“ณรงค์ พงษ์ภาพ” ชื่อนี้ที่หลายคนคงไม่คุ้นหู แต่ถ้าเอ่ยชื่อ “นพดล ดวงพร” ขึ้นมา คงทำให้แฟนเพลงทั่วประเทศ หวนคิดถึงบรรยากาศการรับชมมหรสพที่แปลกไปจากคณะอื่นอย่างแน่นอน ภาพของกลุ่มศิลปินชาย 5-6 คน สวมสูทผูกเนคไทยืนพูดตลอดทั้งคืน คงลอยเข้ามาในหัวของหลายๆ ท่าน เสียงพิณไฟฟ้าที่ดังขึ้นจากเวทีแห่งนี้ก่อนใครในโลก คงกังวานก้องอยู่ในหัวใจของใครหลายๆ คน

ย้อนกลับไป ณรงค์ พงษ์ภาพ เป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไปในฐานะศิลปินอีสานผู้สร้างตำนานให้เกิดวงดนตรีลูกทุ่งพูดอีสาน คือวง “เพชรพิณทอง” ตลอดจนบทบาทของการเป็นนักร้อง ดารานักแสดง พิธีกร นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ รวมทั้งการเป็นนักคิด นักส่งเสริมวัฒนธรรม และศิลปินมรดกอีสาน

มหาสงครามบูรพา

ณรงค์ พงษ์ภาพ เกิดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ณ บ้านสว่าง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เป็นบุตรของคุณพ่อเสาร์ พงษ์ภาพ (แซ่เตียว) หรือหมอลำเสาร์ และคุณแม่บุญมาก พงษ์ภาพ (ประสงค์คำ) ในช่วงเวลาของการให้กำเนิดณรงค์ พงษ์ภาพ ตรงกับช่วงการเกิดมหาสงครามเอเชียบูรพา คุณพ่อเสาร์และคุณแม่บุญมาก จึงตั้งชื่อสมาชิกใหม่ในครอบครัวคนนี้ว่า “ณรงค์” เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงการรณรงค์การเกิดสงครามในสมัยนั้น หลังการให้กำเนิดบุตรได้ไม่นาน คุณพ่อเสาร์และคุณแม่บุญมาก ก็ย้ายครอบครัวมาอยู่ที่หมู่บ้านท่าวังหิน บ้างก็เรียกว่าหมู่บ้านริมมูล หรือหมู่บ้านหาปลา เนื่องจากหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูลน้อย ผู้คนในพื้นที่ต่างทำมาหากินโดยการทำประมงหาปลาจากลำมูลน้อย 

ต่อมาณรงค์เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนประชาบาลประจำหมู่บ้าน คือโรงเรียนบ้านท่าวังหิน (โรงเรียนสามัคคีวิทยาคาร) ซึ่งปัจจุบันคือโรงเรียนเทศบาล 3 สามัคคีวิทยาคาร อ.เมือง จ.อุบลราชธานี จนจบการศึกษาภาคบังคับ โดยในสมัยนั้นคือระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 

หากเรียงลำดับพี่น้องจากครอบครัว “พงษ์ภาพ” ของคุณพ่อเสาร์และคุณแม่บุญมาก ครอบครัวนี้จะมีพี่น้องร่วมท้องทั้งสิ้น 8 คน เรียงตามลำดับดังนี้

  1. ทองเลี่ยม พรประสิทธิ์  (ถึงแก่กรรมแล้ว)
  2. ประทีป พงษ์ภาพ  (ถึงแก่กรรมแล้ว)
  3. นคร พงษ์ภาพ  (ครูดาว)
  4. ณรงค์ พงษ์ภาพ  (นพดล ดวงพร)
  5. วิเศษ พงษ์ภาพ  (ถึงแก่กรรมแล้ว)
  6. กิตติพัฒน์ พงษ์ภาพ  (ระเบียบ)
  7. สุอิ พงษ์ภาพ  (ถึงแก่กรรมแล้ว)
  8. ชุติมา พงษ์ภาพ (ชุติมา ดวงพร)
ณรงค์ พงษ์ภาพ หรือ นพดล ดวงพร

ในอดีตที่การแพทย์และการสาธารณสุขยังไม่ทั่วถึง ส่งผลให้เด็กชายณรงค์มีสุขภาพอ่อนแอและมีอาการทีเรียกว่าเป็น “ซาง” หรืออาการตานขโมยในเด็ก ซึ่งเป็นที่ห่วงใยของคุณพ่อคุณแม่และพี่ๆ เป็นอย่างมาก แต่ในขณะนั้นคุณพ่อเสาร์และคุณแม่บุญมาก มีความศรัทธาในอริยสงฆ์รูปหนึ่งคือ “หลวงปู่บุญมี โชติปาโล” เจ้าอาวาสวัด บ้านนาเมือง ต.ไร่น้อย อ.เมือง จ.อุบลราชธานี พระสงฆ์รูปนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระเถรานุเถระ” มีความเมตตาและรักษาผู้ที่มีปัญหาสุขภาพด้วยยาสมุนไพร คุณพ่อเสาร์และคุณแม่บุญมาก จึงได้ปรึกษากันในการนำเด็กชายณรงค์ ซึ่งขณะนั้นมีอายุประมาณ 14 ปี ถวายให้เป็นบุตรบุญธรรมของหลวงปู่บุญมี เพื่อทำการดูแลรักษาปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้น

ด้วยความมีเมตตาต่อคุณพ่อเสาร์ ท่านจึงมีเมตตารับเด็กชายณรงค์ เป็นบุตรบุญธรรมและลูกศิษย์ของวัด โดยให้ติดตามรับใช้ท่านเสมอเมื่อรับกิจนิมนต์ และในเวลาต่อมาท่านได้ปรุงยารักษาบุตรบุญธรรมของท่านคนนี้ จนมีสุขภาพดีขึ้นเป็นลำดับ นับได้ว่าบุญบารมีของท่าน ชุบชีวิตให้เด็กชายณรงค์ เสมือนกับว่าหลวงปู่บุญมี โชติปาโล เป็นบิดาคนที่สองของเด็กชายณรงค์ พงษ์ภาพ 

ความเป็นศิลปินและความเป็นหมอลำได้แฝงฝังในตัวของคุณพ่อเสาร์หรือหมอลำเสาร์มาโดยตลอด เพราะต้องใช้ความสามารถในการจดจำกลอนลำที่มากกว่า 100 กลอน สำหรับออกแสดง และรับงานว่าจ้างในเทศกาลต่างๆ รวมถึงการถ่ายทอดศิลปะการลำกลอนให้กับลูกศิษย์ จากนั้นศาสตร์และศิลปวิทยาการเหล่านี้ ถูกถ่ายทอดมายังณรงค์ หลังจากที่คุณพ่อมองเห็นความสามารถของลูกชาย จึงเรียกให้มารับเอาคาถา “อ้อป่อง” เป็นคาถาที่ทำให้มีความสามารถในการจดจำ 

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ฝึกฝนจนทำให้ณรงค์มีความสามารถอย่างชำนาญการ ประกอบกับช่วงวัยที่เริ่มแตกเนื้อหนุ่ม ณรงค์จึงเริ่มออกแสดงลำกลอน สลับระหว่างช่วงที่คุณพ่อหยุดพัก และในภายหลังจึงขึ้นแสดงเต็มช่วง รับงานว่าจ้างแทนคุณพ่อ ทำให้ประสบการณ์และการฝึกฝนอย่างเป็นประจำของณรงค์ สามารถถอดแบบความเป็นศิลปินจากคุณพ่อในด้านศิลปวิทยาการลำกลอนได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนถือได้ว่ามีความเป็นศิลปินมาตั้งแต่ยังเยาว์

ภรรยา ลูก และชีวิตที่แรมรอนก่อนเป็นศิลปินชื่อดัง

ครั้งหนึ่ง ณรงค์ได้ติดตามพี่สาวทองเลี่ยมและพี่ชายนคร (ครูดาว) เข้ามาทำงานในเมือง โดยได้ทำงานที่โรงพิมพ์ผดุงสาร ณรงค์ทำหน้าที่ทุกอย่างภายในโรงพิมพ์ตามที่ได้รับมอบหมาย ด้วยนิสัยรักการอ่านจนเกิดความรู้และความคิดสร้างสรรค์ เป็นผลมาจากการฝึกฝนและจดจำกลอนลำจากคุณพ่อเสาร์ นอกจากนี้ คุณพ่อยังเคยย้ำกับณรงค์ว่า “โรงพิมพ์นั้นคือแหล่งความรู้” นี่เองจึงทำให้ณรงค์สนใจการอ่านหนังสือวิชาครู ที่อาจารย์จากวิทยาลัยครูนำมาจัดพิมพ์ รวมไปถึง “กลอนผะหยา“ สิ่งนี้จึงทำให้ณรงค์ เกิดแนวคิดและความใฝ่ฝันในการสร้างอนาคตให้กับตนเอง ซึ่งนับได้ว่าโรงพิมพ์ผดุงสาร เปรียบเสมือนสถาบันการศึกษาที่เป็นมหาวิทยาลัยชีวิตแห่งหนึ่งก็ว่าได้

นพดลกับจักรยานยี่ห้อ ฮัมเบอร์ (Humber)

จากเด็กหนุ่มผู้มีฝันทำงานเลี้ยงชีพด้วยการส่งหนังสือพิมพ์โดยใช้จักรยานยี่ห้อ “ฮัมเบอร์ (Humber)” เป็นรถจักรยานจากประเทศอังกฤษที่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก ต้องใช้แรงถีบ ผลต่อมาผลักดันให้ณรงค์ได้เข้าร่วมเป็นนักกีฬาแข่งจักรยานของทีมวิทยุ 08 และความใฝ่ฝันของณรงค์ยังคงไม่สิ้นสุดเพียงเท่านี้ ณรงค์ยังใฝ่ฝันที่จะเป็นนักร้องนักแสดงโดยเข้าร่วมการประกวดขับร้องในงานต่างๆ เขามักจะติดตามพี่ชายนคร (ครูดาว) เข้าร่วมการประกวดอยู่เสมอ 

การประกวดได้ส่งผลให้ชีวิตของหนุ่มโรงพิมพ์ประสบผลสำเร็จ สู่การเป็นศิลปินนักร้องครั้งแรกในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2505 เมื่อวงดนตรีพิพัฒน์บริบูรณ์มาเปิดการแสดงที่โรงภาพยนตร์เฉลิมธานี ณ จ.อุบลราชธานี ซึ่งสมัยนั้นมีนักร้องชาวอุบลราชธานีที่มีชื่อเสียงคือคุณศักดิ์ศรี ศรีอักษร เจ้าของบทเพลงดังในอดีต “ผู้ใหญ่ลี” มาจัดการประกวดร้องเพลงเพื่อคัดเลือกนักร้องประจำวง ณรงค์จึงเข้าร่วมการประกวดโดยร้องเพลง “โสนน้อยเรือนงาม” ของต้นฉบับครูก้าน แก้วสุพรรณ และได้รับการคัดเลือกเข้าประจำวงดนตรีพิพัฒน์บริบูรณ์ ในวันต่อมา วงดนตรีพิพัฒน์บริบูรณ์เดินทางไปแสดงที่โรงภาพยนตร์เฉลิมจิตร จ.ยโสธร นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ณรงค์ ได้ขึ้นร้องบนเวทีกับวงดนตรี รุ่งเช้าก่อนเดินทางพี่ชายของณรงค์ ได้ให้การสนับสนุนเงินให้แก่น้องชายจำนวน 80 บาท และซื้อเสื้อผ้าให้ 1 ชุด เพื่อให้ณรงค์สวมใส่และร่วมเดินทางไปกับวงดนตรีพิพัฒน์บริบูรณ์เข้าสู่กรุงเทพมหานคร 

ณรงค์ทำงานทุกอย่างในวงดนตรี ตั้งแต่เป็นเด็กแบกกลอง รวมไปถึงงานจิปาถะแล้วแต่หัวหน้าวงดนตรีกำหนด รวมทั้งรับหน้าที่เป็นโฆษกโฆษณาขายธูปหอม ทำให้ณรงค์ไม่ได้ขึ้นแสดงอย่างที่ใจหมาย ความผิดหวังในครั้งนี้ทำให้เขาคิดจะกลับเมืองอุบลราชธานี แต่ในที่สุด “พริ้ว แพรชมภู” ซึ่งเป็นน้องสาวของ “ศักดิ์ศรี ศรีอักษร” ได้บอกครูพิพัฒน์ บริบูรณ์ ว่า “เด็กหนุ่มคนนี้มาสมัครเป็นนักร้อง ไม่ได้มาเป็นโฆษกเพื่อการจำหน่ายธูป” ครูพิพิฒน์ บริบูรณ์จึงนึกได้และเปิดโอกาสให้ณรงค์ ไปบันทึกเสียงครั้งแรกที่ห้องบันทึกเสียงบางกอกน้อย ณรงค์จึงพยายามจดจำเทคนิคและวิธีการบันทึกเสียงทุกครั้ง ซึ่งเพลงที่ทำการบันทึกเสียงเป็นเพลงแรกคือ “แอ่วสาวกอด”

ความเป็นคนหนักเอาเบาสู้และต้องการยกระดับฐานะให้ครอบครัว ขณะที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ณรงค์ได้พัฒนาตนเองในหลายเรื่อง โดยใช้เวลาว่างในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ชอบสังเกตและพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดนิ่ง เช่น ใช้เวลาว่างในการเรียนรู้เรื่องอิเล็คทรอนิกส์ จนมีความสามารถในการประกอบแก้ไขวิทยุทรานซิสเตอร์ในสมัยนั้นได้ ใช้เวลาว่างในการฝึกเป็นนักจัดรายการวิทยุและพัฒนาเรียนรู้เกี่ยวกับความรู้รอบตัวต่างๆ เท่าที่โอกาสจะอำนวย จนในที่สุดได้รับสปอนเซอร์จาก “บริษัท ฮุยแลนด์ฟาร์มาซี จำกัด” เจ้าของตำหรับยา “หมอเล็บยาว” และเดินทางกลับภูมิลำเนา จ.อุบลราชธานี เพื่อจัดรายการวิทยุที่สถานีวิทยุ 08 กองบิน 21 อุบลราชธานี

ด้วยลีลาและสำเนียงการจัดรายการ การทักทายแฟนเพลงด้วยภาษาอีสานและการโต้ตอบจดหมายของแฟนรายการ และการนำนักร้องดังในสมัยนั้นมาสัมภาษณ์และแสดงสดข้างสถานีวิทยุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักร้องในวงดนตรีจุฬารัตน์ อย่างสังข์ทอง สีใส ที่ทำให้แฟนรายการและผู้มาชมต่างฮือฮา นี่เองจึงส่งผลให้ณรงค์มีแฟนเพลงแฟนรายการมากมายจนมีการรวมตัวจัดตั้งชมรมแฟนนักจัดรายการวิทยุ “ณรงค์ พงษ์ภาพ” ขึ้น ด้วยชื่อเสียงที่โด่งดังทำให้มีผู้สนับสนุนรายการเพิ่มมากขึ้น เช่น บริษัทสหพัฒนพิบูลย์ จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์มากมาย บริษัท แก่นนครเภสัช จำกัด เจ้าของยาสตรีแก่นนครและยาประดงแก่นนคร รวมทั้งห้างร้านภายใน จ.อุบลราชธานี จนมีการกระจายการจัดรายการไปยังสถานีวิทยุอื่นๆ ด้วย เช่น สถานีวิทยุ ว.ป.ถ. 6  

ด้วยนิสัยการรักการปั่นจักรยาน ทำให้ณรงค์ตัดสินใจซื้อจักรยานเสือหมอบ และกลายเป็นนักกีฬาเข้าร่วมทีมจักรยานกับกลุ่มทหารอากาศ 08 โดยมักมีการจัดการแข่งขันจักรยานเสือหมอบ รอบทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานี ในเทศกาลสำคัญ มีหัวหน้าทีม คือ พันจ่าอากาศเอกวรชัย งามสมทรัพย์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ชายของคำพันธ์ พันธุ์คำ และในเวลาต่อมาคำพันธ์ ได้กลายเป็นคู่ชีวิตของณรงค์ พงษ์ภาพ ซึ่งทั้งสองสมรสกันในปี พ.ศ. 2508 และมีทายาทร่วมกัน 4 คน ประกอบด้วย 

  1. พิษณุ พงษ์ภาพ 
  2. นภดล พงษ์ภาพ (เสียชีวิต) 
  3. อรนุช พงษ์ภาพ (โกศลวัฒน์)
  4. มงคล พงษ์ภาพ
นพดล ดวงพร กับภรรยา

หลังจากให้กำเนิดบุตรคนแรก กับการเป็นคุณพ่อเต็มตัว และการเป็นผู้นำครอบครัวได้เริ่มขึ้น ณรงค์ตัดสินใจนำเงินเก็บมาซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้านพักที่หน้าวัดท่าวังหิน ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเพชรพิณทองในปัจจุบัน แต่ต่อมาใน พ.ศ. 2510 รัฐบาลในสมัยนั้นได้ประกาศนโยบายควบคุมการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าในรายการวิทยุ ส่งผลให้นักจัดรายการต้องยุติและลดบทบาทการจัดรายการลง ทำให้เศรษฐกิจครอบครัวเริ่มคลอนแคลน ทำให้ณรงค์ ตัดสินใจขอรับการสนับสนุนจาก “บริษัท นิมิตรฟาร์มาซี จำกัด” เจ้าของยาแก้ปวดมิกซ์โก้และโรงภาพยนตร์นิมิตรรามา ซึ่งให้การสนับสนุนยาและเครื่องฉายภาพยนตร์ และณรงค์ได้ตัดสินใจเช่าซื้อรถออกเร่จัดฉายภาพยนต์และจำหน่ายยาแก้ปวดมิกซ์โก้ โดยมีพี่ชายนคร (ครูดาว) ร่วมเดินทางไปด้วย แต่ก็ประสบปัญหายาถูกขโมยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การฉายภาพยนต์และขายยาต้องยุติลงในเวลาเพียง 3 เดือน ในที่สุดณรงค์ จึงได้ปรึกษากับภรรยา ขอมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพมหานครอีกครั้งในปี พ.ศ. 2511 โดยช่วงแรกได้เดินทางเข้าไปเพียงลำพัง และให้ภรรยากับลูกชาย 2 คน รออยู่บ้านที่ จ.อุบลราชธานี 

การเดินทางได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง และการเดินทางเข้าเมืองกรุงครั้งนี้ณรงค์ ตั้งใจจะไปเป็นนักร้องในวงดนตรีจุฬารัตน์และมุ่งไปหาครูสัญญา จุฬาพร ในการเข้าไปที่สำนักงาน ณรงค์กลับมีโอกาสพบครูมงคล อมาตยกุล และได้ขอแผ่นเสียงเพื่อไปเปิดประชาสัมพันธ์นักร้องในวง ครูมงคล อมาตยกุลจึงได้มอบแผ่นเสียงของนักร้องชื่อชาย เมืองสิงห์ ให้ และได้ปรึกษากับครูสัญญา จุฬาพร ให้ช่วยฝากฝังเข้าสู่วงดนตรีจุฬารัตน์ แต่ได้รับคำตอบว่า ครูยังไม่รับใคร ณรงค์จึงทำได้เพียงรับหน้าที่เป็นผู้ปิดใบโฆษณาและประชาสัมพันธ์หน้าวิกก่อนการแสดงในทุกครั้ง โดยได้รับค่าตอบแทนวันละ 20 บาท และส่งให้ภรรยาเพื่อเลี้ยงดูบุตรชายทั้ง 2 

วันหนึ่ง ณ วิกเขื่อนอุบลรัตน์ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น โอกาสทองของณรงค์ พงษ์ภาพ ก็มาถึง ก่อนเปิดทำการแสดงได้มีผู้มาแจ้งว่า โฆษกหน้าเวทีของวงดนตรีจุฬารัตน์ไม่สามารถขึ้นแสดงได้ นี่เองจึงทำให้ณรงค์ พงษ์ภาพ ได้ขึ้นแสดงแทน โดยทีมงานโฆษกในครั้งนั้นประกอบด้วย ประจวบ จำปาทอง ชัย อนุชิต ณรงค์ พงษ์ภาพ และนที นพพร และมีเพียงณรงค์ พงษ์ภาพเท่านั้น ที่ใช้ภาษาอีสานประกอบการแสดง ผลจากการขึ้นแสดงในฐานะทีมงานโฆษกวงดนตรีจุฬารัตน์ในครั้งแรก ประสบความสำเร็จได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี และต่อมาทุกครั้งที่จะต้องมีการแสดงจึงมีชื่อ ณรงค์ พงษ์ภาพ เป็นทีมงานโฆษกหน้าเวทีเสมอ 

จาก “ณรงค์ พงษ์ภาพ” สู่ “นพดล ดวงพร

เมื่อสิ้นสุดการแสดง ณรงค์ได้เข้าไปกราบลาครูมงคล เพื่อเดินทางกลับมาหาภรรยาและลูกที่ จ.อุบลราชธานี ครูมงคลได้สอบถามกับณรงค์ว่า เกิดวันใด ณรงค์จึงตอบกลับไปว่า เกิดวันจันทร์ ครูมงคลบอกว่าวันจันทร์ใช้สระอะไม่ได้แม้แต่ตัวการันต์ เพราะเป็นกาลกิณีทำงานไม่ขึ้น ครูมงคลยังตั้งข้อสงสัยต่อไปว่า “ชื่อณรงค์นี้จะไปสู้รบกับใคร” จากนั้นครูมงคล จึงได้ตั้งชื่อใหม่มาให้เลือก 4 ชื่อ สุดท้ายณรงค์เลือกชื่อใหม่ว่า “นพดล ดวงพร” 

ถัดจากนั้นครูมงคลให้ซองก่อนเดินทางกลับ จ.อุบลราชธานี แต่ไม่ทราบในซองดังกล่าวมีอะไร หลังกราบลาครูมงคล ระหว่างทางกลับบ้านจึงได้เปิดซอง และพบว่าในซองมีธนบัตรจำนวน 8,000 บาท จึงรู้ตัวว่า ครูมงคล รับตนเข้าเป็นสมาชิกวงดนตรีจุฬารัตน์ และเมื่อครบกำหนดตามที่นัดหมายที่วงดนตรีจุฬารัตน์จะได้เปิดการแสดงในภาคใต้ต่อไปจึงรีบเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครอีกครั้ง จากนั้นไม่นานครูมงคล จึงมอบหมายให้ครูสัญญา ประพันธ์เพลงชื่อ “หนุ่มอุบล” ให้เป็นเพลงแรกและได้รับการบันทึกแผ่นเสียงในชื่อของ “นพดล ดวงพร” ตามกติกาที่วงจุฬารัตน์ตั้งไว้ ว่าผู้ที่จะขึ้นแสดงหน้าเวทีจะต้องมีผลงานเพลงที่เป็นของตัวเองประจำตัวทุกคน

จากนั้น “ณรงค์ พงษ์ภาพ” ซึ่งต่อจากนี้คือ “นพดล ดวงพร” จึงให้ภรรยาและลูกชายทั้ง 2 ติดตามเข้าอยู่ในกรุงเทพด้วย ณ บ้านพักในตรอกวัดเซิงหวาย (วัดเวตวันธรรมาวาส) เขตบางซี่อ ซึ่งเป็นที่ตั้งของวงดนตรีจุฬารัตน์ในสมัยนั้น การอยู่วงดนตรีจุฬารัตน์ทำให้นพดล ได้เรียนรู้หลักการบริหารวงดนตรี การประพันธ์คำร้อง ทำนองและการใช้เครื่องดนตรีบางชิ้น และยังหาโอกาสเรียนรู้การจัดรายการวิทยุเพิ่มเติม เช่น สถานีวิทยุยานเกราะ สถานีวิทยุ จส. 1 (กรมขนส่งทหารบก) สะพานแดง สถานีวิทยุสวนมิสกวัน ตลอดจนบางเวลายังศึกษาการจัดรายการทางโทรทัศน์ ซึ่งในยุคนั้นวงดนตรีจุฬารัตน์มักจัดแสดงผ่านทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม ส่วนภรรยาก็ได้ถือโอกาสเรียนรู้การบริหารจัดการวงดนตรี และการออกแบบเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในช่วงที่อยู่วงดนตรีจุฬารัตน์อีกด้วย

วงดนตรีพิณแคนประยุกต์วงแรกบนแผ่นดินอีสาน

การพักวงของวงดนตรีจุฬารัตน์ ทำให้ในปี พ.ศ. 2513 นพดล ดวงพร พาครอบครัวเดินทางกลับบ้านที่ จ.อุบลราชธานี และภรรยาก็ได้ให้กำเนิดบุตรสาว ซึ่งเป็นบุตรคนที่ 3 จากนั้นนพดลได้ใช้ความรู้ความสามารถที่มีในการจัดรายการ โดยเฉพาะการแสดงดนตรีพื้นเมืองอีสาน โดยเปิดเวทีการประกวดการแสดงดนตรี หลังโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ที่อยู่หลังศาลากลาง จ.อุบลราชธานี ผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จ.อุบลราชธานี โดยมีผู้เข้าชมอย่างล้นหลาม แต่มาในวันหนึ่งคณะหมอลำที่จะมาแสดงไม่สามารถเดินทางมาได้ทันเวลา นพดลจึงได้ใช้ปฏิภาณไหวพริบในการแก้ไขสถานการณ์ ทำให้ปัญหาในครั้งนั้นผ่านไปด้วยดี และเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก จึงได้ปรึกษาคุณพ่อเสาร์และพี่ชายนคร (ครูดาว) เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และพัฒนาดนตรีพื้นบ้านให้เข้าสู่ระบบสากล จึงเกิดแนวคิดในการนำเครื่องดนตรีพิณแคนไปใช้ในการแสดง เพื่อให้ได้รับการยอมรับและสร้างความนิยมในเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสาน จึงนำมาสู่แนวคิดในการก่อตั้งวงดนตรี “พิณแคนประยุกต์เมืองอุบล” ขึ้น ในปีเดียวกัน โดยเปิดรับสมัครนักร้องหญิง ชาย หมอพิณ หมอแคน ผู้เล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้าน ณ บ้านพี่ชาย (ครูดาว) นับว่าเป็นการนำดนตรีพื้นเมืองอีสานมาจัดแสดงและพัฒนา เพื่อใช้ประกอบเพลงลูกทุ่งและเพลงพื้นเมืองเป็นครั้งแรก

วงดนตรีเพชรพิณทองในยุคแรก

ความสามารถในการบริหารวงดนตรีและการจัดการทรัพยากรบุคคลภายในวงของนพดลและภรรยา ทั้ง 2 ได้พยายามสร้างชื่อเสียงและผลงาน โดยการนำเครื่องดนตรีอีสานพื้นบ้านอย่าง พิณ แคน มาดัดแปลงใส่เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เกิดเสียงที่ชัดเจน ซึ่งนับว่าเป็นบุคคลแรกที่คิดค้นและจัดทำพิณไฟฟ้า จนเกิดคำศัพท์เฉพาะขึ้นว่า “พิณติดคอนแทค แคนติดไมค์ลอย” และได้นำวงพิณแคนประยุกต์มาจัดรายการแสดงสดทาง สทร. 11 ต่อมาคือสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ขอนแก่น โดยได้จัดรายการนำเสนอการแสดงของวงดนตรีพิณแคนประยุกต์เมืองอุบลราชธานี เผยแพร่เป็นครั้งแรกในภาคอีสานและมีการนำเสนอเป็นภาษาอีสานทำให้ผู้คนสนใจและมีคนรู้จักเพิ่มขึ้น โดยมีนักดนตรีที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก เช่น “หมอแคนคำตัน” “หมอแคนสำเริง” “หมอแคนสุดใจ พึ่งจิตร” “หมอพิณทองใส ทับถนน” “สมบูรณ์ ทนง” และได้ปลูกปั้นศิลปินนักร้องอยู่หลายคน เช่น “ชุติมา ดวงพร” “วิเศษ เวณิกา” “วัลลภ ชนินทร” “นพรัตน์ ดวงพร” “ดอน แดนอีสาน”   

โดยมีพี่ชายนคร (ครูดาว) เป็นผู้ประพันธ์เพลงและคัดเลือกนักร้องเข้าประจำวงดนตรี อีกทั้งยังนำการรำเซิ้งอีสานมาประกอบการแสดง และมีคุณแม่คำพันธ์ ภรรยาผู้เป็นที่รัก ทำหน้าที่ออกแบบชุดและตัดเย็บเสื้อผ้าภายในวง พร้อมกันนั้นมีการหาครูมาฝึกสอนการรำเซิ้งเพื่อความสมบูรณ์แบบของวง นี่เองจึงเป็นสาเหตุให้คนรู้จักวงดนตรีพิณแคนประยุกต์เมืองอุบล เพิ่มมากขึ้น

สมาชิกรุ่นก่อตั้งวงดนตรีเพชรพิณทอง

“เพชรพิณทอง” ชื่อนี้มีที่ม

ในวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2514 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานปริญญาแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กรมประชาสัมพันธ์ได้รับมอบหมายให้จัดการแสดงพื้นเมืองถวายในช่วงเย็น กรมประชาสัมพันธ์จึงได้ส่งหนังสือเชิญ วงดนตรีพิณแคนประยุกต์เมืองอุบล ของนพดล ดวงพร เพื่อทำการแสดงหน้าพระที่นั่ง

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ นพดล ดวงพร พร้อมชาวคณะเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายการแสดงเฉพาะพระพักตร์ ประกอบด้วยการอัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ “ชะตาชีวิต” มาขับร้องและบรรเลง โดยมีเครื่องดนตรีพิณและแคนเป็นเครื่องดนตรีชิ้นเอกประกอบการแสดง รวมทั้งการแสดง “ลำเซิ้งอีสาน” โดยก่อนการแสดง โฆษกในพระราชพิธีกล่าวยกย่องว่า นพดล ดวงพร และวงดนตรีพิณแคนประยุกต์เมืองอุบล ถือว่าพิณเป็นมรดกและเป็นเพชรเม็ดเอกของอีสานที่จะอยู่คู่กับวงการเพลงลูกทุ่งของไทย

หลังจบการแสดง นพดล ดวงพร น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพิณแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อให้พระองค์ทรงดีดให้เป็นมงคล แล้วจะนำกลับไปบูชาเป็นเกียรติและศรีแก่วงศ์ตระกูล 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งได้รับถวายพิณอีกชิ้นหนึ่งไปแล้วก่อนหน้ากล่าวกับนพดลว่า พิณที่ให้ไปแล้วฉันดีดไม่ได้เลย เพราะต้องตั้งสายเป็นครั้งคราวไป ขณะเดียวกันพระองค์ทรงดีดพร้อมกับตรัสว่า “เพชรก็เพชรเถอะ ขอให้ดังๆ นะ” แล้วพระราชทานพิณกลับคืนให้นพดล

หลังจบการแสดง นพดล ดวงพร น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพิณแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อพระองค์ทรงดีดให้เป็นมงคล (ภาพ: TheRinac HoraEsan)

จากนั้นนพดล ดวงพร จึงได้นำมาพิณมาเก็บรักษาบูชา เป็นที่เคารพและสร้างขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิตแก่วงศ์ตระกูล และได้น้อมนำพระราชดำรัส “เพชรก็เพชร” มาเปลี่ยนชื่อ วงดนตรีพิณแคนพื้นเมืองอีสาน เป็นวงดนตรี “เพชรพิณทอง” ในโอกาสที่วงดนตรีและชาวคณะได้เข้าเฝ้าทูลอองธุลีพระบาท ถวายการแสดงเฉพาะพระพักตร์และน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพิณ จึงถือว่าในวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2514 เป็นวันก่อกำเนิดวงดนตรีลูกทุ่งพูดอีสาน “เพชรพิณทอง” ขึ้นมา และเดินทางไปแสดงในท้องที่ของตำบล อำเภอ จังหวัด ในเขตภาคอีสาน จากนั้น ปี 2515 นพดล ดวงพร และภรรยาได้ให้กำเนิดบุตรชาย คือ มงคล พงษ์ภาพ ต่อมาจึงร่วมเป็นสมาชิกของวงดนตรีเพชรพิณทองและด้วยความสามารถด้านดนตรี จึงได้ก่อตั้งวงดนตรีชื่อ “เพชรมงคล” ขึ้น  

ในวันที่โด่งดัง

นพดล ดวงพร ผู้ก่อตั้งวงดนตรีเพชรพิณทอง เปรียบเสมือนเสาหลักของครอบครัวและสมาชิกของวงดนตรี โดยนำวงดนตรี “เพชรพิณทอง” ออกเดินทางเปิดแสดงไปทั่วประเทศ เมื่อเดินทางไปแสดงที่ใด ก็จะได้รับการต้อนรับจากผู้ชมอย่างท่วมท้น เช่นการแสดงล้อมผ้าก็ต้องขยับเสาหลัก เพื่อขยายผ้าล้อมรองรับผู้ชมจำนวนมาก หรือหากไปแสดงในโรงภาพยนตร์ก็มักจะได้ยินว่า “โรงหนังตุงไปตุงมา” เพราะผู้ที่ไม่มีบัตรนั่งก็ยังคงขอซื้อบัตรยืนจนต้องเปิดประตูด้านข้างโรงภาพยนตร์และล้อมผ้าอีกรอบปิดไว้ บางท่านที่ซื้อบัตรยืนก็ยอมเบียดกันเพื่อจะได้ชมการแสดงของนพดล ดวงพร และคณะ 

มีกฎกติกาพื้นฐานหลายข้อในการร่วมเดินสายกับวงดนตรีเพชรพิณทอง เช่น ห้ามดื่มสุราและของมึนเมา ลด ละ เลิกสูบบุหรี่ ห้ามเล่นการพนัน นอกจากนี้ยังอบรมบ่มนิสัยและแนะแนวทางในการปฏิบัติตนในการเข้าสู่สังคมและเป็นแบบอย่างที่ดี เช่น สมาชิกผู้หญิงแม้ว่าต้องสวมใส่ชุดหวาบหวิวในการแสดง แต่นั่นเป็นเพียงแค่บนเวทีเท่านั้น โดยในชีวิตประจำวันสมาชิกทุกคนต้องแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ถูกกาลเทศะและดูดีตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือไปพบปะผู้คน เพราะเราเป็นนักแสดงที่มีผู้คนมาชื่นชมตลอดเวลาเขาจะได้เห็นภาพลักษณ์ที่ดี สำหรับนักร้องนั้นแม้ว่าจะมีชื่อเสียงหรือไม่ก็ตามก็ต้องทำงาน ไม่ใช่แค่ร้องเพลงอย่างเดียว แล้วแบกเสื้อสูทจากไป แต่จะต้องช่วยกันทำงานขนของ เก็บของ ช่วยเหลือผู้อื่นทำงาน สำหรับนักแสดงตลก จะไม่ใช้คำว่า “ดาราตลก” ต้องมีการพัฒนาตนเองและสร้างเสียงหัวเราะโดยไม่ใช้คำหยาบ พร้อมทั้งแต่งกายสุภาพ จนได้รับขนานนามว่า “ตลกใส่สูท” 

การแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของวงดนตรีเพชรพิณทองคือการใส่สูทผูกเนคไท

รอบปีการแสดงเริ่มจากเดือนสิงหาคมจนถึงเดือนพฤษภาคม ในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว วงดนตรีเพชรพิณทองเปิดการแสดงล้อมผ้ากางแปลง บนเวทีเคลื่อนที่ได้แนวคิดจาก การนำบรรทุกสิบล้อ มาปรับเป็นเวทีเคลื่อนที่ โดยนพดล ดวงพร  เป็นผู้ออกแบบเอง ส่วนในช่วงฤดูฝนจะเปิดการแสดงในโรงภาพยนตร์แทน โดยจะพักวงในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมของทุกปี เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการแสดง ผลงานเพลง ท่าเต้น และเสื้อผ้า โดยมีการหยุดซ้อมและจัดทำผลงานการแสดงใหม่ๆ ทุกปี  เมื่อความนิยมของวงดนตรีเพชรพิณทองสูงขึ้น งานกาชาดหรือ งานประจำปีของหลายจังหวัด เช่น ยโสธร นครราชสีมา มหาสารคาม ร้อยเอ็ดและอุดรธานี เป็นต้น จะมีการจองคิวแสดงล่วงหน้าข้ามปี 

โรงเรียนเพชรพิณทอง

วงดนตรีลูกทุ่งพูดอีสาน “เพชรพิณทอง” ของนพดล ดวงพร เปิดการแสดงไปทั่วทุกภาคของประเทศ ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2514 เป็นต้นมา เรียกเสียงหัวเราะและสร้างความบันเทิงให้ทุกคนจนได้รับความรักความชื่นชมจากแฟนๆ ตลอดมา พร้อมกันนั้นวงดนตรีเพชรพิณทองยังได้สร้างนักร้องศิลปินมากมายประดับวงการเพลงลูกทุ่งหมอลำ อย่างนักร้องในยุคแรกๆ เช่น วัลลภ ชนินทร, ดอน แดนอีสาน, ชุติมา ดวงพร, นพรัตน์ ดวงพร, ลือชา เกียรติภิญโญ, เมธ เมธี  และในยุคต่อมา ได้แก่ กำไล พัชรา, ปนิดา ภักดิ์ศิริ, วนิดา วราพร  จากนั้นนพดล ดวงพร ได้เชิญนักร้องที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาร่วมงาน เช่น ทูล ทองใจ, ชาย เมืองสิงห์, สนธิ สมมาตร, ศักดิ์สยาม เพชรชมภู, เทพพร เพชรอุบล, น้องนุช ดวงชีวิน และเธียร มธุรส ส่วนช่วงการแสดงที่สร้างชื่อเสียงให้กับวงดนตรีเพชรพิณทองมากที่สุด คือช่วงการแสดงสดมหาสนุก นำทีมโดย นพดล ดวงพร, ลุงแนบ, หนิงหน่อง, จ่อย จุกจิก, แท็กซี่, ใหญ่ หน้ายาน, ฝ้าย เม็ดใน และ ชัย ชุมแพ

ผลงานการแสดงของวงดนตรีลูงทุ่งพูดอีสาน “เพชรพิณทอง” ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีมีประชาชนเข้าชมการแสดงทุกรอบอย่างล้นหลาม จนมีคำกล่าวที่ว่า “ดูสนุก ฮาสนั่น” และได้มีการบันทึกเสียงเป็นเทปการแสดงสดโดยชุดแรก คือ  “หมอลำบันลือโลก” ยุคต่อมามีการบันทึกเทปวิดีโอการแสดงสดโดยชุดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ “โมราห์พาซิ่ง” กลายเป็นผลงานเด็ดของเพชรพิณทอง ที่สร้างภาพจำให้กับท่านผู้ชม 

อีกหนึ่งสิ่งที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าของวงดนตรีเดินสายแสดงคือ “เวทีเคลื่อนที่” นพดล ดวงพร ได้คิดค้นนวัตกรรมดังกล่าวเพื่อให้การขนย้ายและติดตั้งเวทีเป็นไปอย่างสะดวก ในอดีตการสร้างเวทีสำหรับแสดงดนตรีเริ่มจากการนำโต๊ะเขียนหนังสือของนักเรียนมาต่อกัน หรืออุปกรณ์เท่าที่จะหาได้มาจัดสร้างเวที แต่ยังไม่ได้รับมาตรฐานและความปลอดภัย เมื่อเพชรพิณทองต้องเดินสายทำการแสดงไปยังสถานที่ต่างๆ ตลอดเวลา นพดล ดวงพร จึงเกิดแนวคิดในการจัดทำเวทีเคลื่อนที่ โดยการนำรถบรรทุกสิบล้อ มาดัดแปลงเพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ พร้อมทั้งเพิ่มอุปกรณ์ชักรอกแผ่นเหล็กให้สามารถกางออกเพื่อเป็นพื้นเวทีความยาว 18 เมตร โดยใช้แท่งเหล็กรองรับน้ำหนักด้านล่างและสามารถปรับระดับความสูงได้ ทำให้เวทีอยู่ในระนาบเดียวกัน เวทีเคลื่อนที่ดังกล่าวมีขนาดกว้างสามารถจัดวางเครื่องดนตรี เครื่องเสียงและอุปกรณ์การแสดงต่างๆ ตลอดจนสามารถรองรับน้ำหนักของสมาชิกวงดนตรีเพชรพิณทองอย่างน้อย 30 คน ขึ้นไป ในขณะเดียวกันเมื่อเสร็จสิ้นการแสดงรถเวทีเคลื่อนที่คันนี้ก็สามารถจัดเก็บได้อย่างสะดวกสบาย สามารถบรรทุกอุปกรณ์ต่างๆ ของวงดนตรี (all in one) เพื่อเดินทางไปทำการแสดง ณ สถานทีต่อไป 

สู่การเป็นนักแสดง

ในด้านการแสดงภาพยนตร์ นพดล ดวงพร จะไม่เรียกตัวเองว่าเป็นดารา หากแต่ชอบที่จะใช้คำว่าเป็นนักแสดงมากกว่า โดยช่วงแรกภาพยนตร์ส่วนใหญ่ที่แสดงมักจะได้รับบทให้ออกมาร้องเพลง ส่วนภาพยนตร์เรื่องแรกที่แสดงก็คือ วิวาห์พาฝัน ในปี พ.ศ. 2514 ของละโว้ภาพยนตร์ ตามด้วย ลำดวน ในปี พ.ศ. 2514 หลังจากนั้น นพดล ดวงพร ได้ยกวงดนตรีเพชรพิณทอง ไปร่วมแสดงในเรื่อง มนต์รักแม่น้ำมูล ในปี พ.ศ. 2520 

ในเวลาต่อมานพดลก็ได้รับบทเด่นเป็น ครูใหญ่คำเม้า แห่งบ้านหนองหมาว้อ ในเรื่อง ครูบ้านนอก ในปี พ.ศ. 2521 ซึ่งเป็นการรับบทที่ไม่ใช่นักร้องเป็นครั้งแรก เมื่อภาพยนตร์เข้าฉาย ก็สร้างชื่อเสียงให้กับนพดลอย่างมาก หลังจากนั้นนพดลก็รับงานแสดงภาพยนตร์แทบทุกบท ตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง หนองหมาว้อ คนกลางแดด ๗ สิงห์ตะวันเพลิง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ไฟนรกขุมโลกันต์ ผู้ใหญ่มากับทุ่งหมาเมิน ลูกแม่มูล จับกัง กรรมกรเต็มขั้น ในปี พ.ศ. 2522 ส่วนในปี พ.ศ. 2524 ได้ทำการแสดงภาพยนตร์เรื่อง ไข่ลูกเขย ขบวนการแก้จน บันทึกลับครูพร (เรื่องนี้นพดลรับบทนักแสดงนำครั้งแรก) เสน่ห์บางกอก สิงโตคำราม และเรื่องหมามุ่ย 

และในปี พ.ศ. 2525 แสดงภาพยนตร์เรื่อง นักสืบฮาร์ด ปี พ.ศ. 2528 แสดงเรื่อง ครูข้าวเหนียว ปี พ.ศ. 2545 แสดงเรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11 และเรื่อง มากับพระ ในปี พ.ศ. 2549 นอกจากนั้นนพดล ดวงพร ยังแสดงละครโทรทัศน์หลายเรื่อง เช่น โคกคูนตระกูลไข่ เพลงรักริมฝั่งโขง เรไรลูกสาวป่า

วันหนึ่งขณะที่เปิดทำการแสดงที่ย่านพระราม 2 ระหว่างที่ชุติมา พงษ์ภาพ (น้องสาว) ควบคุมการขายบัตรเข้าชมการแสดงอยู่ด้านหน้าทางเข้า ก็ได้มีทีมคัดเลือกนักแสดงจาก “บริษัท หับ โห้ หิ้น ฟิล์ม จำกัด” เข้ามาสอบถามข้อมูลการแสดงพร้อมทั้งซื้อบัตรเข้าชมอีกด้วย หลังจากที่ชมการแสดงไปได้เกือบ 2 ชั่วโมง จารุภัส ปัทมะศิริ ผู้คัดเลือกนักแสดงจากภาพยนต์เรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11 เข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ถึงจำนวนโฆษกหลักของวงดนตรี พร้อมทั้งขอเข้าพบนพดล ดวงพร เพื่อพูดคุยและขอทราบข้อมูลเพิ่มเติม

หลังจากวันนั้นจารุภัส ก็ได้โทรศัพท์ทำการนัดแนะกับหลานสาว เพื่อให้พานพดล ดวงพร เข้าไปที่บริษัท หับ โห้ หิ้น ฟิล์ม จำกัด ทำการคัดเลือก (Casting) ในบทของหลวงพ่อโล่ห์ พร้อมกับโฆษกอีกหลายคน เช่น ใหญ่ หน้ายาน ยอดสน ลมพัดไผ่ ด้อง ดวงดี รวมถึงคนขับรถผู้รู้ใจอย่าง ยืนยง พ้องเสียง ก่อนเข้าทำการคัดเลือกนักแสดง (Casting) จิระ มะลิกุล (ผู้กำกับภาพยนต์) ก็ได้เข้ามาพูดคุยถึงแนวทางและเนื้อหาของบทภาพยนต์ ด้วยความที่นพดล ดวงพร มีความเชื่อและเคารพในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงทำให้การพูดคุยกันเรื่องบทภาพยนตร์และความเชื่อที่มีต่อพญานาค เป็นไปอย่างเข้มข้น และได้ทำการทดสบโดยการแสดงบทหลวงพ่อโล่ห์ได้อย่างเข้าถึงบทบาท จนได้รับการคัดเลือกให้รับบท “หลวงพ่อโลห์” ในที่สุด 

ในการเชื้อเชิญให้นพดล ดวงพร ไปแสดงครั้งนั้น เป็นการเชื้อเชิญที่มีความเข้มข้นมาก ขณะที่ทีมงานมีการพูดคุยกันเรื่องความเชื่อของบั้งไฟพญานาค ได้มีทีมงานกล่าวในทำนองว่าบั้งไฟพญานาคไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการปลุกกระแสเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น จึงทำให้นพดลรู้สึกเคืองและไม่อยากที่จะร่วมงาน แต่สุดท้ายการพูดคุยก็จบลงด้วยดี ด้วยการหาทางออกว่าเรื่องนี้ไม่ควรมีข้อสรุปว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง

ก่อนการเปิดกล้องถ่ายทำภาพยนตร์ นพดล ดวงพร เพื่อให้เข้าถึงบทบาทหลวงพ่อโล่ห์จึงได้ตัดสินใจบวชทดแทนพระคุณบิดามารดาเป็นเวลา 7 วัน หลังจากนั้นก็เริ่มทำการถ่ายทำภาพยนต์ที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ในขณะที่ถ่ายทำอยู่นั้น ก็ยังคงเดินสายทำการแสดงกับวงดนตรีไปด้วย กระทั่งภาพยนต์เข้าฉาย 

นี่เองจึงทำให้ผู้คนและประชาชนได้รู้จักนพดล ดวงพร ในบทบาทของ “หลวงพ่อโลห์” จากภาพยนตร์เรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11 และบทบาทของ “หลวงพ่อโล่ห์” ในภาพยนตร์ทำให้คุณนพดล ดวงพร ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากรางวัลภาพยนต์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 12 พ.ศ. 2545 จากสมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์และ รางวัลภาพยนต์ไทย ของชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 11 พ.ศ. 2545 แม้ว่านพดลจะเกิดความตกใจอยู่ เพราะตลอดระยะเวลาที่เข้ามามีบทบาทในวงการภาพยนตร์ ตนได้แสดงแค่บทตัวประกอบเท่านั้น กระทั่งได้รับการประกาศรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ตนยังมีความรู้สึกงง และตกใจไปชั่วขณะ

ชีวิตเพื่อสังคมของนพดล ดวงพร

เมื่อครั้งที่จัดรายการที่สถานีวิทยุ 08 อุบลราชธานี ได้มองเห็นปัญหาของวัยรุ่นที่ว่างงานของชุมชนบ้านท่าวังหิน ด้วยความที่นพดลเป็นผู้มีจิตใจชอบกีฬา และในตอนนั้นบริเวณใกล้บ้านของคุณพ่อเสาร์  มีนักมวยชื่ออรุณศักดิ์ ร.ส.พ. ซึ่งเป็นนักมวยที่มีชื่อเสียงระดับแชมป์เปี้ยน ได้ให้คำแนะนำรวบรวมชายหนุ่มมาฝึกซ้อมมวยนพดล ดวงพร จึงซื้ออุปกรณ์ซ้อมมวยไปแขวนไว้ที่ต้นพุทราและใช้บริเวณหน้าบ้านพงษ์ภาพเป็นสถานที่ซ้อมมวย และตั้งชื่อว่า “ค่ายมวยศิษย์นายขนมต้ม” ในครั้งนั้น มีนักมวยที่พอมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักคือ “ศรีสงัด ศิษย์นายขนมต้ม” “พัดไผ่ ศิษย์นายขนมต้น” “ดาดฟ้า ศิษย์นายขนมต้ม” ส่งขึ้นชกเวทีมวยทุ่งศรีเมือง ถือได้ว่าเป็นการส่งเสริมเยาวชนด้านการกีฬาและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และห่างไกลยาเสพติด

“โครงการรณรงค์อีสานไม่กินปลาดิบ” ปัญหาโรคพยาธิใบไม้ในตับเป็นปัญหาที่ชาวอีสานประสบมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตของชาวอีสานเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในขณะนั้น จึงหาวิธีในการป้องกันและให้ความรู้กับประชาชน โดยให้ศิลปินพื้นบ้านมาร่วมรณรงค์ให้ชาวอีสาน ลด ละ เลิก การรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ที่ชาวอีสานนิยมรับประทาน เนื่องจากเป็นอาหารพื้นบ้าน เช่น ก้อยปลาดิบ ลาบปลาดิบ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคพยาธิใบไม้ในตับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ประสานงานและติดต่อ วงดนตรีลูกทุ่งพูดอีสาน “เพชรพิณทอง” ของนพดล ดวงพร ซึ่งมีชื่อเสียงและชาวอีสานให้การยอมรับ นพดล ดวงพร จึงใช้โอกาสนี้ในการให้ความรู้ คำแนะนำตลอดจนอธิบายสาเหตุและแนวทางการป้องกันการเกิดโรคพยาธิใบไม้ในตับ สอดแทรกในการแสดงอย่างต่อเนื่อง

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ นพดล ดวงพร เป็นผู้ติดต่อการไฟฟ้าให้มาบริการภายในหมู่บ้านท่าวังหิน ซึ่งบ้านคุณพ่อเสาร์ พงษ์ภาพ เป็นบ้านหลังแรกในหมู่บ้านท่าวังหินที่ติดตั้งไฟฟ้าใช้ในครัวเรือน จากไฟฟ้าต่อมาเป็นการนำเข้ามาครั้งแรกของโทรทัศน์ ขาวดำในปี พ.ศ. 2511 ทุกครั้งที่เปิดโทรทัศน์จะมีเพื่อนบ้านเข้ามาร่วมชมรายการข่าวและภาพยนต์การ์ตูน บ้านของคุณพ่อเสาร์จึงเสมือนสถานที่พบปะชุมนุมของคนในชุมชน และไม่นานมานั้น นพดล ดวงพร ได้ดำเนินการขอจัดตั้งวิทยุชุมชนขึ้น ณ บ้านเพชรพิณทอง เพื่อกระจายข่าวสาร เผยแพร่ความรู้และประชาสัมพันธ์งานในชุมชุนเพื่อให้คนในชุมชนสามารถรับทราบข่าวสารได้อย่างทั่วถึงเป้าหมายในการจัดรายการไม่มีโฆษณหรือรับสปอนเซอร์ใดๆ อาศัยการดำเนินงานจากทุนทรัพย์ของตนเอง นับเป็นการแสดงออกอีกอย่างหนึ่งของจิตวิญญาณนักสื่อสารมวลชนของนพดล ดวงพร

นอกจากนั้นยังมีโครงการอื่นๆ อีกมากมายที่นพดล ดวงพรได้เป็นผู้ก่อตั้งและสานต่อขึ้น เช่น โครงการส้วมนพดลกับผู้ด้อยโอกาส โครงการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ โครงการรณรงค์ ลด ละ เลิก สิ่งเสพติด โครงการรณรงค์ปฏิบัติตามกฎจราจรลดอุบัติเหตุ โครงการงานสมโภชน์อุบล 200 ปี 

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562 คุณพ่อณรงค์ พงษ์ภาพ หรือ นพดล ดวงพร เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี  ด้วยอาการแขนและขาข้างขวาอ่อนแรง และได้รับการตรวจอย่างละเอียด จึงพบเนื้องอกที่สมองข้างซ้าย จากนั้น วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2562 นายพิษนุ พงษ์ภาพ (บุตรชาย) และนางอรนุช โกศัลวัฒน์ (บุตรสาว)  ได้พา คุณพ่อ ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ กรุงเทพมหานคร และเข้ารับการผ่าตัดในวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562 เวลา 17:00 น. โดยมีคณะแพทย์ดูแลอาการอย่างใกล้ชิด แต่ด้วยพยาธิสภาพของโรค ทำให้อาการทรุดลงตามลำดับ  และคุณพ่อณรงค์ พงษ์ภาพ ได้จากไปอย่างสงบ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เวลา 20:19 น. สิริอายุรวม 77 ปี 6 เดือน 19 วัน การจากไปของคุณพ่อณรงค์ พงษ์ภาพ หรือ นพดล ดวงพร ผู้เป็นที่เคารพรักยิ่ง นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงศ์ตระกูล และมวลมหาชนแฟนเพลงทั่วประเทศ

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ

image_pdfimage_print