ร่วมสัปดาห์แล้วที่น้ำป่าไหลจากจังหวัดอุดรธานีและเทือกเขาภูพาน ทำให้มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำถึงวันละ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร เกินปริมาณความจุของ ‘เขื่อนลำปาว’ ที่ตั้งอยู่ ณ จังหวัดกาฬสินธุ์ ไปมากถึงร้-อยละ 101 จากขีดความจุน้ำทั้งหมด 1,980 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อน้ำจะเต็มเขื่อนก็ต้องระบายน้ำออกถึงวันละ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร จนปัจจุบันนี้หลายพื้นที่เจออุทกภัยอย่างหนักหน่วง กลายเป็นพื้นที่ภัยพิบัติแล้วถึง 12 อำเภอ และอีก 83 ตำบล

ท่ามกลางภัยพิบัติและน้ำท่วมขัง วันที่ 8 ตุลาคม 2566 ไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วิรัช พิมพะนิตย์ พลากร พิมพะนิตย์ ทินพล ศรีธเรศ ประเสริฐ บุญเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาฬสินธุ์ และ นิคม บุญวิเศษ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ประชุมรับฟังสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำปาว ณ ห้องประชุมเอนกประสงค์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ก็ยังมีข้อสรุปการแก้ไขปัญหาระยะยาวเพียงการหาเปลี่ยนทางน้ำ เช่น โครงการอุโมงค์ระบายแม่น้ำมูลออกสู่แม่น้ำโขง และ โครงการสร้างบายพาสแม่น้ำชี-มูล

แม้ว่าทั้งสองโครงการผันน้ำขนาดใหญ่นี้จะยังมีพื้นที่ให้ถกเถียงอีกมากถึงความเหมาะสม แต่การแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งที่กำลังมาถึงอย่าง “เกณฑ์ปฏิบัติการน้ำแบบพลวัต” หรือ DOC ในการจัดการเขื่อนตั้งแต่ปี 2562 กลับยิ่งซ้ำปัญหาให้หนักลงกว่าเดิม สะท้อนได้จากปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น ณ เขื่อนลำปาว และอาจรวมถึงเขื่อนอื่นๆ ที่ไม่ได้ตอบโจทย์การใช้งานอีกต่อไป จึงทำให้ความผิดพลาดในการบริหารจัดการน้ำอย่างร้ายแรงเช่นนี้ไม่ถูกพูดถึงเท่าโครงการผันแม่น้ำที่รัฐบาลนำไปพูดทุกแห่งหนบนแผ่นดินอีสาน

หากรัฐบาลยังตีโจทย์การจัดการน้ำและเขื่อนไม่แตก จะปีนี้หรือปีหน้าปัญหาในที่ลุ่มก็อาจต้องแก้ไขกันใต้ระดับน้ำตามเดิม

เขื่อนลำปาว และเกณฑ์ปฏิบัติการน้ำแบบพลวัต

เขื่อนลำปาวสร้างเสร็จในปี 2511 ซึ่งเป็นยุคสมัยของการสร้างเขื่อนจำนวนมาก ข้อมูลบนเว็บไซต์ของกรมชลประทานระบุว่า เขื่อนลำปาวถูกสร้างมาเพื่อบรรเทาอุทกภัยและปัญหาทางการเกษตรโดยเฉพาะ 

วันที่ 27 กรกฎาคม 2566 เป็นวันแรกของปีที่ระดับน้ำในเขื่อนลำปาวทะลุเกินเส้นควบคุมตอนบน (Upper Rule Curve: URC) หรือหมายความว่าระดับน้ำกำลังมากเกินกว่าที่เขื่อนควรจะรับ และอาจเป็นอันตรายต่อโครงสร้างของเขื่อนได้ ซึ่ง สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) เคยกล่าวไว้ว่า ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป สนทช. จะใช้เกณฑ์ปฏิบัติการน้ำแบบพลวัต (Dynamic Operation Curve: DOC) เสริมจากการใช้ URC และเกณฑ์เส้นควบคุมตัวล่าง (Lower Rule Curve: LRC) เพียงอย่างเดียว โดย DOC จะเป็นกรอบบริหารสถานการณ์น้ำที่คำนึงมากกว่าแค่ปริมาณน้ำในตัวเขื่อนเพียงลำพัง แต่ต้องบริหารจัดการน้ำท้ายเขื่อน ดูผลกระทบ คาดคะเนโอกาสของฝน และน้ำที่จะไหลกลับลงไปในเขื่อน รวมถึงการทำอย่างไรให้สามารถกักเก็บน้ำในเขื่อนได้มากที่สุดก่อนสิ้นฤดูฝน

อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ DOC เป็นกรอบที่ถูกประกาศใช้เมื่อปี 2564 หลังเขื่อนหลายแห่งในประเทศไทยประสบปัญหาน้ำล้นเกินจนเสี่ยงต่ออุทกภัยใหญ่ และปัญหาระดับโลกอย่างการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทำให้การใช้เขื่อนเป็นเครื่องมือหลักในการจัดการน้ำไม่ได้ผล ทว่าผ่านมาเพียงสองปี เกณฑ์ DOC ก็ยังไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการจัดการน้ำแบบใหม่จะได้ผลอย่างไร เมื่อเขื่อนลำปาวกลายเป็นปัญหาหลักในการปล่อยระดับน้ำปริมาณมหาศาลลงแม่น้ำชีทุกวัน จนปัจจุบัน จ.ร้อยเอ็ด แทบจะจมบาดาล

การบริหารจัดการน้ำแบบ DOC เขื่อนลำปาวใช้เวลา 2 ปีเพียงเพื่อที่จะสอบตกในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยเดือนตุลาคม 2566 สังเกตได้จากในวันที่ 13 ตุลาคม 2566 เขื่อนลำปาวระบายน้ำออกถึง 32.28 ล้านลูกบาศก์เมตร เกือบเป็นการระบายน้ำที่สูงที่สุดในรอบปี ถ้าไม่นับการระบายน้ำครั้งใหญ่ช่วงต้นเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน ตามมาด้วยการระบายน้ำอีก 31.91 ล้านลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 14 ตุลาคม 2566 ซึ่งตรงกับการรายงานข่าวของสนามข่าวเสาร์-อาทิตย์ ช่อง 7 ที่ระบุว่า วันที่ 15 ตุลาคม 2566 ระดับแม่น้ำชี วัดที่สถานีบ้านม่วงลาด อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด อยู่ที่ระดับ 12.35 เมตร สูงกว่าตลิ่งถึง 0.75 เมตร 

ระดับน้ำที่สูงขึ้นจากการที่เขื่อนตัดสินใจระบายน้ำสู่แม่น้ำชี ทำให้น้ำท่วม 82 ตำบล และอีก 12 อำเภอ ส่งผลให้พื้นที่เกษตรเสียหายกว่า 79,696 ไร่ เช่น ต.เชียงขวัญ อ.เชียงขวัญ ที่มีบ้านถึง 76 ครัวเรือนแทบจะจมอยู่ใต้น้ำ โดยน้ำท่วมสูงสุดถึงหนึ่งเมตร

การมีเขื่อนลำปาวอยู่ตรงนั้นจึงเป็นเหมือนสลักระเบิดที่รอซ้ำปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ทุกปี การตัดสินใจระบายน้ำออกมากน้อยเพียงใดย่อมส่งผลกระทบต่อทุกครัวเรือนในบริเวณนั้น โดยเฉพาะครัวเรือนที่ตั้งอยู่ก่อนการสร้างเขื่อนในปี 2511

ไม่พลวัตกับน้ำแต่พลวัตกับปัญหา ถ้ายังไม่ยอมแก้ไขให้ถูกจุด

สถานการณ์น้ำล้นเขื่อนจนทำให้ต้องปล่อยน้ำลงสู่แม่น้ำชีแล้วท่วมบ้านเรือนประชาชนไม่ได้เพิ่งเกิด แต่เคยถูกยอมรับเอาไว้เมื่อปี 2563 ใน ‘เอกสารเผยแพร่ผลงาน เรื่อง การบริหารน้ำในอ่างเก็บน้ำลำปาวด้วยเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำแบบพลวัต’ ของกรมชลทาน สรุปใจความได้ว่า ปี 2561 ไม่สามารถพร่องน้ำจากเขื่อนลำปาวได้ เนื่องจากจะสร้างผลกระทบหนักให้แก่ท้ายเขื่อนลำปาว สองฝั่งแม่น้ำลำปาว และแม่น้ำชี ซึ่งอาจจะยาวไปจนถึงแม่น้ำมูลด้วย

ถัดมาในปี 2562 แม่น้ำชีเอ่อสูงจนท่วมครัวเรือนอีกครั้งเนื่องจากพายุโพดุลและพายุคาจิก ส่งผลให้บ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรบริเวณท้ายนเขื่อนลำปาวเสียหายถึง 5 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.ยางตลาด อ.กมลาไสย อ.ร่องคำ และ อ.ฆ้องชัย มีพื้นที่การเกษตรถูกน้ำท่วมคิดเป็น 96,344 ไร่ หรือคิดเป็นปริมาณน้ำในทุ่งถึง 216 ล้านลูกบาศก์เมตร

สิ่งเหล่านี้ดูเป็นปัญหาขนาดใหญ่ที่รัฐควรให้ความสนใจ การปล่อยน้ำลงท่วมพื้นที่เดิมซ้ำๆ ดูจะห่างไกลกับความว่า “พลวัต” เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการกล่าวว่าเกณฑ์ใหม่เช่นนี้มุ่งดูผลกระทบและการบริหารพื้นที่ท้ายเขื่อนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามงานศึกษาของกรมชลประทานระบุว่า 

“ปัญหาที่สำคัญที่พบในปี 2562 คือ หลังจากทำการพร่องน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำไปแล้ว ปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำในภายหลังมีปริมาณน้อยกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้มาก จึงเป็นการเสียโอกาสในการเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในฤดูแล้ง หรือหากมองในด้านของผลกระทบต่อประชาชน ปริมาณน้ำที่ระบายออกได้สร้างความเดือดร้อนไปแล้ว แต่ไม่มีน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำตามที่คาดการณ์ไว้ อาจจะได้รับการตำนิจากผู้เกี่ยวข้อง จึงต้องมีการคิดวิเคราะห์พิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบด้านก่อนที่จะระบายน้ำออกไป”

ประโยคข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า การกักน้ำให้พอกับหน้าแล้งที่คาดเดาไม่ได้มากขึ้นเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดของแนวคิดในการบริหารจัดการน้ำแบบไทยๆ สวนทางการวิธีปฏิบัติของการจัดการน้ำแบบ DOC ที่บังคับให้มองปัจจัย ผลกระทบ และตัวแปรอื่นๆ นอกเหนือกว่าการมองแค่ URC และ LRC ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่ารัฐไทยไม่ได้มองการปล่อยน้ำของเขื่อนเป็นปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่แม่น้ำโขง แม่น้ำชี หรือแม่น้ำมูล ที่สมควรถูกจัดการใหม่

ดังนั้น เกณฑ์ DOC ที่มีเป้าใหญ่สองเป้านั้นต่างล้มเหลวทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นการป้องกันปัญหาอุทกภัยบริเวณท้ายเขื่อนดังที่เกิดกับเขื่อนลำปาวหลายปีที่ผ่านมา และเป้าหมายในการกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้ในฤดูแล้ง ดังที่ช่วงปี 2563 มีหลายภาพข่าวของภัยแล้งหนักที่สุดในรอบ 40 ปี หรือเค้าลางของปรากฎการณ์เอลนีโญ ที่มีแต่เสียงบอกให้เกษตรกรปรับการปลูกพืชและวิถีไร่นา

ทั้งหมดนี้กำลังแสดงว่าเขื่อนไม่ใช่คำตอบของโลกปัจจุบัน ล้มเหลวทั้งการจัดการความแล้งและการป้องกันอุทกภัย รวมถึงอาจจะเป็นต้นตอปัญหาสำคัญที่รัฐไทยไม่กล้าเผชิญหน้าความจริงว่าเขื่อนจำเป็นต้องถูกจัดการใหม่อย่างจริงจัง การหันเหความสนใจไปเปลี่ยนแปลงแม่น้ำ ผันลำน้ำตามธรรมชาติให้บ่ายเบี่ยงไปจากเดิม จึงไม่ใช่ทางออกของวิกฤติน้ำท่วมอีสานที่แท้จริงได้ และอาจจะยิ่งซ้ำให้วิกฤติบ้านเฮาทุกวันนี้เลวร้ายลงกว่าเดิมในอีกชั่วอายุคนหน้า

ที่มา:

  1. 2 เขื่อนใหญ่อีสานระบายน้ำ กระทบร้อยเอ็ด ชุมชนลุ่มต่ำเจอน้ำท่วมขยายวงกว้าง. (2566). ไทยรัฐ. จาก thairath.co.th 
  2. รมช.เกษตร ติดตามสถานการณ์ ‘เขื่อนลำปาว’ น้ำเกินความจุ – เปิดทางพร่องน้ำ. (2566). คมชัดลึก. จาก komchadluek.net
  3. โปรแกรมคาดการณ์ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ. กรมชลประทาน. จาก lsim.rid.go.th 
  4. เครื่องมือใหม่ควบคุมระดับน้ำเขื่อน หวังผลสูงสุดตรงจุดเสถียรภาพน้ำ. (2564). ผู้จัดการออนไลน์. mgronline.com 
  5. แม่น้ำชี เอ่อท่วม 76 ครัวเรือน ลุ่มต่ำริมน้ำ จ.ร้อยเอ็ด. ช่อง 7. จาก news.ch7.com 
  6. ประยูร เย็นใจ. (2563). เอกสารเผยแพร่ผลงาน เรื่อง การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำลำปาว ด้วยเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำแบบพลวัต. กรมชลประทาน. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. จาก water.rid.go.th
  7. ไทยแล้งสุดรอบ 40ปี! เหนือ-อีสาน แล้งหนัก – 14 เขื่อนใหญ่ ‘วิกฤต’ เหลือน้ำใช้การน้อย : BIG STORY. (2563). กรุงเทพธุรกิจ. จาก bangkokbiznews.com 
  8. เอลนีโญใกล้เข้ามา ฝนตกน้อย เตือนเกษตรกรปรับการเพาะปลูก ก่อนเจ็บหนัก. (2566). ไทยรัฐ. จาก thairath.co.th 
image_pdfimage_print