“ความฮักมันควรสิมีสองคนท่อนั่น
เธอกับเขาสิฮักกันฉันยอมบ่ได้
แล้วสิไห่เฮ็ดจั่งได๋ กะหัวใจมันฮัก
ศีลข้อสามเคยท่องอยู่บ่
ละอายใจบ่ที่เฮ็ดให่เขาแตกหัก
กะขอแค่เพียงได้ฮัก บ่แคร์อีหยัง ทั้งนั้น”

เสียงของผู้หญิง 2 คน ขับขานเพลงที่มีเนื้อหาความขัดแย้งระหว่างภรรยาหลวงและภรรยาน้อย ที่ฮอตฮิตตามเทศกาลต่างๆ ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา คงจะหลีกหนีเพลง รักควรมีสองคน หนึ่งในเพลง ของ เนย ภัสวรรณ และ พร จันทพร แห่งค่าย พอดีม่วนสตูดิโอ บทเพลงของพวกเธอมียอดเข้าชมไม่ต่ำกว่า 130 ล้าน ยอดวิวบนแพลตฟอร์ม YouTube และโด่งดังในโลกออนไลน์ สื่อออนไลน์ และแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงรายการทีวี ต่างสัมภาษณ์ และกล่าวถึงชีวิตของนักร้องลูกทุ่งอีสาน ทั้งสองคนนี้ จนเป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ 

เบื้องหลังบทเพลงที่จิกกัดอย่างออกรสออกชาติ และเนื้อหาของเพลงที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอีสาน เล่าเรื่องราวผ่านแรงบันดาลใจ ประสบการณ์ วิถีชีวิต ในท้องถิ่น มาจากค่ายเพลง โฮมสตูดิโอเล็กๆ กลางท้องทุ่งนาใน อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร 

The Isaan Record มีโอกาสได้เดินทางไปยัง พอดีม่วนสตูดิโอ สถานที่ผลิตเพลงฮิตหลายๆ เพลง และชวนสำรวจถึงแรงบันดาลใจของนักร้องคู่หูทั้งสองคน ถึงวันที่ตัดสินใจก้าวเข้าสู่วงการเพลง และอะไรทำให้พวกเธอตัดสินใจที่จะทำเพลงอยู่ที่บ้าน ทั้งๆ ที่มีโอกาสเดินทางเพื่อมอบโอกาสให้ตนเองกับค่ายเพลงในอุตสาหกรรมบันเทิงกระแสหลัก 

เล่าให้ฟังได้ไหมว่าเข้ามาร้องเพลงกับค่ายพอดีม่วนได้อย่างไร

พร: ก่อนที่จะมาเป็นนักร้อง เราก็เป็นนักเรียน และหลังเรียนจบแล้วก็ไปทำงานเป็นแดนเซอร์ในวงหมอลำซิ่งจากนั้นก็มาทำงานโรงงาน และถึงได้มารู้จักกับพี่นิค (นิค สะเลอปี้ ผู้ประพันธ์เพลงของค่ายพอดีม่วน สตูดิโอ) แล้วก็ได้มาทำเพลงค่ะ

เนย: ก็เป็นนักเรียน ตอนนั้นเรียนในชั้น ม.2 ได้มารู้จักกับพี่นิค เพราะว่าก็เป็นลูกพี่ลูกน้องกันอยู่แล้วค่ะ 

อะไรทำให้ทั้งสองคนตัดสินใจที่จะเดินทางบนเส้นทางของศิลปินนักร้อง

เนย: หนูเป็นคนชอบร้องเพลงค่ะ แม่ก็เป็นคนชอบฟังเพลง และชอบเอาเพลงให้ฟังตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เห็นพี่นิคร้องเพลงบนเวทีแล้วมันดูน่าบันเทิง น่าสนุก ก็เลยอยากทำตามพี่ เลยลองหัดร้องเพลง ลงประกวดร้องเพลง ครั้งแรกตอนอยู่ ป. 1 

แล้วพร มีการเริ่มต้นเส้นทางนักร้องอย่างไรบ้าง

พร: เริ่มต้นจากการอยากเป็นนักร้อง เพราะตัวเองร้องเพลงเป็น และชอบในการร้องเพลงและรักการเต้นอยู่แล้ว พ่อแม่เลยซื้อไมโครโฟนกับลำโพงมาให้ร้องเพลง และได้มาร้องในโรงเรียนเรื่อยๆ จนได้มาเป็นนักร้องจนถึงทุกวันนี้ 

ก่อนหน้านั้นเคยคิดมาก่อนมั้ยว่าเพลงของเราจะมีคนติดตาม และจะเป็นที่นิยมขนาดนี้ 

พร: ก็เคยมีความฝันว่าครั้งหนึ่งเราอยากมีเพลงที่คนมาฟังจนถึง 100 ล้านวิว แล้วก็คิดว่าอยากให้ความฝันของเรามันเป็นจริง ทุกวันนี้ก็ทั้งคิดและไม่คิดบ้าง เพราะว่าเราเป็นนักร้องบ้านนอก ค่ายเพลงเราก็เล็กมาก ไม่คิดว่าจะมีใครมาฟังเพลงเราถึง 100 ล้านวิวแบบนี้

แล้วพอผลลัพธ์มันออกมาเกินคาด ดีใจหรือไม่ หลังจากที่มีคนชอบผลงานเรามากขนาดนี้

พร: มันก็ต้องดีใจอยู่แล้ว ความรู้สึกก็คือคำว่าดีใจมันดีใจอยู่แล้ว แต่ว่ามันดีใจจนบางครั้งก็พูดออกมาไม่ได้ เพราะว่าเป็นนักร้องบ้านนอก เป็นเด็กคนหนึ่งที่เคยมีความฝันอยากให้คนมาฟังเพลงเรา แต่วันหนึ่งมันประสบความสำเร็จ หรือมันถึง 100 ล้านวิว แล้วก็รู้สึกมีความสุขมาก   

แล้วเนยเคยรู้สึกมาก่อนหน้านี้หรือไม่ว่า เพลงของเรามันจะสร้างปรากฎการณ์และเป็นกระแสในช่วงหนึ่งได้

เนย: ตอนแรกๆ หนูไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคนรู้จักหนูเพราะว่าหนูเป็นแค่นักเรียนธรรมดา พ่อแม่ไม่ได้รวย แค่เป็นคนชอบร้องเพลง แต่ว่าพอมีคนรู้จัก มีคนเริ่มมาติดตามในเฟซฯ หนูก็ดีใจ ตื่นเต้น เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่มีคนรู้จักเราขนาดนี้ แล้วพอเพลงเรามันเริ่มก้าวขึ้นมา 10 ล้าน 20 ล้านจนมาถึง 100 ล้านวิว อย่างเช่น เพลงรักควรมีสองคน หนูก็รู้สึกว่าเราเป็นคนที่เติบโตขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว แต่ความฝันของเรามันยังไม่ถึงจุดที่สิ้นสุด เราก็ต้องค้นคว้ามันต่อไปเรื่อยๆ มันคือความดีใจในแต่ละก้าวของชีวิต 

เพลงรักควรมีสองคน ผลงานจากค่ายเพลง พอดีม่วน สตูดิโอ 

คิดว่าการเป็นนักร้องในสังกัดค่ายเพลงเล็กๆ ในต่างจังหวัดแตกต่างจากค่ายใหญ่อย่างไร เคยมีประสบการณ์ได้พูดคุยกับเพื่อนนักร้องที่อยู่ในค่ายในกรุงเทพฯ หรือไม่

เนย: หนูว่ามันจะแตกต่างเพราะว่าค่ายของเรามันเป็นการบริหารแบบรุ่นพี่รุ่นน้อง คนรู้จักและคนใกล้ชิด แต่ว่าค่ายใหญ่ๆ อย่างเช่นค่ายอื่นๆ ที่คนรู้จักมากมาย เขาก็มีลักษณะแตกต่างกัน โดยมีเรื่องเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ มีค่าเพลงอะไรต่างๆ แต่ว่าค่ายของเราเป็นค่ายเล็กๆ เป็นการบริหารแบบง่ายๆ ไม่ต้องมีสัญญา ไม่ต้องมีค่าทำเพลง อยู่ด้วยกันแบบครอบครัว

พร: หนูคิดว่าหนูไม่รู้ว่าค่ายอื่นเป็นแบบไหน แต่ว่าค่ายพวกเราอย่างที่น้องเนยพูดเลย อยู่กันแบบครอบครัว แบบไม่มีสัญญา มันสบายใจทุกอย่าง เวลาเราพูดคุยกัน เวลามาถ่ายทำ MV หรือมาอัดเพลงด้วยกัน มันจะมีเรื่องพูดคุยกัน เราพูดคุยกันบ่อย เวลาพบกันเราจะถามไถ่กันว่าวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง ก็ชวนเที่ยวกันตลอดเลย มันมีความสุข คนที่เป็นเจ้าของค่ายอาจารย์นิค สเลอปี้ เขาเป็นคนใจดี มีอะไรก็คอยบอกน้องๆ คอยให้คำปรึกษาน้องๆ ตลอดเลย 

เมื่ออยู่ด้วยกัน มีความสุขในการทำงานใช่ไหม

พรและเนย: ใช่ค่ะ 

การไปทำงานใน กทม. ได้ไปร้องเพลงตามรายการ นักร้องต่างจังหวัดมีภาษีต่างจากนักร้องใน กทม. ไหม

พร: เคยเจอประสบการณ์หนึ่งก็คือไปถ่ายรายการที่กรุงเทพฯ หรือไม่ก็ไปเล่นคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ มันจะเจอเหตุการณ์บางอย่าง ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเมื่อเราเป็นนักร้องจากอีสาน ถึงแม้เราจะพอมีชื่อเสียงก็ตาม มันจะมีจุดๆ หนึ่งที่หลายๆ คนเขามองเราแปลกไปเหมือนกันว่า เราเป็นคนบ้านนอกนะ ไม่ค่อยพูดกับเรา เวลาเราถามก็จะถามคำตอบคำจนเรางง บางครั้งเรารู้สึกว่าหรือเป็นเพราะเราเป็นคนบ้านนอก หรือเป็นคนอีสานนะ เขาถึงมีพฤติกรรมแบบนี้กับเรา แต่สำหรับเรา รู้สึกว่าเราธรรมดามาก เพราะเราเป็นที่เข้ากับใครก็ได้ เวลาพูดกับใครหนูจะมีความร่าเริ่งอยู่ตลอดเวลา และชอบพูดกับคนอย่างสนุกสนาน

เนย: แน่นอน ต้องต่างอยู่แล้ว เพราะว่าการแต่งตัวของพวกเรา มันก็ไม่เหมือนเด็กหรือศิลปินในกรุงเทพฯ สำหรับพวกหนูเป็นการแต่งตัวแบบสบายๆ เวลาไปงานก็จะใส่รองเท้าแตะ ใส่กางเกงขาสั้น เสื้อยืด เวลาไปทดลองเสียงก่อนขึ้นร้องอะไรแบบนี้ เราอยู่กับคนได้ เข้ากับคนง่าย แล้วเราก็พูดชอบคุยกันเล่นๆ บางทีเวลาที่เจอคนหัวสูงกว่าเราหน่อย หรือสูงอีโก้สูงกว่าเราหน่อยเขาก็จะมองว่าเด็กบ้านนอกจังเลย เขาก็จะไม่กล้าพูดกับเรา แต่ว่าสำหรับตัวเราเอง เราพูดกับทุกคนได้ ไม่มีปัญหา 

การที่เราเป็นนักร้องต่างจังหวัดที่มียอดวิว 100 ล้าน ในสายตาของแฟนๆ มันคือความสำเร็จ ส่วนตัวคิดอย่างไรกับปรากฎการณ์นี้ มันสะท้อนอะไรบ้างในเรื่องที่ว่าเราไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ แต่พอผลิตเพลงออกมาแล้วเพลงมีชื่อเสียง 

เนย: หนูรู้สึกว่าเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น และเป็นอะไรที่เป็นความรู้ใหม่ เป็นประสบการณ์ใหม่ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นเด็กอีสาน เป็นคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร เราก็มีศักดิ์ศรี มีอะไรที่อยากให้คนรู้จักเราเหมือนกัน ถึงเราจะเป็นเด็กบ้านนอก แต่เรามีเพลงให้ทุกคนฟัง แล้วก็เรามีเพลง 100 ล้านวิวนะ อยากให้ทุกคนรู้จัก อยากให้ทุกคนไปฟังนะ เราก็อยากจะมีส่วนนั้นเหมือนกัน ถึงเราจะเป็นแค่เด็กบ้านนอก นักร้องธรรมดา นักร้องค่ายเล็กๆ 

พร: หนูคิดว่าศักดิ์ศรีคนเรามันเท่ากันหมด ไม่ว่าจะเป็นศักดิ์ศรีของนักร้องเหมือนกัน ถึงแม้เราจะมีเพลง 100 ล้านวิวก็ตาม เวลาไปอยู่กับคนอื่น เราก็ไม่ทำตัวให้เกินกว่าเขา ให้ทำตัวให้มันเท่ากันกับเขา เพราะว่าคนทุกคนมีค่าสำคัญหมด ก็คือประสบการณ์ตรงนี้เวลาไปพบพี่น้องที่เป็นนักร้องธรรมดา หนูจะรู้สึกว่าหนูควรให้เกียรติเขา เพราะว่าวงการบันเทิงเขามันกว้างกว่าเรา เชื่อไหมหนูคิดว่าหนูไม่ได้เก่งเท่านักร้องคนอื่นเลย เพราะว่าคนอื่นเขามีประสบการณ์เยอะมากๆ สำหรับหนูก็เลยรู้สึกว่าการให้เกียรติเขามันเป็นอะไรที่ควรนอบน้อมถ่อมตน ถึงแม้ว่าหนูจะมีเพลงที่คนเข้าดู 100 ล้านวิวก็จริง แต่ว่ามันต้องทำตัวให้มันน่ารัก คนถึงจะรักเรา 

นักร้องรุ่นใหม่ๆ ที่แจ้งเกิดประดับวงการ จำเป็นต้องเข้าไปในกรุงเทพฯ หรือไม่เพื่อสานฝันตัวเอง

พร: ค่ายเพลงทุกวันนี้มันมีเยอะ เยอะมาก  ไม่ว่าคุณจะอยากเป็นนักร้องแบบไหนก็แล้วแต่ คุณลองก้าวทีละก้าวก่อนเข้าไปอยู่ในค่ายเล็กๆ ก่อน หาประสบการณ์ไปเรื่อยๆ เหมือนพวกหนู บ้านหนูก็อยู่ตรงนี้ บ้านพี่ก็อยู่ตรงนี้ มีพี่นิคอยู่คนหนึ่ง พี่นิคเป็นหัวเรือที่เก่ง ตอนแรกๆ พวกหนูก็ไม่ได้มีอะไร พี่นิคเป็นคนที่เริ่มต้นสร้างพวกเราขึ้นมา พวกหนูก็เริ่มมาจากการที่อยู่ค่ายเล็กๆ ก่อน แล้วก็หาประสบการณ์เรื่อยๆ ทำเพลงไปเรื่อยๆ ให้คนชอบไปเรื่อยๆ เพลงไม่ดังเพลงนี้ให้เริ่มเพลงใหม่ จนกว่าเรารู้สึกว่าเพลงนี้มันตอบโจทย์กับเรา และตอบโจทย์กับคนที่ฟังเรา อยากฝากถึงน้องๆ ที่อยากเป็นนักร้อง ไม่ต้องเข้าไปที่เมืองกรุง แค่คุณเริ่มจากค่ายเล็กๆ ก่อนก็ได้ เหมือนคุณอยู่กาฬสินธุ์ คุณก็คิดหาว่าค่ายเพลงของกาฬสินธุ์อยู่ที่ไหน ไปของฝากตัวเป็นลูกหลานเขา หาประสบการณ์จากเขาแล้วก็ให้ขาทำเพลงให้สักเพลงสองเพลง ถ้ารู้สึกว่าเพลงมีกระแสหรือตอบโจทย์แล้ว เราก็เริ่มทำเพลงขึ้นมาแล้ว มันจะได้ไปออกรายการเอง ถ้าสมมติเพลงดังปุ๊บ มันก็จะมีรายการสัมภาษณ์ เหมือนที่พี่มาสัมภาษณ์พวกหนู ก็จะทำให้เรารู้สึกว่ามีกระแสขึ้นมา มันก็จะโด่งดังขึ้นไปของมันเอง 

เนย: สำหรับหนู หนูคิดว่ามันก็แล้วแต่ความคิดคน แล้วแต่ความรักความชอบ บางคนเขาก็ชอบค่ายใหญ่ๆ อยู่แล้ว เพราะบางทีเรามีเพลงใหม่ในค่ายใหญ่พอดีเลย เผื่อเราบูมขึ้นมาเลย แต่ว่าสำหรับตัวหนูแล้วมันไม่จำเป็นเลย บางทีเราเริ่มด้วยตัวเราเองเช่น เราอยากมีเพลง เราลองทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ลองทำท่อนเล็กๆ น้อยๆ ลง Tik Tok ลงโลกโซเชียล ให้ทุกคนได้รับรู้ ให้ทุกคนได้ดูบ้าง ถึงแม้ยอดวิวมันจะเล็กน้อย แต่ว่าอย่างน้อยเราก็เริ่มจากตัวเราเองแล้วก็ค่อยพัฒนาไปเรื่อยๆ แล้วค่อยเริ่มหาคนที่อยากเข้าหาเรา แล้วค่อยเริ่มทำ แล้วค่อยเริ่มรู้จักกับอาจารย์หลายๆ ท่านที่เขาแต่งเพลงเก่งๆ ก็ลองให้เขาแต่งเพลงให้ดู แล้วก็เริ่มลงทีละนิดๆ แล้วเขาก็จะรู้จักเราเอง 

ทั้งสองคนคิดว่ากระแสโซเชียลมีเดียมีส่วนช่วยนักร้องอีสานอย่างไรบ้าง 

เนย: หนูคิดว่าเยอะมาก กระแสโซเชียลช่วยนักร้องอีสานเยอะมาก และหลายคนที่เป็นคนอีสานเหมือนกัน เป็นศิลปินที่เริ่มทำเหมือนกัน หนูคิดว่าเขาคงจะเลือกที่จะปล่อยเพลงลงหนึ่งก็คือTik Tok สอง YouTube มันช่วยได้เยอะ เช่น ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น ทำให้คนติดตามเรามากขึ้น ทำให้คนเข้าหาเรามากขึ้น แล้วก็ติดตามเรา แม้แต่ในเฟซบุ๊กคนเล็กๆ น้อยๆ สะสมมาเรื่อยๆ เนยคิดว่ามันเป็นอะไรที่สำคัญด้วยนะ ในกระแสโซเชียล เพราะมันเป็นอะไรที่ผลักดันเราให้เป็นที่รู้จัก 

พร: กระแสโซเชียลสำคัญนะคะ ทุกวันนี้เราเล่นโซเชียลเพื่อการทำเพลง การโปรโมตตัวเอง ไม่ได้ทำให้แค่คนในประเทศเรารู้จัก โซเชียลทำให้คนต่างประเทศรู้จักเราได้เหมือนกัน นักร้องอย่างเรา ออกโซเชียลปุ๊บทำให้คนประเทศไทยรู้จักหลายล้านคน มันจะทำให้เรารู้สึกว่ามันมีการผลักดันตัวเองขึ้นมา แล้วก็ทำให้เรามีกระแสแล้วก็ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น 

อยากจะฝากอะไรถึงนักร้องต่างจังหวัดคนอื่นๆ โดยเฉพาะนักร้องชาวอีสาน

พร: เป็นกำลังใจให้เพราะว่าทุกวันนี้คนเราทำได้หลายอย่าง มีสองมือสองเท้าทำได้หลายอย่างมาก แล้วก็มีคนที่ดีที่อยู่ข้างเรา ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ เพื่อน ได้หมด สำหรับนักร้องคนอีสานที่มีความฝันอยากจะเป็นนักร้องหรือว่าอยากจะมีค่าย เป็นกำลังใจให้ แล้วก็ให้สู้ ๆ ไปเพื่อที่จะมีกระแสให้คนรู้จักเรามากขึ้น เนย: สำหรับหนูอยากให้กำลังใจ ไม่ว่าจะเป็นอีสานใต้ อีสานเหนือ หนูก็อยากให้กำลังใจ เราต้องเริ่มต้นจากตัวเองก่อน มีอะไรเล็กๆ น้อยๆ เราก็ทำลองดู ค่อยๆ ทำดู ส่วนคนที่กำลังเรียนอยู่ แล้วอยากเป็นนักร้อง สำคัญเลยคืออย่าทิ้งการเรียน แต่ว่าอยากจะร้องเพลงก็ใส่เต็มที่เลย อย่าคิดมากถ้าอยากเป็นนักร้อง อันนี้ก็ฝากไว้ ขอบคุณค่ะ

หมายเหตุ: งานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ชุด Isaan Influencers ผู้ส่งเสียงแห่งอีสาน บอกเล่าเรื่องราวในบ้านเฮา

image_pdfimage_print