เตยไม่รู้ว่ากลับมาที่ชุมแสงเพราะรู้สึกโดดเดี่ยวหรือไม่มีที่อื่นให้ไปกันแน่

เธอขึ้นรถไฟรอบแรกจากตัวเมืองพิษณุโลกมาถึงนี่ในเวลา 08.40 น. จริงอยู่ที่เดินทางด้วยรถตู้เร็วกว่า แต่ค่าใช้จ่ายก็แพงกว่าด้วย เตยต้องประหยัดไว้ก่อน เพราะถ้าเจ้าของบ้านไม่ต้อนรับ เธอจะได้เหลือเงินกินข้าว หญิงสาวกระชับเสื้อกันหนาวมีฮู้ดสีเทาที่สวมอยู่ ดึงหมวกลงปิดถึงคิ้วและรูดเชือกใต้คาง ลมหนาวปลายเดือนมกราคมหอบฝุ่นมาปะทะแก้มจนรู้สึกเจ็บ เตยรีบก้มหน้าลง เมื่อเงยหน้าได้อีกครั้งก็สบตาเข้ากับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างรุ่นพ่อพอดี เขาถามว่าต้องการรถไหม เตยพยักหน้ารับแล้วบอกที่หมาย

ไม่ถึงสิบนาที เตยก็มาถึงบ้านไม้กึ่งปูนทาสีครีมทั้งหลังในพื้นที่หนึ่งไร่ ด้านซ้ายมือมีต้นมะม่วงแก้วที่เธอเคยปีนเล่นแล้วพลัดตกลงมาขาหักกับต้นชมพู่ที่นานๆ จะออกลูกสักที ส่วนอีกด้านหนึ่งแม่ปลูกตะไคร้ กะเพราและพริกขี้หนูสลับกับมะนาวแป้นไว้ตั้งแต่ตอนย้ายมาอยู่ใหม่ รถมอเตอร์ไซค์สีแดงคันเก่าที่ดาวน์ด้วยเงินเดือนเดือนแรกของพี่สาวยังจอดที่เดิม สายตาของเธอทุกอย่างหยุดนิ่งราวกับภาพถ่าย

เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เตยสังเกตเห็นว่าประตูหน้าเปิดแง้มอยู่ มีเพียงประตูมุ้งลวดกรอบเอียงเท่านั้นที่งับไว้ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด ก่อนจะค่อยๆ ผลักประตูเข้าสู่ตัวบ้าน ขณะนั้นตาลพี่สาวของเธอกำลังยืนหันหลังเป่าผมด้วยไดร ผมยาวสลวยสะบัดพลิ้วตามแรงลม คนตรงหน้าคงอยู่คนเดียวมานานจนไม่คิดว่าจะมีใครมาเยี่ยมในเช้าวันอาทิตย์ เตยวางกระเป๋าใบย่อมลง คิดว่าจะทักอีกฝ่ายอย่างไรดี จู่ๆ แมวสลิดตัวหนึ่งก็คลานออกมาจากใต้ตู้หนังสือร้องเสียงดังทำให้พี่สาวหันมามอง

“เตยนั่นแกหรือ” พี่พูดจบก็ดึงปลั๊กไดรออก “ดีนะยังจำทางกลับบ้านได้ สามปีไม่เห็นหัว ทำอย่างกับอยู่คนละประเทศ” พี่สาวเขม้นมอง แล้วชะเง้อหาใครอีกคน

“หนูมาคนเดียว” คนตรงหน้าเท้าเอวตั้งท่าราวกับจะรัวคำถามใส่

“หนูไม่เหลือใครแล้ว”

“ทำไม” พี่พูดเสียงแข็ง เป็นน้ำเสียงที่เตยทั้งเกรงและกลัว เธอคอตก ก้มมองปลายเท้าตัวเองแล้วดึงฮู้ดที่คลุมอยู่ออกเผยให้เห็นศีรษะเตียนโล่ง

“ผมแก เกิดอะไรขึ้น” ก่อนกลับมาเตยนึกหวั่นว่าพี่สาวจะมองทะลุผ่านร่างกลวงเปล่า แล้วตอกย้ำว่า การตัดสินใจของเธอเป็นเรื่องโง่เง่า แต่ตอนนี้ช่างมันเถิด เตยทิ้งตัวลงกับพื้นอย่างคนหมดแรง ยกมือสองข้างขึ้นกุมขมับ ปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้ม

“บูมมันเลิกกับหนู ลูกของเราไม่อยู่แล้ว” เธอเสียงสั่นเครือ ไหล่โยกไหวด้วยแรงสะอื้น พี่สาวปราดเข้ามาประคองเธอไปนั่งตรงโซฟา เตยพรั่งพรูถึงความเจ็บปวดที่เก็บไว้อย่างสุดกลั้น เธอกร้อนผมตัวเอง เพราะเสียลูกน้อยไปจากภาวะไทรอยด์สูง ซึ่งอายุครรภ์ของเธอเพิ่งแตะสิบสี่สัปดาห์ เตยเอาแต่คิดวนเวียนว่าตัวเองเป็นต้นเหตุ จากนั้นชีวิตก็เหมือนร่วงลงสู่หลุมดำ การตื่นเช้าไปทำงานกลายเป็นเรื่องยาก เธอไม่รู้สึกว่าอาหารชนิดใดถูกปาก หนำซ้ำยังต้องทนกับปัญหานอนไม่หลับขั้นรุนแรง หลายครั้งเธอพบว่าคนรักมองเธอผ่านสายตาของคนแปลกหน้า

เย็นวันหนึ่งหลังเลิกงาน เตยดูทีวีที่แฟนหนุ่มเปิดทิ้งไว้ในห้องพัก แล้วเธอก็หวีดร้องสุดเสียงเมื่อเห็นโฆษณาผ้าอ้อมเด็ก ทำไมลูกถึงไม่มีโอกาสลืมตา เขายังเล็กเกินกว่าที่จะคลานได้ด้วยซ้ำ เธอไม่อาจปลอบใจตัวเองว่าเด็กน้อยแค่โชคร้าย คืนนั้นเธอร้องไห้จนถึงรุ่งสาง อีกอาทิตย์ถัดมาบูมก็พูดขึ้นว่า เขาจะเป็นบ้าเพราะน้ำตาของเตย ถ้าเธอยังอยากทำงานในโรงงานน้ำแข็งก็อยู่ต่อได้ แต่เขาจะไปของานญาติทำที่กรุงเทพฯ

พอเสียงคร่ำครวญเปลี่ยนเป็นเสียงแหบแห้ง พี่สาวก็รินน้ำใส่แก้วมาวางไว้ให้ตรงหน้า เตยยกดื่มรวดเดียวหมด แมวสลิดจ้ำม่ำที่อยู่อีกด้านหนึ่งของห้อง จ้องหน้าเธอ และยกขาหน้าตะปบพื้นเหมือนจะชวนเล่น

“โฮปอย่าซน” เสียงพี่ดุไม่จริงจัง แต่ก็พอให้มันเดินไปหนีไปมุมห้อง

“เหนื่อยมากเลย” คำพูดนั้นเหมือนยอมรับกับตัวเอง เตยถอนหายใจดังเฮือก

“พักหน่อยสิ นอนสักตื่นหนึ่ง” คนพี่กุลีกุจอขยับหมอนให้ เตยเอนตัวลงนอนตะแคงบนโซฟา ขดร่างเป็นก้อนกลม หัวเธอหนักอึ้งเกินไป หัวใจก็แตกร้าวเกินไปด้วย เตยผล็อยหลับพร้อมความรู้สึกแหลกสลาย

ในความฝันที่เหมือนมีหมอกปกคลุมเตยอยู่ในห้องคลอด สองขาพาดบนขาหยั่งเย็นเฉียบ เนื้อตัวชุ่มเหงื่อ หมอกับพยาบาลอีกคนกำลังช่วยกันทำความสะอาดแผล เตยผงกหัวขึ้นเอ่ยถามว่าลูกเธอเป็นอย่างไรบ้าง แต่กลับได้ยินคำตอบสั้นๆ ว่าเสียใจด้วย เด็กน้อยจากไปแล้ว เตยตวาดใส่ทั้งคู่ด้วยแรงที่เหลืออยู่ ยืนยันจะดูหน้าลูกให้ได้ ในตอนที่พยาบาลอุ้มร่างเล็กจิ๋วมาข้างเตียง ภาพที่เห็นทำเอาเตยเบิกตากว้าง จุกจนพูดไม่ออก เพราะลูกน้อยมีใบหน้าเดียวกับเธอ หน้าอิดโรยของคนอมทุกข์ เตยสะดุ้งตื่น อกว่างโหวงเหมือนบางสิ่งหลุดออกจากตัว หญิงสาวนั่งนิ่งกระทั่งจังหวะหายใจกลับสู่ปกติ จากนั้นเธอกวาดสายตามองหาพี่สาว ทว่าบ้านเงียบสนิท บนโต๊ะข้างโซฟามีกระดาษแผ่นเล็กเขียนไว้ว่า พี่ไปซื้อก๋วยเตี๋ยว ถ้าหิวกินของในตู้เย็นรองท้องไปก่อน เตยวางแผ่นกระดาษไว้ที่เดิม เธอขมในปากเลยไม่นึกอยากอาหาร

เตยเดาเอาว่าคงเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ แสงแดดถึงส่องผ่านผ้าม่านลายฉลุและทาบแสงแจ่มจ้างลงบนกรอบรูปที่วางบนหลังตู้ ภาพนั้นตัวเธอ พี่สาว และแม่ถ่ายด้วยกันตรงหน้าวัดทับกฤชใต้ พี่ตาลอยู่ในชุดนักเรียนมัธยมปลาย ผมสีดำขลับถูกรวบเป็นทรงหางม้า ส่วนเธอสวมชุดเครื่องแบบเด็กประถม ตัดผมสั้นเท่าติ่งหู มือข้างหนึ่งถือไอติมโคนมีรอยกัด ตรงกลางคือแม่ผู้มีรอยยิ้มอบอุ่นระบายอยู่เสมอ ใส่เดรสยาวคลุมเข่า จับมือลูกไว้คนละข้าง เตยนึกสงสัยว่าถ้าแม่ยังอยู่จะคิดอย่างไรที่เกือบได้เป็นยาย แม่จะผิดหวังไหม หรือจะเสียน้ำตาไปกับเธอ แต่สิ่งนั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะแม่ของเตยมีอายุแค่สี่สิบห้าปี และหลังเสร็จงานศพพี่สาวก็กลายเป็นเจ้าของบ้านเต็มตัว

แมวสลิดโผล่หน้าออกมาจากครัว มันเดินอาดๆ ท่าทางไม่กลัวคน พอเตยส่งเสียงเรียก มันก็กระโจนขึ้นมานั่งด้วย “ชื่อโฮปใช่ไหม อยู่นี่นานรึยัง” เจ้าก้อนขนมองตาแป๋วก่อนเอาหน้าซุกแขนเธอ เตยได้กลิ่นเค็มจางๆ จากตัวมัน น่าจะเป็นกลิ่นอาหารเม็ดสำหรับสัตว์เลี้ยง “พี่ตาลเลี้ยงดีสิ พุงกลมเชียว” แมวล้มแผละเหยียดตัวกับเบาะโซฟา เตยลูบขนนุ่มบนหลังมันอย่างเบามือ

“โฮป เราขออยู่ด้วยได้ไหม” เตยไม่กล้าพูดกับเจ้าของบ้าน ลึกๆ แล้วเธอรู้ดีว่าตัวเองเป็นภาระมาตลอด ครั้งสุดท้ายที่คุยกันเป็นวันที่เธอโกหกพี่ว่าจะเอาเงินไปลงทะเบียนเรียนปีสอง แต่สุดท้ายก็หอบเงินจำนวนนั้นพร้อมเสื้อผ้าไปอยู่กับแฟนที่พิษณุโลก

เตยได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์จอดหน้าบ้าน เธอยังคงเกาคางให้แมวต่อ มันหลับตาพริ้ม เธอถามพี่สาวที่เพิ่งเข้ามาโดยไม่มองหน้า “ทำไมพี่ตาลเลี้ยงแมวล่ะ ไหนว่าไม่ชอบ”

“มันเลี้ยงง่ายกว่าน้องน่ะ” แม้เป็นคำพูดประชดประชัน แต่น้ำเสียงทีเล่นทีจริงนั้นชวนให้แปลกใจ เตยสบตาพี่สาว เธอตะลึงค้างไปชั่วครู่ เมื่อได้สติก็รู้สึกร้อนตรงขอบตา บรรยายกาศอันคุ้นเคยในบ้านเริ่มพร่าเลือน สีหน้าที่ติดจริงจังของพี่สาวพลอยเลือนรางไปด้วยเพราะม่านน้ำตา เตยลุกจากที่นั่งโผเข้ากอด พี่สาวถึงกับเซไปก้าวหนึ่ง นิ้วมือเธอสั่นระริกค่อยๆ ลูบท้ายทอยเรียบโล่งของคนตรงหน้า ผมดกหนาของพี่นาทีนี้ถูกโกนออกจนเกลี้ยงไม่ต่างจากผมเธอ

“เป็นบ้าเหรอ พี่ทำงานในโรงพยาบาลนะ” เธอกล่าวโทษ “แกโกนคนเดียวดูแปลก แต่ถ้าสองคนก็ถือว่าเป็นเพื่อนกัน” เตยกอดพี่สาวไว้แน่น หยดน้ำตาซึมเข้าไปในเสื้อของอีกฝ่าย พี่สาวตบหลังเธอเบาๆ อย่างอ่อนโยน แมวสลิดตัวอ้วนเข้ามาร่วมวงคลอเคลีย ถูขนอ่อนนุ่มกับขาเตยอีกครั้ง พลางส่งเสียงเหมียวๆ ราวกับอนุญาตให้หญิงสาวกลับมาอยู่บ้าน

ชายคาเรื่องสั้นเป็นกิจกรรมน้ำหมึกโดย ‘คณะเขียน’ ซึ่งเปิดพื้นที่วรรณกรรมมากว่าทศวรรษ ก่อนย้ายตัวเองจากสิ่งพิมพ์มาสู่ออนไลน์ตั้งแต่มกราคม 2022 โดยนักเขียนที่สนใจสามารถส่งประกวดเพื่อคัดเลือกเรื่องสั้นที่ดีที่สุดของแต่ละเดือนมาเผยแพร่บนเว็บไซต์ The Isaan Record อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจชายคาเรื่องสั้น

image_pdfimage_print