เวทีสานพลังความรู้การปรับตัวของชุมชนท้องถิ่นสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 11 พฤศจิกายน 2566 ณ โรงแรมโฆษะขอนแก่น อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น โดยการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรชุมชน และหน่วยงานรัฐในพื้นที่ โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์จัดการเครือข่าย ศูนย์ประสานงานเฉพาะประเด็น ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่าย จำนวน 299 แห่ง ทำงานร่วมกัน ภายใต้การสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 

งานครั้งนี้เครือข่ายชุมชนท้องถิ่นได้นำบทเรียนจากการดำเนินงานที่ผ่านกระบวนการทำงานของ 4 กลไกหลักของพื้นที่ โดยการพัฒนาระบบข้อมูลที่นำไปใช้ สู่การพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยง สร้างปัจจัยส่งเสริมสุขภาพ การตั้งรับ และการปรับตัวขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อสถานการณ์วิกฤติและภาวะปกติที่เสริมงานบริการสาธารณะ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสรุปผลการดำเนินงาน ผ่านการนำเสนอที่สะท้อนวิธีการ รูปธรรม และผลลัพธ์ความสำเร็จ เพื่อขยายผลการดำเนินงานและการบูรณาการที่เป็นเป้าหมายสำคัญของชุมชนท้องถิ่นต่อไป 

โดยรูปแบบของการจัดงานจะแบ่งเป็น 6 ห้องย่อย ที่มีเนื้อหาสาระต่างกันดังนี้ ห้องย่อยที่ 1 การปรับระบบการเรียนรู้เพื่อเด็กปฐมวัย ห้องย่อยที่ 2 การเพิ่มระบบบริการเพื่อกลุ่มเปราะบาง ห้องย่อยที่ 3 การรับมือวิฤติด้วยการลดดื่ม ลดสูบ ห้องย่อยที่ 4 การรับมือและจัดการเศรษฐกิจชุมชน ห้องย่อยที่ 5 การรับมือกับสถานการณ์ด้านสุขภาพโดยชุมชนท้องถิ่น และห้องย่อยที่ 6 การสร้างความมั่นคงทางอาหารในสถานการณ์วิกฤติ

กล่าวสำหรับแนวคิดสำคัญของห้องย่อยที่ 2 ซึ่งว่าด้วยการเพิ่มระบบบริการเพื่อกลุ่มเปราะบาง มีฐานคิดมาจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติทางเศรษฐกิจ วิกฤติสุขภาพ ปัญหาสังคม การดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มจิตเวชเปราะบาง จึงนำไปสู่การออกแบบการทำงานที่สามารถเข้าถึงและจัดการได้อย่างยั่งยืน ผ่านการมีส่วนร่วมจากคนในชุมชน และการสนับสนุนให้เข้าถึงระบบบริการจากสวัสดิการโดยชุมชน และสวัสดิการที่รัฐจัดให้ ดังนั้น จึงมีการเฝ้าระวังด้วยกลไกชุมชนผ่านการสร้างภูมิคุ้มกันให้ครอบครัวและหน่วยงาน ให้สามารถดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามหน้าที่และจิตอาสาของผู้ดำเนินการ

จากสถานการณ์ดังกล่าว ก่อให้เกิดเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่เรื่องการดูแลกลุ่มเปราะบาง ที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพให้ผู้นำ จิตอาสา และกลไกทางสังคม เกิดการกำหนดทิศทางการเพิ่มระบบบริการเพื่อกลุ่มเปราะบาง ด้วยความร่วมมือของคนในชุมชน 

ที่ผ่านมา เครือข่ายชุมชนท้องถิ่นที่ดำเนินโครงการนี้มีทั้งหมด 5 อบต. คือ อบต.บุกระสัง อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์, อบต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์, อบต.เต่างอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร, อบต.โนนหอม อ.เมือง จ.สกลนคร และ อบต.หนองสรวง อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา ซึ่งในเวทีการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ แต่ละ อบต. ได้นำผลการดำเนินโครงการของตนมาเสนอเพื่อแลกเปลี่ยน ถอดบทเรียน และสรุปผลการทำงาน ดังนี้

โครงการ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุช่วงกลางวัน Day Care Bukrasang เป็นโครงการขององค์การบริหารส่วนตำบลบุกระสัง อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ มีที่มาและฐานคิดของการดำเนินงานมาจากปัญหาที่ครอบครัวและชุมชนต้องรับมือกับการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น เนื่องจากอายุคาดเฉลี่ยของประชากรสูงขึ้นและผู้สูงอายุมีอายุยืนยาวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่อายุสุขภาพนั้นอาจไม่ได้เป็นไปในทางเดียวกัน ส่งผลต่อความต้องการพึ่งพิงดูแลจากสมาชิกในครอบครัวและชุมชน 

กระทั่งในปัจจุบันประเทศต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจ บุตรหลานผู้เลี้ยงดูต้องเคลื่อนย้ายเพื่อเข้าสู่ภาคแรงงานมากขึ้น ผลที่ตามมาคือผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง เมื่อต้องการความช่วยเหลือต่างๆ เช่น การให้ความช่วยเหลือในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน การดูแลเรื่องการรับประทานอาหารหรือรับประทานยา และการดูแลฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ

รณรงค์ สิงห์ปรุ ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม องค์การส่วนตำบลบุกระสัง อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ กล่าวสรุปผลการดำเนินงานและที่มาของโครงการว่า สภาพปัญหาด้านสุขภาพ รายได้ สังคมและครอบครัวของผู้สูงอายุในพื้นที่ ถือเป็นสาเหตุของการจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุช่วงกลางวัน Day Care Bukrasang โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุ โดยศูนย์จะเน้นการทำกิจกรรมอย่างง่ายที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้สูงอายุคงสภาพและได้รับการดูแลในภาวะพึ่งพิงมากที่สุด

“แนวคิดและการให้บริการของศูนย์จะเน้นการทำกิจวัตรประจำวันกึ่งฟื้นฟู เน้นผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยง (Risk) เช่น เสี่ยงซึมเศร้า สมองเสื่อม หกล้ม โดยจะเน้นกลุ่มผู้สูงอายุที่สมัครใจเข้ารับบริการ นอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตเงียบเหงา โดดเดี่ยวได้พบปะสังสรรค์กับบุคคลวัยเดียวกันและบุคคลอื่น ถือเป็นบริการที่ช่วยแบ่งเบาภาระความรับผิดชอบของครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุชั่วคราวโดยเฉพาะ”

รณรงค์ยังกล่าวต่ออีกว่า ภายหลังจากการดำเนินโครงการผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพและสังคมที่ดีขึ้น สามารถปรับตัวอยู่กับลูกหลานได้อย่างมีความสุข ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุลดลง มีความสามารถในการดูแลกิจวัตรประจำวันของตนเองเพิ่มขึ้น และสามารถแบ่งเบาภาระการดูแลจากลูกหลานได้ในระดับหนึ่ง

รณรงค์ สิงห์ปรุ ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม องค์การส่วนตำบลบุกระสัง อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์

ด้านชมรมผู้สูงอายุ ต.โคกกลาง โดยองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย ดำเนินโครงการ โรงเรียนผู้สูงอายุสัญจร สร้างการเรียนรู้และการบริการสุขภาพผู้สูงอายุ โดยมีที่มาและฐานคิดของการดำเนินงานมาจากการเห็นความสำคัญของจำนวนผู้สูงอายุในพื้นที่ที่เพิ่มมากขึ้น จึงได้มีแนวทางในการให้ผู้สูงอายุมีพื้นที่แสดงออกและมีเวทีแสดงความต้องการ ผ่านการจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุรวมถึงการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชมรมของผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต จัดการศึกษา การพัฒนาทักษะเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และกิจกรรมของโรงเรียนผู้สูงอายุ ผ่านการดำเนินการโดยวิทยากรจิตอาสาหรือจากหน่วยงานต่างๆ เช่น เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลโคกกลาง ดำเนินการขับเคลื่อน 5 อ. ได้แก่ อ.ออกกำลังกาย อ.อาชีพ อ.อาสาสร้างเมือง อ.อาหาร อ.ออม และ 5 ก. ได้แก่ ก.การพัฒนาโรงเรียนผู้สูงอายุ ก.การพัฒนาชมรมผู้สูงอายุ ก.การลดอุบัติเหตุ ก.กายอุปกรณ์ ก.การดูแลต่อเนื่อง

เกษมสันติ ลุนสืบ ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม องค์การส่วนตำบลโคกกลาง อ.ลำปายมาศ จ.บุรีรัมย์ ได้กล่าวถึงที่วิธีการดำเนินกิจกรรมในโครงการอย่างน่าสนใจว่า ชุมชนมีกิจกรรมนอกห้องเรียนเพื่อผู้สูงอายุผ่านกิจกรรมทัศนศึกษา โดยให้นักเรียนผู้สูงอายุเดินทางไปเรียนรู้พบปะกับนักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุอื่น นอกจากนั้นยังมีการพาผู้สูงอายุทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น เข้าเยี่ยมศูนย์ผู้สูงอายุ จ.บุรีรัมย์ กิจกรรมไหว้พระสร้างขวัญและกำลังใจ กิจกรรมเปิดโลกทัศน์ด้วยการพาไปดูภาพยนตร์ และกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม ซึ่งผลการดำเนินงานของกิจกรรม ทำให้ผู้สูงอายุสามารถพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้การดูแลสุขภาพ พัฒนาด้านศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้าน และพัฒนาสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เอื้อต่อการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ

เกษมสันติ ลุนสืบ ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม องค์การส่วนตำบลโคกกลาง อ.ลำปายมาศ จ.บุรีรัมย์

ด้านโครงการ แผนที่เดินดินเพื่อการดูแลผู้สูงอายุ โดยองค์การบริหารส่วนตำบลเต่างอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร มีที่มาและฐานคิดของการดำเนินงานจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2564 ประเทศไทยกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ไปแล้ว คือจำนวนผู้สูงอายุที่มากกว่า 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด นั่นหมายความว่าหากไม่มีการเตรียมรับมือที่ดีพอ ย่อมเกิดปัญหาตามาอย่างแน่นอน เช่น การเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง รายได้เพียงพอ การเข้าไมถึงสวัสดิการ และมีความพิการ เป็นต้น ซึ่งการดูแลผู้สูงอายุถือเป็นภารกิจที่สำคัญของตำบลเต่างอยเช่นกัน 

องค์การบริหารส่วนตำบลเต่างอย จึงดำเนินการผ่านการใช้ทุนทางสังคมจัดการในพื้นที่ด้วยตนเอง โดยการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลทั้งด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ เพื่อนำมาทำแผนที่เดินดิน ของแต่ละหมู่บ้าน เพื่อให้ง่ายต่อการดูแล เช่น มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ในหลังคาเรือนไหน จัดโซน จัดสีแยกแยะอย่างชัดเจน เช่น สีแดง หมายถึงผู้สูงอายุติดเตียง สีเหลือง เป็นผู้สูงอายุติดบ้าน และสีเขีย คือผู้สูงอายุติดสังคม เมื่อมีเหตุจำเป็นต้องช่วยเหลือ ก็จะสามารถจัดการอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีการออกกำลังกาย มี Care Giver หรือ อสม. ที่ผ่านการอบรม คอยดูแล เยี่ยมบ้าน รวมถึงมีการจัดทำแผนการดูแลผู้ป่วยระยะยาว (Long Term Care)

พรพิมล หาญกล้า ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม องค์การส่วนตำบลเต่างอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร ถอดบทเรียนการทำงาน พร้อมกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการและสรุปการดำเนินโครงการว่า เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการดำเนินโครงการ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีฐานข้อมูลของผู้สูงอายุในพื้นที่ครอบคลุมทุกครัวเรือน สามารถแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุเพื่อให้ง่ายต่อการดูแล และเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผู้สูงอายุในพื้นที่ได้รับการสำรวจเยี่ยมเสริมกำลังใจ ได้รับการช่วยเหลือตามการแบ่งกลุ่มอย่างถูกต้องเหมาะสม และสามารถลดจำนวนผู้สูงอายุกลุ่มสีแดงและสีเหลืองให้มีจำนวนลดลง

หลังจากการดำเนินโครงการพบว่า ผลที่ได้รับสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ในระดับบุคคล ผู้สูงอายุได้รับการดูแลตามเกณฑ์ประเมินอย่างครอบคลุมและทั่วถึง สามารถลดจำนวนการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิง ลดจำนวนอัตราการเกิดอุบัติเหตุและเสียในชีวิต ส่วน ในระดับครอบครัว ครอบครัวมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลผู้สูงอายุ ลดภาระการพึ่งพิงมีเวลาประกอบอาชีพมากขึ้น และสุดท้าย ในระดับชุมชน คนในชุมชนมีความรักใคร่สามัคคี เกิดความภาคภูมิใจในตนเองที่มีส่วนในการช่วยเหลือสังคม

พรพิมล หาญกล้า ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม องค์การส่วนตำบลเต่างอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร

ส่วนโครงการ การสร้างความร่วมมือของชุมชนในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช โดย รพ.สต. หมู่ที่ 2 บ้านโนนหอม องค์การบริหารส่วนตำบลโนนหอม อ.เมือง จ.สกลนคร ซึ่งมีที่มาและฐานคิดของการดำเนินงานมาจากปัญหาภาวะซึมเศร้าของคนในชุมชน จากการเก็บข้อมูลประชากรในตำบลโนนหอม มีผู้ป่วยจิตเวชที่อยู่ในการดูแลในปี 2565 จำนวน 68 คน ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่าการกำเริบมาจากสาเหตุผู้ป่วยมารับการรักษาไม่ต่อเนื่อง มีการกินยาไม่ถูกต้อง ไม่ยอมกินยาและญาติผู้ป่วยไม่มีความรู้ความเข้าใจในการดูแล

กิตติศักดิ์ เผ่าโพธิ์ นักวิชาการสาธารณสุข รพสต.โนนหอม อ.เมือง จ.สกลนคร กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ทุกวันศีลวันพระ ผู้ป่วยจิตเวชมักจะแสดงอาการรุนแรงเป็นพิเศษ แตกต่างไปจากวันอื่นๆ และสร้างความหวาดกลัวให้กับสมาชิกในชุมชนท่านอื่น

โดยการดำเนินกิจกรรมจะดำเนินผ่านการอบรม การติดตามเยี่ยมผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง จัดทำแนวทางการส่งต่อผู้ป่วย จัดตั้งทีมดูแลเฝ้าระวังเคสฉุกเฉิน ประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการดำเนินกิจกรรม กิตติศักดิ์ระบุว่า จะทำให้กลุ่มเสี่ยงได้รับการคัดกรองโรคซึมเศร้า และได้รับการประเมินความเสี่ยงต่อโรคเพื่อรับการเฝ้าระวังและรับการรักษาตั้งแต่อาการยังไม่รุนแรง สมาชิกในครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดี และไม่มีความเสี่ยงที่ต้องระแวงต่ออาการซึมเศร้าของบุคคลในครอบครัว นอกจากนั้นชุมชนมีความปลอดภัยและไม่มีมีความเสี่ยงจากผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในชุมชน

กิตติศักดิ์ เผ่าโพธิ์ นักวิชาการสาธารณสุข รพสต.โนนหอม อ.เมือง จ.สกลนคร 

ส่วนคณะกรรมการศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองสรวง อ.หนองสรวง จ.นครราชสีมา ได้ดำเนินโครงการ ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพใจใกล้บ้านตำบลหนองสรวง เพื่อมุ่งเน้นพัฒนาการให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพให้กับคนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะกึ่งเฉียบพลัน ผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน และสร้างเครือข่ายความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ให้เกิดการบูรณาการงานบริการด้านสาธารณสุขร่วมกันให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยร่วมคิดและร่วมกันออกแบบการบริหารจัดการภายในศูนย์ 

เกียรติพล พรพิพัฒน์ เจ้าพนักงานสาธารณสุขอาวุโส รพสต.หนองสรวง อ.หนองสรวง จ.นครราชสีมา กล่าวถึงเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการว่า การจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ “สุขใจใกล้บ้าน” ขึ้น ก็เพื่อดำเนินกิจกรรมการฟื้นฟูสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ที่ต้องการฟื้นฟูสุขภาพผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยกึ่งระยะเฉียบพลัน และผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง โดยการดูแลของอาสาสมัครศูนย์ฯ จำนวน 23 คน ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพและทักษะการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพ ร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ และนักกายภาพบำบัดโรงพยาบาล 

เกียรติพล กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวสามารถสร้างเครือข่ายการดูแลฟื้นฟูสุขภาพในพื้นที่ และสร้างการเรียนรู้ให้กับประชาชนได้มีความรู้ ทักษะในการดูแลฟื้นฟูสุขภาพตนเองในเบื้องต้น เมื่อได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤต ซึ่งผลที่เกิดขึ้นจากการจากการดำเนินโครงการสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ ในระดับบุคคล ประชาชนในชุมชนเกิดการเรียนรู้และได้ตระหนักต่อการดูแลฟื้นฟูสุขภาพตนเองและคนในครอบครัว เกิดประชาชนจิตอาสาบริการดูแลฟื้นฟูสุขภาพทั้งภายในศูนย์ฯ และที่บ้าน 

ส่วน ในระดับครอบครัว สมาชิกในครอบครัวได้รับการส่งเสริมความรู้ ทักษะในการดูแลฟื้นฟูสุขภาพ สามารถดูแลตนเองและสมาชิกในครอบครัว เสริมความเข้มแข็งภายในครอบครัวอบอุ่น และสุดท้าย ในระดับชุมชน เกิดกลไกการขับเคลื่อนกิจกรรมการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพประชาชนในพื้นที่ มีแผนบริการดูแลกลุ่มเป้าหมายหลักและสร้างอาสาสมัครจิตอาสาในชุมชน

เกียรติพล พรพิพัฒน์ เจ้าพนักงานสาธารณสุขอาวุโส รพสต.หนองสรวง อ.หนองสรวง จ.นครราชสีมา
image_pdfimage_print