ปรากฏการณ์ ‘ปอบเข้า’ ยังเป็นหนึ่งในสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมอีสานมาอย่างยาวนาน แน่นอนว่าอาจจะถูกขยับจากข่าวหน้าหนึ่งบนแผงหนังสือพิมพ์ไปสู่หน้าหลังๆ ในยุคที่เปลี่ยนไป แต่ปัญหาการตีตราและคุกคามประชากรปอบยังไม่ได้หายไปไหนตามกาลเวลา

งานศึกษา ‘การทำให้เป็น “ผีปอบ” และการกีดกันทางสังคม ในมุมมองของการบริหารความขัดแย้ง’ บนวารสารสถาบันพระปกเกล้าปี 2563 ถึงกับระบุว่าผีปอบในมิติวัฒนธรรมทำหน้าที่เหมือนการควบคุมทางสังคม (Social Control) ที่ควบคุมผู้คนผ่านความเชื่อให้ไม่กระทำผิดครรลองของสังคม ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเหยื่อของการเป็นปอบถูกสังคมพยายามขับไล่ออกไปให้พ้นสายตา

ปรากฏการณ์ปอบระหว่างปี 2547 ถึงปี 2557 จำนวน 40 เหตุการณ์ พบว่ามีจำนวน 38 เหตุการณ์เกิดขึ้นในภูมิภาคอีสาน และมีครัวเรือนได้รับผลกระทบอย่างน้อย 3,949 ครัวเรือน ส่งผลกระทบต่อคนในชุมชนที่เกิดเหตุการณ์อย่างน้อย 9,400 คน โดยในทั้ง 40 เหตุการณ์นี้มีจำนวนถึง 9 ครั้งที่มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นปอบ และมีผู้ถูกขับไล่ออกจากชุมชนจากข้อกล่าวหานี้ถึง 11 คน ไม่ต้องพูดถึงว่าระยะเวลาจากการศึกษาในครั้งนั้นจนถึงปัจจุบันอย่างปี 2563 จะมีผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นเท่าใดที่ไม่ได้ถูกติดตามอย่างใกล้ชิด

ดังนั้นการกลายเป็บปอบ กลุ่มคนที่ “ถูกนับเพื่อไม่ถูกนับ” จึงมีทางเลือกไม่กี่ทางนัก ตั้งแต่การย้ายออกจากที่อยู่อาศัยเดิม ถูกคุกคามและกีดกันตลอดไป ไปจนถึงการย้ายไปทำมาหากินใน “หมู่บ้านปอบ” เช่นที่อดีตของหมู่บ้านนาสาวนาน จ.สกลนคร เคยทำ คำถามว่า “ปอบแล้วไปไหน” จึงยังควรทำความเข้าใจเพิ่มเพื่อคลี่คลายปัญหาประชากรปอบในสังคมปัจจุบันให้มากขึ้น

ปอบที่ถูกกีดกัน

งานศึกษา ‘การทำให้เป็น “ผีปอบ” และการกีดกันทางสังคม ในมุมมองของการบริหารความขัดแย้ง’ โดย กมเลศ โพธิกนิษฐ ระบุชัดเจนว่า ปัญหาปอบมีที่มาจากการการมีพฤติกรรมผิดไปจากชุดความเป็นจริงที่สังคมในพื้นที่นั้นๆ ยึดถือ เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำหรับการรักษากฎระเบียบในสังคม จึงหมายความว่า “ปอบ” เป็นการควบคุมทางสังคมที่กระทำผ่านการควบคุมทางความเชื่อ จนผู้คนกลัวการกระทำผิดแผกไปจากผู้อื่น

ในทางสังคมวิทยา ผู้ถูกระบุว่าเป็นปอบนั้นมีลักษณะของการเป็นคนชายขอบที่ชัดเจน ซึ่งคนส่วนใหญ่ในชุมชนต้องการที่จะขับไล่ออกจากชุมชน ดังที่พระมหาสัมภาษณ์ ไชยตะมาตย์ และ สมศักดิ์ ศรีสันติสุข ได้ศึกษาไว้ขณะผลิตชิ้นงาน ‘กระบวนการสร้างพื้นที่ทางสังคมของผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นปอบ’ ลงบนวารสารวิจัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งผู้ถูกเบียดขับให้ออกจากชุมชนเดิมจะต้องเจอกับสภาวะสี่ประการหลักๆ คือ:

  1. สภาวะถูกตัดสิทธิ์ทางสังคม ส่วนมากหมายถึงสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับในชุมชน
  2. สภาวะการได้รับการดูหมิ่น เหยียดหยาม เช่น ไม่พบปะ ไม่คุยด้วย 
  3. สภาวะการถูกขว้างปาบ้านเรือน และการทำร้ายร่างกาย มุ่งหมายให้ผู้ถูกกล่าวหารู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต
  4. สภาวะการให้ได้รับความอับอาย จนไม่สามารถทนอยู่ในพื้นที่ได้

แม้ว่าสังคมในทุกวันนี้จะพัฒนาจากอดีตมามากแล้ว จนสภาวะปอบเข้าเริ่มถูกอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องสุขภาวะทางจิตมากขึ้น แต่ข่าวสารเรื่องปอบและการกีดกันปอบยังมีอยู่เรื่อยมา ซึ่งศูนย์ข้อมูลและข่าวสารสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (Thai Civil Rights and Investigative Journalism: TCIJ) เคยระบุว่า ระหว่างปี 2547 ถึงปี 2560 สื่อนำเสนอข่าว “ปอบอาละวาด” มากถึง 74 ครั้ง แต่เมื่อ TCIJ สืบค้นไปในแต่ละระดับพื้นที่ มักพบว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นปอบมักมาจากเหยื่อของการขัดแย้งเรื่องการไม่ยอมเวรคืนที่ดิน การแบ่งมรดก หรือการรับราชการทหารเป็นระยะเวลานานจนถูกญาติแย่งสมบัติ 

งานศึกษา ‘การศึกษากระบวนการตีตราทางสังคมที่ทำให้บุคคลกลายเป็นผีปอบ’ ของ อภิมุข สดมพฤกษ์ ที่รวบรวมปรากฏการณ์ปอบระหว่างปี 2547 ถึงปี 2557 จำนวน 40 เหตุการณ์ พบว่ามีจำนวน 38 เหตุการณ์เกิดขึ้นในภูมิภาคอีสาน และมีครัวเรือนได้รับผลกระทบอย่างน้อย 3,949 ครัวเรือน ส่งผลกระทบต่อคนในชุมชนที่เกิดเหตุการณ์อย่างน้อย 9,400 คน โดยในทั้ง 40 เหตุการณ์นี้มีจำนวนถึง 9 ครั้งที่มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นปอบ และมีผู้ถูกขับไล่ออกจากชุมชนจากข้อกล่าวหานี้ถึง 11 คน

หมู่บ้านผีปอบ

ย้อนไปในอดีต หมู่บ้านนาสาวนานเริ่มก่อตั้งขึ้นบริเวณ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ประมาณปี 2455 ในยุคสมัยของรัชกาลที่หก ซึ่งเต็มไปด้วยป่าดงโดยเฉพาะด้านทิศตะวันออกของภูถ้ำขาม ต่อมาเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเมื่อครอบครัวของ ทองคำ ไชตะมาตย์ หรือ ‘พ่อใหญ่คำ’ มาอยู่อาศัยในปี 2465 ซึ่งเลื่องลือกันว่ามีวิชาอาคมจนกลายเป็นปอบ

ต่อมาครอบครัวของพ่อใหญ่คำได้รับผู้คนมาอยู่ด้วยเป็นชุมชนมากขึ้น เนื่องจากคนต่างถิ่นจำนวนมากที่หนีเข้ามาถูกชุมชนเดิมกล่าวหาว่าเป็นปอบจนถูกขับไล่ ทำให้ว่ากันว่าบ้านนาสาวนานมีผู้คนที่หลากหลายที่มา เช่น ผู้คนจากขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย สกลนคร อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด เป็นต้น ทั้งยังมีคนจากหลายชาติพันธุ์ เช่น ไทยลาว ล้านช้าง ผู้ไท ญ้อ โย้ย ข่าเลิง แสก และ ข่าโส้ เป็นต้น

ปี 2546 ระบุไว้ว่า บ้านนาสาวนานมีครัวเรือนโดยประมาณ 270 หลังคาเรือน หรือประมาณ 1,780 คน ซึ่งยังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา 

ในหมู่บ้านนี้ผู้อยู่อาศัยจะต้องบวงสรวงและขอน้ำทิพย์จากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำไปรักษาการ “เป็นผี” ต้องยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธศาสนา และไม่บูชาผีชนิดอื่นทุกชนิด ดังนั้นบ้านนาสาวนานจึงทำหน้าที่ประหนึ่งสถานที่ปลอดภัยให้แก่ผู้ถูกขับไล่จากความเป็นปอบในพื้นที่อีสาน ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นจุดคัดกรองให้ผู้มาขอลี้ภัยละทิ้งความเชื่อเดิมทุกอย่างเพื่อเข้าสู่ร่มของพระพุทธศาสนาเป็นข้อแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม ผู้คนภายนอกต่างขนานนามบ้านนาสาวนานว่าเป็นหมู่บ้านผีปอบ แต่ผู้คนภายในหมู่บ้านต่างระบุว่าหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านรักษาผีปอบ จึงทำให้ผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านไม่ค่อยมีญาติเดินทางแวะมาเยี่ยม เนื่องจากกังวลว่าจะถูกกล่าวหาว่าจะนำปอบกลับไปสู่ภูมิลำเนาของตัวเอง

โมเดลบ้านนาสาวนานถูกพระมหาสัมภาษณ์และสมศักดิ์วิเคราะห์ไว้ว่า การมองการณ์ไกลของผู้นำหมู่บ้านมีส่วนสำคัญอย่างมากในการประสบความสำเร็จ เนื่องจากกฎของหมู่บ้านทำให้เกิดกระบวนการหยุดการผลิตซ้ำความเป็นปอบทั้งกับผู้คนภายนอกและผู้อยู่อาศัย โดยผู้คนภายนอกจะรู้ว่าหมู่บ้านนี้มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถรักษาความเป็นปอบได้ ขณะเดียวกันผู้อยู่อาศัยภายในต้องห้ามนับถือผี ยุติความเชื่อเดิมในทุกรูปแบบ เพื่อมุ่งบูชาเพียงพระพุทธเจ้าเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หมู่บ้านนี้เกิดมาจากการรวมตัวของผู้ถูกขับไล่จากที่อื่น ดังนั้นจึงมีทรัพย์สินติดตัวมาไม่มาก สมาชิกส่วนมากในอดีตจึงต้องทำมาหากินด้วยการรับจ้างใช้แรงงานให้กับหมู่บ้านอื่น ปัญหาความยากจนจึงส่งผลที่นี่หนักหนาไม่ต่างจากอีกหลายหมู่บ้านทั่วทั้งภูมิภาคอีสาน

เพิ่มความเป็นคน ลดความเป็นปอบ

ปัญหาสำคัญของกระบวนการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นปอบ คือ ไม่ใช่ทุกหมู่บ้านจะเป็นอย่างบ้านนาสาวนาน และบ้านนาสาวนานในปัจจุบันก็ไม่ได้มีพื้นที่ว่างให้ไปจับจองยามย้ายถิ่นฐานเข้าไปในเยี่ยงในอดีตอีกต่อไป

การย้ายถิ่นฐานเนื่องจากถูกขับไล่ในปัจจุบันก็มีเรื่องให้คำนึงเยอะขึ้นกว่าในช่วงตั้งหมู่บ้านนาสาวนานมาก ก็ต้องย้ายถิ่นฐาน อาชีพ หรือโรงเรียนของลูกจึงไม่ใช่ทางออกเมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นปอบอีกต่อไป ผู้ถูกกล่าวหาจึงมักทำได้เพียงการทนอยู่อาศัยในพื้นที่เดิมให้ได้ หรือต้องย้ายไปอยู่อาศัยกับญาติที่ไม่ได้เชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติมากนัก

กมเลศ โพธิกนิษฐ ระบุว่า การทำให้เป็นปอบ หรือ Ogre-zation ถูกใช้ในการแบ่งฝ่ายในมิติของความขัดแย้ง ซึ่งมักเริ่มจากการขัดแย้งกันระหว่างบุคคลจนลามไปเป็นความขัดแย้งในระดับที่ใหญ่กว่า ซึ่งจะเริ่มทำให้กระบวนการตีตราเริ่มต้นขึ้น วิธีคิดแบบ “ใครถูก ใครผิด” โดยปราศจากเหตุผลจึงเข้ามาทำหน้าที่ “หาความดี ความถูกต้อง และความจริงแท้” ที่ถูกสนับสนุนด้วยแนวคิดพวกมากลากไป ดังที่ปรากฏเป็นภาพของชาวบ้านจำนวนมากรวมตัวกันขับไล่คนไม่กี่คน

สิ่งหนึ่งที่กมเลศพยายามแนะนำให้ใช้สำหรับการแก้ปัญหา คือ การนำแนวคิด “ความคิดเห็นสาธารณะ” ของ เจอร์เกน ฮาเบอร์มาส (Jurgen Habermas) หรือคือการให้ประชาชนมาพบปะกันบนเวทีสาธารณะ และแลกเปลี่ยนกันได้อย่างอิสระเสรี ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนวาทกรรมกันได้อย่างเท่าเทียมโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางสถานภาพของผู้คน

วิธีนี้อาจจะทำให้พื้นที่ของการใช้ความรุนแรงต่อผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นปอบเหลือน้อยลง และทุกคนอาจจะเห็นทางออกอื่นนอกจากการใช้ความรุนแรงหรือการคุกคามในการแก้ไขปัญหาปอบในพื้นที่ จนอาจจะทำให้หมอธรรมต้องเก็บหวายลงอาคมกลับบ้านตัวเองแบบไม่ต้องใช้งานได้ในที่สุด

ปอบแล้วไปไหน จึงอาจจะมีคำตอบอยู่ที่การไปหาพื้นที่ที่ทุกคนพูดคุยกันได้โดยไม่ต้องเฆี่ยนตีหรือปาข้าวของ ในสถานที่ที่ทุกคนในสังคมให้การจับจ้องอยู่นั่นเอง

ที่มา:

  1. กมเลศ โพธิกนิษฐ. 2563. การทำให้เป็น “ผีปอบ” และการกีดกันทางสังคม ในมุมมองของการบริหารความความขัดแย้ง. (Ogre-zation and Social Discrimination in Conflict Management Perspectives). King Prajadhipok’s Institute Journal, 10(2). Retrieved from so06.tci-thaijo.org/ 
  2. พระมหาสัมภาษณ์ ไชยตะมาตย์ และ สมศักดิ์ ศรีสันติสุข. 2553. กระบวนการสร้างพื้นที่ทางสังคมของผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นปอบ (The Process of Social Space Construction of the Man Who is Alleged to be Pop). วารสารวิจัย มข. (บศ.). 10 (4). 127-134. จาก ph02.tci-thaijo.org      
  3. สมานฉันท์ พุทธจักร. 2560. 13 ปี สื่อตีข่าว ‘ปอบ’ อย่างน้อย 74 ครั้ง คนถูกตีตรา ‘เจ็บ-ตาย’ รัฐต้องไกล่เกลี่ยหวั่นรุนแรง. Thai Civil Rights and Investigative Journalism. จาก tcijthai.com
  4. อภิมุข สดมพฤกษ์. การศึกษากระบวนการตีตราทางสังคมที่ทำให้บุคคลกลายเป็นผีปอบ. สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. สำนักบรรณาสารการพัฒนา. จาก tdc.thailis.or.th  
  5. สมชาว นิลอาธิ. 2555. หมู่บ้านผีปอบ บ้านรักษาผีปอบ กรณีบ้านนาสาวนาน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. 3 (2). จาก so02.tci-thaijo.org 
image_pdfimage_print