ซีรีส์ชุดการศึกษาและความไม่เท่าเทียม เป็นหนึ่งใน 10 ซีรีส์ของโครงการวารศาสตร์ที่สร้างสะพานหรือ Journalism that Builds Bridge ที่ต้องการเล่าความเชื่อมโยงระบบการศึกษาจาก 5 พื้นที่ คือ เหนือ กลาง อีสานกลาง อีสานใต้ และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เรามีความเหลื่อมล้ำแค่ไหน ดังจะเห็นว่า ที่ผ่านมาเมื่อมีการแก้ไขปัญหากลับไม่ตอบโจทย์ต่อผู้เรียนและชุมชน จึงไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ เพราะระบบที่กำลังเป็นอยู่ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา  

“การศึกษา” นับว่ามีความสำคัญมากต่อการพัฒนาบุคลากรตลอดจนถึงเป็นพื้นฐานของการพัฒนาส่วนอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะพัฒนาส่วนไหนต้องเริ่มจากการพัฒนาคนเสียก่อน ดังนั้นการพัฒนาคนสามารถทำได้หลายรูปแบบ ที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาคน คือ การให้การศึกษา ดังนั้นการพัฒนาประเทศต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาคน โดยต้องคำนึงถึงการศึกษาเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ก้าวล้ำนำโลกไปมาก การศึกษาก็ต้องพัฒนาไปให้ทันกับโลก

สำหรับการศึกษาในประเทศไทย หากดูจากสภาพที่เกิดขึ้นในสังคมหลายฝ่ายกำลังเข้าใจเป็นไปในแนวทางเดียวกัน คือ การศึกษาของไทยกำลังมีปัญหา จะเห็นได้ว่า เป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจจากสังคม ซึ่งมีการทำวิจัยที่สะท้อนถึงความล้มเหลวของการศึกษาในบ้านเรา ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนไทยเปรียบเสมือนสายพานความป่วยไข้ทางสังคมที่สะท้อนถึงปรากฏการณ์ความอ่อนแอของทุกภาคส่วน ทั้งสถาบันครอบครัวอ่อนแอ พื้นที่อบายมุขขาดการควบคุม อันเป็นปฐมเหตุของปัญหาพฤติกรรมเด็กและเยาวชน ไม่ว่าเป็นปัญหาติดห้าง เที่ยวกลางคืน กินเหล้า สูบบุหรี่ และมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร อันจะนำไปสู่ผลกระทบกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามมาอย่างมากมายปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้แทบจะกลายเป็นปัญหาคาราคาซังและส่งผลกระทบต่อเหล่าเด็กและเยาวชน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายการพัฒนาวัยรุ่นและการมีส่วนร่วม (Adolescent Development and Participation) องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย

NEET และสิ่งที่เด็กและเยาวชน Need

หากพูดถึงเด็กและเยาวชน หลายคนคงนึกถึงภาพเด็กและเยาวชนในระบบการศึกษาของรัฐ เอกชน การศึกษาทางเลือก หรือการศึกษานอกโรงเรียน แต่ยังมีเยาวชนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ทำงานและไม่ได้อยู่ในระหว่างการศึกษาหรือรับการฝึกอบรม หรือที่เรียกว่า  NEET (Not in Employment, Education, or Training)

งานวิจัยเชิงลึกชิ้นแรกที่นำเสนอภาพรวมเกี่ยวกับเยาวชนกลุ่ม NEET ในประเทศไทย โดยศึกษาปัจจัยที่ทำให้เยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษาและตลาดแรงงาน จัดทำโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสนับสนุนโดยองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ระบุว่า มีเยาวชนอายุระหว่าง 15 – 24 ปีประมาณ 1.4 ล้านคน เป็นกลุ่ม NEET (หรือคิดเป็นร้อยละ 15  ของเยาวชนทั้งหมด) และยังพบว่า เยาวชนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 68) ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะหรือหางานทำ

อาทิตยา เพิ่มผล จาก Prachatai พามาคุยกับ 3 สาว พี่ฟ้า พี่กุ้ง พี่จ้อม จากฝ่ายการพัฒนาวัยรุ่นและการมีส่วนร่วม (Adolescent Development and Participation) องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ในประเด็น NEET และสิ่งที่เด็กและเยาวชน Need

ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ยุบหัวใจของชุมชน

นับตั้งแต่ปี 2557-2562 มีโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศถูกยุบไปแล้วกว่า 16,000 แห่ง สาเหตุส่วนใหญ่เพราะคนในชุมชนส่งลูกหลานเข้าไปเรียนในเมือง ทำให้ไม่มีนักเรียนตามมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ

ศิวกร มังคละคีรี จาก The Isaan Record จึงฉายให้เห็นภาพการยุบหัวใจของชุมชนด้วยการพาไปดูโรงเรียนบ้านทรัพย์ภูพานคำปลาหลายหนองผักแว่น อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ที่มีนักเรียนชั้นอนุบาลถึง ป.6 เพียง 15 คน ที่อาจจะต้องถูกยุบ

ระบบการศึกษา “ตาดีกา” ในการพัฒนาเด็กและเยาวชนในชุมชน 

กาตีนี มะมิง จาก Wartani นำเสนอในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีโรงเรียนตาดีกา จำนวน 2,038 แห่ง มีจำนวนนักเรียน 215,735 คน และมีจำนวนครูผู้สอน 6,467 คน โรงเรียนตาดีกาในปัจจุบัน ใช้หลักสูตรอิสลามศึกษาฟัรฎูอีนประจำมัสยิด พ.ศ.2548 จัดการเรียนการสอนเป็นระดับช่วงชั้น เรียนวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนวันธรรมดาเด็กจะเรียนสายสามัญในโรงเรียนระดับประถมศึกษาของรัฐบาล แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะเปิดสอนศาสนาในโรงเรียนระดับประถมแล้ว แต่ผู้ปกครองยังนิยมให้เด็กมุสลิมทุกคนเรียนตาดีกาอยู่ เพราะเป็นเรื่องการปฏิบัติตามหลักศาสนาและความเชื่อ

การเข้าถึงการศึกษาของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความแตกต่างจากพื้นที่อื่นในประเทศไทย เนื่องจากเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ประกอบด้วยผู้นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดวิถีชีวิตประจำวันที่แตกต่างกัน มีการใช้ภาษาทั้งไทยและมลายู ในด้านการศึกษาก็มีทั้งโรงเรียนตาดีกาและปอเนาะ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีบทบาทสำคัญมากต่อเด็กที่นี่และมีการปรับรูปแบบบางอย่างให้เข้ากับท้องถิ่น ซึ่งเป็นรูปแบบพหุวัฒนธรรมของผู้นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม เช่น การอ่านอัลกุรอานแบบกีรออาตีย์ โดยเน้นความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้ปฏิบัติศาสนกิจได้ถูกต้อง การแต่งกายที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตมุสลิม เป็นกระบวนการขัดเกลาทางสังคมเดิมทีแต่ละชุมชน ต่างฝ่ายต่างบริหาร ไม่มีการติดต่อประสานงาน หรือมีกิจกรรมร่วมกัน แต่ละชุมชนก็สอนกันไป ตามศักยภาพของแต่ละหมู่บ้าน คุณภาพการเรียนการสอนจึงต่างกัน เรามาลองฟังเสียงของผู้ที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนตาดีกา

โรงเรียนสอนพิเศษ = ความล้มเหลวของการศึกษา

หากจะพูดถึงการศึกษาไทย หลายคนในที่นี้คงจะมองถึงการเรียนที่โรงเรียน หลังจากเลิกเรียนบางคนก็กลับบ้าน บางคนไปช็อปปิ้งกับเพื่อน บางคนก็รีบวิ่งไปจองเก้าอี้ร้านเกม  แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ตัวผู้เขียนเชื่อว่า มันก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เด็กหลายๆ คนจะต้องเจอนั่นก็คือ “การเรียนพิเศษ” สำหรับการเรียนพิเศษมีทั้งการเรียนพิเศษแบบตัวต่อตัวกับติวเตอร์ หรือไปเรียนกับโรงเรียนกวดวิชาชื่อดัง 

ทุกคนก็คงน่าจะรู้กันอยู่แล้วว่า การเรียนพิเศษที่นอกเหนือจากการเรียนในระบบนั้น อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างช้านาน แล้วทำไมถึงยังมีโรงเรียนสอนพิเศษผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมากทั้งๆ ที่ตอนนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลายและครบวงจรมากกว่าในยุคก่อนหน้านี้ ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี ที่เด็กนักเรียนสมัยนี้ก็เข้าถึงได้ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา แต่ทำไมเด็กนักเรียนหลายคนยังต้องไปนั่งเรียนพิเศษทุกๆ วัน หลังเลิกเรียน ซ้ำทั้งวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ควรจะเป็นเวลาพักผ่อน แล้วทำไมยังจะต้องมาเรียนพิเศษเพิ่มเติมอีก กวีรพัชร์ เบ็ญจรูญ LOUDER จะพาทุกคนไปหาคำตอบ

หมายเหตุ : ผลงานชิ้นนี้อยู่ในโครงการ Journalism that Builds Bridges (JBB) สนับสนุนโดย สถานทูตเนเธอร์แลนด์ สถานทูตฟินแลนด์ สถานทูตนิวซีแลนด์ UNDP และ UNESCO

image_pdfimage_print