เรียกได้ว่า “สัปเหร่อ” หนังสัญชาติอีสานมีเสียงตอบรับจากคนไทยทั่วทุกภูมิภาคอย่างถล่มทลาย ทั้งที่หนังเริ่มฉายเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม จนถึงตอนนี้ไม่ถึง 20 วัน ทว่าสามารถกวาดรายได้ไปแล้วเกือบ 500 ล้านบาท และคาดว่าจะกวาดรายได้อย่างต่อเนื่อง 

ความสำเร็จของหนังครั้งนี้ทำให้ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เตรียมนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปอุดหนุนหนังถึงขอบจอห้างพารากอน  

The Isaan Record เกาะกระแสของหนัง โดยจับเข่าคุยกับ “โต้ง – สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” ผู้อำนวยการสร้าง ถึงที่มาที่ไปของการสร้างจักรวาลไทบ้าน รวมถึงการซ่อนนัยและสื่อความหมายในหนังที่อยากเห็นคนอีสานกลับคืนถิ่น

เคยคิดไหมว่า จะมีบรรยากาศคนแห่ไปดูหนังของจักรวาลไทบ้านมากขนาดนี้ 

ความจริงได้เห็นบรรยากาศแบบนี้ทุกครั้งที่หนังของจักรวาลไทบ้านเข้า แต่ส่วนมากเป็นในอีสาน ก็คือไทบ้านเดอะซีรีส์ภาคแรกเข้า โรงหนังในอีสานก็แตก จำได้ว่าช่วงนั้นโรงหนังแบบไฟฟ์สตาร์อยู่ทางมหาสารคาม และอุบลฯ ก็เล่าให้ฟังว่า โรงหนังจากไม่ดีเลย พอหนังไทบ้านเข้ากลายเป็นว่า ลืมตาอ้าปากได้ มีชีวิตชีวาขึ้น เพื่อนผมทำห้างอยู่ที่ จ.สุรินทร์ ก็โทรมาขอบคุณที่หนังขายดี สิ่งที่มาพร้อมกับหนังก็คือ ป็อบคอร์น เขาบอกว่าจากซบเซาก็ลืมตาอ้าปากได้เลย เราก็จะเห็นบรรยากาศแบบนี้ของหนังตระกูลไทบ้านทุกภาค จนมาถึงช่วงโควิดที่กระแสหนังซาไปบ้าง 

แต่ปรากฏการณ์โรงแตกทั่วประเทศรอบนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้เห็น ถ้าเป็นภาคแรกการฉายกรุงเทพฯ ย่านบางพลี บางกะปิ บางแค รังสิต โรงก็แตก แต่พอเข้าห้างพารากอน หรือห้างเอ็มบาสซี่ จะไม่ค่อยมีคน โหรงเหรงมาก แต่ว่ารอบนี้ถือว่าดี ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับในกรุงเทพฯ แต่สำหรับการตอบรับของคนอีสาน ซึ่งดีอยู่แล้วปรากฏว่าดีกว่าเก่ามาก 

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้อำนวยการสร้างจักรวาลไทบ้าน เครดิตภาพ Siripong Angkasakulkiat

ตั้งแต่ฉายหนังจักรวาลไทบ้านภาคแรกจนถึงตอนนี้ แฟนคลับของไทบ้านเดอะซีรีส์เป็นคนอีสานหรือเป็นใคร 

มีความหลากหลาย ตอนแรกก็เริ่มจากคนอีสานก่อน หลังจากนั้นคนอีสานน่าจะชวนเพื่อนไปดู พอเพื่อนไปดูเพื่อนก็ชอบก็เริ่มเป็นกระแสแบบปากต่อปาก จากนั้นก็เริ่มมีบรรดาเพจหนัง อินฟลูเอ็นเซอร์ต่างๆ หรือว่าคนในแวดวงรีวิว ผมมองว่า รอบนี้มันไม่ใช่เฉพาะคนอยู่ในวงการหนังอย่างเดียว ผมเห็นคอลัมนิสต์ ข่าวสังคม ข่าวการเมืองก็แชร์หมด พอแชร์ ผมคิดว่า มันขยายออกไป กลายเป็นว่าจากแฟนคลับกลุ่มเก่าๆ ที่ชอบดูหนังอีสาน ตอนนี้กลายเป็นว่า หลากหลายทั่วไป หมอผีก็ยังไปดู

มีกระแสว่า พลังของหนังสัปเหร่อกู้หน้าคนอีสานที่ก่อนหน้านี้ในสื่อกระแสหลักมักทำให้คนอีสานเล่นเป็นตัวตลก หรือไม่ก็คนขับรถแท็กซี่ เป็นคนด้อยการศึกษา แต่คราวนี้แตกต่าง 

ที่ผ่านมาเราอาจจะเห็นหนังไทยหลายเรื่องที่คิดว่า ตัวละครอีสานเป็นตัวละครที่ตลก ซึ่งก็ต้องเรียนว่า ที่จริงมันก็เป็นธรรมชาติของคนอีสานที่เป็นคนชอบความสนุกสนาน ดูในหนังของไทบ้านหรือสัปเหร่อก็จะเห็นว่า คนอีสานเป็นคนสนุก แต่ที่ผ่านมาเราอาจจะได้เห็นมุมมองที่เขาใส่อะไรที่มันเกินจริง คือ ด้วยความที่ว่าเขาอยากทำหนังให้มันตลกเขาก็แต่งตัวให้มันน่าเกลียด ให้คนดูแล้วอยากหัวเราะ หรือทำอะไรที่ดูจนเกินไป โง่เกินไป มันก็เลยกลายเป็นว่าอาจจะไม่อิน

ความจริงแล้วก็มีหนังที่พูดอีสานแล้วทำเงินได้มันก็มี ทำในมุมที่อีสานไม่ใช่ตัวตลกก็มี ยกตัวอย่างเช่น นาคี หรือที่จริงมันก็เหมือนหลายเรื่อง เช่น ปัญญาเรณู ฮักบี้บ้านบาก เพียงแต่ว่าหนังเหล่านั้นมันอาจจะเป็นเชิงหนังเด็ก หรือว่าหนังอิงประวัติศาสตร์ แต่สัปเหร่อหรือไทบ้านเดอะซีรีส์มันเป็นหนังรุ่นราวคราวเดียวกัน เป็นสังคมที่มันไม่ได้สะท้อนมุมใดมุมหนึ่ง แต่สะท้อนสังคมที่พวกเราอยู่ มีทั้งในเมือง มีทั้งนอกเมือง มันผสมผสานกัน 

หนังของจักรวาลไทบ้านทุกเรื่อง เวลาคนดูเขาจะพูดอยู่คำเดียว คิดถึงบ้าน อยากกลับบ้าน นี่แหล่ะตัวฉัน แล้วด้วยความที่ว่า “ไทบ้าน” ไม่ได้ใช้นักแสดงที่เป็นคนมีชื่อเสียง เวลาดูก็รู้สึกเหมือนว่า ดูเพื่อนเล่นหนัง ไม่ได้รู้สึกว่าแตะไม่ถึง จับไม่ได้ 

สิ่งที่ซ่อนอยู่ในหนังตั้งแต่ภาคแรกถึงภาคล่าสุด คนอำนวยการสร้างหรือคนที่สร้างหนังจักรวาลต้องการทำให้คนอีสานที่ไปทำงานต่างถิ่นคิดถึงบ้าน อยากกลับบ้านไหม 

เป็นโจทย์แรกๆ ที่เรานั่งคุยกัน เรานั่งคุยกันว่า หนังนอกจากความสนุกมันต้องแฝงอะไรๆ ผมให้โจทย์เขาไปก็คือว่า อยากให้ถ่ายทำในศรีสะเกษ อยากให้มีสอดแทรกอะไรที่เป็นศรีสะเกษเข้าไป เพราะผมคิดว่า ถ้าคนดูแล้วอยากมาเที่ยวศรีสะเกษผมก็ได้กำไร ถ้าคนดูแล้วอยากกลับบ้าน ผมก็คิดว่ามันสร้างสำนึกรักบ้านเกิดให้เขาได้ ผมเชื่อว่าจังหวัดมันจะพัฒนาได้อันดับแรกคนต้องรักจังหวัดก่อน คนต้องรู้สึกว่า ถ้าวันหนึ่งฉันประสบความสำเร็จ ฉันอยากกลับบ้าน ฉันอยากมาทำบ้านของฉัน ถ้าแบบนี้จังหวัดมันจะพัฒนาได้ 

ผมดีใจมาก เพราะภาคแรกเขาใส่ห้างซุ่นเฮงที่เป็นห้างเก่าแก่ในศรีสะเกษเข้าไปในหนังก็ปรากฏว่า คนดูบอกว่านี่ไงห้างซุ่นเฮง ทำให้คิดถึงบ้าน เดี๋ยวกูจะกลับบ้าน ผมคิดว่า พอมันเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงหนังสัปเหร่อมันทำให้คนอีสานมีความรู้สึกว่า การไม่ได้กลับบ้านนานๆ เขาอยากกลับบ้าน เขาคิดถึงบ้าน โดยเฉพาะฉากของสัปเหร่อศักดิ์ กับเจิด มันก็จะทำให้คนเราคิดถึงครอบครัวมากขึ้น คิดถึงพ่อแม่มากขึ้น 

พอหนังซ่อนนัยว่า “อยากให้คนอีสานกลับบ้าน” แต่ก็มีคำถามว่า กลับมาแล้วจะทำอะไร เพราะอีสานมันไม่มีงานทำ อันนี้จะเป็นภาคต่อของหนังไหม 

เขานำเสนอก็คือวิถีชีวิต สังเกตดูว่า หนังไทบ้านไม่ได้สอนให้เป็นคนรวย แต่สอนให้ใช้ชีวิต แน่นอนทุกคนอยากรวย แต่สิ่งที่หนังไทบ้านสอน หนังสัปเหร่อสอน คือ เราไปขวนขวายไปไขว่คว้า ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันไม่ได้แปลว่า ทุกคนประสบความสำเร็จหมด ป่อง (ตัวละครในหนังสัปเหร่อ) เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะทำอะไรก็เจ๊ง แต่ป่องก็อยู่ได้ หนังสอนเกี่ยวกับการใช้ชีวิต หรือแม้แต่บทบาทของเฮิร์บ (ตัวละครในหนังสัปเหร่อ) ก็ไม่ได้รวย แต่ก็ค่อยๆ ขายของอยู่ในชุมชนไป เราไม่ใช่หนังประเภทแนวสอนลงทุน ไม่ใช่แบบนั้น เป็นหนังแบบใช้ชีวิต

ตอนที่คนรุ่นใหม่นำบทหนังมาให้ดู ทำไมถึงกล้าลงทุนกับคนกลุ่มนี้ 

ผมดูทีเซอร์ที่เขานำมาเสนอแล้วชอบ ผมว่ามันสนุกดี อันดับแรกอยากลองทำเล่นๆ คือ หนังเขาไม่เครียด ผมเห็นคนหลายคนทำหนังออกมาก็อินดี้เกิน บางคนก็ดาร์กมาก บางคนก็ใช้หัวคิดหลายชั้น แต่พอดูอันนี้ผมก็คิดว่ามันดูง่าย มันดูสนุก มันน่าสนุก 

สอง คือ หลังจากผมดูหนังแล้ว ผมเคยได้ลองให้เขาทำงานด้วยการทำหนังโฆษณาจังหวัดเขาก็ทำออกมาได้ดี ปกติผมเป็นคนชอบทำหนังสั้นอยู่แล้ว ตอนผมเริ่มทำธุรกิจประมาณ 7-8 ปีก่อนผมอยากทำหนังโฆษณากีฬาจังหวัด ผมก็จ้างเด็กแถวบ้านให้ทำสั้นๆ แล้วปรากฎว่าเนื้อหามันได้  

ระหว่างนั้นก็มีหลายบริษัท บางบริษัทก็อยู่เมืองใหญ่มาเสนอขายงานก็ไม่ตอบโจทย์ แต่ทีมนี้ทำแล้วเราดูแล้วเราอมยิ้ม ต่อให้ขัดใจนิดๆ ก็ไม่เป็นไร รับได้ และสามพวกเขาได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า รู้แนวทางตลาด เพราะผมเคยให้เขาโพสต์สเตตัสบนเฟซบุ๊กคำว่า “อกหักแต่บอกเมียไม่ได้” แล้วปรากฎว่า ภายใน 10 นาที มีคนไลค์ถึง 7,000 แถมแชร์อีก 3,000 ครั้ง 

ผมก็เลยคิดว่า มันเป็นของแท้ มันน่าลอง คุ้มที่จะเสี่ยง ต้องยอมรับว่า ทำหนังมันเป็นธุรกิจ ลงทุนไปก่อน ไปวัดดวงเอาข้างหน้า ไม่รู้ว่าจะเจ๊งหรือไม่เจ๊ง เพราะสปอนเซอร์ไม่เข้า ผมก็คิดแค่ว่า ถ้าขาดทุน 2 ล้านบาท เสียได้ ไม่เป็นไร ไอ้ผมก็ไม่ใช่เงินเยอะประเภทว่า จะเอาเงินล้านสองล้านไปเผาไฟทิ้ง แต่ก็คิดว่า ไม่ถึงกับเดือดร้อน ถ้าเราเสียเงินก้อนนี้ ก็ถือว่าโฆษณา จ.ศรีสะเกษ 

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้อำนวยการสร้างจักรวาลไทบ้าน เครดิตภาพ Siripong Angkasakulkiat 

ปกติการลงทุนทำหนังจะเป็นนายทุนกรุงเทพฯ ทำไมถึงกล้าแหกคอกให้ทุน 2 ล้านบาทไปทำหนัง 

เด็กๆ กลุ่มนี้เขาทำให้ผมเชื่อว่า มันคุ้มถ้าจะให้โอกาส คือ ผมดูแล้วเหมือนกับว่า เขามีฝันของเขา ผมเข้าใจว่าทุกคนมีฝัน แต่ฝันของแต่ละคนมันอาจจะต่างกัน บางคนอาจจะคิดว่า ทำหนังของตัวเองสักเรื่องเก็บเอาไว้เป็นเกียรติประวัติ หรือบางคนอาจจะคิดว่า ทำหนังให้บ้านเกิดเมืองนอนตัวเอง แต่คนกลุ่มนี้อยากทำหนังที่สะท้อนสภาพชีวิตความเป็นอยู่ แล้วมันอยากจะทำหนังประเภทแบบเดียวกันกับที่เราอยากทำ ก็เลยให้ทำ

ไทบ้านภาคล่าสุดคุณสนับสนุนงบประมาณมากน้อยแค่ไหน  

ไม่ได้สนับสนุนครับ คือ อย่างนี้ ตั้งแต่ภาคแรก ที่ผมสนับสนุนไป ตอนแรกก็คุยกันว่า ถ้าหนังขาดทุนผมไม่ว่ากัน แต่ถ้าหนังได้กำไร ต้องเอาทุนมาคืนแล้วเอากำไรมาแบ่งกัน ปรากฎว่า ภาคแรกขายได้ประมาณ 40 ล้าน วันที่เด็กๆ เอาเงินมาคืน ผมก็พูดตามตรงว่า ตอนแรกก็คุยกันว่า จะแบ่งกันอย่างไร แต่ผมก็เอาเงินเขาไม่ลง 

ผมเลยบอกว่า เดี๋ยวกูเอาเงินคืน เอาเท่าทุน ที่เหลือพวกแกเอาไปสร้างอนาคตก็บอกแบบนี้ หลังจากนั้นมา เงินกำไรจากภาคแรกก็นำมาตั้งเป็นบริษัทเซิ้ง เพื่อทำเพลง บริษัทก็เดินไปได้ 

ผมคิดว่า อันดับแรก ถ้ามีเงินก็ไม่ต้องลำบากเรา ถ้าไม่มีเงินตอนไหนลำบากผมตลอด จากวันนั้นถึงวันนี้ก็เดินทางมา 6 ปี ส่วนมากก็เป็นความสัมพันธ์แบบเป็นพ่อลูก มีเงินก็ไม่มาหา ถ้าวันไหนไม่มีเงินก็บอกว่า “เฮีย ขอยืมหน่อย” ก็ผูกพันกันมา  

ตอนหลังก็บอกว่า เฮียขอยืมตังค์ทำหนังต่อหน่อย ผมก็บอกว่าโอ้ย กูก็ไม่ไหวแล้ว กูก็หนักเหมือนกัน จนมีนายทุนเป็นโรงหนังมาเป็นหุ้นส่วน อันนั้นเป็นเรื่องธุรกิจของเขาแล้ว การยืมเงินผมอาจจะไม่เสียดอก ยืมเงินเขาก็อาจจะเสียดอกถูก หรืออาจจะไม่เอาดอก แต่วันนี้เขาคงไม่เอาดอกแล้ว เพราะกำไรเยอะ (หัวเราะ) ดังนั้นตอนหลังๆ เป็นเรื่องธุรกิจร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมก็ไม่ได้ไปลงทุนกับเขา  

กระแสของหนังสัปเหร่อดูเหมือนจะเปลี่ยนวงการภาพยนตร์ไทยไปเลย หลังจากนี้ทีมจักรวาลไทบ้านจะทำอย่างไรต่อ

ก็ทำหนังต่อ เราวางโครงเรื่องทั้งหมดไว้นานแล้ว โดยวางเอาไว้ว่า มันจะเป็นจักรวาลเมื่อ 5-6 ปีก่อน เพลงยื้อ ซึ่งเป็นเพลงประกอบหนังสัปเหร่อความจริงก็ทำเสร็จเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ทำไทบ้าน 2.2 ความจริงเส้นเรื่องบอกว่า จะมีผี เราก็คิดตั้งแต่ทำภาค 1 เสร็จ และตอนจบของเรื่องสัปเหร่อที่ป่องพูดเรื่องร้านลาบอยู่ญี่ปุ่น อันนี้ผมก็เคยพูดไว้ตั้งแต่ 5-6 ปีก่อนว่า จะเป็นแบบนี้ 

ป่องจะไปเปิดร้านลาบอยู่ญี่ปุ่น?

หนังป่องพูดแบบนั้นในหนัง ปกติเราก็จะปูเรื่องไว้อยู่แล้ว ต่อไปก็น่าจะเป็นเรื่องของคนอีสานตะลุยญี่ปุ่น ทำนองนี้ 

คิดว่า หนังเรื่องนี้จะเป็น soft power นำมาสู่การเปลี่ยนทัศนคติคนที่คิดว่า คนอีสานโง่ จน เจ็บ ได้ไหม

แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน เพราะคำว่า soft power มันไม่ได้หมายความว่าอะไรที่ไปบังคับคน แต่อะไรที่คนดูแล้วรู้สึกว่า อยากจะดู อยากจะค้นหา อันนี้คือ soft power เราก็คงจะสอดแทรกเรื่องเหล่านี้ลงไป แต่สุดท้ายแล้วมันจะทำได้หรือไม่ได้ มันแล้วแต่คนดู เหมือนกับคนวิจารณ์สัปเหร่อ 10 คนพูดว่าดีหมด สนุกหมด ก็จะมีอยู่ 3-4 คนมาพูดบอกว่าไม่ชอบ ไม่รู้เรื่อง หนังอะไรก็ไม่รู้ มันธรรมดา ผมเชื่อว่า สังคมต่างหากจะเป็นคนบอกว่า คนอีสานไม่ใช่ โง่ จน เจ็บ สังคมต่างหากจะเป็นคนบอกว่าคนอีสานมีความสามารถ ไม่ใช่ด้วยตัวหนัง

ได้รับสัญญาณจากรัฐบาลไหมว่า ในอนาคตอาจจะส่งเสริมให้จักรวาลไทบ้านทำหนังอีก 

ผมก็ได้ยินว่า รัฐบาลอยากจะส่งเสริมอุตสาหกรรมหนัง แต่เริ่มต้นแบบไหนยังไม่ชัด เขาตั้งคณะกรรมการซอฟท์พาวเวอร์ขึ้นมา 7 ด้าน ตอนนี้ก็ได้รับแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอยากไปดู หลังจากนั้นก็ได้รับการติดต่อมาจากสำนักนายกรัฐมนตรีว่านายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรีทั้งคณะจะไปดู 

แล้วก็ได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่ในรัฐบาลว่า จะเริ่มต้นสนับสนุนหนังอย่างจริงจัง อาจจะเริ่มต้นจากหนังไม่ใช่ค่ายใหญ่ก่อนและยังบอกว่า อยากจะส่งหนังสัปเหร่อไปประกวดเมืองนอก

พอหนังสร้างรายได้ถล่มทลายขนาดนี้ การจะสร้างหนังในอนาคตทีมงานจะกดดันไหม

มันเทียบกันไม่ได้ เพราะหนังคนละแนว หนังมันคนละแบบ สัปเหร่อเป็นหนังผี หนังเรื่องไอ้ป่อง มันไม่ใช่หนังผี ต้องยอมรับว่า หนังสัปเหร่อเอาท่าไม้ตายมาใช้แล้ว คือ ดึงคนหัวเราะสุด ร้องไห้ได้สุด ภาคต่อไปมันก็อาจจะหัวเราะได้ ร้องไห้สุดไหม อันนี้ไม่มั่นใจ อาจจะร้องไห้สุดได้แต่อาจจะเป็นคนละมุม 

เสน่ห์ของหนังอย่างหนึ่ง คือ พูดภาษาอีสานทั้งเรื่อง ถือเป็นโจทย์ตั้งแต่แรกในการสนับสนุนทุนสร้างหรือไม่

ไม่ใช่โจทย์ แต่มันเป็นแนวทางที่เขาอยากทำ ไม่ใช่โจทย์จากใครทั้งสิ้น แต่ว่าเป็นแนวทางของเด็กๆ เขาอยากทำ แล้วเราชอบ ก็เลยทำกับเขาเท่านั้น ไม่ใช่เป็นแนวทางว่า ทำหนังอีสานให้ดูหน่อย ไม่ใช่ 

ตอนนำเสนอบทหนังแรกๆ ทีมงานบอกไหมว่า ทำไมถึงเป็นหนังอีสาน ทั้งๆ ที่หนังส่วนใหญ่จากสื่อกระแสหลักใช้ภาษากลาง เขาอธิบายไหมว่า ทำไมต้องเป็นภาษาอีสาน 

เขาเป็นคนอีสานจะให้เขาไปทำหนังภาคกลางก็ไม่แข็งแรง จะให้ด้งเด้ง (ณัฐวุฒิ แสนยะบุตร นักแสดงสัปเหร่อ) พูดภาษากลางก็คงไม่คล่อง ถ้าภาษากลางไม่แข็งแรง เราจะไปสู้เขาได้อย่างไร เหมือนกับคนไทยไปทำหนังฝรั่งก็ไม่รอด 

อันดับแรก ถ้าเราจะทำอะไรให้ดี เราต้องทำสิ่งที่เราถนัดสุด เราพูดอีสาน วิถีชีวิต คือ อีสาน มันจึงจะออกมาดี ถ้าเราไปพูดภาษาภาคกลางเหมือนเขา ก็สู้เขาไม่ได้ ภาพที่ก็จะกลายเป็น โง่ จน เจ็บ เพราะเราพูดไทยไม่ชัด ให้ด้งเด้ง ตาต้าร์ (ชาติชาย ชินศรี นักแสดงสัปเหร่อ) พูดภาษากลางคนก็จะหัวเราะ พอพูดอีสานคนก็คิดว่า เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้มีอะไรแปลกประหลาด 

การที่หนังประสบความสำเร็จเป็นเรื่องพิสูจน์หรือไม่ว่า คนอีสานก็ทำได้และเป็นอธิบายได้ไหมว่า คนต่างจังหวัดต้องการกระจายอำนาจ  

ทำให้เห็นว่า ใครก็ทำได้ ส่วนจะไปได้ไกลแค่ไหนก็แล้วแต่คน อีกประเด็นที่สำคัญคือ คุณผ่านประสบการณ์อะไรมาบ้าง ผมเชื่อกว่าเรื่องภูมิภาค คือ คอนเทนต์ของหนัง สิ่งที่หนังนำเสนอ ผมเชื่อเรื่องนั้นมากกว่า แต่แน่นอนว่าภาคอีสานเป็นภาคที่มีประชากรมาก ก็เป็นกลุ่มตลาดที่เราคิดว่า เราอยากนำเสนอ เพราะรู้ว่าลูกค้าเป็นคนอีสาน สุดท้ายถ้าคอนเทนต์ไม่ดี คนบ้านเดียวกันเขาก็ไม่ดู ผมยกตัวอย่างว่าหนังอีสานผลิตเยอะมาก แล้วก็เจ๊งเยอะด้วย ไม่ใช่เขาไม่ให้โอกาส เขาให้โอกาส แต่คอนเทนต์หนังไม่ได้ ก็ไปไม่ได้ ดังนั้นผมคิดว่ามันอยู่ที่คอนเทนต์มากกว่า

image_pdfimage_print