“ถ้าพูดจริงๆ ในช่วงอายุ 50 ปี เรากำลังจะเป็นขาลงของวงการนักแสดง แต่มันเหมือนมีพลังบางอย่างผลักให้เรามีกำลังใจในการทำงานต่อไป ซึ่งพอทำแล้วมันก็ได้รับการตอบรับที่ค่อนข้างดี เพื่อนๆ ที่อยู่ในวงการละครเวทีด้วยกัน ก็เหมือนจะแฮปปี้ที่มีคนหันมาเห็นคนละครเวทีมากขึ้น”

นี่คือคำพูดของของเอี้ยง – สวนีย์ อุทุมมา ซึ่งกล่าวเคล้าเสียงหัวเราะอย่างออกรสออกชาติ เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงหลักจากภาพยนตร์เรื่อง “ร่างทรง” ภาพยนตร์แห่งยุคที่กวาดรายได้อย่างถล่มทลายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยค่ายหนังยักษ์ใหญ่อย่าง GDH สวนีย์ให้สัมภาษณ์อย่างมีนัยถึงเส้นทางชีวิตของตัวเองก่อนกระเถิบก้าวเข้าสู่วงการละครอย่างเต็มตัว จากผู้กำกับหลังม่านสู่นักแสดงผู้สร้างตำนานร่างทรงเทพบาหยันในบท “ป้านิ่ม”  

เส้นทางการทำงานของเธอถูกฉาบปูไปด้วยประสบการณ์และการเรียนรู้ทำความเข้าใจศาสตร์ด้านการแสดงอยู่ตลอดเวลา มากไปกว่าตำแหน่งผู้กำกับและนักแสดงเธอยังทำทำงานในฐานะคนละครที่มีความคาดหวังต่ออนาคตของวงการละครในทิศทางที่น่าสนใจ ชวนตั้งคำถาม และทำให้เราคิดถึงการกระจายอำนาจที่แท้จริงในอุตสาหกรรมบันเทิงบนแผ่นดินอีสาน

The Isaan Record ชวนเปิดม่านรับชมการแสดงละครนอกเวที ของเอี้ยง – สวนีย์ อุทุมมา หรือ ป้านิ่ม จากภาพยนตร์เรื่อง “ร่างทรง” ถึงชีวิตบนเวทีน้อยใหญ่ที่ผ่านทั้งสุขและเศร้ามาทุกฤดูกาลใน 52 ปี ของการเดินทาง 

กว่าจะเป็น ครูเอี้ยง สวนีย์ ที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบัน ในอดีต เด็กหญิงสวนีย์มีชีวิตอย่างไร

เราเกิดที่บ้านคำนางรวย ต.คำน้ำแซบ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ก็คือน้ำก็แซบ อำเภอก็ยังวาริน ชื่อหมู่บ้านก็คำนางรวย แต่ห้ามเอาไปผวนนะคะ (หัวเราะ) เท่าที่พอจำได้ช่วงที่เข้าเรียนได้ประมาณสัก ม. 2 เราเริ่มมีโอกาสออกไปเล่นละครหน้าห้องเรียนจากกิจกรรมของโรงเรียน ตอนเรานั้นรู้สึกสนุกมาก จำได้ว่าพี่สาวเป็นคนช่วยคิดบท ตอนนั้นเขาให้ลองเล่นโฆษณาหน้าชั้น ต้องเล่นเป็นแม่มาน (หญิงตั้งครรภ์) ใส่ชุดเป็นคนท้อง แล้วออกไปสก็อตจั้มอยู่หน้าห้อง เพื่อนๆ ก็พากันหัวเราะสนุกสนาน ณ ตอนนั้นมันเลยมีความรู้สึกว่าสิ่งนี้ถือเป็นด้านบวกภายในใจ เรารู้สึกดี แล้วก็ชอบด้วย 

หลังจากนั้นก็เริ่มคิดว่า ถ้าเกิดเราไปเรียนที่ไหนแล้วเราได้ฝึกการแสดงคงจะดี ตอนที่เราอายุ 14-15 ปี แถวๆ เมืองอุบลฯ มันยังไม่มีการแสดงลักษณะนั้น แต่พอเข้ามาเรียน ม. 4 ที่กรุงเทพฯ ขณะที่กำลังเดินข้ามสนามวอลเลย์บอลกับเพื่อนที่โรงเรียน จำได้เลยว่ามีเพื่อนคนหนึ่งวิ่งตามมา เขาถามเราว่า เธอๆ ชอบเล่นละครใช่ไหม? เพราะว่าเขาเคยเห็นพี่ไปเล่นละครหน้าห้อง แต่ก็ไม่รู้ใครเอาไปลือให้ฟัง ตอนนั้นเราก็บอกเขาว่าใช่ๆ ทีนี้เขาก็บอกว่าเธอไปกับฉันไหม พี่ก็ถามต่อว่าไปไหน เขาก็บอกว่าไปฝึกการแสดง เราก็ถามว่าไปจริงๆ เหรอ

ตอนนั้นก็ไปกับเขา ซึ่งสถานที่ไปฝึกมันดันเป็นเรียนโรงเรียนผู้ชาย (ชายล้วน) ซึ่งตอนนั้นดิฉันเรียนโรงเรียนผู้หญิง (หญิงล้วน) ชื่อโรงเรียนว่า โรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม พูดชื่อไปแล้วจะไปเสื่อมเสียสถาบันเขาไหม (หัวเราะ) พอเราเดินเข้าไปโรงเรียนผู้ชายก็เขินซ้ายเขินขวา รู้สึกเขินอายเพราะเราเป็นสาวอยู่คนเดียว 

ก็ไปยืนดูเขาซ้อมอยู่ในโรงอาหาร และฉุกคิดขึ้นว่า เฮ้ย! นี่แหละคือสิ่งที่ฉันอยากจะฝึกฝน นี่คือสิ่งที่เราคิดไว้ตั้งแต่ ม.2 เราชอบ เราอยากฝึก หลังจากนั้นก็มีพี่อีกคนหนึ่ง เขาให้เราลองดู เริ่มตั้งแต่ลองเดิน ลองทำจินตนาการ เดินเข้าไปในทะเลทราย อะไรก็ว่าไป เราก็ทำๆ ไป ก็พยายามตั้งใจทำ ที่เราไปฝึกจะเป็นการฝึกในลักษณะว่าเขาเอื้อให้มาลองเล่นเพื่อจะได้ฝึกฝน

ตอนนั้นมีพี่คนหนึ่งกำลังทำโปรดักชั่นละครอยู่ เขาก็อยากสร้างเด็กใหม่ ด้วยความที่เราเป็นแค่เด็กฝึก พอถึงช่วงที่เขาจะซ้อมละครของนักแสดงจริง เขาก็จะให้เราออกไปก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าไล่ไปแบบไม่ให้เล่นแล้ว แต่เขาบอกว่า คนไหนที่ไม่ได้อยู่ในโปรดักชั่นก็ออกไปก่อนนะ ก่อนที่เขาจะซ้อม เราก็เดินออก จากนั้นก็มีพี่ผู้ชายคนหนึ่งแกชื่อพี่พร ซึ่งตอนนี้แกก็ช่วยฝึกนักศึกษา ฝึกเด็ก ฝึกนักเรียนของเราด้วย แกเดินมาจับแขนเรา แล้วก็บอกว่า “น้องอย่าทิ้งละครนะ” เราก็เลย เฮ้ย! แสดงว่าฝีมือการแสดงของเราพอได้อยู่นะ ก็เลยมีกำลังใจในการไปฝึกต่อ 

ละครที่เราทำในช่วงแรกๆ จะเป็นการทำละครเวที แต่ว่าเป็นละครเร่ เป็นละครที่เล่นในธรรมศาสตร์ ละครที่เล่นตามสนามหลวง หรือไปเล่นตามป้ายรถเมล์ ที่ไหนมีให้เล่นก็เล่น เป็นการฝึกฝนตัวเองผ่านการทำละครกับเพื่อนกับรุ่นพี่มาโดยตลอด บางครั้งก็พากันทำละครที่มีประเด็นเกี่ยวกับสังคม 

การฝึกในช่วงแรกๆ ก็จะเริ่มจากการเต้น เพื่อให้รู้จักการใช้ร่างกาย ฝึกไปทางกึ่งๆ คอนเทมฯ (contemporary) กึ่งๆ แจ๊ส มันทำให้เราได้ใช้ร่างกายเพื่อที่จะถ่ายทอดและสื่อสารภาษาบางภาษาออกมาผ่านสภาวะอารมณ์ เราทำแบบนี้เรื่อยมาจนกลายเป็นว่าเราอยู่กับการทำละครมาโดยตลอด ฝึกฝนและเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ พอมีคอร์สเรียนจากคนรู้จักในวงการ มีเวิร์คช็อปมาจากต่างประเทศ เราก็จะส่งข่าวให้กัน ไปฝึกกับคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง ส่วนที่เคยบอกว่าไม่ได้เรียนเลย คือหมายความว่าเราไม่ได้เรียนในสถาบัน แต่ว่าใจมันรักและได้เพื่อนดีที่มีใจรักด้านนี้เหมือนกัน เราก็เลยมีความรู้สึกแฮปปี้และทำมาเรื่อยๆ 

ระหว่างช่วงที่เรียนรามฯ ก็ใช้ทักษะการทำละครนี่แหละทำมาหากินไปด้วย ไปเป็นผู้ช่วยบ้าง ไปเป็นคนทำเสื้อผ้าบ้าง ในกองถ่ายละคร กองถ่ายโฆษณา กองหนังบ้าง เราก็ถือโอกาสนี้ไปฝึกฝนกับพี่ๆ ด้วย สิ่งนี้มันทำให้เรามีอาชีพในวงการนี้ กับอาชีพที่เรียกว่า “คนเบื้องหลัง” แต่งานเบื้องหน้าเราก็ยังทำอยู่

ชีวิตเราคือสามารถแบ่งเป็นภาคได้เลย สมัยเด็ก ๆ คือแบ่งได้เลยว่าครึ่งปีนี้จะทำงานหาตังค์ ครึ่งปีนี้จะไปแสดงละครเร่ แต่การหาตังค์ในตอนนั้นก็จะได้เป็นแบบได้เบี้ยเลี้ยงแค่วันละ 40 บาท ทำกับ กลุ่มละครมะขามป้อม เป็นงานอาสา และต้องไปเล่นละครเป็น 100 รอบ ตระเวนเล่นทั่วประเทศ เราก็มาตั้งคำถามว่า ถ้าเราเล่นเป็น 100 รอบ การย้ำทำซ้ำๆ มันจะพัฒนาตัวเองได้อย่างไร หลังจากนั้นเราก็แว๊บออกไปทำอีกโปรดักชั่นหนึ่ง แว๊บออกไปเป็นผู้ช่วยกำกับกองหนังบ้าง กองภาพยนตร์บ้าง แว๊บกลับมาเล่น แสดง เปลี่ยนบทบาท แว๊บไปแว็บมาแบบนี้เรื่อยๆ 

สิ่งนี้มันก็เลยทำให้เราอยู่กับการแสดงตลอดเวลา ในขณะเดียวกันงานด้านนี้ก็สามารถทำเงินให้เราด้วย เราเลยใช้ชีวิตอยู่ในวงการด้านนี้มาได้เรื่อยๆ จนปัจจุบันก็อายุ 52 แล้ว ซึ่งทุกอย่างมันเริ่มตั้งแต่ตอนอายุ 14-15 ปี

เมื่อเข้ามาสู่วงการละคร เห็นครูเอี้ยงทำละครมากมายและมีเหตุการณ์สำคัญๆ อย่างเช่นละครรำลึก 14 ตุลา ในความรู้สึกส่วนตัว คิดว่าได้อะไรจากการทำละครเรื่องนี้

ช่วงประมาณ ตอน ม.ปลาย พี่ๆ หลายคนเขาก็ทำละครกัน แล้วเขาก็ชวนเราไปเล่น ซึ่งตอนนั้นละครที่เอาไปเล่นก็เป็นประเด็นสังคม เป็นประเด็นง่ายๆ เช่น เรื่องความมีน้ำใจ เรื่องขยะ เรื่องโรคเอดส์ และหนึ่งในนั้นก็มีประเด็นด้านการเมืองด้วย 

จริงๆ แล้ว ในสมัยก่อนประเด็นทางการเมืองมันมักจะถูกปิดบังไว้ อย่างเรื่อง 14 ตุลา 2516 กับ 6 ตุลา 2519 ในตอนนั้นรัฐจะมองเรื่องนี้เป็นบาดแผล จึงพยายามปกปิดไม่ให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ ซึ่งในปัจจุบันนี้หลายๆ คนก็รับรู้เรื่องราวนี้กันหมดแล้ว แต่ตอนนั้นที่ได้ไปทำละครเกี่ยวกับการเมือง เพราะตอนนั้นมันจะมีงานรำลึก 14 ปี หรือกี่ปีก็ไม่แน่ใจ น่าจะ 10 ปี 20 ปี เราก็ไปทำการแสดงมาเรื่อยๆ ทำอยู่น่าจะ 6-8 ปี โดยมีรุ่นพี่เป็นคนนำและฝึกให้ทำ การทำละครแบบนี้มันกลายเป็นสัญญาใจ เพราะสิ้นเดือนกันยายนโดยประมาณ เราจะมาเจอกันที่ธรรมศาสตร์โดยไม่ได้นัดหมาย จริงๆ แล้วเราก็นัดกันด้วยใจแหละ แต่พอได้ทำกันจริงๆ เราก็มาทำกันแบบหูดับตับไหม้ ในแต่ละปีเราก็จะแบ่งกันว่าวันนี้ปีนี้แกทำฉาก ฉันทำเสื้อผ้า แกมาเต้น ฉันมาเล่นละคร สลับกันไปเรื่อยๆ สิ่งนี้ก็ทำให้เราได้ฝึกฝนไปด้วย 

การทำละครสะท้อนการเมืองนอกจากเราจะต้องใช้ศาสตร์การแสดงแล้ว มันยังได้นำเสนอคอนเทนต์บางอย่าง หรือนำเสนอประเด็นบางอย่างที่เกี่ยวกับสังคมและการเมืองในยุคนั้น แต่ตัวเราเองก็ไม่ได้เป็นแกนนำถึงขนาดนั้น เราเป็นแค่คนหนึ่งในทีม แต่เราก็พยายามทำด้วยความตั้งใจที่จะนำเสนอสารอะไรบางอย่าง ทั้งเนื้อความและเนื้อหาที่เราอยากจะคุยกับคนดู เราก็ทำมันมาอย่างต่อเนื่องทุกๆ ครั้งที่เป็นงานรำลึก 14 ตุลา เราเองก็ค่อยๆ เรียนรู้และหล่อหลอมตัวเรามาเรื่อยๆ

จากหน้าม่านการแสดงบนเวที สู่จอแก้วและจอเงิน สองพื้นที่การแสดงนี้แตกต่างกันอย่างไร

ตอนที่ทำละครเวทีอยู่ ก็มีพี่คนหนึ่งแกหยิบละครเรื่อง “ปีศาจ” จากหนังสือ “ปีศาจ”ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ มาทำเป็นละครเวที แล้วตอนนั้นเขาก็ไปเชิญนักแสดงมืออาชีพ อย่าง รักศรัทธา ศรัทธาทิพย์ หรือที่เรารู้จักในฐานะครูรักบ้านเอเอฟ ตอนนั้นเราไปทำงานเป็นแบ็คสเตจทำละครเวทีให้กับโรงแรมมณเฑียรทอง เล่าก่อนว่าในยุคนั้นมันเป็นยุคทองของละครเวทีก็ว่าได้ 

ทีนี้ตอนทำงานเป็นกำกับเวทีก็จะมีพี่คนหนึ่งที่ทำงานอยู่ที่นั่น เขาคงเห็นศักยภาพในการทำงานของเรา เขาก็เลยดึงตัวเราไปทำงานโฆษณาด้วย พี่คนนั้นคือ อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ แต่ตอนหลังแกก็มากำกับหนัง ที่ดังๆ เลยคือเรื่อง “โหมโรง” อิทธิสุนทร ก็ถือเป็นครูของเราคนหนึ่ง เขาเคยสอนเราแม้กระทั่ง Shooting Reports เขียนอย่างนี้นะ Insert คืออย่างนี้นะ Edit คืออย่างนี้นะ อะไรแบบนี้ พี่เขาก็ค่อยๆ ปั้นให้เรากลายเป็นผู้ช่วยผู้กำกับการแสดง ด้วยวิธีการให้ฝึกกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง เขาสอนเราแบบนี้เรื่อยๆทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ตั้งแต่สมัยที่เขายังใช้ฟิล์มทำหนัง อย่างฟิล์ม 35 มม. 

เชื่อไหมว่าเราเริ่มทำงานด้านนี้มาตั้งแต่สมัยที่เทปเป็นยูเมติก ก่อนที่จะมาเป็นเบต้า แล้วก็ค่อยๆ กลายมาเป็นยุคแอนะล็อกและมาเป็นยุคดิจิทัลในปัจจุบัน ซึ่งตอนนั้นเราก็ฝึกตัดต่อ กับผู้ใหญ่หลายๆ คน โอกาสจากการเรียนรู้เหล่านี้ทำให้เราอยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังตลอดมา

ทุกวันนี้นอกจากงานแสดง เราก็รับทำงานวิดีโอ รับทำหนังโฆษณาเล็กๆ ตามสื่อออนไลน์บ้าง รับกำกับละครโทรทัศน์บ้าง รับกำกับอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ว่าไป ก็ต้องขอขอบคุณพี่ๆ ที่เปิดโอกาสให้เด็กน้อยตาดำๆ จนกลายเป็นคนแก่ตาดำๆ คนนี้ ได้ทำงานจนขอบตาดำและหัวเริ่มหงอกแล้ว (หัวเราะ)

ด้วยประสบการณ์ที่มากมายทำให้คนรุ่นหลังเรียกพี่เอี้ยงว่า ครู แต่เอาเข้าจริงทำไมไม่อยากให้คนอื่นเรียกครู 

เพราะว่าเราไม่ได้เรียนแบบที่ครูเขาเป็นกัน หมายความว่าคนที่เขาเป็นครูจริงๆ เขาจะผ่านการฝึกฝน ร่ำเรียนวิชา มีทั้งทฤษฎีและอะไรต่อมิอะไร แต่เราไม่ได้มีแบบนั้น มันทำให้เกิดความสับสน จริงๆ ครูละครมีกันเยอะแยะ ครูที่เขาสั่งสมความรู้มามากมาย แล้วอีนี่เป็นใครวะ? แต่ถ้าเกิดเราเป็นครูในฐานะพี่ที่แบบแชร์ประสบการณ์จะดีกว่า แต่ก็ไม่เป็นไรใครอยากเรียกอะไรก็เรียก 

แต่เด็กๆ หลายคนก็เรียกพี่เอี้ยงว่าครูอยู่ดี 

ใช่ ก็เพราะว่าเราไปเป็นคนไปสอนเขา แต่ความเป็นครูของเรามันมาจากประสบการณ์ ถ้าเขาจะเรียกครูก็แล้วแต่เขา ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้าให้เราเรียกตัวเองว่าเป็นครู  เราว่าเราไม่ใช่ เราไม่กล้าขนาดนั้น เราเกรงใจคนที่เขาเป็นครูจริงๆ  มันคงดูไม่ดี

ละครสร้างชื่อที่ทำให้หลายคนรู้จักครูเอี้ยงอย่าง “ร่างทรง” อะไรที่ทำให้ครูเอี้ยงตัดสินใจรับบทป้านิ่ม

คือตอนที่มาคัดเลือกนักแสดงเรื่อง ร่างทรง พูดตรงๆ คือเรารู้ว่ามีหลายคนได้ไปแคสบทนี้ ซึ่งจริงๆ ก็เป็นหลายคนที่เรารู้จักในวงการ และเขาก็แสดงเก่งกันทุกคน ติดตรงที่เขาพูดภาษาอีสานไม่ได้แค่นั้นเลย แต่เราเองก็ไม่เคยไปถามพี่โต้ง บรรจง ปิสัญธนะกูล (ผู้กำกับเรื่อง ร่างทรง) นะ เรามั่นใจว่าที่เราได้คงเป็นเพราะว่าเราเป็นคนเดียวที่พูดอีสานได้

ส่วนบทบาทของนักแสดง ถ้าจะตามหาหญิงวัย 50 ปี ที่เป็นคนอีสาน แสดงเป็นคนอีสานได้ มีทักษะทางละคร มีเพอร์ฟอร์มแมนซ์ หรือมีความเป็นเธียเตอร์ มันก็คงหนีไม่พ้นตัวเราเองที่จะต้องรับบทนั้น 

ซึ่งในหนังมันต้องใช้พลังค่อนข้างสูง อย่างการใช้อารมณ์และการดึงพลังจากข้างในออกมา สิ่งนี้เราได้ฝึกฝนมาโดยตลอด แล้วบทของ “ป้านิ่ม” มันต้องการคุณสมบัติแบบที่เรามีพอดี ก็เลยต้องเป็นเราที่ได้เล่นบทนี้ และพี่โต้งเองก็มาดูเราแสดงถึง 2 รอบ มามาทดสอบการแสดงเพื่อให้เขามั่นใจว่าเราสามารถอุ้มตัวละครตัวนั้นได้จริงๆ 

ถ้าพูดจริงๆ ในช่วงอายุ 50 เรากำลังจะเป็นขาลงของวงการนักแสดง แต่มันเหมือนมีพลังบางอย่างผลักให้เรามีกำลังใจในการทำงานต่อไป ซึ่งพอทำแล้วมันก็ได้รับการตอบรับที่ค่อนข้างดี เพื่อนๆ ที่อยู่ในวงการละครเวทีด้วยกัน ก็เหมือนจะแฮปปี้ที่มีคนหันมาเห็นคนละครเวทีมากขึ้น จริงๆ แล้วหลายโปรดักชั่นในปัจจุบันนี้ก็เริ่มถามหาคนที่เคยเล่นละครเวทีเพื่อไปแสดงภาพยนตร์ อาจเป็นเพราะว่าคนละครเวทีส่วนใหญ่จะถูกฝึกฝนโดยตลอด เพราะฉะนั้นมันจะอยู่ในเนื้อในตัวของนักแสดงละครเวทีทุกคน บางคนอาจจะกระโดดเข้าไปสู่วงการที่เป็นเบื้องหน้า ทั้งวงการโทรทัศน์และวงการภาพยนตร์ พักหลังก็เลยมักมีคนถามหาคนที่มีประสบการณ์การแสดงละครเวทีเข้าไปทำงานด้วย เราก็รู้สึกโอเคนะ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้เกี่ยวเลยว่าละครเวทีหรือไม่ละครเวทีอยู่ที่การฝึกฝนมากกว่า 

ตัวละครป้านิ่มและพี่เอี้ยงแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร 

แตกต่างกันตรงที่ฉันไม่ได้เป็นร่างทรง (หัวเราะ) มีครั้งหนึ่งช่วงที่หนังฉายใหม่ๆ เราไปห้างแห่งหนึ่ง กำลังนั่งแทะไก่อยู่ ก็มีคนเดินเข้ามาหน้าตาเขาโทรมมาก ดูพลังเขาไม่ดีเลย เขาเดินเข้ามาแล้วคิดว่าเราเป็นคนทรงจริงๆ เขาก็เดินเข้ามาถามว่าพี่คนนั้นใช่ไหม พี่แนะนำหนูหน่อย แล้วเขาก็เล่าเรื่องลี้ลับว่าอะไรเกิดขึ้นในชีวิตบ้าง เราก็เลยได้เขียนเบอร์โทรวัดแห่งหนึ่งที่ได้ไปฝึกปฏิบัติอยู่บ้างเล็กน้อย บอกเขาว่าให้คุณไปวัดนี้นะ เขาอาจจะไม่ได้ช่วยคุณเรื่องไล่ผี แต่ว่าเขาจะช่วยเรียกสติให้คุณได้ ก็เลยเอาเบอร์โทรเขียนส่งให้เขาไป 

ต้องบอกว่าผู้กำกับดี และทีมงานดีภาพรวมออกมามันเลยครบมาก ก็อย่างที่เห็นอย่างนี้ ผมดิฉันก็แบบว่าตรงมาก จริงๆ สระปุ๊บจะตรงปั๊บเลย (ลูบผมให้ดู) ทุกคนจะนึกว่าฉันไดร์ผมแต่จริงๆ ไม่ใช่ ในร่างทรงเราผมฟู ฉันต้องไปดัดผมค่ะ เพราะพี่โต้งได้เล็งเห็นแล้วว่าผมฉันมันไม่ใช่ตัวละครป้านิ่มที่อยากได้ ป้านิ่มเขาต้องการกระเซอะกระเซิงสักหน่อย ซึ่งสายตาที่เขามองมันเฉียบคม ฉันก็ต้องไปดัดผมช่วงนั้นผมฉันเสียเพราะพี่โต้งนี่แหละ

เอี้ยง สวนีย์ อุทุมมา ในบท ป้านิ่ม กำลังทำพิธีเรียกผี ภาพจาก GDH

ตัวของพี่เอี้ยงมีส่วนในการกำกับหนังหรือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยหรือไม่

ด้วยความที่เราทำงานมาค่อนข้างเยอะ เป็นนักแสดงเองด้วยและกำกับการแสดงเองด้วย ในการทำงานกับหนังเรื่องร่างทรง แม้กระทั่งการที่เรายืนอยู่ในบล็อกกิ้ง หรือยืนอยู่ตรงไหนในระหว่างการแสดง พื้นที่ สเปซ แอเรียที่เราแสดง กับกล้องที่จับเข้ามาที่ตัวเรา อธิบายให้ฟังอย่างง่ายๆ คือมุมมองมันจะกลับกัน ถ้าเราไปยืนอยู่อีกฟากของกล้อง ซ้าย/ขวา มันจะคนละทางกันกับคนที่อยู่ในกล้อง แต่ด้วยความประสบการณ์ของเรามันจะทำให้เรามองออกว่าตำแหน่งที่กำลังยืนอยู่ พอดีหรือเกินตำแหน่งไป ถึงแม้เราจะไม่ได้ยืนดูอยู่หน้ามอร์นิเตอร์ก็ตาม แต่เราจะรู้เองว่าบล็อกกิ้งตอนนี้ สวยไปไหม ดูเหมือนถูกเซตติ้งไปหรือเปล่า เราเองที่รู้มุมก็จะแอบทำลายมุมนั้นเพื่อความเป็นธรรมชาติมากขึ้น  

บังเอิญว่าพี่โต้งเองก็เป็นคนเข้าใจ และมีความละเอียดมาก แกเห็นทุกอย่างที่เราทำ มันอาจจะช่วยในแง่ที่ว่าบทมาเป็นภาพหรือเป็นเรื่องย่อหน่อยๆ ในแต่ละฉาก ตัวหนังเองอาจจะกำหนดไว้ว่าเริ่มต้นอย่างนั้นจบอย่างนี้ หรือในฉากนี้จะต้องพูด ต้องมีประโยคนี้หลุดออกมา แต่พอเอาเข้าจริงๆ ตอนที่เราเล่นมันกลับไม่ได้เป็นไดอะล็อกที่เขียนทั้งหมด มันกลับเป็นบทที่มาจากประสบการณ์ของการเป็นนักแสดง ของการเป็นตัวละคร และสิ่งที่เคยทำงานมา เอามาช่วยกัน เอามาอิมโพรไวส์บ้าง มีการด้นสดบ้าง หรือว่าตามบทบ้างนิดหน่อย แต่ใดๆ ทั้งหมดทั้งมวลเราคิดว่าประสบการณ์ของการทำงานมันช่วยแน่นอน หรือแม้กระทั่งการมองภาพที่บอกไปตอนต้นว่า ในเมื่อตรงนี้มันสวยเกินธรรมชาติ เราก็เดินถอยหลบออกไป บางทีเราก็เดินไปซ่อนอยู่กับอีกคนก็มี

เราจัดการอารมณ์ของตัวละครเองเลยหรือเปล่าในการแสดง

ใช่ ก็เล่นเลย คือกล้าเล่นเพราะผู้กำกับก็กล้าให้เราเล่นเหมือนกัน มันเป็นความเข้าใจกัน เราไม่ได้ทำเกินเลยไปมั่วซั่ว หมายถึงว่าเรารู้อยู่ว่ามันมีโครงคร่าวๆ ที่เขาให้มาเป็นภาพนั่นคือกรอบอยู่แล้ว แล้วมันมีพื้นที่อะไรบางอย่างที่เราน่าจะพอเล่นได้ และเราเล่นเลย อย่างฉากสุดท้าย พี่ยืนอยู่ตอนสุดท้ายที่จบจริงๆ ที่พี่ร้องไห้แล้วเดินหนีออกไปเลย ก็ประมาณหลายเทคนะ 

แต่ว่าก่อนจะได้เทคนี้พี่เดินเข้าไปคุยกับพี่โต้งอีกหนึ่งอึดใจ เพื่อให้พี่เรียกสภาวะอะไรบางอย่างข้างในออกมาได้ แล้วพี่เดินเข้ามา อันนี้ขอสดุดีทีมงาน พี่โต้ง ตากล้อง และทุกคน ผู้ช่วยผู้กำกับที่อยู่ข้างกล้อง เก่งมาก ชื่อพี่เยเมน  ความโฟกัสของทีมงาน ทีมร่างทรงเป็นสุดยอด โฟกัสที่จะอยู่กับตัวละครด้วย พี่เดินเข้ามาพอหลังจากที่พี่คุยกับพี่โต้ง พี่เดินเข้ามาสภาวะของใจตอนนั้น แล้วอีโปรดิวเซอร์ก็เสือกจับเราถาม ป้านิ่มครับป้านิ่มเป็นอะไรเหรอ อะไรสักอย่าง เพื่อที่จะให้เราตอบคำถามในเทคนั้น 

อยู่ดีๆ เราก็รู้สึกว่ากูจะมาพูดอะไร จะให้กูพูดอะไรตอนนี้ กูแม่งโบรคดาวน์ไปแล้ว พี่ก็จ้องหน้าน้องผู้ช่วยแล้วพี่บอกว่าไม่ถ่ายได้ไหม ซึ่งไม่ถ่ายได้ไหม ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะนึกว่าอีเอี้ยงถามว่าไม่ถ่ายได้ไหม แต่จริงๆ มันคือสภาวะของตัวละคร แล้วในตรงนั้นที่ถามเขาออกไป ตาคอยลุ้นมาเลย จ้องเขาเลยว่าเขาเห็นใช่ไหมว่าเราแสดงอยู่ แล้วพี่เยเมนฉลาดมากในการคอนเฟิร์มกลับ พี่เยเมนมองที่หน้าเรา ผู้ช่วยผู้กำกับคนนั้นมองหน้าแล้วก็ คือเราเห็นอาการของคนข้างๆ เลิ่กลั่กหมด

ขณะถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องร่างทรง ภาพจาก GDH

แล้วถามว่าป้านิ่มพร้อมที่สัมภาษณ์หรือยัง แต่เรียกชื่อป้านิ่ม ฉลาดมาก มันคือการคอนเฟิร์มทั้งเขาและเรา โอเค เขายังอยู่กับเรา แล้วก็พยายามคุยต่อ มันทำให้เราทำงานได้มากเลย แล้วเราก็พูดแค่แบบไม่รู้แล้ว ซึ่งอันนี้เป็นพี่โต้งไกด์ให้ว่าพูดคำนี้ลองดูนะ อะไรอย่างนี้ ไม่รู้ๆ อะไรแล้ว มันไม่อยากอยู่ตรงนั้น สิ่งที่พี่ทำก็คือพี่เดินหนี เข้าไปในห้องเลย 

แล้วพี่ก็ร้องไห้อยู่ในห้อง ในตอนที่พี่เดินเข้าไป เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่คาดคิดมาก่อน นึกออกไหม ก็กูไม่ได้อยากสัมภาษณ์ แล้วมันเกิดขึ้นเดี๋ยวนั้น พี่เดินออกไปเลย พี่มั่นใจทุกคนเหวอๆ แน่นอน แต่ว่า ไม่มีใครคัทเพราะพี่ยังร้องไห้อยู่ แล้วพอพี่เดินหลุดไป ที่ภาพสุดท้ายมันคือหน้าต่าง อันนี้พี่ก็ไปยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ข้างใน 

ในใจพี่คิดว่าทีมเสียงเอาเสียงร้องไห้เราลงหรือเปล่าวะ คิดอย่างนี้ขึ้นมาเลยนะ โอ้โห เดชะบุญ มันเป็นแมจิกโมเมนต์มาก ทีมเสียงนั่งหลบอยู่ในตู้เสื้อผ้าในห้องที่เราเดินเข้าไป แล้วเขาก็ชะโงกออกมาดู แล้วเขาก็สบตาเรา เราก็สบตาเขา แล้วก็ค่อยๆ สไลด์เสียงขึ้น คือทุกคนอยู่กับตัวแสดง อยากจะบอกว่าแมจิกโมเมนต์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ในการทำงาน เราเคยเกิดกับละครเวทีบ่อย แต่ว่าในเชิงการทำงานกับเชิงพาณิชย์แบบนี้ไม่ค่อยมี นี่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียว และขอบคุณมากที่ไม่ตัดทิ้ง 

ในการทำงานกับภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง ที่ต้องใช้ภาษาอีสานเป็นส่วนใหญ่และวัฒนธรรมในเรื่องก็เป็นที่คุ้นเคย พี่เอี้ยงรู้สึกแตกต่างจากที่ทำละครเรื่องอื่นๆ ที่ใช้ภาษากลางหรือไม่

มันก็ต่างกันโดยภาษาเท่านั้น หมายความว่าภาษาที่มันต่างไปมันให้อรรถรสบางอย่างอยู่แล้วทั้งๆ ที่หนังเรื่องร่างทรงไม่ได้พูดเลยว่านี่คือจังหวัดอะไร นึกออกไหม ถ้าใครสังเกตดีๆ ถ้าเป็นคนอีสานจะสังเกตได้ว่าชาวบ้านบางคนไม่ได้พูดภาษาสำเนียงเหมือนพี่ แต่ว่ามันเป็นคนที่มาหาเรา คนที่มาหาเรามาเข้าทรงมาอะไร มาจากทิศไหนก็ได้ เพราะฉะนั้นภาษาไม่ต้องสำเนียงนี้ก็ได้  คือฟังแล้วมันไม่ได้ประดักประเดิดอะไร

แต่พี่คิดว่าการพูดภาษาพื้นถิ่นแล้วมันเหมาะเจาะกับเราๆ กับความเป็นเราถึงขั้นที่เพื่อนพูดหยอก เพื่อนฝูงรุ่นพี่ เจอหน้านี่มึงไปจ้างเขาเขียนบทใช่ไหม ถ้ามีปัญญาจ้างก็ดีสิ คือมันก็แค่เราได้ใช้ความเป็นเรา แล้วเอาไปเป็นประโยชน์กับโปรดักชั่นที่สามารถเอาไปสื่อสารอะไรบางอย่าง มันให้ความรู้สึกที่ดี แตกต่างไปในแง่นี้เท่านั้น 

แต่ว่าหนังแต่ละเรื่องมันก็มีคอนเทนต์มีสารอะไรของมัน ในแต่ละบริบทอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นบางทีการใช้ภาษาในบริบทที่มันถูกต้องที่มันใช่ มันก็โอเค แต่เอาไปสื่ออะไรล่ะ ถ้าสมมติอยู่ดีๆ เราต้องเล่นเป็นคนที่ต้องพูดภาษาไทยกลาง มันก็ไม่ได้เป็นอะไร แต่ว่ามันอยู่ที่ละครเรื่องนั้นมันพูดอะไร แล้วเราต้องเล่นบทอะไรมากกว่า 

ด้วยความที่ร่างทรงมันเป็นหนังออกแนวความเชื่อ พี่เอี้ยงมองว่าความเชื่อในหนังมันคือทั้งหมดของคนอีสานหรือไม่

จริงๆ พี่อยากจะมองอย่างนี้ได้ไหม พี่โต้งอย่าโกรธนะ (หัวเราะ) คือแกไม่เคยพูดเฉลยอะไร แกก็พูดกับเราแค่ทำงานในบท แต่ว่าความรู้สึกพี่ๆ คิดว่าหนังเรื่องนี้มันยิ่งใหญ่กว่าที่จะบอกว่าภาคอะไร มันแค่อาศัยภาษาอีสาน แต่หนังมันเป็นสากลกว่านั้น มันไม่ได้พูดถึงภาคอีสาน 

มันกำลังพูดเรื่องอื่น มันพูดเรื่องศรัทธา มันพูดเรื่องอะไรที่มันแค่ยกบริบทอันนี้มาใช้ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วสำหรับพี่การใช้ความเป็นอีสานในเรื่องนี้มันเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้หนังน่าดู 

แต่ว่ามันไม่ใช่หนังของแค่คนอีสาน มันคือหนังของทั้งโลกใบนี้ สารที่จะสื่อมันมีความสากล เราคิดว่าในความภาคภูมิใจที่ภาษาอีสานมันได้ถูกนำเสนอออกไปนั้น ส่วนหนึ่งค่ะ แต่ว่าในความภาคภูมิใจในการมีสัญชาติอะไร เชื้อชาติอะไรใดๆ ก็ตามแล้ว สุดท้ายเราทุกคนบนโลกนี้ ทำหน้าที่ของเราในฐานะที่เราคือคนบนโลกใบเดียวกันนี้ เท่านั้นเลย 

นี่คือสิ่งที่หนังมันกำลังจะบอกใช่ไหม

พี่ไม่รู้ว่าหนังพูดแบบนี้หรือไม่ แต่นี่พี่พูดอยู่ 

ด้วยความที่อุตสาหกรรมหนังมันไปกองอยู่ในกรุงเทพฯ พี่เอี้ยงพอจะรู้ไหมว่าเหตุผลที่มันไม่มาเกิดในบ้านเรา อีสานใช้เป็นแค่สถานที่ เป็นเรื่องเล่า แต่การทำหนังจริงๆ ต้องไปอยู่ที่กรุงเทพฯ มันเกิดอะไรขึ้น

จริงๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องหนังหรอก ประเทศนี้ศูนย์กลางมันถูกสร้าง ถูกสอนมาว่าให้อยู่ในเมืองหลวง และมันเป็นระบบ พี่คิดว่ามันเป็นผลจากการที่ประเทศเรามีระบบที่อยู่จากส่วนกลาง และอำนาจจากส่วนกลาง ถูกสั่งการออกไปกระจายสู่ที่อื่นๆ นี่คือวิธีการที่ประเทศนี้มันทำงานอยู่ 

แต่ว่าจริงๆ แล้ว ถ้าเราจะเริ่มผลักมันเราต้องผลักมันจากข้างนอก จริงๆ แล้วอย่างตอนที่พี่ไปงานเปิดตัวหนังอะไรสักเรื่องหนึ่ง ไปเจอผู้ที่เขาอยากจะลงทุนให้กับหนังที่เป็นคนอีสานแท้ๆ ในขอนแก่นนี่เอง แต่ว่าขอโทษอย่างแรงพี่จำชื่อเขาไม่ได้ มีคนอยากจะทำ แม้ว่าทุนจะไม่ได้เยอะก็ตาม อย่าง สัปเหร่อ เขาก็เริ่มต้นของเขาได้ ถูกต้องหรือไม่ แต่แน่นอนนั่นคือคนที่ทำหนังมาเรื่อยๆ ไม่ใช่อยู่ดีๆ เขาฟลุ๊ค ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ว่าใดๆ ก็ตามมันเป็นเรื่องเดียวคือเรื่องการกระจายอำนาจ มันยังไม่ถูกเห็นด้วย ไอ้ข้างๆ ก็เหมือนจะขยับ กูก็ไม่รู้จะขยับดีไหม มันก็เลยกลายเป็นแนวคิดที่มันฝังอยู่ทั้งทุกระบบทุกองค์กร 

คิดว่าการที่คนจำนวนหนึ่งอยากจะผลักดันการกระจายอำนาจที่แท้จริง ต้องพูดคำว่ากระจายอำนาจที่แท้จริงนะ เนื่องจากว่าบ้านเรามันถูกฝังรากของเรื่องคอร์รัปชั่นมานานมาก  พอมันมีเรื่องคอร์รัปชั่นขึ้นมาเยอะๆ มากๆ การกระจายอำนาจก็เลยทำให้เกิดความคลางแคลงในบางจุด เดี๋ยวอำนาจ เดี๋ยวงบไปอยู่กับส่วนเล็กส่วนน้อย คอร์รัปชั่นก็ยิ่งจะเกิดขึ้น หรือเปล่านะ  อะไรอย่างนี้ 

จริงๆ แล้วสิ่งที่มันต้องไปด้วยกัน ทั้ง 2 อันก็คือเรื่องของความจริงใจ ความตรงๆ ในการทำงานด้วย คุณเกิดมาเพื่อที่แค่คุณจะผ่านแผ่นดินนี้ไปภายในเวลา ถ้าไม่ได้ตายไวก็อาจจะแถวๆ 70 ปี โดยเฉลี่ย พี่คิดว่า ถ้าเราแค่ใช้ชีวิตในช่วงนั้นอย่างตรงๆ เพื่อที่จะช่วยกันให้มวลมนุษยชาติ อันนี้พูดโอเวอร์ไว้แต่ว่าเราเกิดมาเป็นหนึ่งในโลกใบนี้ มันขับเคลื่อนไปแบบดีๆ ทำได้หรือไม่ 

ในความเป็นจริงก็ยาก หลายๆ คนก็ถูกสอนมาในอีกองคาพยพอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นพี่คิดว่าการถามเรื่องว่าหนังทำไมจึงไปกระจุกอยู่ตรงนั้น ไม่ต่างกันเลย ทุกเรื่อง โรงเรียนที่ดี เพราะมันเป็นแนวคิดจากการใช้อำนาจที่มันมีมายาวนาน ที่มันออกมาจากเมืองหลวง แล้วเราชินกับอันนั้น เพราะฉะนั้นเอาจริงๆ เลย คือ แม้กระทั่งโรงหนังเอง มันก็อยู่ตรงนั้น ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นที่เดียวนะ เมื่อก่อนคนผลิตหนังอาจจะไปอยู่ตรงนั้น ใช่ แต่โรงหนังมีอยู่ตามทั่วทุกหัวระแหง ทุกวันนี้เหลือกี่เครือจ๊ะ ใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นทั้งหมดคุณจะมองเห็นภาพได้อย่างชัดๆ เช่น การที่บริษัทสัญญาณโทรศัพท์ยักษ์ใหญ่ควบรวมกัน แล้วตอนนี้เหลือแข่งกันสองที่ มันก็ยิ่งกระจุก อาการเดียวกัน มันคือภาพรวมของประเทศ ถ้าจะแก้ปัญหาจริงๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ถ้าเกิดเอาใจมาช่วยแล้ว รอบข้างทำตีเข้าในเมือง 

หากในอนาคต อีสานกลายเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมบันเทิง คิดว่าอยากจะกลับมาทำงานที่บ้านหรือเปล่า

อยาก แต่อย่างนี้  ตอนที่มาถ่ายอยู่นาแห้ว จ.เลย  โอ้ว จ.เลย สวยมาก เลยไปหน่อยได้ไปเที่ยวนครพนม โอ้ว สวย แต่ว่าฝั่งริมโขง จริงๆ คือภูเขาฝั่งลาว เราเคยถามว่าคนลาวมองกลับมาเขาจะเห็นอะไรบ้างนะ  เข้าใจไหม เพราะว่าริมน้ำโขง เราไปนั่งมองภูเขาฝั่งลาวนะ หรือแม้กระทั่งทางฝั่งเลย การที่เราจะได้เห็นแม่น้ำโขงสวยๆ  เราต้องขึ้นภูเขาทางฝั่งเราไปดูวิวไปดูอะไร อากาศก็ดีอะไรก็ดี สิ่งเหล่านั้นการที่เราได้ไปอยู่ตรงนั้น บางครั้งมันก็ทำให้เราคิดพล็อตเรืองอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ มันก็น่าสนใจ จริงๆ ก็ยังอยากทำอยู่เหมือนกัน

โดยส่วนตัว แต่ว่าพอทำให้เป็นหนัง คือด้วยความที่เราเคยกำกับมาบ้างจากละครทีวี จากซีรีส์สั้นๆ อะไรบางอย่าง มันก็ทำให้เราอยากเล่าอะไรบางอย่างอยู่นะ เพียงแต่ว่าตอนนี้ก็มีพี่บางคนที่อยากจะสนับสนุนเราก็มีคุยเข้ามา แต่ว่าเราคิดว่าเรายังไม่พร้อมในจังหวะนี้ ตอนนี้มันเป็นเรื่องของการเป็นนักแสดงที่มันโดดเด่นออกมา เราก็เวิร์คตรงนี้ไปก่อน เราต้องสั่งสมความรู้ความสามารถอะไรอีกหลาย ถ้าไม่ตายก่อนก็คงได้ทำ ถ้าทำก็อยากเล่าเรื่องที่เจ้าของอยากจะเล่าด้วย อาจจะไม่ทั้งหมดก็ได้ แต่ว่าแค่ไปทำในเรื่องที่เราไม่อยากเล่าเลย อันนี้ก็อาจจะ เดี๋ยวก่อน ขอดูก่อน เพราะเรารู้สึกว่าการทำหนังที่ดี มันควรจะออกมาจากใจคนที่อาจจะเล่าด้วย  ถ้ายังมีคนสนับสนุนอยู่ก็อยากจะทำเพราะว่าไม่มีทุนทำเอง ไม่สามารถทำได้เอง

หลายๆ เรื่อง ที่ผ่านมาตั้งแต่ครูบ้านนอก มนต์รักแม่น้ำมูล รู้สึกว่าความเป็นอีสานมันขายได้ ในลักษณะของการเป็นหนัง จนกระทั่งมาถึงสัปเหร่อ พี่เอี้ยงมองอย่างไรกับการขายความเป็นอีสานผ่านหนังผ่านภาพยนตร์

เราคิดอย่างนี้นะ สำหรับเรานะ อาจจะไม่คล้อยตามอันนั้นทั้งหมด เราไม่ได้คิดว่าการเอาความเป็นอีสานไปขายนะ แต่สมมติถ้าเราอยู่ใต้ เราก็จะไปพูดว่าเราก็จะเอาความเป็นใต้ไปขาย พูดก็ได้ไม่เป็นไร แต่ว่าแต่สำหรับพี่ พี่มีความรู้สึกว่าใครถนัดอะไรให้ทำอันนั้น 

จริงๆ อย่างพี่ถ้าบอกว่าให้ลงมาทำหนังคนอีสานเลยทันที พี่ยังต้องกลับมาคลุกคลีนะ อันนี้เราไปอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 15-16 แล้วเราก็อยู่ทางนั้นเลย เราซึมซับวัฒนธรรมแถวๆ นั้น วิถีชีวิตแถวนั้น แต่ว่าทุกครั้งที่กลับมาอีสานมันคือถิ่นของเรา ความรู้สึกมันก็จะอีกแบบหนึ่ง เพราะมันคือบ้านเรา แต่หมายถึงว่าฉันไม่ใช่คนช่ำชองในทุกพื้นที่ ดังนั้นถนัดเรื่องอะไร อยากจะเล่าอะไรจากหัวใจ เล่าเลย ความเป็นอีสานก็ได้ 

แต่อย่าเล่าแบบขายวัฒนธรรมในเชิงประเพณีไปอย่างเดียว เราคิดว่าหนังมันเล่าข้างในได้มากกว่านั้น และเวลาทำๆ ให้มันเป็นของสากล อย่าทำเพื่อแค่บอกว่าภาคภูมิใจในความเป็นไทยอย่างนี้ จริงๆ สารที่จะสื่อนี้ดี เพื่อเอาไว้ปลุกใจเรา ว่าเราภาคภูมิใจในความเป็นไทย ดี แต่ว่าถ้ามัวแต่ภาคภูมิใจกับรอยยิ้มและอย่างนี้ตลอดเวลา แล้วข้างในคุณไม่มีอะไรเลย มันไม่มีประโยชน์เลยนะ ระวังจะตายเพราะความภาคภูมิใจของตัวเอง 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยมีความรู้สึกว่าถ้าคนอีสานเรา อยากเล่าอะไร เพื่อจะช่วยให้คนได้เห็น มันช่วยยกคุณค่าอะไรบางอย่างได้เลยนะ จริงๆ ในฐานะของความเป็นคน  คือมันต้องไปไกลกว่านี้ มันขายแต่ตลกอย่างเดียวไม่ได้ สังเกตดูสิ  แต่เราไม่ได้บอกว่าหนังตลกไม่ดีนะ  คนอยากทำแนวนั้นก็ทำไป เราก็ดู เราก็ซื้อตั๋วดูอยู่เหมือนกัน แต่หมายถึงว่าถ้าเป็นเราทำ เราก็จะมีสิ่งที่เราอยากจะทำอยู่ มีความตลกไปด้วยได้ แต่ว่าเราจะไปให้มันมีคุณค่ากับพื้นที่มากกว่านั้น ที่ไม่ใช่ขายแค่การท่องเที่ยว 

พี่เอี้ยงมองภาพหนัง มองภาพละครเวที ภาพยนตร์ ในอนาคตอย่างไรบ้าง 

พูดแต่อนาคตของเรานะ เราไม่สามารถไปพูดแทนภาพรวมของอะไรได้ เพราะเราไม่ได้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถขนาดนั้น ในส่วนตัวของเราในความเป็นละครเวทียังอยากทำหรือไม่ ยังอยากทำ ก็ยังจะเล่าไปเรื่อยๆ เพราะว่าเราเกิดจากตรงนั้น แล้วเราก็เห็นคุณค่าของมัน 

ด้วยความเล็กๆ ของละครเวที แบบที่เราทำนั้น หนึ่งมันสร้างคนได้ เพราะมันอยู่ในกลุ่มเล็กๆ แล้วเราก็แอบมีรุ่นใหม่แทรกเข้ามา ในแต่ละเรื่อง ในแต่ละโปรดักชั่นที่เราทำ และมันก็สามารถ่ายทอดอะไรบางอย่างและพัฒนาอะไรบางอย่าง อย่างตนเองหรือผู้กำกับบางคนที่โตมาด้วยกัน ในยุคที่ทำละคร 14 ตุลา ตั้งแต่ตอนนั้น ฝึกเรียนละคร รู้จักการแสดง ในวงเดียวกันนั้นมีผู้กำกับ 7 คนในปัจจุบัน รวมตัวเราด้วย เราเป็นคนที่กำกับบ้างไม่กำกับบ้าง หนีไปแสดงบ้าง แต่พวกนั้นอีก  6 คนที่เหลือ เขายึดหัวหาดเป็นผู้กำกับการแสดงในสายอาชีพ มีชื่อเสียงหลายคนด้วย จากวงเล็กๆ ซึ่งทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า ตอนที่ฝึกทำละครเวทีนั้นพัฒนาเรามาก เพราะว่ามันจะทำให้เห็นขั้นตอนการทำงานหลายอย่าง แล้วมันสามารถปรับไปใช้ต่อได้ ในวงนั้นนึกออกหรือไม่เล่นละคร แค่ประมาณรวมๆ กันแล้วแค่ 15 -20 คนไม่เกินนั้นในตอนนั้น มีผู้กำกับในปัจจุบัน 7 คนเลยนะ 

มันฝึกคนได้ มันฝึกมุมมอง มันฝึกลองมองอย่างนั้นลองมองอย่างนี้ อะไรแบบนี้ ก็เลยคิดว่าอย่างไรก็ไม่มีทางทิ้ง และเรายังสามารถใช้ละครเวทีในการเป็นสื่อง่ายๆ ที่สามารถไปตรงไหนก็ได้ คือไม่ใช่ละครเวที แต่หมายถึงว่าการแสดงแล้วกัน ที่สามารถเอาไปคุย ไปเวิร์คช็อป ไปแบ่งปันประสบการณ์ให้น้องๆ นักศึกษาบ้าง มหาวิทยาลัยแห่งนั้นแห่งนี้บ้าง ก็ไปแลกเปลี่ยนตามที่เรามีประสบการณ์มา และยังทำต่อไปแน่นอน แต่ว่าในส่วนของหนัง ก็แน่นอน หรือแม้กระทั่งละครโทรทัศน์ มีงานเข้ามาเราก็ยังยินดีรับ ในบทบาทที่เราคิดว่าเราเหมาะสม ก็ยังทำต่อไปแน่นอน และแม้ว่าตอนนี้จะมีสื่อออนไลน์เข้ามาจำนวนมาก ทำให้วงการละครโทรทัศน์หรือหนังเองก็ตามกระเทือน แม้กระทั่งร่างทรงเอง ตอนแรกๆ ที่ออกมา คนก็ไปดูดมาดูในเว็บผี ก็ทำให้คนทำหนังเองก็ใจเสียอยู่เหมือนกันเพราะว่า แล้วใครจะมาซื้อตั๋วดูกู สิ่งที่เขาลงทุนไป อย่าลืมว่าหนัง 100% พอได้รายได้มา 50% คือโรงหนังเอาไป อีก 50% กลับมาสู่ผู้ผลิต เพราะฉะนั้นสมมติว่าได้ 100 ล้าน จริงๆ ที่ได้ก็คือแบ่งกันละ 50 ล้าน แล้วใน 50 ล้านนั้นคือผู้ผลิต ยังต้องแบ่งเอาไปผลิตอะไร อีกตั้งเยอะตั้งแยะ 

ดังนั้นเงินมันก็เหลือมาไม่เท่าไร คนทำหนังก็เป็นจำนวนหนึ่งที่รักในการทำหนังอย่างมาก อย่าง พี่สืบ บุญส่ง นาคภู่ ที่เขาเล่นเป็นตัวคนทรงอีกคนในเรื่องร่างทรง นั่นก็เป็นผู้กำกับหนังอินดี้ที่เก่งมาก นั่นก็สู้มาทั้งชีวิตเหมือนกัน รักหนังมาก 

มันก็เหมือนคล้ายๆ ว่าคนที่ยังรักอยู่ก็ยังพัฒนาวงการต่อไปเรื่อยๆ ด้วยใจรัก แต่จะโปรเจ็กน้อย โปรเจ็กใหญ่ ได้ตังค์เยอะได้ตังค์น้อยอันนี้ต่างกันไป เราคิดว่ามันก็ยังจะเป็นประมาณนี้ไปเรื่อยๆ แต่ว่าอยากจะให้ปรับตัวให้เนื้อหามันมีความสากลมากขึ้น 

ซึ่งหลายๆ เรื่อง เป็นอยู่ แม้กระทั่งหนังตลกที่ดูหน้าหนังแล้วน่าจะเป็นแค่หนังตลกปกติ  แต่ว่าดูเข้าไปแล้ว โอ้โห พูดเรื่องความรักแต่ว่าโคตรจับใจในอีกมุมหนึ่งที่เราไม่เคยมอง อย่างนี้ก็ได้ เราคิดว่าหลายๆ คนขยับข้างในอยู่ เพราะฉะนั้นวงการหนังยังไงก็ไปต่อได้แน่นอน แต่แค่ต้องปรับตัวไปในสภาพไหน แค่นั้นเอง

image_pdfimage_print