เมืองที่ผู้คนมีรถยนต์ใช้และไฟฟ้าสว่างสองข้างทางบนถนนศรีจันทร์ อ.เมือง จ.ขอนแก่น รายล้อมไปด้วยข่าวคราวโครงการพัฒนาน้อยใหญ่ สดๆ ร้อนๆ คือโครงการรถไฟความเร็วสูงระยะ 2 นครราชสีมา – หนองคาย ตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงภูมิภาคไทย – ลาว – จีน พร้อมโครงการพัฒนาพื้นที่รอบสถานี แต่ชีวิตผู้คนในซอยเล็กๆ หลังเงาของห้างสรรพสินค้าใหญ่ มีคุณภาพชีวิตที่ดูเหมือนกำลังสวนทางกับความเร็วของรถไฟ

ชุมชนริมทางรถไฟ ขอนแก่น หรือ “ชุมชมแออัดริมทางรถไฟ” เริ่มก่อตั้งขึ้นช่วงปี 2503 เป็นที่ตั้งเพิงพักชั่วคราวของแรงงานรถไฟ จากนั้นจึงขยายเป็นชุมชนเทพารักษ์ 1-5 ปัจุบันชุมชนมิตรภาพริมทางรถไฟขอนแก่นมีประชากรอาศัยอยู่กว่า 140 หลังคาเรือน 

นอกจากเป็นพื้นที่รองรับการระบายน้ำจนทำให้เกิดน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้งโดยเฉพาะหน้าฝน ที่นี่รองรับคนตกงาน คนที่มีรายจ่ายมั่นคงแต่รายรับไม่มั่งคั่ง  ในจำนวนคนหาเช้ากินค่ำมีใบหน้าของ อุ้ย – สมถวิล พิมพิทักษ์ ที่ทำอาชีพรับจ้างทั่วไป อุ้ยเติบโตในชุมชนริมรางรถไฟ กว่า 30 ปีของเธอเผชิญการไล่รื้อมาหลายครั้ง ความบีบคั้นผลักดันให้เธอออกมายืนแถวหน้าเพื่อต่อสู้เรื่องสิทธิที่อยู่อาศัย ทั้งเพื่อเธอเองและเพื่อนพ้องริมรางรถไฟ

จุดเริ่มต้นในฐานะแกนนำชุมชน “หญิง” ของชุมชนมิตรภาพริมรางรถไฟ

เริ่มจากการทำงานจิตอาสา เป็น อสม. มาก่อน เวลาชาวบ้านต้องการเข้าถึงสิทธิด้านสาธารณสุขก็มาหาเราตลอด เมื่อก่อนไม่มีคนพาลงมือทำ ในขณะที่เราได้รับผลกระทบ เรายังมีลมหายใจอยู่ก็ต้องสู้ จะสำเร็จหรือไม่ เราแค่อยากได้ความชัดเจน ก็เลยลุกขึ้นมาสู้ให้ชาวบ้าน เพราะว่ามันยังมีกลุ่มเปราะบางที่เขาไม่สามารถไปเรียกร้องได้ บางคนพิการ บางคนเขาก็อ่านหนังสือไม่ออก เราพอมีความรู้พออ่านหนังสือออก ก็ต้องเป็นตัวแทนของชาวบ้าน เราต้องไปเข้าร่วมเสวนาเรื่องปัญหาที่อยู่อาศัยก็เลยพอจะรู้ข้อมูลบ้าง แล้วก็มาประชาสัมพันธ์ให้กับชาวบ้านว่าชุมชนริมรางรถไฟที่เราอยู่ มันจะมีระบบรถไฟความเร็วสูงเข้ามา ชุมชนมิตรภาพอยู่ฝั่งซ้ายหลัง 40 เมตรแรกของทางรถไฟ จะได้รับผลกระทบจากรถไฟความเร็วสูง ต้องย้ายออกจากชุมชนนี้

กับปัญหาเรื่องไล่รื้อชุมชน คุณต่อสู้อย่างไร และข้อเรียกร้องคืออะไร

แรกเริ่มก็ยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วขอพื้นที่รองรับให้คนในชุมชนว่าเป็นที่ไหนก็ได้หรือเป็นที่ของกรมธนารักษ์ที่รองรับชาวบ้านได้ ขอให้ห่างประมาณ 5-7 กม. ไม่ไกลจากตัวเมือง เพราะว่าคนในชุมชนส่วนมากมีอาชีพรับจ้างเป็นคนใช้แรงงานอยู่ในเมือง ต่อมาก็ผู้ว่าฯ ขอนแก่น เขาก็รับทราบความเดือดร้อนของเรา ก็บอกว่าจะตามเรื่องให้และจะยื่นเรื่องให้กับ ส.ส.ของพรรคก้าวไกล หลังจากนั้น กมธ.ที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รัฐสภา) เขาก็มารับหนังสือที่ชุมชน ความคืบหน้าหลังจากนั้น ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย ก็ประสานให้ทาง พอช. (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน) มาจัดการต่อ 

ล่าสุดเราก็ขึ้นได้ไปหา พอช. ที่กรุงเทพฯ เขาก็บอกให้เราจัดกระบวนการการรวมกลุ่มออมทรัพย์ของคนในชุมชน เพราะว่าเงื่อนไขคืออยู่ในที่ดินเดิมไม่ได้ ต้องย้ายออก ตอนนี้มีการตั้งกลุ่มออมทรัพย์ไว้แล้ว แต่ว่ายังไม่มีความชัดเจนเรื่องที่อยู่อาศัย 

ความคืบหน้าหลังจากการพูดคุย พอช. เป็นอย่างไร

พูดคุยกับ พอช. เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ผ่านมา แต่ว่าเราต้องเก็บข้อมูลในชุมชนก่อนเพื่อนำไปเสนอ ข้อมูลรายครัวเรือน กลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน เป็นต้น แล้วส่งรายชื่อให้กับการรถไฟฯ เราก็อยากให้มันเห็นความชัดเจน ให้เบ็ดเสร็จประมาณเดือนพฤษภาคมปี 2567

ย้อนกลับไปสักหน่อย ก่อนมีเรื่องถูกไล่รื้อที่อยู่อาศัย คุณมีความฝันอย่างไร

ก็เป็นชาวบ้านธรรมดา หากินตามปกติ แต่ตอนเด็กๆ มันก็มีความฝัน แต่ล้มเลิกไป เพราะว่าครอบครัวเรามีพี่น้องหลายคน พ่อแม่ไม่มีเงิน เราเรียนจบ ม.3 ตามหลักสูตร แล้วก็มาต่อ กศน. จนจบ ม.6  ถ้าพ่อแม่มีเงินก็คงได้จบสูงกว่านี้ ความฝันของเราตอนนี้คืออยากเห็นคนในชุมชนมีที่อยู่อาศัยมั่นคงเป็นหลักเป็นฐาน อยากให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้ ไม่ใช่เฉพาะแค่ตัวเรา

เรื่องเพศเป็นอุปสรรคในการออกมาเป็นแนวหน้าในการต่อสู้หรือไม่

ไม่ เพราะเราคิดว่ามันเท่าเทียมกันหมด เราเป็นแม่บ้านเราก็ต้องออกไปทำงาน ผู้ชายก็ต้องทำงาน มันเท่าเทียมกันหมด ไม่แบ่งแยกเรื่องเพศ มันก็เลยไม่มีปัญหาสำหรับเรา

หน้าที่ของการเป็นแม่ในบ้านกับการออกไปสู้เพื่อสิทธิชุมชนมันแตกต่างกันอย่างไร

ก็แตกต่างนะ เวลาออกไปดำเนินการปัญหาข้างนอกเราก็ต้องเข้มแข็งมากกว่าปกติ  ไปสู้กับคนต้องเจอปัญหาหลายอย่าง อยู่ที่บ้านมันก็จะเป็นอีกแบบ เราไม่ได้ต้องคิดอะไรมาก ทำตามหน้าที่ของเราไป 

ได้เรียนรู้อะไรจากการเคลื่อนไหวเพื่อชุมชน 

ได้เรียนรู้หลายอย่าง การนำเสนอข้อมูล การเก็บข้อมูล การทำอะไรต่างๆ ในชุมชน ก็ได้เห็นภาพมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะแค่ในชุมชนมิตรภาพ รวมทั้ง 13 ชุมชนริมรางรถไฟที่ได้รับผลกระทบ เราก็มีการเปรียบเทียบการเก็บข้อมูลระหว่างกัน ทำให้เห็นแตกต่างเรื่องนี้ ได้เรียนรู้ผู้คนและได้รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่จำนวนมาก ทำให้ง่ายต่อการประสานงาน

หากได้มีโอกาสพูดกับผู้คนที่ประสบปัญหาเดียวกันในพื้นที่อื่นๆ จะพูดว่าอย่างไร 

อยากบอกว่าอย่าอยู่ให้เขามาไล่รื้อออกไปเฉยๆ ในเมื่อเรายังมีลมหายใจอยู่ เราก็ต้องลุกขึ้นมาสู้

หากขอพรวิเศษได้ 1 ข้อ อยากขออะไร

อยากขอที่อยู่อาศัยที่มั่นคง เพราะว่าที่อาศัยอยู่ตอนนี้มีปัญหาน้ำท่วมบ่อย อยากให้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง เดี๋ยวเรื่องคุณภาพชีวิตมันก็จะตามมาเอง 

ทางออกของปัญหาคนจนเมืองเฉพาะชุมชนนี้คิดว่าต้องทำอย่างไร 

อยากให้พวกคนที่เกี่ยวของหรือหน่วยงานรัฐจัดหาที่อยู่ให้คนจนเมือง ถ้าเกิดจะโดนไล่รื้อโดยที่ยังไม่มีพื้นที่รองรับ เขาก็กลายเป็นคนเร่ร่อนไร้บ้านหน้าใหม่  ถ้าไม่ลงมาจัดการระบบที่อยู่อาศัยให้คนในชุมชนให้มันดีขึ้น หาที่รองรับคนในบุมชนก็จะไปเป็นปัญหาอีกซ้ำๆ อยากจะเห็นทุกภาคส่วนมาให้ความช่วยเหลือตรงนี้อย่างจริงจัง 

อยากให้ผู้คนปรับมุมมองที่มีต่อคนในชุมชนริมรางรถไฟอย่างไร 

มีคนบอกว่าพวกเรามาบุกรุกพื้นที่ แต่จริงๆ พวกเราอยู่มานานแล้ว ไม่ได้เพิ่งมาอยู่แค่วันสองวัน อยู่มาจนจะ 30 ปีแล้ว ก็อยากให้มีความเห็นอกเห็นใจเราบ้าง ถ้าเรามีที่อยู่ที่มันดีกว่านี้เราคงไม่มาอยู่ริมทางรถไฟ สมัยก่อนมันก็ยังไม่ได้เจริญขนาดนี้ พอคนมาอยู่เยอะมันก็มีความเจริญ แล้วถ้าจะเอาคนออกจากตรงนี้ ก็ต้องหาที่อยู่อาศัยให้เขาใหม่

อุ้ย – สมถวิล พิมพิทักษ์ (ซ้าย)
โย – โยธิตา สิงหารัมย์ (ขวา)

นอกจาก อุ้ย – สมถวิล พิมพิทักษ์ อีกหนึ่งแนวร่วมและแกนนำหญิงของชุมชนแห่งนี้คือ โย – โยธิตา สิงหารัมย์ วัย 28 ปี ซึ่งเกิดและโตมาในชุมชนมิตรภาพ จ.ขอนแก่น โยธิตาเป็นแม่บ้าน เป็นลูกสาวของปู่ย่าและพ่อแม่ที่เคยอาศัยในพื้นที่ริมรางรถไฟมาอย่างยาวนาน และเริ่มทำหน้าที่อาสาสมัครชุมชนตั้งแต่ปี 2562

จุดเริ่มของโยธิตาในการต่อสู้เรื่องสิทธิที่อยู่อาศัย

พอเริ่มรู้ว่าจะมีรถไฟความเร็วสูงและชุมชนมิตรภาพจะถูกไล่รื้อ ก็มีคนพาเราไปม็อบที่กรุงเทพฯ สำหรับเราเรื่องที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาใหญ่ เราอยู่ที่นี่มาตั้งนาน พอได้รับผลกระทบ ก็เข้าสู่กระบวนการยื่นเรื่อง

ตอนแรกเรายังไม่รู้ว่าเขาจะมาไล่ที่อยู่อาศัย พอมีข่าวเราก็อยากรู้ว่ามันใช่จริงๆ หรือไม่ เพราะว่าเราอยู่มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่แล้ว ก็ได้ยินว่าจะมาไล่ แต่เขาก็ยังไม่มาสักที ทำให้ชาวบ้านไม่ได้ตื่นตัวกัน แต่พอช่วงปี 2562-2564 มันเริ่มเข้มข้นขึ้น ไปที่ไหนเขาก็บอกว่าโดนไล่แน่ๆ แล้วการรถไฟฯ เขาก็ออกมาพูดเองว่าชุมชนมิตรภาพมันอยู่โซนซ้าย ต้องถูกไล่รื้อทั้งชุมชน ก็รู้แล้วว่าเราต้องได้รับกระทบอะไรบ้าง จึงต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ 

เล่าถึงการเป็น “ผู้หญิง” ในขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิที่อยู่อาศัย

ส่วนมากที่เจอเวลาออกไปขับเคลื่อนเรื่องที่อยู่อาศัย ก็เห็นแต่ผู้หญิงนะ ผู้ชายในชุมชนจะไม่ค่อยมี ตอนแรกเราเข้ามาใหม่ๆ เราก็กลัว คิดว่าตัวเองมาเป็นอาสาแค่อยากช่วยเหลือคนในชุมชน แล้วก็ครอบครัวของตัวเองมันขยายออกมามาก มีญาติพี่น้องจำนวนมาก ก็เลยอยากช่วย ตอนแรกกลัวประธานชุมชน แต่ถ้าเราไม่ทำเขาก็ไม่ได้เข้ามาเหลียวแลเรา  พอจำเป็นต้องสู้ความกลัวมันก็หายไป พอออกไปพบปะกับคนแล้วเราได้ความรู้เยอะขึ้น สามารถพาพี่น้องเราเดินต่อไปได้ 

อะไรคือสิ่งที่ภูมิใจที่สุดที่ได้ทำมาและเป็นเหตุการณ์ที่ประทับใจที่สุด 

เราดีใจนะที่ตัวเองสามารถลุกขึ้นมาช่วยเหลือคนในชุมชน มาเป็นแกนนำ สามารถเอาเรื่องข้างนอกเข้ามาประสานคนในชุมชนได้ แล้วเวลาคนในชุมชนเขาถามเรื่องไล่รื้อกับเรา เราก็สามารถตอบได้ เราเป็นคนหนึ่งในชุมชน มันก็มีความภาคภูมิใจที่มาถึงจุดนี้ 

บทบาทการเป็นแม่กับการเป็นแกนนำเคลื่อนไหวมันขัดแย้งกันหรือไม่ มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร 

ตอนนี้ลูกเราคนหนึ่งอยู่ ป.4 อีกคนอยู่ ป.5 แล้วก็เลี้ยงหลานคนเล็กอายุ 5 ขวบ กับหลานอีกคนอยู่ ม.2 บทบาทค่อนข้างต่างกัน เวลาเราออกไปข้างนอกเราก็ต้องเป็นอีกคนหนึ่ง กลับมาบ้านก็ต้องเป็นอีกคนหนึ่ง เวลาเราออกไปทำงานข้างนอกปัญหาก็เข้ามามาก เวลาไปประชุมเรื่องที่อยู่อาศัย ก็มีเรื่องให้เครียดเยอะ บางครั้งไปได้ยินคำพูดบางอย่างที่ไม่ดีก็ติดสมองมาให้เราคิดมาก พอกลับมาบ้านก็มาเจอลูก บางทีมันก็ปรับอารมณ์ยาก ลูกก็มาเกาะแข้งเกาะขาแม่แล้วก็ถามแม่ๆ ไปไหนมา ก็ต้องปรับอารมณ์ให้ได้ แต่การมีลูกไม่ได้เป็นอุปสรรคให้ออกมาเรียกร้อง เวลาออกไปทำงานแล้วเหนื่อย พอกลับบ้านมาเห็นหน้าลูกก็มีความสุข แล้วก็สามารถสู้ในวันต่อไปได้อีก

จากการที่ต้องเลี้ยงเด็กหลายคน สิ่งที่ชอบสอนเด็กๆ ในชุมชนคืออะไร

เราหวังแค่ว่าอยากให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้ คือในชุมชนหากเราเรียกร้องมาก เขาก็หาว่าเราเรียกร้องเกินไป เราก็ต้องลุกขึ้นด้วยตัวเองก่อน ต้องพึ่งพาตัวเองก่อนที่จะหวังไปพึ่งคนอื่น แล้วก็เผื่อแผ่พวกพ้องทีหลัง 

ทางออกปัญหาของคนจนเมืองคืออะไร

หลักๆ เลยคือเรื่องที่อยู่อาศัย เพราะทุกคนในชุมชนเขาทำอาชีพรับจ้างทั่วไป เราอยากให้เขามีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง หรือให้รัฐเข้ามาให้สิทธิ หาสถานที่ให้คนจนเมือง หรือหากกลัวเขาได้ไปแล้วขายต่อ ก็ให้เป็นสิทธิที่ห้ามขายก็ได้ แต่ให้อยู่ได้ชั่วลูกชั่วหลาน แล้วก็ไม่อยากให้มีคนเร่ร่อนเกิดขึ้น เพราะว่าถ้ามีคนเร่ร่อนเพิ่มขึ้นหน่วยงานรัฐก็ต้องทำงานหนัก คราวนี้ไม่ใช่แค่ภาครัฐ ต้องมีภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย มันก็จะวุ่นวาย พอมีที่อยู่อาศัยที่เป็นหลักแหล่งให้คนจนเมือง สวัสดิการ คุณภาพชีวิต เรื่องรายได้ของคนในชุมชน ก็จะดีตามมาเอง

image_pdfimage_print