วรรณกรรม “นครจำปาขัน” สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ สู่ชื่อบ้านนามเมืองแถบทุ่งกุลาร้องไห้

“ชื่อบ้านนามเมือง” หรือ “ภูมินามพื้นบ้าน” เป็นระบบวิธีคิดทางวัฒนธรรมชาวบ้าน ที่มีความหมายและสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับการตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัย อันเกี่ยวข้องและผูกพันกับวิธีคิดทั้งทางด้านภูมิศาสตร์กายภาพ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และวรรณกรรมท้องถิ่น สะท้อนถึงความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิศาสตร์จักรวาลของชาวบ้าน และถูกใช้เป็นฐานคิดในการตั้งชื่อหมู่บ้านหรือสถานที่สำคัญในท้องถิ่น 

รังสรรค์ จันต๊ะ นักวิชาการด้านคติชนวิทยา อธิบายว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าชื่อของหมู่บ้านนามเมือง วัด ภูเขา ป่าไม้ แม่น้ำลำห้วย และสถานที่สำคัญอันเป็นหมุดหมายทางพื้นที่ของชุมชนท้องถิ่นหนึ่งๆ ย่อมสะท้อนลักษณะทางภูมิศาสตร์กายภาพ และการรำลึกถึงเรื่องราวของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นนั้นๆ เช่น เรื่องเล่าประวัติของวีรบุรุษประจำท้องถิ่น ผู้นำทางจิตวิญญาณ หรือเหตุการณ์ที่เป็นกระบวนการต่อสู้เคลื่อนไหวทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้นๆ ตลอดจนระบบความเชื่อหรือความศรัทธาต่ออำนาจเหนือธรรมชาติอื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อวิถีการดำรงชีวิตของชาวบ้านในชุมชนได้เป็นอย่างดี 

เช่นเดียวกับพื้นที่บริเวณเขตทุ่งกุลา ลุ่มอารยธรรมอีกแห่งหนึ่งบนแผ่นดินอีสานใต้ที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ทั้งจากหลักฐานทางโบราณคดี นิทาน ตำนาน เรื่องเล่า และวรรณกรรมท้องถิ่น ที่เป็นข้อบ่งชี้ว่าแผ่นดินแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนแต่เก่าก่อน และการตั้งชื่อหมู่บ้านนามเมืองของผู้คนแถบนี้ล้วนเกี่ยวข้องคล้องกันจากรากวรรณกรรมท้องถิ่นเรื่องเดียวกัน คือวรรณกรรมเรื่อง นครจำปาขัน อันมีเหตุการณ์ สถานที่ และชื่อของตัวละครในเรื่อง ที่เป็นมูลเหตุสำคัญในการให้ความหมายและการตั้งชื่อหมู่บ้านของผู้คนในพื้นที่แถบนี้

มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่าเมื่อหลายพันปีมาแล้ว ดินแดนทุ่งกุลาร้องไห้เคยเป็นทะเลสาบมาก่อน พื้นที่มีขนาดกว้างยาวสุดลูกหูลูกตา ไม่มีต้นไม้ใหญ่สักต้นเพราะเป็นแอ่งทะเลที่มีระดับน้ำลึกเป็นพิเศษ และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำนานาชนิด ในสมัยนั้นมีเมืองสำคัญอยู่เมืองหนึ่งคือ เมืองจำปาขัน หรือ เมืองจำปานาคบุรี อยู่ทางทิศตะวันตกของทะเลสาบ ปัจจุบันคือเทศบาลตำบลจำปาขัน อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด 

พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองนครจำปาขัน มีธิดาพระองค์หนึ่งนามว่า “นางแสนสี” และมีหลานสาวอีกพระองค์หนึ่งนามว่า “คำแพง” นางทั้งสองเป็นหญิงสาวรุ่นราวคาวเดียวกัน มีรูปร่างหน้าตาสวยงามพรั่งพร้อมดุจนางอัปสร พระเจ้าแผ่นดินทรงรัก 2 พระองค์ดั่งดวงพระเนตรและได้จัดให้มีคนดูแลรักษาอย่างดี ผู้ดูแลรักษามีชื่อว่า “จ่าแอ่น” หากนางทั้งสองจะเสด็จไปที่ใด จ่าแอ่นก็จะติดตามไปด้วยทุกหนแห่ง 

และเมืองจำปาขันเมืองนี้ก็มีพญานาคอยู่ฝูงหนึ่ง เป็นพญานาคที่มีฤทธิ์เดช หากชาวเมืองได้รับความเดือดร้อน พญานาคเหล่านี้จะให้ความช่วยเหลือทุกอย่าง จึงเป็นที่มาของชื่อเมืองอีกชื่อหนึ่งคือ “เมืองจำปานาคบุรี”

ในสมัยเดียวกันนั้น มีเมืองอีกเมืองหนึ่งชื่อว่า “บูรพานคร” ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของทะเลสาบ พระเจ้าแผ่นดินมีโอรสชื่อ “ท้าวฮาดฮำโปง” และมีหลานชายอีกพระองค์ชื่อ “ท้าวอุทร” ทั้งสองได้ออกไปร่ำเรียนวิชาศิลปศาสตร์สำนักเดียวกัน เมื่อเรียนจบแล้วอาจารย์อยากจะให้ลูกศิษย์ลองวิชาดูว่าจะมีความสามารถเพียงใด จึงเรียกลูกศิษย์ทั้งสองเข้ามาหาแล้วสั่งว่า ให้เจ้าทั้งสองไปสู้รบกับพญานาคที่เมืองจำปานาคบุรี และกำชับว่าพญานาคในเมืองนั้นมีฤทธิ์มาก หากเจ้าทั้งสองชนะพญานาคได้ก็หมายความว่าวิชาที่เจ้าได้ร่ำเรียนมาเป็นผลสำเร็จ ศิษย์ทั้งสองก็ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของอาจารย์ จึงพากันกราบลาอาจารย์ออกจากสำนักไปยังเมืองจำปานาคบุรี 

เมื่อเดินทางไปถึงเมืองจำปานาคบุรี ท้าวทั้งสองยังมิได้ลองวิชาแต่อย่างไร แต่ได้ทราบว่าเจ้าเมืองจำปานาคบุรีนั้นมีพระธิดาและหลานสาวที่น่าหมายปอง จึงเป็นเหตุให้ชายหนุ่มทั้งสองหันมาให้ความสนใจสาวงามมากกว่าการที่จะสู้รบทดลองวิชากับพญานาค จึงได้พยายามติดต่อกับนางทั้งสอง แต่ก็มองไม่เห็นหนทางที่จะสำเร็จได้ เพราะพระนางทั้งสองมีผู้ดูแลรักษาอย่างเข้มงวด แต่ท้าวทั้งสองก็มิได้ละความพยายามแต่อย่างใด และได้สืบทราบมาว่าทุกๆ 7 วัน พระนางทั้งสองจะพาบ่าวไพร่และผู้ดูแลรักษาออกไปเล่นน้ำทะเล 

อยู่มาวันหนึ่ง พระนางทั้งสองพร้อมด้วยบริวารและจ่าแอ่น ได้พายเรือลงไปเล่นน้ำทะเล ท้าวทั้งสองเห็นเป็นโอกาสดีจึงเสกผ้าเช็ดหน้าให้กลายเป็นหงส์ทองลอยนำหน้าเรือของพระนางทั้งสอง เมื่อพระนางทั้งสองเห็นหงส์ทองลอยน้ำมาก็อยากได้ไว้เชยชม จึงอ้อนวอนจ่าแอ่นให้พายเรือติดตามเอาหงส์ทองมาไห้ได้ แต่ยิ่งตามไปใกล้เท่าไรหงส์ทองก็ยิ่งลอยออกไปไกลทุกที ครั้งชะลอฝีพายลงหงส์ทองก็ลอยช้าลงด้วย ทำท่าจะให้จับตัวได้ เมื่อยิ่งตามไปเรือของนางทั้งสองก็ตกอยู่กลางทะเลใหญ่ ท้าวฮาดฮำโปงและท้าวอุทรเห็นเป็นโอกาสดี จึงแล่นเรือสำเภาของตนซึ่งจอดรอคอยอยู่แล้วออกสกัดหน้าเรือของพระนางทั้งสอง แล้วนำพระนางทั้งสองพร้อมด้วยบริวารขึ้นเรือสำเภาของตน แล้วแล่นออกไปในทะเลใหญ่

เมื่อเจ้าเมืองจำปานาคบุรีได้ทราบข่าวว่านางทั้งสองหายไป ก็ตกพระทัยเป็นอันมาก แต่พระราชาองค์นี้มีพญานาคเป็นสหาย เคยสัญญากันไว้ว่า ถ้าเกิดศึกสงครามแก่บ้านเมืองเวลาใด ให้ตีกลองชัยจะได้มาช่วย เมื่อเกิดเหตุกระทันหันขึ้นดังนี้ พระราชาจึงใช้ให้มหาดเล็กตีกลองชัยขึ้น เมื่อพญานาคได้ยินเสียงกลองของพระราชาก็ได้จัดกองทัพขึ้นมา แต่ไม่เห็นข้าศึกจึงถามพระราชาว่า มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจึงได้ตีกลองชัย พระราชาจึงบอกว่า มีสองหนุ่มผู้มากด้วยวิทยาคมได้ลักพาพระธิดาและหลานสาวหายไปในทะเลสาบ จึงขอให้ท่านช่วยเหลือด้วย พญานาคเป็นผู้มีฤทธิ์จึงบันดาลให้ทะเลสาบแห้งเหือดทันที

เมื่อทะเลสาบแห้งเหือด เรือสำเภาของท้าวฮาดฮำโปงและท้าวอุทรแล่นต่อไปไม่ได้ ท้าวทั้งสองจึงนำจ่าแอ่นผู้ดูแลนางทั้งสองไปซ่อนไว้ในดงแห่งหนึ่ง ต่อมาได้เรียกชื่อว่า ดงจ่าแอ่น และได้กลายเป็นที่ตั้งของ บ้านจ่าแอ่น ซึ่งปัจจุบันนี้เรียกว่า บ้านแจ่มอารมณ์ ตั้งอยู่ในเขต อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด และนำนางแสนสีไปซ่อนไว้ในดงแห่งหนึ่ง ต่อมาได้ชื่อว่า ดงแสนสี และได้กลายเป็นที่ตั้งของ บ้านแสนสี ตั้งอยู่ในเขต อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ส่วนนางคำแพงผู้เป็นหลานได้นำไปซ่อนไว้ในดงแห่งหนึ่ง ต่อมาได้เรียกชื่อว่า ดงป่าหลาน และได้กลายเป็นที่ตั้ง อ.บาหลาน ปัจจุบันคือ อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม

ทางเข้าหมู่บ้านแจ่มอารมณ์ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด (ภาพ: Google Maps)
แผนที่ทางกายภาพหมู่บ้านแสนสี อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด (ภาพ: Facebook บ้านแสนสี)

เมื่อน้ำทะเลได้แห้งเหือดหมดแล้วนั้นบรรดาสัตว์น้ำต่างๆ ทั้ง ปู ปลา กุ้ง หอย เหรา (เห-รา) แข้ (จระเข้) เต่า และตะพาบน้ำ ที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ได้ตายลง ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งกระจายขึ้นไปบนฟากฟ้าจนถึงพระนาสิกของพระอินทร์ เมื่อพระอินทร์ได้รับความเดือดร้อนจากกลิ่นก็ทนไม่ไหว จึงใช้นกอินทรีสองผัวเมียลงมากินซากสัตว์ที่ตายให้หมดใช้เวลาประมาณครึ่งเดือนจึงหมด และได้ถ่ายมูลไว้เป็นกองมูลขนาดใหญ่ ทุกวันนี้เรียกว่า โพนขี้นก ปัจจุบันปรากฏอยู่ที่กลางทุ่งกุลาร้องไห้ บริเวณโรงเรียนบ้านโพนครกน้อย ในเขต ต.หินกอง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด และเมื่อนกอินทรีกินสัตว์ที่ตายในทะเลสาบจนหมดแล้ว จึงได้ทูลถามต่อพระอินทร์ว่า 

“ข้าแต่จอมเทพผู้เป็นใหญ่แห่งเทวดาทั้งหลาย พระองค์จะให้หม่อมฉันกินอะไรต่อไปอีกเล่า ครั้นพระอินทร์จะบอกให้กินสัตว์ที่มีชีวิตก็กลัวศีลจะขาด จึงบอกเป็นอุบายว่า ให้ท่านทั้งสองนอนฝันกินเอาเองเถิด ถ้าหากฝันว่าได้กินอะไรก็จงไปกินตามความฝันนั้นเถิด”

อยู่มาวันหนึ่งนกอินทรีผัวเมียเกิดนิมิตฝันว่าได้กินพระยาช้างสาร จึงพากันบินเวินสู่ดงใหญ่แห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลสาบ มีชื่อเรียกว่า ดงน้ำเปียก ซึ่งเป็นที่อยู่ของพระยาช้างสาร ซึ่งคำว่า “ดงน้ำเปียก” ในที่นี้ หากเพ่งตามภาษาแล้วจะเข้าใจว่าเป็นคำมาจากภาษาเขมร เช่นคำว่า ตะตึก แปลว่า เปียกน้ำ ในปัจจุบันจึงเรียกว่า ดงสะตึก ซึ่งเป็นที่ตั้งของ อ.สะตึก จ.บุรีรัมย์ ในปัจจุบันเพราะดงสะตึกเป็นดงที่ราบต่ำตั้งอยู่บริเวณริมทะเลสาบ เป็นดงที่มีฝูงช้างอาศัยอยู่ และมีเจ้าโขลงชื่อ “พระยาช้างสาร” เมื่อนกอินทรีผัวเมียเดินทางไปพบพระยาช้างสาร จึงพูดว่า “พระอินทร์ได้ให้ข้าพเจ้ามากินท่านเป็นอาหาร” 

พระยาช้างสารได้เกิดความสงสัยและไม่เชื่อนกอินทรีเพราะตามปกติแล้ว พระอินทร์จะไม่เบียดเบียนสัตว์โลกทั้งหลาย มีแต่จะช่วยให้พ้นทุกข์เท่านั้น พระยาช้างสารจึงพูดว่า “ท่านจะกินข้าพเจ้าไม่ว่าอะไร แต่ข้าพเจ้าขอผลัดเวลาไว้สักวันหนึ่ง เพื่อจะได้ไปทูลถามพระอินทร์ให้เป็นการแน่นอนเสียก่อน” จากนั้นนกอินทรีก็ยอมผ่อนผันให้ 

ครั้นแล้วพระยาช้างสารก็ใช้ให้พระยาช้างนามว่า “พระยาเคล้าคลึง” เป็นเพื่อนสนิทของพระยาช้างสาร ไปทูลถามพระอินทร์แทนตน ครั้นพระยาช้างเคล้าคลึงไปถึงเมืองพระอินทร์ จึงได้ทูลถามว่า “ข้าแต่เทพเจ้าผู้เป็นจอมแห่งเทวดา พระองค์ใช้ให้นกอินทรีไปกินพระยาช้างสารหรือ พระอินทร์ตอบไปอย่างฉับพลันว่า ข้าไม่ได้บอกนกอินทรีไปกินพระยาช้างสาร แต่เราได้บอกนกอินทรีผัวเมียนอนเสี่ยงทายฝันกินเอง เมื่อฝันว่าได้กินอะไรก็ให้ไปกินตามความฝันนั้นเถิด นกอินทรีฝันว่าได้กินอะไรก็เป็นเรื่องของเขาหาใช่เรื่องของเราไม่” 

พระยาช้างเคล้าคลึงจึงทูลว่า “ถ้าเช่นนั้นเมื่อคืนนี้หม่อมฉันฝันว่า ได้นอนร่วมกับนางสุชาดา อัครมเหสีของพระองค์ พระองค์จะให้หม่อมฉันนอนร่วมกับพระนางสุชาดาหรือไม่ ครั้นพระอินทร์จะตอบว่า ให้นอนก็คงจะเสียเปรียบพระยาช้างเคล้าคลึง ถ้าพระองค์จะตอบว่าไม่ให้นอนก็เป็นการเสียสัตย์”

ด้วยเหตุนี้พระอินทร์จึงนิ่งเฉยไม่ทรงตอบว่ากระไร และได้เรียกนางเทพธิดามาฟ้อนรำให้พระยาช้างเคล้าคลึงดู พระยาช้างเคล้าคลึงดูความสวยงามอ่อนช้อยของนางเทพธิดาจนเพลิดเพลินและเคลิ้มหลับไปในที่สุด จนลืมวันที่นัดหมายกับนกอินทรีไว้ เมื่อนกอินทรีไม่เห็นพระยาช้างเคล้าคลึงลงมาก็กินพระยาช้างสาร แล้วคาบเอาเท้าของพระยาช้างสารไปทิ้งไว้ในดงเมืองศรีภูมิ และถูกเรียกว่า ดงท้าวสาร ปัจจุบันคือที่ตั้งของ อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด 

คาบเอาหัวของพระยาช้างสารไปทิ้งไว้ที่ บ้านหัวช้าง และต่อมาได้ตั้งอำเภอขึ้นครั้งแรก มีชื่อว่า อ.หัวช้าง ครั้นเวลาต่อมาท้าวพรมสุวรรณธาดาได้ย้ายเมืองไปตั้งที่ทำการใหม่ จึงเรียกว่า อ.จตุรพักตร์พิมาน เหตุที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะว่า พระพรหมโดยมากมีสี่หน้าจึงเรียกตามชื่อของพระพรหมมาจนถึงปัจจุบันนี้ เมื่อนกอินทรีได้กินพระยาช้างสารตามความฝัน ก็มีใจกำเริบเสิบสานนึกอยากจะฝันกินมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ทำให้มนุษย์และสัตว์จะไปไหนมาไหนก็ลำบากเพราะกลัวแต่นกอินทรีจะจับกินจนไม่เป็นอันทำมาหากิน 

ในขณะเดียวกันนั้น พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งหลายซึ่งประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงแผ่พระสัพพัญญุตญาณตรวจดูสัตว์โลกในเวลาปัจจุบันสมัยตามพุทธวิสัยของพระองค์ พระองค์ได้ทรงเล็งเห็นความโหดร้ายของนกอินทรีผัวเมียซึ่งกำลังเบียดเบียนสัตว์โลกอยู่ จึงทรงตรัสเรียกพระโมคคัลลานะเข้ามาหาแล้วทรงตรัสว่า “ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอเป็นผู้ได้เอตทัคคะในทางฤทธิ์เธอจะไปช่วยสรรพสัตว์ที่ได้รับความเดือดร้อนอยู่นั้นเถิด”

ครั้นแล้วพระโมคคัลลานะก็ถือบาตรและจีวรเหาะเหินมุ่งหน้าสู่ดงท้าวสาร เมื่อพระโมคคัลลานะเดินทางมายังที่หมาย ก็ได้เข้าฌาณเตโชกสิณเพ่งไฟเป็นอารมณ์ เกิดเป็นเพลิงลุกโพลงขึ้นไปกระทบทรมานนกอินทรีผัวเมียทั้งสองจนโอดร้อนแทบใจจะขาด นกอินทรีผัวเมียได้แผดเสียงร้องขึ้นดังไปไกลได้ร้อยโยชน์ สะเทือนไปถึงเมืองบาดาล ขณะนั้นมีพญานาคอยู่ฝูงหนึ่งซึ่งอยู่ในบ่อน้ำไม่ไกลจากดงท้าวสาร ได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังจนหวั่นไหวนึกว่าอันตรายจะมาถึงตัว จึงโผล่ขึ้นมาจากพื้นบาดาลพ่นพิษออกไปเป็นควันมืดฟ้ามัวดิน พิษไปถูกลูกตาของมนุษย์ที่อยู่บ้านใกล้เคียงเป็นอันตรายจำนวนมาก เพราะพิษของพญานาคมีรสเค็มจัดยิ่งกว่าเกลือเสียอีก บางคนถึงกับลูกตากระเด็นออกมา ซึ่งในเวลาต่อมา หมู่บ้านแห่งนั้นได้ถูกตั้งชื่อว่า บ้านตาเด็น ปัจจุบันคือ บ้านตาเณร อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด

พระโมคคัลลานะอรหันต์ เมื่อเล็งเห็นเหตุการณ์ดังนั้น จึงเข้าฌาณเตโชกสิณ เกิดเป็นเปลวไฟไปปกปิดปากบ่อที่พญานาคโพล่ขึ้นมาพ่นพิษ ไม่ให้โผล่ขึ้นมาพ่นพิษได้อีก และท่านเกรงว่าพญานาคจะขึ้นมาสร้างความเดือดร้อนอีกครั้ง จึงอธิษฐานให้เท้าซ้ายเหยียบที่ชายจีวร ปัจจุบันยังเหลือให้เห็นเป็นรอยเท้าคนขนาดยาว 1 เมตร กว้าง 40 เซนติเมตร อยู่ระหว่าง เนินย่าน้อยบริเวณบ่อพันขัน และอธิษฐานให้เท้าขวาเหยียบที่ชายจีวรห่างกันไปทางทิศใต้ประมาณ 1 กิโลเมตร บริเวณปากน้ำลง ลำน้ำเสียว (คอคีบ) มีรอยขนาดเท่ากันยังเหลือปรากฏอยู่เหมือนเดิม ปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายที่ทางราชการได้ปิดบ่อเป็นฝายกั้นน้ำ จึงทำให้น้ำท่วมทั้งสองรอย 

บ่อพันขัน ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.เด่นราษฎร์ อ.หนองฮี จ.ร้อยเอ็ด (ภาพ: juljira29.blogspot.com)

ต่อมาจีวรของพระมหาโมคคัลลานะ จึงเกิดเป็นแผ่นหินเป็นรูปจีวร และท่านเกรงว่าประชาชนต่อไปจะไม่มีน้ำจืดกิน เลยอธิษฐานใช้นิ้วชี้ลงไปตรงผ้าจีวรผืนนั้น เกิดรอยแตกเท่าขันน้ำมีรัศมีกว้าง 9 นิ้ว ความลึกประมาณ 8 นิ้ว มีน้ำไหลออกมาประจำ ชาวบ้านเรียกว่า “น้ำสร่างโครก” เพราะมีลักษณะเหมือนครกตำข้าว และบริเวณทั้งหมดทั่วบริเวณนั้น ก็ถูกเรียกว่า บ่อพันขัน อีกมูลเหตุหนึ่งที่พื้นที่บริเวณนี้ถูกเรียกว่าบ่อพันขัน ก็เนื่องมาจากจีวรของพระสงฆ์จะนับเป็นขัน โดยจีวรพระที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ จะมี 7 ขัน และ 9 ขัน แต่จีวรของพระมหาโมคคัลลานะนั้น ถูกถักทอขึ้นด้วยฤทธิ์ใหญ่ถึง 1,000 ขัน จนสามารถปกคลุมพญานาคได้ ผู้คนจึงเรียกบ่อนี้ว่าบ่อพันขันสืบมา 

โดยบริเวณบ่อพันขัน จะมีลักษณะเป็นลำห้วยที่มีขนาดกว้างประมาณ 20 เส้นเศษ ยาวประมาณ 30 เส้นเศษ เป็นลำน้ำขนาดเล็กไหลลงสู่ลำน้ำเสียว ในฤดูแล้งน้ำจะแห้งขอด ดินในท้องบ่อจะเป็นส่าเกลือเพราะพิษพญานาคไหลออกมาจากจีวรเค็มเป็นเกลือ ปรากฏที่บริเวณพื้นที่จรดกันของ อ.พนมไพร และ อ.สุวรรณภูมิ ในฤดูแล้งผู้คนสองจากอำเภอนี้จะพากันขูดเอาผงดินในท้องบ่อ มากรองเอาน้ำเกลือที่ไหลออกมาต้มเป็นเกลือสินเธาว์ เป็นสินค้ามรดกจากทรัพยากรดินตลอดมา 

ครั้นเมื่อพระมหาโมคคัลลานะปราบพญานาคเสร็จแล้ว ก็ได้แสดงธรรมโปรดชาวเมืองให้ยึดมั่นในพระรัตนตรัย จากนั้นจึงกลับไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ และมิได้กลับคืนมาสู่ดินแดนแถบนี้จนกระทั่งนิพพาน เมื่อข่าวการนิพพานของพระมหาโมคคัลลานะได้แพร่กระจายรู้ถึงชาวเมือง ชาวเมืองจึงได้ส่งคนให้ไปอัญเชิญพระอัฐิธาตุมาทำสถูปบรรจุไว้ที่ดงเท้าสาร ซึ่งปัจจุบันอุทเทสิกเจดีย์ที่ตั้งอยู่ ณ วัดกลาง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด สันนิษฐานว่าคงเป็น พระธาตุพระอรหันต์โมคคัลลาน์

ภายหลังจากการซ่อนพระธิดาและหลานของพระเจ้าผู้ครองนครจำปาขันให้พ้นจากสายตาพญานาค ท้าวฮาดฮำโปงและท้าวอุทรจึงได้นำตัวนางแสนสีและนางคำแพงกลับไปยังบูรพานครเพื่ออภิเษกสมรส แต่ทว่าท้าวทั้งสองได้เกิดขัดใจกันเพราะทั้งสองต่างตกหลุมรักนางแสนสี จึงเกิดการสู้รบขึ้น ท้าวฮาดฮำโปงเป็นฝ่ายปราชัยโดยถูกท้าวอุทรฟันคอขาดและสิ้นชีพไปอย่างอนาถ จึงกลายเป็นที่มาของ “ผีหัวแสง” หรือ “ผีทุ่งศรีภูมิ” เฝ้าทุ่งกุลาร้องไห้ เล่ากันมาว่าหากใครเดินทางคนเดียวในเวลาค่ำคืนจะเห็นแสงไฟออกจากหัวพุ่งขึ้นเหมือนแสงตะเกียงเจ้าพายุออกสกัดลัดต้อนผู้คน จนไม่มีใครกล้าเดินทางออกจากบ้านในเวลาค่ำคืน เมื่อเจ้าเมืองจำปานาคบุรีผู้เป็นพ่อของนางแสงสีทราบเหตุการณ์ดังกล่าว จึงเกิดความสงสารและให้อภัยโทษ จากนั้นจึงจัดเสนาข้าราชการไปติดตามเอานางทั้งสอง พร้อมท้าวอุทรกลับเข้ามายังเมืองจำปานาคบุรี พร้อมทั้งประทานไพร่พลให้ท้าวอุทรไปสร้าง ดงท้าวสาร ขึ้นเป็น “เมืองเท้าสาร” ซึ่งปัจจุบันคือที่ตั้งของ อ.สุวรรณภูมิ พร้อมทั้งยกนางแสนสีให้เป็นมเหสี

พระธาตุพระอรหันต์โมคคัลลาน์ ตั้งอยู่ ณ วัดกลาง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ภาพ: pukmudmuangthai.com

จากวรรณกรรมเรื่องนครจำปาขัน เรื่องราวอันเป็นเหตุแห่งที่มาของภูมิบ้านนามเมืองของผู้คนในแถบทุ่งกุลา สามารถอธิบายตามแนวคิดโครงสร้างหน้าที่นิยม (Functionalists – Structuralisms) โดยใช้ทฤษฎีหลังสมัยใหม่นิยม (Post Modernism) เป็นแนวคิด ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ความเป็นตำนาน (Myth) ที่แสดงออกผ่านสิ่งที่เรียกว่าเป็น “วาทกรรม” ของสังคม ทั้งที่อยู่ในรูปแบบของภาษา สิ่งปลูกสร้างทางศิลปะ หรืองานวรรณกรรมต่างๆ ล้วนแต่สะท้อนถึงสำนึกและค่านิยมเชิงจริยธรรมทางสังคมรู ผ่านการใช้คำหรือภาษาซึ่งเป็นระบบของสัญญะ (Signs) หรือสัญลักษณ์แทนความหมายและปธรรมของการปฏิบัติ ที่สามารถสื่อถึงความคิดและการกระทำอื่นๆ

อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ นักภูมิศาสตร์เมือง อธิบายว่า ชื่อเรียกเมือง ในอดีตนั้น มีความหมายมีนัยยะถึงที่มาที่ไปของพื้นที่ ภูมิหลัง ความเชื่อ รวมถึงบ่งบอกถึงลักษณะทางกายภาพ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ ตามหลักของ “ภูมินาม” ซึ่งความจริงเป็นการง่ายในการทำความเข้าใจพื้นที่ และมีความแตกต่างกันไปตามพื้นที่ และภูมิวัฒนธรรม สะท้อนที่มาของภาษาและระบบความนึกคิด ดังที่เราจะเห็นความแตกต่างของการตั้งชื่อบ้านนามเมืองที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย ซึ่งโดยส่วนใหญ่ชื่อเหล่านี้มีอิทธิพลมาจาก ลักษณะทางกายภาพและภูมิวัฒนธรรมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็อยู่ที่ว่า ใครเป็นคนนิยามก่อน หรือชื่อไหนจะได้รับความนิยมมากกว่า หากแต่ความจริงแล้ว ชื่อบ้านนามเมืองนั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับผู้คนและพื้นที่นั้นๆ ผูกพันกับวิถีชีวิตความเชื่อ ระบบนึกคิด คติร่วมของผู้คน และก็คงมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ซึ่งปัจจุบันนี้ชื่อเรียกอาจเป็นเพียงสิ่งที่บ่งบอกสถานที่ทำเลที่ตั้งเท่านั้น

แหล่งที่มาข้อมูล:

  • รังสรรค์ จันต๊ะ. (2555). ภูมินามพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับวรรณกรรมพื้นบ้านในเขตภาคเหนือตอนบน. วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้. 2(2).
  • อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้. (2566). ชื่อบ้านนามเมืองนั้นสำคัญไฉน บางกอก VS กรุงเทพมหานคร. ค้นเมื่อ 25 กันยายน 2566. จาก theurbanis.com