มัจฉา พรอินทร์ (Matcha Phorn-in)

ท่ามกลางกระแสสังคมที่มีทั้งความเข้าใจและเกลียดชังความเป็น “เฟมินิสต์” ท่ามกลางคลื่นล้อเลียน เฟมินิสต์ เฟมทวิต จากหน้าสื่อ หรือแม้กระทั่งข่าวการที่ ผู้หญิงที่มีผมสั้น ถูกใช้ความรุนแรง โดนทำร้ายร่างกายในประเทศเกาหลีใต้ เพียงเพราะเธอดูเหมือน เฟมินิสต์ แต่ 10 ปีที่แล้ว มัจฉา พรอินทร์ หรือ เจี๊ยบ คือหนึ่งในบุคคลที่กล้าประกาศตัวและนิยามตัวเองว่า “ฉันเป็นเฟมินิสต์” อย่างกล้าหาญ

“สวัสดีค่ะ เจี๊ยบ มัจฉา พรอินทร์ เป็นลาวเฟมินิสต์ ที่เป็นผู้หญิงที่รักเพศเดียวกัน เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ตอนนี้ก็เป็นนักวิ่งเทรลหรือวิ่งบนภูเขา” เธอแนะนำตัวสั้นๆ เพื่อเน้นย้ำความเป็นลาวเฟมินิสต์ เธอจึงขอใช้ภาษาลาวตลอดการสัมภาษณ์ครั้งนี้ แม้จะไม่ค่อยได้ใช้มานานก็ตาม 

เจี๊ยบ – มัจฉา ต่อสู้ประเด็นเรื่องเพศมาอย่างยาวนาน เปรียบดั่งการวิ่งระยะไกล แม้ลู่วิ่งจะไม่ใช่ทางราบที่เรียบง่ายแต่มีเป้าหมายชัดเจน ทำให้สามารถรับรู้ตัวตนของเจี๊ยบ – มัจฉา จากการเป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องสิทธิความหลากหลายทางเพศและบุคคลที่มีครอบครัวในรูปแบบ แม่-แม่-ลูก อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งองค์เพื่อต่อสู้เรื่องสิทธิทางการศึกษาของเด็กผู้หญิงที่ไม่มีสัญชาติและเด็กที่มีความหลากหลายทางเพศ ชื่อว่า มูลนิธิสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน มีส่วนร่วมในการทำโรงเรียนผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมือง รวมถึง Summer School Femisist และวิจัย Feminist participatory action research ขับเคลื่อนเรื่องสิทธิในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมของผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมือง ไปจนถึงประเด็น Economy Justice เรื่องนโยบายทวงคืนผืนป่า นโยบายเรื่องสิ่งแวดล้อม 

ปี 2019 เธอได้รับการยกย่องจากองค์การสหประชาชาติให้เป็น “เลสเบียน 5 คนในโลกที่คุณต้องรู้จัก” ในห้วงปีเดียวกันยังถูกยกให้เป็น “Human rights defender 1 ใน 100 คนที่มีคุโณปการในเอเชีย” ล่าสุดไม่กี่วันที่ผ่านมา เธอถูกจัดอันดับเป็น 1 ใน 100 ผู้หญิงผู้เป็นแรงบันดาลใจและทรงอิทธิพลประจำปี 2023 โดย BBC

จะเห็นได้ว่าบทบาทของเธอต่อการขับเคลื่อนสังคมมีทั้งความกว้าง ความยาว และความลึก แม้จะเกริ่นมามากถึงบรรทัดนี้ เราก็ยังพบว่ายังไปไม่ถึงครึ่งของครึ่งกับสิ่งที่เธอสู้มา

ความเป็นลาวและเด็กสาวนอกขนบ ของ เจี๊ยบ มัจฉา 

ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นก่อนที่มัจฉาจะทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ช่วงปี 2543 ก่อนหน้านั้นบ้านเกิดของเธอเคยอยู่ที่ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี และย้ายเมืองนอนมาอยู่ที่ภาคเหนือ ด้วยการเป็นนักศึกษาในพื้นที่ที่ไม่คุ้นชินกับความเป็นลาว นั่นทำให้เจี๊ยบถูกล้อเลียนอยู่บ่อยครั้ง กลายเป็นคนผิดแปลกในสังคม ก่อนจะเคาะประตูยูนิเซฟ ได้ทุนสนับสนุนอบรมเรื่องสิทธิฯ กับ 7 มหาวิทยาลัย เพื่อสร้างความตระหนักเรื่องสิทธิมนุษยชนในสถาบันการศึกษา

“มันทำให้เห็นภาพสังคมที่เขามองเรา พี่ก็ตั้งคำถามว่าทำไมเวลาเราแนะนำตัวว่าเราชื่ออะไร มาจากจังหวัดอะไร เพื่อนทำไมหัวเราะ พี่โกรธมาก แค่เรามาจากอีสานหรือว่าเรามีอัตลักษณ์ทางเพศและการแสดงออกไม่ได้อยู่ในแบบผู้หญิงในขนบ การที่ใส่กางเกงไปเรียน บางครั้งก็ถูกไล่ออกจากห้องเรียน ตอนสอบก็ไล่ไปเปลี่ยนชุดถึงจะให้เข้าสอบ เพราะฉะนั้นแล้วทุกโอกาสที่เป็นไปได้ ก็จะพยายามต่อต้าน พยายามใส่กางเกงใส่เสื้อเชิ้ต ผมสั้น ย้อมสีผม

“เราก็ตั้งคำถามว่าทำไมการแสดงออกตัวตนของเรา จึงถูกครูบาอาจารย์หรือว่าถูกเพื่อนทักท้วง หัวเราะแบบนั้น เลยคิดว่าระบบมหาวิทยาลัยจะต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ ทำไมมนุษย์เราไม่เคารพกัน ทำไมเราจึงถูกปฏิบัติไม่เท่ากัน”

‘เลสเบียน’ ในตระการพืชผล

เจี๊ยบ – มัจฉา พาเราย้อนไปเมื่อวัยเด็ก ตนได้ยินแม่พูดซ้ำๆ ว่า “แม่ไม่ได้มีลูกสาวเหมือนคนอื่น” ตอนนั้นไม่มีคำเรียกอย่างที่ปัจจุบันสำหรับการนิยามเพศที่หลากหลาย ทำให้เธอเป็นเพียงเด็กสาวที่อยู่นอกขนบเท่านั้น เธอกล่าวว่า สมัยนั้นความหลากหลายทางเพศถูกนิยามไว้เฉพาะ ‘กะเทย’ ส่วนกรณีผู้หญิงที่ชอบผู้หญิง ไม่มีคำเรียก

“ถ้าเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นผู้หญิงแบบที่สังคมเชื่อก็ไม่มีคำเรียก คำนิยาม มันก็ไม่แปลกว่าทำไมเราไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นอะไร แต่เรารู้ว่าเราชอบใครได้บ้าง เรามีความต้องการอย่างไร

“นอกจากคำนิยามยังไม่ปรากฎในพื้นที่ของเธอ การเป็นคนที่มีความหลากหลายทางเพศในตอนนั้น ยังโดนการถูกเลือกปฏิบัติอย่างซับซ้อนอีกด้วย

“การเลือกปฏิบัติทางเพศ เกิดขึ้นตั้งแต่เราเป็นลูกสาว เรามาเรียนในมหาวิทยาลัย และเรามามีคู่ชีวิต มันชัดขึ้นเรื่อยๆ ตาม expression ของเรา เช่น ช่วงที่เราแนะนำคู่ชีวิตให้แม่รู้จักที่เป็นผู้หญิงด้วยกัน ตอนนั้นเราเห็นปฏิกิริยา เห็นถึงการตอบโต้ของแม่ว่ามีความกังวลใจ ไม่เหมือนตอนน้องชายที่มีเมีย แม่ก็เป็นห่วงน้องชายแค่ว่าเมียเขาเป็นคนดีหรือไม่ ก็อวยพรให้เขาอยู่ด้วยกัน มีลูกมีเต้า แต่พอเรามีเมีย แม่ก็จะกังวลว่า จะอยู่กันอย่างไร เขาจะมาหลอกไหม เต็มไปด้วยคำถามและความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ  ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้ถูกสนับสนุนเท่ากับคนที่เขารักต่างเพศ ซึ่งเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน” 

ชนเผ่าพื้นเมือง ผู้หญิง และการศึกษา 

หนึ่งชีวิต ร้อยบทบาทการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของเจี๊ยบ – มัจฉา เริ่มจากการเกิดและโตที่ จ.อุบลราชธานี ทำให้ตั้งคำถามว่าทำไมตนไม่รู้จักคนลาวดีนัก ทำไมไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคนเชื้อชาติเดียวกัน แต่กลับกันคนอีสานถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของคนภาคกลาง ทำไมถึงรู้สึกว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ยอมรับคนอีสาน เป็นที่มาของการทำงานด้านสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง

“พวกนี้เป็นคำถามที่ทำให้รู้สึกว่าอยากเข้าใจเรื่องชายแดน ตอนนั้นเรียนอยู่ภาคเหนือ เราทำงานกับเด็กเร่ร่อนอยู่ที่สะพานข้ามแดนแม่สาย เขาได้รับผลกระทบอย่างไร จะส่งเสริมให้เขาปลอดภัยในถนน ในสะพานข้ามแดน ในขณะที่มีตำรวจทหารถืออาวุธ มีสปาย ทั้งขบวนการค้ามนุษย์ ค้าผู้หญิง และเด็กที่พี่ทำงานด้วยเขาไม่มีสัญชาติ และไม่ได้ถูกนับเป็นคนพม่า ไม่ได้ถูกนับเป็นคนไทย เขาเป็นชนเผ่าพื้นเมือง 

หลังจากมัจฉาก้าวขาเข้ามาทำประเด็นได้หนึ่งข้าง ทำให้เธอเริ่มสนใจเรื่องความไม่เป็นธรรมและความรุนแรงที่ผู้หญิงต้องเผชิญ

“เรื่องนี้มันเชื่อมโยงกับเรื่องชีวิตของตัวเองด้วย เพราะแม่ของพี่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ก็ทำให้เห็นว่าผู้หญิงคนหนึ่งเผชิญความรุนแรง ตัดสินใจแยกทาง เพื่อที่จะมีชีวิตรอดกลับถูกคนในชุมชนตีตรา ถูกมองเป็นแม่หม้าย เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ถูกถามเชิงคุกคามทางเพศ ถูกถามเหตุผลการหย่าและเรื่องส่วนตัว” 

ทุกประเด็นที่เจี๊ยบทำงานมักจะเชื่อมโยงกับชีวิตการเติบโตของตัวเอง ประเด็นสิทธิการศึกษา ก็เป็นอีกประเด็นที่เจี๊ยบสนใจ

“ตอนที่เราเรียนจบ ป.6 จะเข้า ม.1 จำได้เลยว่า ไปขอแม่เรียนต่อ แม่บอกว่า ไม่มีเงินจะส่ง เพราะว่าแม่มีลูก 7 คน แล้วเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว แม่ต้องดูแลลูก และน้องอีก 2 คน แม่บอกให้ออกไปรับจ้างทำงานที่กรุงเทพฯ แล้วส่งเงินมาให้แม่เลี้ยงน้อง เราก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร เราก็จะช่วยตัวเองให้ได้เรียนหนังสือ 

“พอเราจบปี 1 น้องชายจะเข้าโรงเรียน ในสภาพทางเศรษฐกิจเดียวกัน ก็กลายเป็นว่าแม่อยากให้น้องชายเรียนหนังสือ เรามาคิดว่า การเป็นผู้หญิงถ้าอยากเรียนหนังสือต้องสู้ แต่ว่าเป็นเด็กผู้ชายแทบจะไม่ต้องสู้เลย ขนาดไม่อยากเรียน พ่อแม่ก็ยังผลักดันให้เรียน เราก็เลยเห็นว่า ถ้าเป็นเด็กชนเผ่าพื้นเมืองล่ะ จะได้เข้าเรียนไหม เพราะว่าในโรงเรียนทางภาคเหนือไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านตัวเอง เด็กบางคนออกจากบ้านมาตั้งแต่ 6 ขวบ เพราะว่าไม่มีโรงเรียนในหมู่บ้าน แล้วยิ่งถ้าโรงเรียนไกลขึ้นเท่าไร เด็กผู้หญิงก็ยิ่งจะเสียโอกาสทางการศึกษามากขึ้นเท่านั้น  

“เราได้ลงไปศึกษากับเด็กมาว่า ถ้าเกิดไม่ได้เรียนหนังสือ 1-2 ปี ไม่ว่าจะอายุเท่าไร เขาก็ต้องแต่งงาน และกลายเป็นแม่อายุยังน้อย ความสามารถที่จะดูแลลูกหรือว่าโอกาสของแม่มันหายไปหมดเลย เราก็เลยคิดว่าการศึกษามันดีในแง่หนึ่งก็คือป้องกันให้ไม่เกิดการเป็นแม่วัยเด็ก หรือ Child Marriage

“ในขณะเดียวกันก็จะทำให้อนามัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิงดีขึ้น ถ้าเขามีการศึกษาที่ดี มีโอกาสหน้าที่การงาน โอกาสของลูกก็จะดีกว่านั้น เราก็เลยจับหัวใจเรื่องของการสู้ให้เด็กผู้หญิงได้เรียนหนังสือ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่ไร้สัญชาติ”

การเป็น ‘บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ’ ใน ‘อีสาน’ 

เจี๊ยบ – มัจฉา อธิบายความแตกต่างของการเป็น ‘บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ’ ใน ‘อีสาน’ แตกต่างจากพื้นที่อื่นไว้ว่า มีรูปแบบการเลือกปฏิบัติและการต้องต่อสู้ที่ซับซ้อนมากกว่าคนในภาคกลาง รูปแบบการกดทับที่หลายชั้น จากเชื้อชาติ ภาษา และชนชั้นทางเศรษฐกิจ

“สถานการณ์เรื่อง LGBTIQ+ ในอีสาน คิดว่าไม่ได้ดีกว่าที่อื่นและก็ไม่ได้ต่างจากที่อื่นมาก เราถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความเป็นลาว แล้วก็ทับซ้อนกับเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่เราไม่ได้รับการปกป้อง เพราะฉะนั้นถ้าคุณเป็น LGBTQ+ ในอุบลฯ คุณก็สมรสเท่าเทียมไม่ได้ คุณไปโรงเรียนคุณเสี่ยงถูกบูลลี่ หากคุณมีลูก ลูกของคุณก็ไม่ได้รับการคุ้มครอง เหมือนกันกับ LGBTIQ+ ภาคเหนือเลย เหมือนกันกับ LGBTIQ+ กรุงเทพฯ เลย แต่ที่ต่างไปก็คือ หากเป็นคนกรุงเทพฯ คุณจะไม่ถูกล้อเลียนเรื่องภาษา คุณจะไม่ต้องมาต่อสู้เรื่องภาษี ว่าทำไมถึงไม่เอามาทำถนน มาทำไฟฟ้า ระบบขนส่ง 

“เพราะฉะนั้นแล้วคนอีสาน คนลาว ถ้าเราอยากเข้มแข็งกว่านี้ เราต้องจับมือกับชนเผ่าพื้นเมืองให้แน่น รวมถึงแรงงานข้ามชาติ กลุ่มชาติพันธุ์ และคนมุสลิมที่เป็นศาสนากลุ่มน้อยในสังคมไทย เพราะด้วยเหตุแห่งสังคมวัฒนธรรมของพวกเรามีรูปแบบการถูกเลือกปฏิบัติโดยรัฐและสังคมคล้ายๆ กัน ดังนั้น LGBTIQ+ อยู่อีสานก็จะมีโอกาสน้อยกว่า LGBTIQ+ ที่อยู่กรุงเทพฯ ได้รับการยอมรับน้อยกว่าคนที่มีเชื้อสายอื่น เช่น เชื้อสายจีน ที่มันเป็นกระแสหลักในสังคมไทย เพราะว่าสังคมไทยยังมีการจัดลำดับชั้นในเรื่องของเชื้อชาติเผ่าพันธุ์อยู่ ทำให้พวกเรามีประสบการณ์ที่ต่างจาก LGBTIQ+ ในกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถให้ LGBTIQ+ กรุงเทพฯ พูดแทนเราได้”

เพราะฉันคือ ‘เฟมินิสต์’ 

ราวปี 2553 คำว่าเฟมินิสต์ไม่ใช่คำที่คุ้นหูและไม่ถูกนำมาใช้แพร่หลาย แต่เจี๊ยบรู้จักคำนี้ ระหว่างที่ศึกษาระดับปริญญาโทที่ภาคเหนือ เธอได้คำนิยามทั้งหมดในการต่อสู้ การกระทำ แนวคิดที่ไม่มีชื่อเรียกเหล่านี้ จากอาจารย์อวยพร เขื่อนแก้ว ศูนย์อบรมบ้านดิน ศูนย์ให้การศึกษาผู้หญิง 

“เราถามอาจารย์ว่าที่เราทำอยู่มันเรียกว่าอะไรเรารู้จัก Gender Equality, Human Rights แต่มันยังไม่ตรง ซึ่งได้คำตอบจากอาจารย์ว่าคือ ‘เฟมินิสต์’ (Feminist) ซึ่งหมายถึงคนที่ต่อสู้เพื่อสู้กับความไม่เป็นธรรมทางเพศ มันทับซ้อนกับมิติเรื่องอื่นๆด้วย เรื่องสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม พี่พบคำนั้นแล้วพี่ก็เรียกตัวเองอย่างภูมิใจ แล้วก็ได้พบเพื่อนฝูงที่เป็นเฟมินิสต์เหมือนกัน ก็รู้สึกว่าเรามีชุมชน มีคนที่สู้แบบเรา ไม่ได้โดดเดี่ยว แล้วก็ได้เมียในการอบรมครั้งนั้น” 

ความยากของการทำงานในฐานะ “เฟมินิสต์” ของ “เจี๊ยบ – มัจฉา” เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ด้วยเหตุผลว่า ณ ขณะนั้นไม่มีองค์กรที่การทำงานเอื้อให้เกิดการรวมกลุ่มหรือแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องความหลากหลายทางเพศ 

“อย่างเรื่องขบวนการเคลื่อนไหว เรื่องประชาธิปไตย เรื่องสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่เราก็จะมองว่าสู้เพื่อเปลี่ยนกฎหมาย สู้เพื่อเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ สู้เพื่อเปลี่ยนให้รัฐบาล แต่เราไม่เคยตั้งคำถามว่าผู้หญิงในขบวนการเคลื่อนไหว เขามีประสบการณ์อย่างไร ทำไมเขาถึงมีโอกาสหรือมีพื้นที่ที่จะพูดน้อยกว่า และทำไมเวลาเขาพูดจึงไม่มีใครสนับสนุน ในขบวนการเคลื่อนไหวก็มีการคุกคามทางเพศกัน มันก็เป็นคำถามที่เราต้องตั้งต่อขบวนการเคลื่อนไหว ในขณะที่เรานิยามตัวเองว่าเป็นเฟมินิสต์ เราก็เผชิญกับการเลือกการปฏิบัติอย่างซับซ้อน เราต้องการจะเปลี่ยนมันไปพร้อมๆ กัน อันนี้ก็คือความยากของมัน คือสังคมตอนนั้นทำงานแบบทำของใครของมัน”

(แม่ – แม่ – ลูก จากซ้ายไปขวา) จุ๋ม – วีรวรรณ วรรณะ, เจี๊ยบ – มัจฉา พรอินทร์ และ หงส์ – ศิริวรรณ พรอินทร์

แม่-แม่-ลูก ในครอบครัวเลสเบียน

หากพูดถึงครอบครัวบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ รูปแบบ แม่-แม่-ลูก เราจะคุ้นหน้าครอบครัวของเจี๊ยบ – มัจฉา และ จุ๋ม – วีรวรรณ บ่อยครั้ง ซึ่งเธอมองว่านิยามของครอบครัวไม่มีแบบเก่าหรือใหม่ แต่ว่าที่ผ่านมาถูกครอบงำด้วยวิธีคิดแบบรักต่างเพศ (ชาย-หญิง) เกิดการผลิตภาพซ้ำ มายาคติของคำว่าครอบครัว เป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งและผู้ชายคนหนึ่ง แต่งงานกันและมีลูกด้วยกัน พอคนในสังคมเห็นภาพครอบครัวที่รูปแบบต่างจากนี้จะไม่คุ้นชินจนเกิดการตั้งคำถามและตีตรา 

“ในความเป็นจริง ครอบครัวมันไม่ได้เป็นแบบนั้นมานานแล้ว แล้วก็กำลังเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ด้วย เช่น มีเด็กจำนวนหลายคน โดยเฉพาะทางอีสาน ที่พ่อแม่ก็ไม่ได้สามารถที่จะอยู่ในชุมชนได้ ก็ถูกเลี้ยงโดยปู่ ย่า ตา ยาย หรือว่าคนที่ต้องแยกทางกัน ต้องเลี้ยงลูก ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะเป็นพ่อหรือแม่ หรือว่าคนที่อาจจะเคยมีลูก แล้วก็พบว่าความสัมพันธ์แบบรักต่างเพศมันไปไม่ได้ พอเขาต้องมีคู่ชีวิตใหม่ เลือกมีคู่ชีวิตใหม่แต่เป็นเพศเดียวกันสิทธิในการเลี้ยงลูกก็ถูกพรากไป 

“เราจะเห็นเลยว่ารูปแบบครอบครัวแบบนี้ มันมีมานานแล้ว แต่ว่ามันไม่เคยถูกยอมรับในทางกฎหมายและในทางสังคม ผลกระทบที่เกิดกับครอบครัวที่ไม่ได้อยู่ในนิยามพ่อ แม่ ลูก ก็คือการตีตรา ซึ่งปัจจุบันนี้เราก็จะเห็นว่ามันหลากหลายมาก แม้กระทั่งว่าบางคนอาจจะไม่ได้อยากแต่งงาน แต่อยากจะมีลูก บางคนอาจจะไม่ได้อยากมีลูก อาจจะเลี้ยงหมาแมวเป็นลูก หรือว่าเพื่อนกันหลายๆ เขามาอยู่รวมกัน เขามีนิยามว่านี่คือครอบครัวของเขา แต่ว่าเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบผัว เมีย หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์แบบคู่รักผู้ชาย 2 คน ผู้หญิง 2 คน พวกเขาตัดสินใจมีลูก แล้วก็ดูแลลูกด้วยกัน เป็นลูกของพวกเขา แต่ว่ามีอยู่ 2 ครอบครัว จะเห็นเลยว่าจริงๆ แล้วครอบครัวมันหลากหลายมากๆ แต่ว่ากฎหมายและความเข้าใจสะท้อนการยอมรับของสังคมยังไม่มี เลยส่งผลกระทบต่อครอบครัว

“โดยเฉพาะเรื่องคนที่มีความหลากหลายทางเพศ การที่เราไม่สามารถ ดูแลกันได้ โดยเฉพาะในยามเจ็บไข้ การรักษาฉุกเฉิน เราไม่สามารถกู้ร่วมกันได้ เราไม่สามารถวางแผนอนาคตเรื่องเศรษฐกิจได้ เราจะไม่มีความมั่นคงเลย เราจะไม่รู้สึกว่าเราจะสามารถอยู่ด้วยกันได้เลย หรือแม้กระทั่งเราได้รับสวัสดิการจากทางสังคม จากที่ทำงาน เพราะว่าเราเป็นข้าราชการ แต่ว่าคู่ชีวิตของเราเป็นเพศเดียวกัน ก็ไม่ได้รับผลประโยชน์จากเราเลย 

“เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้เลยว่าคนที่ตัดสินใจมาอยู่ร่วมกัน ถ้าเกิดกฎหมายไม่รองรับก็จะไม่ได้ถูกปกป้อง กฎหมายไม่รับรองสิทธิการคุ้มครองลูกที่รับเลี้ยง เราก็จะเห็นความซับซ้อนเลยว่า การที่เราไม่สามารถที่จะได้รับการยอมรับในทางสังคมและกฎหมาย ก็ส่งผลให้เกิดความยุ่งยาก เป็นการเลือกปฏิบัติ และเป็นความรุนแรงต่อเด็ก ต่อสิทธิเด็กด้วย 

“อีกกรณีคือประเทศไทยมีกฎหมายที่ไม่เอื้อให้เกิดการเข้าถึงเทคโนโลยีให้เกิดการตั้งครรภ์อย่างเท่าเทียม คนที่เป็นเพศเดียวกัน ที่ต้องการเข้าถึงเทคโนโลยี ตอนนี้ก็เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย แล้วเราก็ไม่มีสมรสเท่าเทียม มันก็ทำให้หลายคู่เสียโอกาสที่จะมีลูก แต่ในสถานการณ์จริงก็คือมีคู่เพศเดียวกันที่ยังเลือกที่จะมีลูก โดยใช้เทคโนโลยี ก็แปลว่ากฎหมายจะไม่คุ้มครองลูกของพวกเขาที่เกิดมา เราจะเห็นเลยว่าเพียงแค่เราไม่ยอมรับ เพียงแค่เราไม่มีกฎหมาย เรากำลังสร้างความเสี่ยง ความเดือดร้อน ให้กับคนทั้งครอบครัว โดยเฉพาะเด็ก ถ้าเพียงแต่เรามีกฎหมาย คน 2 คนก็จะได้อยู่ด้วยกัน ได้รับการยอมรับ ได้รับการปกป้อง ลูกๆ ก็ได้รับการยอมรับ ได้รับการปกป้อง ไม่ต้องเผชิญกับการถูกบูลลี่ การถูกตั้งคำถามที่เป็นคำถามตีตรา สะท้อนการไม่ยอมรับ และทำให้เกิดความรู้สึกแปลกแยกจากสังคม ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ในชีวิตประจำวันของลูก เขาอาจจะอยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นมากๆ มีความสุขมากๆ แต่เมื่อไปถึงโรงเรียนแล้ว โรงเรียนไม่ปลอดภัย ไม่ยอมรับ ทำให้เขาเป็นทุกข์ สร้างร่องรอยให้เด็ก”

ส่วนกรณีที่สังคมรอบข้างคาดหวังความเป็นแม่จากครอบครอบเลสเบียน เธอมองว่าแม่ก็เป็นมนุษย์ และมนุษย์ย่อมผิดพลาดได้ กระนั้นการเอามาตรวัดจากผู้อื่นมาขึงพืดกับตนเอง อาจสร้างสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์มากกว่าจะเกิดสุขอย่างที่ปรารถนา

 “ปกติ คนเป็นแม่จะถูกสังคมคาดหวังอยู่แล้วว่าต้องดูแลลูกอย่างไร ถ้าวันหนึ่งลูกไม่ได้เป็นแบบที่สังคมคาดหวัง ก็พร้อมจะถูกตีตรา และถ้าเราเอามาตรฐานแบบนั้นมาใช้กับตัวเองมันจะทุกข์มากเลย ดังนั้นสิ่งที่พี่คิดคือ แม่ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ผิดพลาดได้ แต่ว่าจะทำหน้าที่ในการที่จะหล่อเลี้ยงเขาให้เป็นมนุษย์ของโลก ไม่ใช่แม่ที่เป็นเจ้าของ เพราะฉะนั้นแล้วคุณมีหน้าที่รักตัวเองแล้วก็เติบโต  อยากเป็นอะไรแม่ให้เป็นหมด” 

ธงสีรุ้งยังโบกสบัดดังเดิม เพิ่มเติมคือความคิดผู้คนที่เปลี่ยนไป

เจี๊ยบ – มัจฉา ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศตั้งแต่ปี 2553 นับถึงวันนี้ผ่านมา 13 ปีแล้ว ที่เธอตั้งใจออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสังคม หากย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว การได้เห็นธงสีรุ้งอยู่ในพื้นที่ชุมนุมของคนรุ่นใหม่ ยิ่งตอกย้ำว่าการขยายพื้นที่ของกลุ่มคนเพศหลากหลายได้รับการยอมรับมากขึ้น

“ถ้าเราเห็นสีรุ้งที่ไหน แปลว่ามันมีเพื่อนเราอยู่ในนั้น อย่างหนังสัปเหร่อ แม้พี่ยังไม่ได้ดู เห็นแค่คลิปสั้นๆ ก็ร้องไห้แล้ว พี่ไม่ได้ซาบซึ้งในเนื้อเรื่องของเขา แค่ได้เห็นคนลาว หน้าตาลาวๆ พูดลาวอยู่ในหนัง โดยที่เราไม่ใช่ตัวตลก ไม่ได้ถูกสร้างภาพโดยคนอื่น ก็ร้องไห้แล้ว เพราะฉะนั้นธงสีรุ้งที่เราเห็นมันคือการที่เราเชื่อมั่นว่าอย่างน้อยในนั้นมีเพื่อนเราแล้ว 

“แต่ว่าธงสีรุ้งมันจะชูขึ้นไม่ได้ ถ้าคนข้างๆ เรา Homophobia หรือรังเกียจคนรักเพศเดียวกัน พวกเขาจะดึงธงเราลงเลย ดังนั้นการที่ธงยังถือได้อยู่ยืนท่ามกลางประเด็นอื่นๆ แปลว่าเราได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนที่เข้าใจไม่มากก็น้อย

“ทำให้เราได้รู้สึกว่า 10 กว่าปีที่เราเคลื่อนจนถึงปัจจุบันนี้ มันอบอุ่นขึ้น เพราะเราเห็นชุมชนของตัวเอง และเราเห็นคนรุ่นใหม่ เราไม่ต้องมาต่อสู้ในบางเรื่องที่ในยุคสมัยของเราต้องต่อสู้ 

“และขอบคุณคนรุ่นก่อน เขาสู้มาก แม้กระทั่งพื้นที่ปลอดภัยยังไม่มี ยังต้องเขียนจดหมายน้อยหากัน ต้องไปหลบๆ ซ่อนๆ จัดอบรม แต่ตอนนี้ เผลอๆ อีก 4-5 ปี เราอาจจะมี World  Pride ในประเทศไทย ไม่ต้องหลบซ่อนทำงาน เวลาเราทำงานก็มีคนมาสนับสนุน คนรุ่นใหม่ที่เขาเรียกตัวเองว่า LGBTIQ+ ก็ไม่ต้องมาเสียเวลาปกปิดอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศ”

“เรามองว่าเรื่องนี้ส่งผลดีต่อกลุ่มคนหลากหลายทางเพศและครอบครัวคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ก็คือเราภาคภูมิใจในลูกเรา ในครอบครัวเรามาก แล้วความภาคภูมิใจนี้ มันส่งผลให้คนที่พวกเขาได้เห็น โดยเฉพาะเด็กๆ รุ่นหลังๆ มาเขาได้มีแรงบันดาลใจ เราก็ได้มีเพื่อนเป็น Intergeneration จับมือไปด้วยกัน แล้วตอนนี้สิ่งที่เราต้องหยิบยกขึ้นมา ก็ไม่ใช่เพียงแค่สมรสเท่าเทียม แต่ว่ายังมี LGBTIQ+ ที่อายุมาก เขาเผชิญกับการเข้าไม่ถึงสวัสดิการ เด็กที่เป็น LGBTIQ+ เขาอยากจะเข้าใจเรื่องฮอร์โมน แต่ว่าระบบการศึกษาไม่ได้สอนเรื่อง Inclusive sex Education สิ่งเหล่านี้มันก็จะถูกแก้ไปด้วยกัน ถ้าเกิดว่าเรามี Intergeneration อันนี้ก็เป็นคุณูปการที่เราขับเคลื่อนมา ไม่ใช่ของเราคนเดียว เป็นของคนก่อนเรา แล้วก็ไม่ได้เพื่อเราคนเดียว เพื่อลูกหลานของเราด้วย”

ก้าวต่อไปในการผลักดันเรื่องความหลากหลายทางเพศ

ประเด็นการศึกษายังคงเป็นประเด็นที่เจี๊ยบ – มัจฉา ยังคงเดินหน้าทำงานต่อไป แม้ในอนาคตจะอยู่ในความสนใจหรืออยู่ในกระแสหรือไม่ แต่เธอก็สู้ด้วยความหวัง ว่าระบบการศึกษาต้องปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ 

“อีกเรื่องที่ให้ความสนใจคือการมี World Pride เราจะมีสมรสเท่าเทียมไม่ได้เลย ถ้าเราไม่มีระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ดังนั้นการเมืองต้องเห็นมิติทางเพศและความหลากหลายทางเพศ จะต้องถูกเปลี่ยนแปลงตั้งแต่อยู่ในพรรคการเมือง สัดส่วน ส.ส. ประเด็นทรัพยากรที่ต้องนำมาขับเคลื่อนพร้อมกัน

“เราไม่มีทางมีกฎหมายดีๆ ให้ LGBTIQ+ ได้ ถ้าเราไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นแล้วประชาธิปไตยกับเรื่องความเป็นธรรมทางเพศ และเรื่องสิทธิหลากหลายทางเพศ คือเรื่องที่ต้องเคลื่อนไปด้วยกัน”

“เราต้องพัฒนาสังคมไทย ให้มันมีวัฒนธรรมของสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะสะท้อนออกมาในเรื่องกฎหมาย และการยอมรับในทางสังคม หรือแม้กระทั่งเราจะไม่ยอมรับก็ได้ แต่ถ้าเราไปเลือกปฏิบัติกับคนอื่นมันก็ต้องมีกฎหมายที่คุ้มครอง และลงโทษคนที่ไปเลือกปฏิบัติ ไม่เว้นแม้กระทั่งพ่อแม่ที่เลือกปฏิบัติต่อลูกหลากหลายทางเพศ ครูบาอาจารย์ที่เลือกปฏิบัติต่อลูกศิษย์ที่มีความหลากหลายทางเพศ แล้วก็ไม่เว้นแม้กระทั่งรัฐบาลที่ละเมิดสิทธิกลุ่มคนหลากหลายทางเพศอย่างเป็นระบบ หรือสถาบัน อย่าง สถาบันสุขภาพ ที่มาเลือกปฏิบัติกับคนข้ามเพศหรือเด็ก ทำให้เราเข้าไม่ถึงระบบสาธารณสุข ดังนั้นสิ่งเหล่านี้กรอบการทำงานของมันก็คือพื้นฐานเรื่องสิทธิมนุษยชนที่พัฒนาไปพร้อมกัน”

มัจฉา พรอินทร์ 1 ในหญิงผู้เป็นแรงบันดาลใจและทรงอิทธิพลประจำปี 2023 โดย BBC

ก่อนหน้านี้เจี๊ยบ – มัจฉา ติดอันดับและถูกยอมรับว่าเป็นเลสเบียน 5 คนในโลกที่ต้องรู้จัก โดย UN Women ในปี 2019 และในปีเดียวกันก็ถูกยอมรับในฐานะ Human Rights Defender 100 คนที่มีคุณูปการในเอเชีย เราจึงได้ไถ่ถามความรู้สึกและความหมายของหนึ่งในการเป็นผู้เป็นแรงบันดาลใจและทรงอิทธิพลของปีนี้ ที่ปรากฎชื่อของ “Matcha Phorn-in” อยู่ในลิสต์ของ “BBC 100 Women 2023”

“เราก็มีความมุ่งมั่นว่า ชุมชนที่เราทำงานด้วย อีสาน ลาว ที่เราเกิดก็ยังถูกเลือกปฏิบัติอยู่ จะไม่มีเด็กผู้หญิงคนไหนต้องมาอยู่ในประสบการณ์แบบเดียวกับเรา เพียงแต่เราต่อสู้แล้วได้รับการสนับสนุน ดังนั้นมันมีความหมายในแง่ของการที่เราขอบคุณคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ที่ทำให้เราสามารถได้รับรางวัลนี้ ขอบคุณลูก เมีย ท้ายที่สุดแล้วเวลาที่เราต่อสู้จนเหนื่อยมาก เราได้รับการโอบกอดเสมอ 

“และที่สำคัญที่สุด คือคนที่เห็นความสำคัญของเรื่องเหล่านี้ มันก็สะท้อนคำถามกลับมาที่ประเทศไทยว่าประเทศไทยเห็นความสำคัญของเรื่องนี้หรือไม่ และหลังจากนี้เราจะได้รับการสนับสนุนให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน ในระดับโลก แต่คนในประเทศไทยยังไม่รู้เลยว่าเราทำเรื่องอะไร เราคือใคร ซึ่งคำคำตอบให้คือ จริงๆ แล้ว เขาไม่ได้สนใจผู้หญิงที่หลากหลายทางเพศที่ขับเคลื่อนเรื่องสิทธิเท่าผู้ชาย”

ความทับซ้อนระหว่างเรื่องเพศ กับ สิ่งแวดล้อม 

ปัญหาของชนเผ่าพื้นเมืองที่ถูกละเมิดสิทธิบนที่ดิน บริเวณชายแดนที่เจี๊ยบ  – มัจฉาพยายามพูดในทุกเวที และเป็นที่มาของการถูกจัดอันดับจากบีบีซี แต่ไม่ได้เป็นที่สนใจจากคำบอกเล่าของเธอ ว่ากลุ่มชนเผ่าถูกผลักให้ไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ดินถล่มซ้ำซาก บุคคลที่ไม่มีสัญชาติเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือเยียวยาของรัฐบาล และไม่มีการสอนวิธีรับมือภัยธรรมชาติให้คนในชุมชน ซึ่งสำหรับผู้หญิง การลงไปศึกษาทำงาน มัจฉาพบว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติและความรุนแรง ผู้หญิงและเด็กได้รับผลกระทบและเผชิญกับความรุนแรงหนักที่สุด มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุด หลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ โรงเรียนเปิดสอนอีกครั้ง เด็กผู้หญิงกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาน้อยที่สุด และถ้าเกิดผู้หญิงสูญเสียที่ดินจากภัยพิบัติกลับไปอาศัยที่บ้านไม่ได้ ก็มีความเสี่ยงมากขึ้นในการที่จะถูกค้ามนุษย์และถูกแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ นอกจากนี้กลุ่มคนหลากหลายทางเพศก็มีความเสี่ยงจากสถานการณ์เหล่านี้เช่นกัน

“ตอนที่มันเกิดภัยพิบัติในระดับโลก เช่น ที่เนปาล หรือฟิลิปปินส์ สถานการณ์จริงก็คือคนหลากหลายทางเพศนอกจากจะเสี่ยงกว่าคนอื่น เข้าไม่ถึงการช่วยเหลือ ชุมชนที่คอนเซอร์เวทีฟตีตราว่า LGBTIQ+ ผิดผี เป็นผู้พาภัยพิบัติมาให้สังคม มาให้ชุมชนก็ถูกกระทำความรุนแรงซ้ำซ้อนและถูกตีตรา เพราะว่าไม่สามารถหารากเหง้าของปัญหาได้ ว่าทำไมอยู่ดีๆ น้ำเคยมีแค่นี้ ทำไมมันเยอะขึ้น ทำไมไม่เคยมีแผ่นดินไหว แล้วมันไหว ทำไมไม่เคยมีไต้ฝุ่นรุนแรงขนาดนี้ แล้วทำไมมีไต้ฝุ่น พอคนเป็น homophobia แล้วหาคำตอบไม่ได้ ก็มาตำหนิมาลงที่คนที่มีความหลากหลายทางเพศ

“ดังนั้นเราก็จะเห็นเลยว่าในภาวะที่ต่อให้ไม่มีภัยพิบัติเลย ไม่มีเรื่องของปัญหาเรื่องของปัญหาเรื่องสงคราม หรือความขัดแย้ง crisis เรื่องของโควิด-19 พวกเราถูกเลือกปฏิบัติอยู่แล้ว แต่เพราะมันมีอันนี้มันซับซ้อนขึ้นมาอีก ไม่เพียงแต่เราเข้าไม่ถึง แต่ว่ามาเขาตีตราเราด้วย แล้วการตีตราจะอนุญาตให้ใช้ความรุนแรงกับชุมชนหลากหลายทางเพศในรูปแบบต่างๆ ได้หนักขึ้น”

เสียงของผู้หญิงเบากว่าเสมอ

หลังปี 2017 ที่เจี๊ยบ – มัจฉาได้พูดเรื่องราวเหล่านี้ ซึ่งถูกนำไปเผยแพร่ลงในบทความของ UN ในประเด็น Environmental Justice และการขับเคลื่อนในมิติต่างๆ ไม่ได้อยู่ในความสนใจของสื่อมากนัก แม้กระทั่งข่าวคราวการติดอันดับหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลในหน้าสื่อต่างๆ ก็แผ่วเบา

“คำถามใหญ่ก็คือเมื่อเรามีคนไทยที่เป็นผู้ชายได้ถูก จัดอันดับเป็น 100 ผู้ทรงอิทธิพล ในระดับโลก เราก็พร้อมที่จะแชร์ พูดถึง เป็นประเด็นทางสังคม ผู้หญิงที่มีความหลากหลายทางเพศ ได้ถูกถือเป็น 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลจะถูกพูดถึง จะถูกให้เกียรติหรือไม่ ถ้าเกิดว่าไม่ มันก็สะท้อนว่าสังคมไทย ในการเลือกปฏิบัติมันรุนแรงขนาดที่ว่าเราไม่สามารถชื่นชมยินดีกับคนที่ขับเคลื่อนโดยที่ได้รับการสนับสนุนน้อยมาก ให้ไปอยู่ในระดับโลกก็สะท้อนเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางเพศด้วย แต่ว่านี่ก็เป็นโอกาสให้เราได้สะสางร่องรอยที่กระทำต่อความไม่เป็นธรรมต่อผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาสู้ในทุกระดับ ไปจนถึงระดับโลกเลยว่าเราจะเปลี่ยนแปลงมันให้เป็นการสนับสนุนได้อย่างไร ก็เป็นโอกาสของพวกคุณที่จะได้สนับสนุนเราแล้ว”

สะบัดธงสีรุ้งเข้าเส้นชัยวิ่งเทรล

นอกจากการเป็นเฟมินิสต์ตัวตึง นักปกป้องสิทธิมนุษยชนร้อยพันประเด็นในการขับเคลื่อน เจี๊ยบ – มัจฉาเล่าถึงมุมผ่อนคลายและงานอดิเรกของเธอว่า ได้ทำสิ่งที่หลีกเลี่ยงมาตลอดชีวิตคือการทำกาแฟ เพราะเป็นคอกาแฟมา 30 กว่าปี ด้วยความคิดที่ว่ากลัวความชอบจะกลายเป็นงาน 

“แต่ตอนนี้อยู่บ้านเมียกำลังตากกาแฟ เพราะผู้หญิงจาก 4 ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองที่เราทำงานด้วย สนใจอยากศึกษาดูงาน เราเลยไปที่บ้านขุนช่างเคี่ยน (อ.เมือง จ.เชียงใหม่) เพราะกาแฟอาจจะเป็นโอกาสของพวกเขา พวกเขาอยากปลูก เราเลยจัดอบรม โดยไปอยู่บนดอย บ้านขุนช่างเคี่ยน ดูกระบวนการทำกาแฟครบวงจร หลังจากนั้นไม่นานเรากลับไปหาเมล็ดพันธุ์ กำลังปลูก แล้วก็เริ่มเอาเมล็ดพันธุ์ต่างๆที่มีในชุมชนของเรา เอามาทดสอบคุณภาพ เมียของเราลงมือตาก เดี๋ยวจะคั่ว เดี๋ยวจะตำ แล้วก็ชง สรุปแล้วก็ทำเกือบหมดทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องกาแฟด้วย เป็นนางแบบด้วยนะคะ จ้างได้นะ (หัวเราะ)”

นอกจากหันมาสนใจการทำกาแฟแล้ว ยังสนใจการวิ่งระยะไกล หลังจากสถานการณ์โควิด 19 ที่ต้องล็อกดาวน์ในบ้าน จนเกิดความเครียดสะสม วันที่ปลดล็อคมาตรการ social distancing เธอเริ่มออกจากบ้าน และเริ่มต้นวิ่ง ก่อนพบว่าขาของเธอใช้พูดแทนปากได้เช่นกัน

“เริ่มจากได้ออกไปหายใจ แหงนหน้าขึ้นฟ้าแล้วรู้สึกว่าเขาพรากสิทธิในการเคลื่อนย้ายของเราไปได้ตั้งหลายเดือน พอออกมาข้างนอกเริ่มจากการเดินแก้เครียด หลังๆ กลายเป็นวิ่ง แล้วก็พบว่าเราวิ่งได้ ทั้งๆ ที่เราไม่ใช่นักกีฬา

หลังจากนั้นก็เริ่มร่วมวิ่งรณรงค์เรื่องประชาธิปไตย สิทธิหลากหลายทางเพศ และได้รับเชิญเชิญจากเครือข่ายระดับโลก เครือข่ายนักวิ่ง ซึ่งมีสมาชิกอยู่ 500 คลับทั่วโลก เพื่อโปรโมทคนหลากหลายทางเพศ และสิทธิ LGBTIQ+” 

มันฉาเล่าว่าแม้เธอจะไม่ใช่นักกีฬาแต่ก็พยายามจะวิ่งเข้าเส้นชัยทุกครั้งเพื่อให้คนได้เห็นธงสีรุ้ง 

“ในระดับเอเชีย ซึ่งผลักดันโดยเจี๊ยบเป็นหนึ่งในนั้น แทบไม่มีเลสเบียน หรือว่า Bisexual Woman หรือ Queer Woman เลย เพราะฉะนั้นแล้วมันก็กลายเป็นว่าเราก็ต้องต่อสู้ในเรื่องของการทำให้พื้นที่ทางกีฬามันมีผู้หญิงที่มีความหลากหลายทางเพศด้วย แล้วก็ในพื้นที่ของกีฬาในภาพรวมก็ต้องมองเห็นและสนับสนุนสิทธิของ LGBTIQ+ ด้วยก็เลยต้องวิ่งไกลขึ้น เพื่อที่จะให้คนเห็นมากขึ้น

“เราใช้การวิ่งเป็นสัญลักษณ์ในการที่จะรณรงค์สมรสเท่าเทียม 3 ปีที่ผ่านมา ถือธงสีรุ้ง วิ่งเทรล ระยะ 50 กม. ไปวิ่งครั้งแรก ถือธงสีรุ้งเข้าเส้นชัย ผู้คนหัวเราะ ตากล้องเห็นเราชู 3 นิ้ว เขาหัวเราะเยาะ แต่ว่าทุกวันนี้ตากล้องพวกคนจัดงานก็โอบรับเรามากขึ้น แล้วลูกสาวก็ทำคลิปวิดีโอเล่าเรื่องว่าเราวิ่งเพื่อรณรงค์ให้คนเห็นว่าแม่ ลูก 3 คนเป็นนักวิ่ง ไม่ได้ถูกกฎหมายยอมรับครอบครัวหลากหลายทางเพศ 

“จนกระทั่งไปวิ่งที่ฝรั่งเศส ล่าสุดจบมองบลังค์ในระยะ 50 กม. เป็นการไปวิ่งในระดับโลกเลย จบโดยที่ซ้อมน้อยมาก เพียงเพราะว่าต้องกัดฟันวิ่งเข้าเส้นชัยก็ถือธงสีรุ้งเพื่อที่จะบอกว่าเลสเบียนประเทศไทยยังไม่มีสมรสเท่าเทียม ผลักดันตัวเองเพื่อที่จะให้สปอตไลท์ จะได้ส่งเสียงไปว่าเราวิ่งเพื่ออะไร ทำไมเราถือธงสีรุ้ง ทำไมเราถึงมาวิ่ง” 

image_pdfimage_print