เวทีสานพลังความรู้การปรับตัวของชุมชนท้องถิ่นสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2566 สำนักงานกองทุนสนับสนุน ส่งเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีสานพลังความรู้การปรับตัวของชุมชนท้องถิ่นสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ โรงแรมโฆษะ อ.เมือง จ.ขอนแก่น

โดยเป้าหมายในการจัดเวทีครั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และสรุปผลการดำเนินงานทั้ง 4 โครงการ ของชุมชนท้องถิ่นสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยช่วงเวลาในการพัฒนาชุมชนเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ราว พ.ศ. 2560 – 2564 มีชุมชนเข้าร่วม 4 จังหวัด ประกอบด้วย บุรีรัมย์ นครราชสีมา นครนพม และสกลนคร

บรรยากาศภายในงาน “เวทีสานพลังความรู้การปรับตัวของชุมชนท้องถิ่นสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”

ประเด็นที่น่าสนใจและอยากหยิบยกขึ้นมานำเสนอ คือ การรับมือและจัดการเศรษฐกิจชุมชน เรื่องการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างหนักหน่วง และเพิ่งกลับมาฟื้นตัวเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้เกิดการท้าทายของชุมชนในการอยู่รอดและอยู่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งบางพื้นที่ก็ผสมผสานระหว่างความเชื่อท้องถิ่นกระทั่งผลักดันสู่การท่องเที่ยวชุมชนได้ เช่นกรณีบ้านสายตรีพัฒนา 3 หมู่ที่ 10 ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ Unseen Buriram กับความโดดเด่นของที่นี่ คือ “ประเพณีตีผึ้งร้อยรัง 15 ค่ำ เดือน 5” โดยชาวบ้านใช้ต้นไทรที่ตั้งอยู่พื้นที่สาธารณะของชุมชนที่มีขนาดใหญ่อายุราวร้อยปี 14 คนโอบมาใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม 

“ศาลเจ้าปู่ตา บุญมาร้อยรัง” จุดกำเนิดของประเพณีบวงสรวง ความเชื่อเก่าแก่บนพื้นที่ราบสูง เพื่อเป็นการขออนุญาตต้องทำพิธีขอขมา ก่อนจะมีการขึ้นไปตีเอารังผึ้งในวันที่ 15 ค่ำ เดือน 5 ของทุกๆ ปี ผึ้งหลวงมากกว่า 300 รัง ได้มาทำรังบนต้นไทรแห่งนี้ ทำให้เมื่อมีพิธีกรรมดังกล่าว จะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก มารอซื้อน้ำผึ้งเมื่อเสร็จจากพิธีกรรม เพราะเชื่อว่าไม่ใช่น้ำผึ้งธรรมดา แต่เป็นน้ำผึ้งศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านการปลุกเสกมาแล้ว โดยเพื่อให้น้ำผึ้งเพียงพอและทั่วถึงสำหรับทุกคนจึงมีการกำหนดว่า สามารถซื้อได้เพียงท่านละ 2 ขวดเท่านั้น เพื่อทำให้ทุกคนที่มาร่วมงานได้รับน้ำผึ้งกลับไป

เมื่อนับรวมรายได้คร่าวๆ ของการขายน้ำผึ้งแต่ละครั้งเฉพาะในพิธีกรรมนี้ประมาณ 500,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ให้ชาวบ้านที่มาช่วยงานในพิธีกรรมนี้ 40% ที่เหลือหักเข้ากองกลางกองทุนหมู่บ้านใช้ในการจัดการบริหารกลุ่มเพื่อใช้ประโยชน์ในชุมชนต่อไป ซึ่งการเก็บแบบเชิงอนุรักษ์เช่นนี้จะทำให้ผึ้งกลับมาทำรังทุกปี ผลก็คือชุมชนมีรายได้แบบยั่งยืน

“น้ำผึ้งมีประโยชน์ต่อการจำหน่ายหารายได้จริง แต่ยังมีส่วนสำคัญที่ยังหลงเหลืออยู่นั่นคือ ขี้ผึ้ง ทางกลุ่มและเครือข่ายจึงได้นำส่วนที่เหลือ มาพัฒนาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ได้เข้ามามีบทบาทช่วยเหลือในการวิจัยในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการ เส้นทางการท่องเที่ยวในตำบลบึงเจริญ เพราะจริงๆ แล้วเราไม่ได้มีแค่บ้านผึ้งร้อยรัง แต่ยังมีพิพิธภัณฑ์ยุคก่อนประวัติศาสตร์อย่างวัดป่าสามสบาย เพื่อให้เหมาะแก่การท่องเที่ยว One Day Trip ได้อีกด้วย” วนิดา พลอยยอด นักพัฒนาการท่องเที่ยวชำนาญตำบลบึงเจริญ  อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ กล่าวสรุปบนเวทีถึงอีกหนึ่งความสำเร็จที่การท่องเที่ยวในชุมชนของเขาสามารถทำได้

วนิดา พลอยยอด นักพัฒนาการท่องเที่ยวชำนาญ ต.บึงเจริญ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

ในกลุ่มตำบลบึงเจริญได้มีสำนักงบประมาณเข้ามาช่วยเหลือในด้านเงินทุน ทำให้มีกำลังในการพัฒนาสินค้า โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์มาช่วยวิจัยเรื่องการทำสบู่ สีนวด การสร้างแบรนด์ สร้างมาตรฐานให้กับสินค้า เกิดเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนกับสถานบันการศึกษาในพื้นที่ ช่วยให้ชาวบ้านมีความเข้าใจ หวงแหน รักบ้านเกิดของตนเองมากขึ้น พร้อมตระหนักว่าในพื้นที่มีดีมากแค่ไหน

การยกระดับมาตรฐานจากสิ่งเดิมที่ชุมชนมีอยู่ แปรเปลี่ยนเป็นช่วยให้เศรษฐกิจในชุมชนดีขึ้นตามลำดับ เกิดการบริหารจัดการชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การประชาสัมพันธ์เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รู้จัก การอบรมการทำผลิตภัณฑ์จากรังผึ้งให้คนในพื้นที่ สร้างทักษะ สร้างงาน สร้างรายได้ ให้เกิดแบรนด์ประจำชุมชน เป็นสินค้า OTOP สร้างชื่อเสียงให้กับพื้นที่ 

ขณะเดียวเกิดกติกาในการอยู่ร่วมกันของคนในชุมชน การห้ามเผา ห้ามดูดบุหรี่ ห้ามส่งเสียงดัง เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างต้องให้ความร่วมมือ เพื่ออนุรักษ์ให้ผึ้งยังคงอยู่ ทำให้สภาพแวดล้อมชุมชนน่าอยู่มากขึ้น

ปัจจุบันบ้านผึ้งร้อยรังถูกจัดอันดับให้เป็นชุมชนเที่ยววิถีติด 1 ใน 160 ระดับประเทศ และยังติด 1 ใน 5 ของจังหวัดบุรีรัมย์

image_pdfimage_print