เขาเรียกฉันว่า ‘ฝรั่งน้อย’ วันที่มีชีวิตเยี่ยงชาวต่างชาติ ความเป็นอื่นในสายตาคนบ้านเดียวกัน

เคยไหม ที่รู้สึกว่าตัวเองมองอะไรไม่ค่อยชัด แต่ก็ไม่คิดจะไปตัดแว่นสายตาจนกว่าจะจำเป็นจริงๆ ความรู้สึกแบบนั้นแหละที่คล้ายกับสถานการณ์ของผู้เขียนในขณะที่เริ่มจะลืมเลือนรากเหง้าความเป็นคนไทยของตัวเอง กระทั่งผู้เขียนตัดสินใจครั้งใหญ่ที่จะย้ายกลับมาอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ประเทศไทย นั่นคือตอนที่ผู้เขียนมองเห็นโลกได้อย่างชัดเจน ราวกับได้แว่นสายตาคู่นั้นมาแล้ว

ตอนที่ผู้เขียนอายุเพียง 3 ขวบ งานของแม่ทำให้พวกเราต้องย้ายไปอยู่ที่ประเทศเนปาล ทุกอย่างมันน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้เขียนไปหมด รวมถึงการพยายามผูกมิตรกับเด็กๆ ที่นั่น แม้ผู้เขียนจะไม่เข้าใจภาษาของพวกเขา ทีแรกพวกเขานึกว่า ผู้เขียนเป็นแค่นักท่องเที่ยว ผู้เขียนเองก็เข้าใจเช่นนั้น แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเรารู้ว่า ผู้เขียนจะต้องอยู่ที่นั่นไปอีก 16 ปี

ในวัยแบเบาะ แม่ของผู้เขียนต้องย้ายจากขอนแก่นไปกรุงเทพฯ เพื่อหางานทำ ระหว่างนั้นยายก็เป็นคนเลี้ยงหลานแทนแม่ 

แต่โอกาสครั้งใหญ่ในชีวิตมาถึง เมื่อหัวหน้าชาวอเมริกันเสนองานที่เนปาลให้แม่ เขาดูแลผู้เขียนเหมือนลูกในไส้ เพราะรู้ว่าผู้เขียนต้องการแบบอย่างของคนเป็นพ่อในชีวิต ในเวลาต่อมาครอบครัวของเขาก็กลายเป็นครอบครัวของผู้เขียน พวกเขามอบความรักให้ผู้เขียน และลูกสาวของเขาก็กลายมาเป็นพี่น้องที่น่ารักของผู้เขียน

ที่บ้าน เราพูดภาษาอังกฤษและภาษาเนปาลเป็นหลัก พี่น้องและเพื่อนๆ ของผู้เขียนไม่มีใครรู้ภาษาไทยสักคน ผู้เขียนจึงต้องปรับตัว ภาษาไทยกลายเป็นภาษาลับที่ใช้พูดกันระหว่างแม่และผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งเป็นการสร้างสายสัมพันธ์พิเศษระหว่างเราขึ้นมา

ผู้เขียนบทความ (ขวา) นั่งอยู่กับตาบุญธรรม (ซ้าย) ในบ้านของครอบครัวที่กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล

ในขณะที่แม่และผู้เขียนใช้ชีวิตในบ้านหลังใหม่อย่างมีความสุขกับครอบครัวบุญธรรม แม่ก็ไม่ได้ละเลยครอบครัวในไทยเลย 

การกลับมาเยี่ยมบ้านที่ขอนแก่นทุกๆ ปีไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะญาติบางคนพูดภาษาอีสาน ไม่ได้พูดภาษาไทยกลาง และผู้เขียนก็ฟังพวกเขาไม่ค่อยออก จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ บางทีผู้เขียนก็ได้แต่คิดว่า “เรามาอยู่ในประเทศที่เราเข้ากับใครไม่ค่อยได้อีกแล้ว”

พอผู้เขียนเริ่มยุ่งกับการเรียนและชีวิตในเนปาล ซึ่งทำให้เริ่มกลับเมืองไทยน้อยลง แทนที่จะกลับไปเยี่ยมญาติกับแม่ ผู้เขียนเริ่มหาข้ออ้างและเลือกจะเดินทางไปอเมริกากับตายายชาวอเมริกันของผู้เขียน เมื่อเวลาผ่านไป ผู้เขียนก็ค่อยๆ สูญเสียรากเหง้าความเป็นคนไทยของตัวเอง

รูปสมัยเด็กของผู้เขียน (ชุดสีชมพู) ถ่ายร่วมกับลูกพี่ลูกน้องในจังหวัดขอนแก่น

บางที ผู้เขียนลืมไปด้วยซ้ำว่า ตัวเองเป็นคนไทย

ผู้เขียนพยายามทำตัวให้กลมกลืนกับสังคมเนปาล ถึงแม้พวกเขาจะยอมรับผู้เขียนในระดับหนึ่ง แต่ก็มีบางอย่างที่คอยย้ำเตือนเสมอว่า ผู้เขียนไม่ใช่คนเนปาลจริงๆ สำหรับพวกเขา ผู้เขียนยังเป็นแค่ เบเดชี หรือชาวต่างชาติ เป็นคนนอก

เวลาหลายปีผ่านไป เรื่องที่น่าเศร้าใจ คือ ผู้เขียนเริ่มลืมภาษาไทย ความรู้เรื่องวัฒนธรรมต่างๆ และความคุ้นเคยกับญาติๆ ในเมืองไทย ทำให้ผู้เขียนค่อยๆ สูญเสียรากเหง้าของตัวเองไป

ผู้เขียนตระหนักขึ้นมาว่า การมุ่งมั่นศึกษาต่อและประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ต่างประเทศทำให้ตัวตนส่วนหนึ่งของผู้เขียนหล่นหายไป ทิ้งไว้เพียงความโหยหาและความปรารถนาอันล้ำลึกที่จะรื้อฟื้นความเชื่อมโยงของตัวตนกับรากเหง้ากลับคืนมา

ผู้เขียนเล่นกับพี่น้องบุญธรรมในเนปาล 

วันหนึ่ง ผู้เขียนเจอเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นลูกครึ่งไทยเนปาล ผู้เขียนคิดว่า ในที่สุดก็ได้พบคนที่เข้าใจเรา แต่เพื่อนคนนี้มีความเข้าใจต่ออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตัวเองเหนือกว่าผู้เขียนมาก เธอพูดได้ทั้งไทยและเนปาลอย่างคล่องแคล่ว และคนอื่นๆ ก็สามารถยอมรับตัวตนของเธอได้ไม่ยากนัก เพราะเพื่อนคนนี้ ผู้เขียนจึงได้พบกับสังคมของชาวลูกครึ่งไทยเข้า

คำว่า “ลูกครึ่ง” มักใช้อธิบายคนที่หน้าเหมือนคนไทย แต่พูดอังกฤษคล่อง ตัวผู้เขียนเองพูดภาษาไทยไม่คล่องและสำเนียงไม่เหมือนคนไทย นั่นก็เป็นลักษณะหนึ่งของคนที่เป็นลูกครึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนต่างออกไปคือ ผู้เขียนไม่ใช่ลูกครึ่ง แต่เป็นคนเชื้อชาติไทยแท้ๆ

บางครั้งเพื่อนลูกครึ่งไทยก็เข้าใจผู้เขียน แต่ก็ยังมีหลายครั้งที่ผู้เขียนรู้สึกแตกต่าง ผู้เขียนรักภูมิหลังของตัวเองที่เนปาล แต่ก็รู้สึกว่า ถึงเวลาแล้วเช่นกันที่ต้องกลับไปหารากเหง้าไทยของตัวเอง 

การได้เพียงแต่ฟังประสบการณ์อันน่าทึ่งของแม่ที่เติบโตมาในขอนแก่นนั้นไม่พออีกต่อไป ผู้เขียนโหยหาที่จะใช้ชีวิตใหม่ในประเทศไทยด้วยตัวเอง นั่นคือ ตอนที่ผู้เขียนตัดสินใจเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในจังหวัดที่แม่ของผู้เขียนเกิดและเติบโต

เมื่อเดินทางมาถึงขอนแก่น ผู้เขียนรู้สึกว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการผจญภัยครั้งใหม่ที่น่าตื่นเต้น แต่มันก็มาพร้อมกับการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้อะไรๆ ยุ่งยากขึ้น

‘ฝรั่งน้อย’

ปีแรกในมหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นไปอย่างที่วางแผนไว้ มาตรการกักโรคและการต้องเปลี่ยนไปเรียนออนไลน์ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันลำบากขึ้น แต่สถานการณ์ที่ไม่คาดคิดนี้ก็ทำให้ผู้เขียนสนิทกับญาติๆ ที่บ้านเกิดในอำเภอน้ำพองมากขึ้น บรรดาป้า น้า อาของผู้เขียนจะเตรียมอาหารอีสานแสนอร่อยทุกเย็น ทั้งส้มตำ ไส้กรอกอีสาน ลาบ เสิร์ฟพร้อมข้าวเหนียวหอมกรุ่น

ผู้เขียนสร้างความสัมพันธ์กับครอบครัวในเมืองไทยขึ้นมาผ่านความทรงจำที่เรามีและการใช้เวลาร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา การกินอาหารด้วยกันช่วยให้เราผูกพันและสนิทกันมากขึ้น ซึ่งสอนให้ผู้เขียนรู้ว่า การสื่อสารนั้นเกิดขึ้นได้แม้ไม่ใช้คำพูดและประสบการณ์ที่เรามีร่วมกันสามารถสร้างสายใยที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้

ตอนผู้เขียนเดินกลับบ้านจากไร่ของป้าเป็นช่วงเวลาที่ผู้เขียนชอบที่สุด แต่ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องเรียกผู้เขียนว่า “ฝรั่งน้อย” ทำให้ผู้เขียนหยุดเดินและมองไปรอบๆ เพื่อดูว่า ป้าข้างบ้านกำลังเรียกผู้เขียนอยู่หรือเปล่า ป้าถามว่า “ฝรั่งน้อย เรียนเป็นยังไงบ้าง” ผู้เขียนตอบกลับอย่างสุภาพแล้วรีบวิ่งกลับบ้าน นึกสงสัยในใจว่า ทำไมป้าถึงเรียกผู้เขียนว่า “ฝรั่งน้อย” 

ผู้เขียนนึกว่า เหตุการณ์จะจบลงแค่นั้น แต่ก็คิดผิด เวลาผ่านไปไม่นาน ทุกคนในหมู่บ้านก็เริ่มรู้ว่า เด็กใหม่ที่เพิ่งย้ายกลับมาอยู่บ้านเกิด พูดและฟังภาษาไทยไม่ค่อยได้ พวกเขาตีขลุมเอาว่า แม่ของผู้เขียนเป็นเมียฝรั่ง โดยที่ไม่รู้ว่า ผู้เขียนเกิดที่นั่น มีพ่อแม่เป็นคนไทยแท้ แต่หย่าร้างกันไป ตอนนั้นผู้เขียนไม่เข้าใจว่าชื่อเล่นใหม่นี้จะส่งผลอย่างไรต่อการค้นหาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของผู้เขียน 

โชคยังดี ผู้เขียนย้ายออกจากบ้านเกิดเพื่อไปอยู่หอพักใกล้มหาวิทยาลัย มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดเริ่มผ่อนคลาย ทำให้ผู้เขียนสามารถเริ่มเข้าเรียนเทอมใหม่ที่มหาวิทยาลัยและได้เจอเพื่อนๆ ตัวเป็นๆ เสียที

เพื่อจะเริ่มการเดินทางครั้งใหม่ เพื่อนร่วมชั้นและตัวผู้เขียนตัดสินใจนัดเจอกันที่ร้านกาแฟใกล้ๆ หอสมุดของมหาวิทยาลัย ผู้เขียนไม่คาดคิดว่า วันนั้นจะมีความท้าทายอย่างไรบ้าง ด้วยสายตาที่พร่ามัวของผู้เขียนเมื่อได้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย

ขณะที่ผู้เขียนพยายามจะคุยกับเพื่อนร่วมชั้นเป็นภาษาไทย พวกเขาสังเกตเห็นสิ่งแปลกๆ เกี่ยวกับวิธีการพูดของผู้เขียนในทันที ผู้เขียนพูดสุภาพเกินไป และรู้ตัวว่า เป็นเพราะตัวเองชินกับการพูดภาษาไทยกับแม่และญาติๆ เท่านั้น ไม่ใช่ผู้คนในวัยเดียวกัน ผู้เขียนจบประโยคอย่างสุภาพด้วยคำว่า “ค่ะ” เสมอ

ความท้าทายอีกอย่างมาถึงตอนที่เราไปกินข้าวกัน เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนได้กินหมูกระทะแบบไทย ทันทีที่พวกเราได้โต๊ะ ผู้เขียนรู้สึกสับสนเมื่อทุกคนจู่ๆ ก็ลุกขึ้นยืน ผู้เขียนไม่เข้าใจว่า เกิดอะไรขึ้นจนกระทั่งพวกเขาเดินไปที่โซนบุฟเฟ่ต์เพื่อตักเนื้อและผักสด

การเตรียมอาหารเองที่ร้านอาหารเป็นสิ่งที่ผู้เขียนไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต

ผู้เขียนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกนกเกิดใหม่ในรัง มองดูเพื่อนๆ โผบินอย่างคล่องแคล่วบนท้องฟ้าในขณะที่ตัวเองพยายามดิ้นรนเรียนรู้ทักษะพื้นฐาน ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก และผู้เขียนก็ปรับตัวตามไม่ทัน เพื่อนๆ บางคนสังเกตเห็นว่า ผู้เขียนดูไม่ค่อยรู้เรื่องและอดถามไม่ได้ว่า “เพิ่งเคยกินหมูกระทะครั้งแรกเหรอ” ก่อนที่ผู้เขียนจะตอบ เพื่อนอีกคนก็แทรกขึ้นมาว่า “เป็นลูกครึ่งนี่ ใช่ไหม”

“เปล่า เราเป็นคนไทย” ผู้เขียนตอบเบาๆ รู้สึกว่า ต้องปกป้องรากเหง้าของตัวเอง “เราแค่ไม่ได้โตที่นี่”

“อ้อ งั้นก็เป็นฝรั่งน่ะสิ” อีกคนโพล่งขึ้นมาอย่างมั่นอกมั่นใจ “ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราจะช่วยเอง” คำพวกนั้นดังก้องสะท้อนในหูของผู้เขียนอีกครั้ง มีเพียงแค่คำเหล่านี้ที่คนอื่นๆ ใช้นิยามผู้เขียน ถ้าไม่เป็นลูกครึ่งก็ต้องเป็นฝรั่งและมันช่างน่าอึดอัดเหลือเกินที่มีทางเลือกให้แค่สองทางแบบนี้

เหมารวมอย่างง่ายๆ

ผู้เขียนพยายามไม่เก็บคำพูดของเพื่อนร่วมชั้นมาใส่ใจ แต่ก็ยังคิดมากอยู่ดี ผู้เขียนเริ่มเข้าร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัยเพื่อหันเหความสนใจไปเรื่องอื่น หนึ่งในนั้นคืองานเลี้ยงต้อนรับนักศึกษานานาชาติปีแรก ที่อาจารย์แนะนำให้ไปเข้าร่วม เพราะคิดเอาเองว่าผู้เขียนเป็นคนต่างชาติ หรือไม่ก็ลูกครึ่ง แม้จะรู้สึกลังเล แต่ผู้เขียนก็หวังว่าจะได้เจอใครสักคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน

วันที่ไปร่วมงานเลี้ยง ผู้เขียนยืนนิ่งอยู่ใกล้ประตูทางเข้า ลังเลว่าจะเขียนประเทศอะไรลงบนป้ายชื่อ เพราะผู้จัดต้องการให้เราบอกว่าเรามาจากประเทศอะไร

ผู้เขียนมองเห็นจากหางตาว่า สต๊าฟเริ่มกระซิบกระซาบกันว่าจะเข้ามาช่วยผู้เขียนดีหรือไม่ ก่อนที่พวกเขาจะมาถึงตัว ผู้เขียนก็เขียน “เนปาล” ที่ข้างล่างชื่อของตัวเองอย่างรวดเร็ว คิดไปว่าสามารถหลีกเลี่ยงสถานการณ์น่าอึดอัดได้แล้ว

แต่ระหว่างการแนะนำตัว สต๊าฟบางคนก็สังเกตว่า ชื่อของผู้เขียนเป็นชื่อไทย ระหว่างพักเที่ยง นักศึกษาที่เป็นผู้จัดงานสองคนเดินเข้ามาหาผู้เขียนและถามเกี่ยวกับป้ายชื่อ คนหนึ่งถามเป็นภาษาอังกฤษว่า “สวัสดีค่ะ มาจากประเทศอะไรเหรอ” ผู้เขียนตอบไปอย่างใจเย็นว่า “มาจากเนปาลค่ะ”

“ดีจัง แต่ชื่อเหมือนคนไทยมากเลย นี่ชื่อจริงเหรอ” นักศึกษาคนนั้นถาม ขณะเหลือบมองมาที่ป้ายชื่อของผู้เขียน

“อ้อ นี่เป็นชื่อเล่นค่ะ แม่เราเป็นคนไทย” ผู้เขียนตอบ รู้สึกว่าจำเป็นต้องบอกภูมิหลังที่เป็นไทยของตัวเอง “เราโตที่เนปาล”

ผู้เขียนไม่แน่ใจว่า ทำไมตัวเองรู้สึกว่าต้องย้ำภูมิหลังที่เป็นคนไทยในขณะนั้น แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังยอมจำนนต่อคำถามของพวกเขา

“น่าจะเป็นลูกครึ่งนะ” นักศึกษาคนหนึ่งกระซิบกับอีกคนเป็นภาษาไทย

พวกเขาหันกลับมาทางผู้เขียนและบอกว่า “งานเลี้ยงนี้เราจัดให้เฉพาะนักศึกษาต่างชาติ เราเลยแค่อยากรู้ว่า เธอไม่ใช่คนไทยแต่ถ้าเป็นลูกครึ่งไทย ก็โอเคเหมือนกันค่ะ”

ทันใดนั้น ผู้เขียนต้องเลือกว่าจะโกหกและแกล้งเป็นลูกครึ่ง หรือบอกความจริงว่าตัวเองเป็นคนไทยแท้และอาจถูกเชิญให้ออกจากงานเลี้ยง

ผู้เขียนเลือกที่จะโกหก

งานเลี้ยงจบลงในที่สุด และน่าเศร้าที่ผู้เขียนไม่เจอใครเลยที่มีประสบการณ์แบบเดียวกัน

เวลาหลายเดือนผ่านไป การค้นหาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของผู้เขียนก็ไม่ได้ช่วยนำเรื่องปลอบประโลมใจเข้ามาในชีวิตเท่าใดนัก ผู้เขียนเข้าร่วมทีมบาสเก็ตบอลของมหาวิทยาลัย แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่า ผู้เขียนถูกปฏิบัติแตกต่างออกไปจากเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ แม้ผู้เขียนจะพูดไทยได้ดีขึ้น สำหรับพวกเขาแล้ว ผู้เขียนเป็นสมาชิกอายุน้อยที่สุดที่ต้องคอยให้คนช่วยแปลโน่นนี่อยู่เสมอ

เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้นกับเพื่อนร่วมทีม ผู้เขียนเล่าเรื่องความยากลำบากต่างๆ ที่เจอมา ทั้งโดนเรียกว่าลูกครึ่งหรือฝรั่ง ผู้เขียนเล่าขำๆ ว่าเพื่อนบ้านที่ อ.น้ำพองเรียกผู้เขียนว่า “ฝรั่งน้อย” แต่เพื่อนร่วมทีมบางคนกลับฉวยโอกาสนั้นใช้มันเป็นชื่อเล่นใหม่ของผู้เขียน

“เฮ้ย ฝรั่งน้อย!” เพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งตะโกนส่งสัญญาณให้ผู้เขียนส่งบอล ผู้เขียนค่อยๆ พบว่าตัวเองถูกเรียกว่า “ฝรั่งน้อย” มากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นเสียงวนที่ดังก้องอยู่ในใจทุกครั้งที่รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรที่ไม่สอดคล้องกับประเพณีไทยหรือ แม้กระทั่งตอนที่ฉันพยายามเขียนชื่อเป็นภาษาไทย

โอบรับตัวตน

หนึ่งเทอมผ่านไป ผู้เขียนออกจากทีมบาสเก็ตบอล และตั้งใจจะเริ่มต้นใหม่ด้วยความมั่นใจอย่างที่ไม่เคยมี ผู้เขียนมีเพื่อนใหม่ๆ ที่ไม่เลือกปฏิบัติกับผู้เขียน และผู้คนที่บ้านเกิดก็ค่อยๆ หยุดเรียกผู้เขียนว่า ฝรั่งน้อย ผู้เขียนรู้ทีหลังว่าญาติๆ บางคนไปพูดกับเพื่อนบ้านว่า ผู้เขียนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว บอกว่าผู้เขียนเป็นคนไทยและขอให้พวกเขาเลิกทำให้ผู้เขียนรู้สึกไม่เข้าพวก

มองย้อนกลับไปตอนนี้ การตัดสินใจกลับเมืองไทยเป็นประสบการณ์พลิกชีวิตที่สอนอะไรมากมายให้แก่ผู้เขียน แม้ในตอนแรก ผู้เขียนเพียงแค่ต้องการเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตัวเองขึ้นมาใหม่ ผู้เขียนกลับค้นพบสิ่งที่มีคุณค่ายิ่งกว่านั้น คือ มิตรแท้และการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากครอบครัวที่อบอุ่นของผู้เขียน

ในขณะที่การเรียนปีสุดท้ายในมหาวิทยาลัยของผู้เขียนกำลังดำเนินไป ผู้เขียนพบว่า ตัวเองตั้งตารอคอยโอกาสที่จะได้สร้างสายใยใหม่ๆ และเสริมความแข็งแกร่งให้ความสัมพันธ์ที่ตัวเองมีอยู่แล้ว

เมื่อสายตาของผู้เขียนหายพร่ามัวพร้อมกับจิตใจที่เปิดกว้าง ผู้เขียนไม่รู้สึกกดดันที่จะเข้ากับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งให้ได้อีกต่อไปแล้ว ผู้เขียนค้นพบความสุขจากการโอบรับความซับซ้อนของตัวเองที่คาบเกี่ยวกับคนหลากหลายกลุ่มในสังคม

ตลอดการเดินทางนี้ ผู้เขียนเรียนรู้ว่า อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของพวกเราไม่ได้หมายถึงเพียงสิ่งที่คนอื่นมองเห็นเรา มันคือส่วนหนึ่งของตัวตนของเรา ที่มีความเฉพาะตัวและซับซ้อน ซึ่งจะเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเราผ่านประสบการณ์ชีวิตที่มากขึ้น

ผู้เขียนเข้าใจแล้วว่า ความเป็นส่วนหนึ่งนั้นมีความลึกซึ้งมากกว่าคำนิยามอย่างง่ายๆ มันคือความเชื่อมโยงที่เรามี และประสบการณ์ร่วมที่เราต่างหวงแหน แม้ว่าจะยังมีคนเรียกผู้เขียนว่าฝรั่งน้อยอยู่บ้าง ผู้เขียนก็เพียงปล่อยผ่านพร้อมเสียงหัวเราะและไม่เก็บมันมานิยามตัวตน รวมถึงอัตลักษณ์ของผู้เขียนนั้นถูกหล่อหลอมขึ้นมาโดยการทำความรู้จักตัวเอง รากเหง้าดั้งเดิมและความผูกพันที่ผู้เขียนมีกับผู้อื่น