10-11 พฤศจิกายน 2566 เวทีสานพลังความรู้การปรับตัวของชุมชนท้องถิ่นสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ โรงแรมโฆษะขอนแก่น อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยการดำเนินงานของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ และ ศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายอีสาน (ศวภ.) โดยวันสุดท้ายของกิจกรรม เป็นการสรุปการดำเนินงานของแต่ละชุมชนท้องถิ่น การกล่าวรายงานผลลัพธ์การลดปัจจัยเสี่ยง เพิ่มปัจจัยส่งเสริมสุขภาพจากการปรับตัวของชุมชนท้องถิ่น ปาฐกถา “ทิศทางการขับเคลื่อนสุขภาวะชุมชนในทศวรรษหน้า” กิจกรรมให้ข้อคิด เติมพลังขับเคลื่อนต่อเนื่อง และปาฐกถา “ศาสตร์พระราชากับการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งมั่นคงยั่งยืน”

โดยภาพรวมของกระบวนการในการจัดงานเวทีสานพลังความรู้การปรับตัวของชุมชนท้องถิ่นสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 26 ตำบล 260 คน ผ่านกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ชวนคิด และรายงานผลลัพธ์การดำเนินงานชุมชนสุขภาวะรู้รับปรับตัว ซึ่งสามารถสรุปโครงการในแต่ละห้องย่อยได้ดังนี้

ห้องย่อยที่ 1 การปรับระบบการเรียนรู้เพื่อเด็กปฐมวัย จะใช้หลักการ “การพัฒนา 4 ด้าน” ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ผ่านการดำเนินกิจกรรมงานเด่นคือ โครงการ ศพด. ร้อยครู: สร้างกิจกรรมประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็กด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น โครงการสื่อการเรียนรู้ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น : พัฒนาสื่อการเรียนการสอนด้วยวัสดุท้องถิ่น และโครงการสร้างการเรียนรู้รับมือเหตุฉุกเฉินใน ศพด. ซึ่งในแต่ละโครงการจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างครอบครัว หน่วยงาน และ ศพด.

โดยผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงานคือ เกิดเครื่องมือและสื่อการสอนเพื่อ เสริมสร้างพัฒนาการของเด็กปฐมวัย เกิดการเรียนรู้และการเสริมสร้าง พัฒนาการโดยใช้ความรู้จากภูมิปัญญา ท้องถิ่น เกิดการเรียรรู้และการฝึกประสบการณ์ ในการรับมืออุบัติเหตุฉุกเฉินที่เกิดใน ศพด. และเกิดความร่วมมือทุกภาคส่วนในการดูแลเด็กปฐมวัย

ห้องย่อยที่ 2 การเพิ่มระบบบริการเพื่อกลุ่มเปราะบาง จะใช้หลักการ “การดูแลกลุ่มเปราะบาง” ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยจิตเวช ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผ่านการดำเนินกิจกรรมงานเด่นคือ โครงการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุช่วงกลางวัน Day Care Bukrasang โครงการโรงเรียนผู้สูงอายุสัญจร สร้างการเรียนรู้และการบริการ สุขภาพผู้สูงอายุ โครงการแผนที่เดินดินเพื่อการดูแลผู้สูงอายุ โครงการการสร้างความร่วมมือของชุมชนในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช และโครงการศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพสุขใจใกล้บ้านตำบลหนองสรวง ซึ่งในแต่ละโครงการจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างครอบครัว หน่วยงาน รพ.สต. อสม. และจิตอาสาดูแลกลุ่มเปราะบาง

โดยผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงานคือ ผู้สูงอายุมีความสามารถในการดูแลกิจวัตรประจำวันของตนเองได้มากขึ้น ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว เกิดความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการดูแลกลุ่มเปราะบาง และเกิดกลไกการขับเคลื่อนการดูแลกลุ่มเปราะบาง

ห้องย่อยที่ 3 การรับมือวิกฤตด้วยการลดดื่ม ลดสูบ จะใช้หลักการ “ลดดื่ม ลดสูบ” ผ่านการรณรงค์ เสริมทักษะ การเฝ้าระวัง การจัดให้มีพื้นที่ปลอดบุหรี่ การมีมาตรการสังคม การมีข้อบังคับใช้ การบำบัดฟื้นฟู การจัดการสภาพแวดล้อม การเสริมสร้างศักยภาพ รวมไปถึงการมีนวัตกรรมช่วยเหลือ 

ดำเนินการผ่านกิจกรรมงานเด่นคือ โครงการคนต้นแบบเลิกเหล้า : เครือข่าย อสม.ช่วยเลิกเหล้า โครงการงานศพปลอดเหล้า หมู่บ้านจิตอาสาบ้านโนนสวรรค์ โครงการธรรมนูญชุมชนตำบลจันทบเพชร และโครงการศูนย์บำบัดเลิกเหล้า เลิกสูบ สร้างคนต้นแบบ ซึ่งในแต่ละโครงการจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสภาเด็กและเยาวชน หน่วยงาน รพ.สต. อสม. และผู้นำชุมชน

โดยผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงาน ทำให้เกิดเครือข่ายจิตอาสาช่วยเลิกดื่ม เลิกสูบ เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ของเด็กและเยาวชน เกิดกฎกติกาชุมชนในการควบคุม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเกิดพื้นที่ปลอดเหล้า ปลอดบุหรี่ ในชุมชน

ห้องย่อยที่ 4 การรับมือและจัดการเศรษฐกิจชุมชน จะใช้หลักการ “การพัฒนาเศรษฐกิจ” โดยการส่งเสริมอาชีพ สร้างงาน การจัดการเงินทุน และการลดค่าใช้จ่าย ผ่านอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และร้านอาหาร ดำเนินการผ่านกิจกรรมงานเด่นคือ โครงการการท่องเที่ยวชุมชน ผึ้งร้อยรัง Unseen Burirum  โครงการท่องเที่ยวชุมชนตำบลมิตรภาพ โครงการ One Day Trip : ท่องเที่ยวชุมชนนาตาล โครงการ One Day Trip : ท่องเที่ยวชุมชนคาร์บอนต่ำ โครงการการบริหารจัดการเงินทุนชุมชนในภาวะวิกฤติ โครงการการจัดการตลาดนัดสีเขียวเพิ่มรายได้ และโครงการลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน ด้วยแก๊สชีวภาพจากมูลวัวขุนโพนยางคำ

ซึ่งในแต่ละโครงการจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสภาเด็กและเยาวชน หน่วยงาน อสม. และผู้นำชุมชน โดยผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงาน ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรการทางด้านเศรษฐกิจ มีการพัฒนาส่งเสริมอาชีพพัฒนาการค้าขายออนไลน์ เกิดการยกระดับผลิตภัณฑ์ และการบริการของชุมชน ประชากรในชุมชนมีอาชีพและมีรายได้ทำให้ไม่ต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดและใน กทม. และเกิดกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรชุมชน

ห้องย่อยที่ 5 การรับมือกับสถานการณ์ด้านสุขภาพโดยชุมชนท้องถิ่น ผ่านหลักสูตรการดูแลผู้ป่วย การบริการคัดกรอง การบริการรับส่ง คลีนิคบริการรักษา การฝึกทักษะสมาชิกในครอบครัว การอบรมอาสาสมัคร และฐานข้อมูลบริการ ดำเนินงานผ่านกิจกรรมงานเด่น คือ โครงการเราชนะ NCD : การควบคุมโรคเรื้อรังโดยชุมชน โครงการบัดดี้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดหวาน ลดเค็ม โครงการโรงเรียนเบาหวานวิทยา โครงการการแพทย์พื้นบ้านเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพ และโครงการวารีบำบัด : การดูแลและฟื้นฟูสุขภาพทางเลือก

ซึ่งในแต่ละโครงการจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างจิตอาสา ครอบครัว ท้องถิ่น รพ.สต. และ อสม. โดยผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงาน ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารเค็ม หวาน มัน เกิดความตะหนักในการดูแลสุขภาพ ของชุมชน เกิดกลไกการขับเคลื่อนกิจกรรมการดูแลสุขภาพของชุมชน และเกิดเครือข่ายการดูแลสุขภาพโรคเรื้อรังในชุมชน

และ ห้องย่อยที่ 6 การสร้างความมั่นคงทางอาหารในสถานการณ์วิกฤต ใช้หลักการ “การทำงานร่วมกันของท้องถิ่น” ผ่านการนำใช้ข้อมูลเพื่อการเกษตรและอาหารชุมชน การพัฒนาบริการจัดการกองทุนและการจัดระบบสวัสดิการ การพัฒนาแผนการเกษตรและอาหารชุมชน การพัฒนาศักยภาพของกลไก และการรณรงค์เพื่อการเกษตรและอาหารชุมชน ดำเนินการผ่านกิจกรรมงานเด่นคือ โครงการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกผักปลอดสารพิษ โครงการโรงเรียนชาวนา : กลุ่มพันธุ์ข้าวอินทรีย์ โครงการการส่งเสริมหมู่บ้านต้นแบบเกษตรอินทรีย์ อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์โครงการการส่งเสริมหมู่บ้านต้นแบบปลูกผักปลอดสาร โครงการการส่งเสริมหมู่บ้านอาหารปลอดภัย โครงการเครือข่ายการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและการจัดสรรที่ สาธารณะประโยชน์ และโครงการการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์มุ่งสู่นโยบาย Bio-Circular-Green Economy 30 BCG

ซึ่งในแต่ละโครงการจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มผักปลอดภัย ศูนย์พัฒนาเกษตรอินทรีย์ อปท. กลุ่มเกษตร และศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเกษตรกร โดยผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงาน ทำให้เกิดความมั่นคงทางอาหารของตำบลในสถานการณ์ปกติ และสถานการณ์วิกฤติ ชุมชนมีแหล่งอาหารปลอดสารพิษ เกิดแหล่งเรียนรู้และชุมชนต้นแบบในการจัดการอาหารปลอดภัย เกิดเครือข่ายเกษตรปลอดสารพิษในตำบล และเกิดครอบครัวต้นแบบจัดการอาหารปลอดภัย

ในช่วงกิจกรรม “ให้ข้อคิดเติมพลังการขับเคลื่อนต่อเนื่อง” โดยผู้ทรงคุณวุฒิ  

จันทนา อึ้งชูศักดิ์ คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 3 และประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางของแผนสุขภาวะชุมชนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อปิดโครงการ แต่จะนำไปสู่การทำงานเพื่อขับเคลื่อนประเด็นและเครือข่ายต่อไปอีกเรื่อยๆ ตนขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมจัดงานนี้ขึ้นมา

เสาวนีย์ กุลสมบูรณ์ กรรมการกำกับทิศทางของแผนสุขภาวะชุมชนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า การทำงานที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นความเข้มแข็งของชุมชน และความพยายามของท้องถิ่นที่จะเพิ่มศักยภาพของตัวเอง ที่สุดแล้วการเข้าร่วมกับเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่นี้ เป็นหนึ่งในหนทางที่จะทำให้คนในชุมชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข

รศ.ดร. ขนิษฐา นันทบุตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า โครงการนี้ทำให้ผู้นำของท้องถิ่นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ผู้นำที่ไม่ใช่เพียงนายก อบต. ผู้ใหญ่บ้าน หรือปราชญ์ชาวบ้านเท่านั้น แต่เราจะเห็นว่าแทบทุกชุมชนยังมีคนอื่นๆ ที่มีทักษะผู้นำเพิ่มมากขึ้นด้วย การมีบุคคลเหล่านี้ทำงานร่วมกัน ยังส่งผลให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูล เช่น จำนวนครัวเรือน ปัญหาของแต่ละครัวเรือน ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาร่วมกันในอนาคต

“ชุมชนท้องถิ่นที่ไม่เข้มแข็งคือชุมชนที่ไม่มีการประสานงานกัน แต่ถ้าเราทำงานร่วมกันอย่างมีกลไกเราจะกลายเป็นชุมชนเข้มแข็ง ชุมชนสามารถปรับตัวในสถานการณ์สังคมที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถรับมือกับวิกฤตที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เป็นอย่างดี” รศ.ดร. ขนิษฐา นันทบุตร กล่าว

ส่วนปาฐกถาสุดท้ายในหัวข้อ “ศาสตร์พระราชากับการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งมั่นคงยั่งยืน” โดย สมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ได้อธิบายถึงอัตลักษณ์การขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ที่นำเอาศาสตร์พระราชา ยุทธศาตร์เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น (S-12) และหลักการ 3 สร้าง ประกอบด้วย สร้างการมีส่วนร่วม สร้างการเรียนรู้ และสร้างการเปลี่ยนแปลง มาเป็นหลักในการขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่

ทั้งนี้ สมพร ใช้บางยาง น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มากล่าวในตอนท้าย ความว่า

“ต้องสร้างความเข้มแข็งและใช้ศักยภาพของชุมชนให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการ พัฒนาเสียก่อน แล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก มิใช่การนำเอาความเจริญจาก สังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนและหมู่บ้าน ซึ่งหลายชุมชนยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัว หรือตั้งตัวจึงไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงและนำไปสู่ความล่มสลายได้”

image_pdfimage_print