธ์ของคนที่ต้องดิ้นรนเพื่อความเป็นอยู่คล้ายกัน ผมคิดว่าเขา (คนปาเลสไตน์) ไม่ได้มองเราเป็นแบบอื่น แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามเราประกาศท่าทีแข็งกร้าวว่าอยู่ข้างอิสราเอล เส้นด้ายแห่งความสัมพันธ์นั้นก็จะขาดไปด้วย และผมไม่รู้ว่าจะมีส่วนทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายของคนไทยเพิ่มมากขึ้นไหม”

ปี 2566 กรมจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ระบุว่า มีคนไทยทำงานในอิสราเอล 25,887 คน กระจายใน 12 เมือง โดยครึ่งหนึ่งอยู่ทางตอนใต้ แรงงานเหล่านี้ 21,658 คน ทำงานในภาคการเกษตรย่านชานเมือง ที่เหลือบ้างเป็นพ่อครัว ช่าง และพนักงานทั่วไป ในจำนวนแรงงานไทยเหล่านั้น 4,042 คน มาจาก จ.อุดรธานี บ้านเดียวกันกับ ปัญญา คำลาภ ซึ่งนับว่าเป็นจังหวัดที่ส่งออกแรงงานไปยังอิสราเอลมากที่สุดของประเทศ ที่เหลือมาจากเชียงราย นครราชสีมา นครพนม หนองบัวลำภู และอีกหลายจังหวัดของภาคอีสาน

ข้อมูลเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม คนไทยเสียชีวิตรวม 29 คน บาดเจ็บ 16 คน ถูกจับเป็นตัวประกัน 17 คน และการทำให้คนไทยนับหมื่นชีวิตอยู่รอดปลอดภัย ยังเป็นงานของรัฐบาลที่ต้องแข่งกับคมกระสุนทุกวินาที

image_pdfimage_print