ปี 2566 ไม่ได้มีเพียงการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือ “บอร์ดประกันสังคมฯ” ในวันที่ 24 ธันวาคม 2566 ที่จะถึงนี้ ซึ่งถือว่าเป็นสนามการเลือกตั้งที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศไทยรองจากการเลือกตั้งทั่วไป ทว่าวัดจากกระแสแล้วกลับเงียบงันและวังเวง ทั้งที่บอร์ดฯ ดังกล่าวข้องแวะกับสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนกว่า 23 ล้านราย และเกี่ยวพันกับเงินถึง 2.3 ล้านล้านบาท

หลังการแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ กำหนดให้บอร์ดประกันสังคมฯ มีหน้าที่ตั้งแต่เสนอความคิดเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกระเบียบ ประกาศ หรือนโยบายที่เกี่ยวข้องกับประกันสังคม พิจารณารายการรับจ่ายของกองทุนประกันสังคม ซึ่งรวมถึงการวางระเบียบและรูปแบบการลงทุนของกองทุนประกันสังคม ซึ่งได้กล่าวไปแล้วว่ามีมูลค่ามหาศาล โดยเงินก้อนนี้มาจากการจ่ายเงินสมทบระหว่างฝ่ายลูกจ้าง นายจ้าง และภาครัฐ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

บอร์ดประกันสังคมฯ ประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวน 20 คน มาจากผู้แทนฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 7 คนมาจากการเลือกตั้ง ขณะที่อีก 6 คนมาจากหน่วยงานภาครัฐโดยตำแหน่ง และดำรงวาระคราวละ 2 ปี แตกต่างจากยุคของรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่แต่งตั้งบอร์ดประกันสังคมเรื่อยมาโดยไม่มีการเลือกตั้ง 

ไม่เพียงบทบาทหน้าที่เท่านั้น บอร์ดฯ ยังมีโจทย์สำคัญที่ต้องพินิจพิจารณาเพื่อบริหารจัดการกองทุนประกันสังคมซึ่งประสบปัญหา “ขาดทุน” จากการลงทุน จนอาจกระทบสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนในอนาคต

วาระนี้นำมาสู่การจัดเวทีเสวนาวิชาการเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566 เรื่อง “เลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม ปฏิรูปอะไร และอย่างไร” จัดโดยพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย, วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ ThaiPBS, สำนักข่าวชายขอบ, สำนักข่าว The Reporters และสำนักข่าว The Isaan Record ณ ห้องประชุมประภาส อวยชัย อาคารเอนกประสงค์ 1 ชั้น 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ซึ่งนอกจากเวทีครั้งนี้จะมีการพูดถึงข้อเสนอเชิงนโยบายโดยผู้ประกันตนและลูกจ้างแล้ว ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมได้แสดงวิสัยทัศน์ของตนเอง ก่อนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยรายชื่อผู้สมัครที่ร่วมเวทีครั้งนี้ประกอบด้วย

  1. ชินโชติ แสงสังข์ ทีมสภาองค์การลูกจ้าง สภาแรงงานแห่งประเทศไทย
  2. ปิยรัชต์ สมาทา ทีมประกันสังคมเพื่อแรงงานไทย
  3. ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ทีมประกันสังคมก้าวหน้า
  4. ธนัสถา คำมาวงศ์ ทีมสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย
  5. กฤษฎา ด้วงหิรัญ ทีมแรงงานเพื่อสังคม
  6. ศิริศักดิ์ บัวชุม ทีมเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน
  7. อรอนงค์ นิธิภาคย์ ทีมสมานฉันท์แรงงานไทย
  8. ปัณฐวิชญ์ มุ่งสมัครศรีกุล ทีมพลังแรงงานสหกรณ์
  9. บุญเรือง คุ้มคง ทีม 3 ขอต้องไปต่อ
  10. วรเวศม์ สุวรรณระดา ผู้สมัครอิสระ
  11. กีรติ โกสีย์เจริญ ผู้สมัครอิสระ

เพราะมีวาระแค่ 2 ปี จึงต้องมีแผนปฏิรูปบำนาญชราภาพก่อน

ทีมสภาองค์กรลูกจ้าง

ชินโชติ ระบุว่า เขาเป็นบอร์ดประกันสังคมฯ คนแรกของประเทศไทยที่ถูกรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปลดออกจากตำแหน่งด้วยกฎหมายพิเศษ มาตรา 44 ข้อหากระด้างกระเดื่องต่อรัฐ ซึ่งสมัยนั้นรัฐบาลเป็นหนี้กองทุนประกันสังคมอยู่ทั้งสิ้น 60,000 ล้านบาท ทำให้ชินโชติในฐานะประธานคณะกรรมการที่มีหน้าที่ทวงหนี้รัฐบาลถูกปลดฐานต่อสู้ในเรื่องนี้อย่างหนักหน่วง

การลงสมัครครั้งนี้เขาต้องการชูนโยบายที่แตกต่างจากพรรคการเมืองที่หว่านแหกว้างกว่าความเป็นจริง โดยขยายความว่าเป็นเพราะวาระการดำรงตำแหน่งของบอร์ดประกันสังคมฯ มีเพียง 2 ปีเท่านั้นจึงอาจจะทำให้นโยบายขนาดใหญ่หรือระยะยาวเช่นที่ทีมอื่นเสนอมานั้นไม่เหมาะสม เขาจึงเสนอนโยบายสั้นๆ เพียงการเพิ่มเพดานของบำนาญชราภาพจากร้อยละ 20 สู่ร้อยละ 30 ของเงินเดือนขั้นต่ำ เนื่องจากร้อยละ 20 ของเงินเดือนขั้นต่ำในปัจจุบันนี้ (15,000 บาท) จะทำให้ได้รับบำนาญยามเกษียณเพียง 3,000 บาท ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในอนาคตที่ผกผันกับค่าเงินเฟ้อ

ข้อต่อมา ต้องการเพิ่มระดับเงินเดือนขั้นต่ำจาก 15,000 บาท สู่ 18,000 บาท ซึ่งจะส่งผลต่อการคำนวณบำนาญชราภาพในนโยบายข้อแรก ออกมาเป็นเงินบำนาญประมาณ 5,400 บาท ที่พอให้คนชราใช้ชีวิตอยู่ได้ในอนาคต

ข้อสุดท้าย ฐานบำนาญของผู้ที่ได้รับบำนาญตามมาตรา 39 ที่ใช้ฐานการอุดหนุนเงินเข้าระบบอยู่ที่ 432 บาทต่อเดือน เมื่อนำไปคิดในสมการของบำนาญชราภาพรูปแบบเดิมจะได้รับเงินเพียงเดือนละ 800-900 บาทเท่านั้น ชินโชติจึงต้องการเปลี่ยนแปลงให้มาตรา 39 ใช้ฐานเงินเดือนสุดท้ายของผู้กำลังหลุดจากการเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 33 ไปสู่การเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 39 มาคำนวณเงินบำนาญ เพื่อให้มีเงินใช้ยามเกษียณต่อไป

อย่างไรก็ตาม ชินโชติกล่าวว่า เมื่อแรงงานเกษียณแล้วแต่ไม่มีสิทธิที่จะได้รับการรักษาดังเดิมเพราะกลายเป็นผู้ได้รับเงินบำนาญไปแล้ว สวนทางกับธรรมชาติที่คนยิ่งแก่ต้องยิ่งได้รับการดูแล ประเด็นนี้จึงจะเป็นประเด็นที่ชินโชติจะเข้าไปดูแลให้มากยิ่งขึ้นหากได้รับการเลือกให้เข้าไปดำรงตำแหน่งบอร์ดประกันสังคมฯ

นอกจากนี้ ชินโชติยังกล่าวโจมตีว่ากองทุนประกันสังคมถูกนำออกนอกระบบ โดยให้มีปลัดกระทรวงแรงงาน ข้าราชการชั้นสูง เข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแล แต่เงินกองทุนประกันสังคมกลับถูกนำไปใช้ลงทุนโดยมีความเสี่ยงสูง อาจจะ ‘เจ๊ง’ หากไม่มีการเข้ามาดูแลให้มากขึ้นโดยภาคส่วนอื่นที่มีความหลากหลายมากกว่านี้

ธนาคาร โรงพยาบาล และการจัดการงบประมาณใหม่ ที่ทำกำไรมากขึ้น

ทีมประกันสังคมเพื่อแรงงานไทย

ปิยรัชต์ พูดถึงทีมตัวเองว่า ประกอบไปด้วย 9 สภาองค์การลูกจ้าง มีทั้งผู้อาวุโส มีผู้มีความสามารถ นักวิชาการ ที่หลอมรวมกันเข้ามาลงสมัครชิงตำแหน่งบอร์ดประกันสังคมฯ พร้อมสรุปวิสัยทัศน์ออกมาทั้งหมดดังนี้

ข้อเสนอแรก ปิยรัชต์กล่าวว่า กองทุนประกันสังคมมีเงินมหาศาลแต่ไม่มีธนาคารที่กองทุนมีอำนาจต่อรอง จึงมองว่าต้องหาทางทำ MOU ให้ผู้ประกันตนสามารถไปต่อรองเรื่องดอกเบี้ยกับธนาคารได้ ดังที่สหภาพแรงงานเคยต่อรองกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงร้อยละ 1 จากจำนวนหนี้ทั้งหมดได้มาแล้ว

ข้อเสนอที่สอง โรงพยาบาลต้องมีคุณภาพการรักษาผู้ประกันตนให้เท่าเทียมกับผู้ที่มาใช้สิทธิอื่นทั่วๆ ไป เนื่องจากที่ผ่านมาการใช้สิทธิประกันสังคมทำให้ผู้ประกันตนต้องไปรอที่โรงพยาบาลนานตลอดวันกว่าจะได้รับการรักษา ซึ่งปิยรัชต์มองว่ากองทุนประกันสังคมมีกองทุนใหญ่ที่สามารถเพิ่มอำนาจการต่อรองกับโรงพยาบาลได้ หากโรงพยาบาลใดให้คุณภาพการรักษาไม่ดีก็สามารถเปลี่ยนโรงพยาบาลได้ทันที

ข้อเสนอที่สาม บำนาญชราภาพจะต้องสอดรับกับสถานการณ์เงินเฟ้อในแต่ละปี จึงควรมีการปรับเปลี่ยนได้ในทุกระยะ เช่น ทุกสามปี หรือห้าปี เป็นต้น

ข้อเสนอที่สี่ การบริการผู้ประกันตนในแต่ละท้องที่ต้องได้รับการกระตุ้นให้บริการได้ดีกว่านี้ การเข้าใช้บริการต้องได้รับความประทับใจ และการบริการงบประมาณทั้งหมดต้องจัดการใหม่ เนื่องจากสังคมผู้สูงอายุจะทำให้มีจำนวนเงินที่เติมเข้าระบบน้อยกว่าที่จ่ายออกไป สัดส่วนการลงทุนแบบ “อนุรักษนิยม” เช่นนี้ปิยรัชต์มองว่าต้องถูกกระตุ้นให้มีการทำกำไรมากยิ่งขึ้น

และ ข้อเสนอที่ห้า ประเด็นด้านการจัดงานงบประมาณ ยังมีการเสนอว่าให้ผู้ประกันตนเลือกการลงทุนได้เหมือนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อให้แต่ละคนมีทางเลือกในการวางแผนหลังเกษียณมากขึ้น

รศ.ดร. ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

บอร์ดประกันสังคมต้องเป็นประชาธิปไตยและขยายสิทธิ ปักธงรัฐสวัสดิการ

ทีมประกันสังคมก้าวหน้า

ษัษฐรัมย์ กล่าวว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้าคือทีมประกันสังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่เคยก้มหัวสังฆกรรมกับอำนาจเผด็จการ ซึ่งในยุคที่ผ่านมากองทุนประกันสังคมตกต่ำลงจากการแต่งตั้งบอร์ดประกันสังคมฯ โดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จนประกันสังคมไม่ยึดโยงกับผู้ประกันตน

ด้วยเหตุนี้ หลังการเลือกตั้งทั่วไปของปี 2566 จบลงด้วยชัยชนะของฝั่งประชาธิปไตยมาแล้ว ษัษฐรัมย์ก็ระบุว่าฝ่ายประชาธิปไตยต้องชนะอีกครั้งหนึ่งในสนามของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฯ

สิ่งที่ต้องทำสองประการ ษัษฐรัมย์กล่าวว่า ประการแรก ต้องมีกระบวนการปรับโครงสร้างบอร์ดประกันสังคมมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หากปรับได้ก็จะทำให้สามารถลดงบประมาณและการใช้จ่ายหลายอย่างที่ไม่มีความจำเป็นออกไป เช่น การไปศึกษาดูงานต่างประเทศที่ไม่เกิดประโยชน์ การพิมพ์ปฏิทินแจก ขาดทุนหลายร้อยล้านจากการลงทุน จำนวนเหล่านี้สามารถนำมาทดแทนสิทธิที่ขาดหายไปได้เป็นจำนวนมาก เช่น เพิ่มการลาคลอด ไปจนถึงการรักษามะเร็งได้หลายชนิดมากขึ้น

ประการที่สอง ขยายสิทธิประโยชน์ในหลายประการ เช่น สิทธิสงเคราะห์ค่าคลอดบุตรจาก 15,000 บาท เป็น 20,000 บาท สิทธิชดเชยการเลี้ยงดูเด็กต้องขยายให้ถึงวัยเรียนที่ 12 ปี สิทธิทำฟันก็ต้องสามารถทำได้ครอบคลุมกว่าสิทธิบัตรทอง สร้างบัญชียาเดียวกันทั้งประเทศโดยไม่เอาหลัก “คณิตศาสตร์ประกันภัย” มาเป็นโจทย์หลักในการคำนวณความคุ้มทุนของยาแต่ละตัวในบัญชี จนทอดทิ้งอีกหลายชีวิตที่ยังสามารถช่วยเหลือได้

ทีมประกันสังคมก้าวหน้าจึงต้องการปักธงให้ประกันสังคมเป็นก้าวแรกของรัฐสวัสดิการ เป็นสิทธิของคนธรรมดาที่พึงมี และสังคมไทยควรจะมีประกันสังคมที่มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้

ขยายเบี้ยสวัสดิการ ตั้งโรงพยาบาล และสานต่องานจาก สุชาติ ชมกลิ่น 

ทีมสภาองค์การลูกจ้าง สภาแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย

ธนัสถา เริ่มต้นด้วยการบอกว่า สภาแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทยมีสมาชิกมากถึง 90,000 คน จากทั้งธุรกิจยานยนต์จำนวน 800,000 คน จึงเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาตัดสินใจลงสมัครชิงตำแหน่งบอร์ดประกันสังคมฯ 

สำหรับธนัสถา เขาระบุว่าบอร์ดประกันสังคมมีหน้าที่ให้ความเห็นต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายประกันสังคม และให้ความเห็นต่อรัฐมนตรีและคณะกรรมการกฤษฎีกาในการตรากฎกระทรวงหรือระเบียบต่างๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับการทำงานของธนัสถาที่เคยเป็นที่ปรึกษาให้กับ สุชาติ ชมกลิ่น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ โดยเขากล่าวว่า 3 ปีที่ผ่านมามีการทำงานอย่างหนักในหลายด้านที่ยังจำเป็นต้องกลับมาสานต่อด้วยเช่นกัน

นโยบายข้อแรกที่ต้องสานต่อ คือ เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจากเดือนละ 800 บาท สู่เดือนละ 3,000 บาท จากระยะเวลา 6 ปี เป็นระยะเวลา 12 ปี โดยเอางบประมาณมาจากสถิติการเกิดที่น้อยลงจนสามารถทำได้อย่างแน่นอนพอดี

ข้อที่สอง เพิ่มเงินบำนาญชราภาพให้ไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท โดยจะผลักดันให้รัฐต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมให้เท่าเทียมกับฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง ซึ่งเขาเชื่อว่าจะนำงบที่ได้เพิ่มนี้มาสนับสนุนบำนาญชราภาพให้มากกว่า 10,000 บาทได้อย่างแน่นอน

ข้อที่สาม นำเงิน 2 ล้านล้านบาทมาตั้งโรงพยาบาลประกันสังคมและสถาบันทางการแพทย์ของประกันสังคม ดังที่ทหาร-ตำรวจมีโรงพยาบาลเป็นของตัวเอง โดยอาจจะมีการให้ทุนสำหรับนักศึกษาแพทย์ในการกลับมาทำงานที่โรงพยาบาลดังกล่าวอีกด้วย

ข้อที่สี่ ต้องมีการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำไม่เกินร้อยละหนึ่งสำหรับที่อยู่อาศัย ดังที่อดีต รมว.แรงงาน เคยทำมาแล้วด้วยการนำกองทุนประกันสังคมไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสินเพื่อให้ผู้ประกันตนสามารถไปปรับโครงสร้างหนี้ได้ ธนัสถาอ้างว่าในครั้งนั้นมีหลายคนที่สามารถใช้หนี้หมดได้หลังปรับโครงสร้างหนี้แล้วเพียงสามวันเท่านั้น

ข้อที่ห้า เสนอให้หลังผู้ประกันตนเกษียณแล้วสามารถเลือกได้ว่าจะรับเงินก้อนเป็นบำเหน็จ หรือจะรับเงินรายเดือนเป็นบำนาญ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละคน

ข้อสุดท้าย ต้องการที่จะตั้ง “ธนาคารแรงงาน” ที่รับผิดชอบดูแลกองทุนประกันสังคม กำกับดูแล และลงทุน เพื่อให้เกิดกำไรงอกงามต่อไป

สามขอ ที่พอจะทำให้เกิดความเท่าเทียมกันมากขึ้น

ทีมแรงงานเพื่อสังคม

กฤษฎา นำเสนอนโยบายบางส่วนเป็นจำนวนสามข้อ คือ

“ขอคืน” เงินบำนาญชราภาพก่อนการเกษียณได้ เป็นการเปิดโอกาสให้ได้มีโอกาสจัดสรรมากขึ้น โดยเฉพาะกับผู้ประกันตนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วก็ควรเงินจำนวนนี้ให้แก่เขา ซึ่งกฤษฎาเน้นย้ำไม่ให้พยายามคิดแทนว่า จะมีการนำเงินจำนวนนี้ไปใช้อย่างไม่เกิดประโยชน์หรือไม่ เพราะต้องระลึกไว้เสมอว่าคนทุกคนมีวิจารณญาณส่วนตัว

“ขอกู้” สำหรับผู้ประกันตนที่ยังไม่ถึงวัยเกษียณ ค้ำประกันกับสถาบันการเงิน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกยึดยานพาหนะหรือที่อยู่อาศัย จนประสบปัญหาลูกโซ่ต่อไป

“ขอเลือก” ที่จะได้รับบำเหน็จ หรือบำนาญ โดยไม่กำหนดเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม เช่น จำนวนเดือนที่จ่ายเงินสมทบของแต่ละคน เป็นต้น

นโยบายสามขอนี้กฤษฎาเชื่อว่าจะทำให้เกิดความเท่าเทียมกันมากขึ้น แต่ก็ต้องมีการแก้ไขระเบียบต่างๆ เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิมีเพิ่มมากขึ้นและรวดเร็วมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากทุกวันนี้กรอบเวลายังคงล่าช้าเกินความจำเป็นอยู่ รวมถึงจะติดตามการจ่ายเงินของนายจ้างที่มักไม่จ่ายในช่วงระยะเวลาของการทดลองงาน หรือจ่ายแบบเดือนเว้นเดือน ที่ทำให้ลูกจ้างเสียเปรียบเรื่อยมา

เอกภาพบนความหลากหลาย มุ่งขยายสิทธิคุ้มครองมากขึ้น

ทีมเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน

ศิริศักดิ์ แนะนำทีมตัวเองว่า เป็นการรวมตัวของพนักงานในระบบ นอกระบอบ พนักงานราชการ รวมไปถึงพนักงานในสถานอุดมศึกษาของภาครัฐและเอกชน ซึ่งขับเคลื่อนในประเด็นของสวัสดิการแรงงานมาตั้งแต่ระเบียบเลือกตั้งประสังคมฯ ออก 

เป้าหมายของทีมนี้ คือ การปฏิรูปให้ประกันสังคมมีความถ้วนหน้า โปร่งใส ยืดหยุ่น ลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นอิสระ จึงมีแนวนโยบายที่นำมาจากการระดมความคิดของหลายสาขาอาชีพ ผ่านหลายเวทีรับฟังความคิดเห็นก่อนหน้ามาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นโยบายแรกที่นำเสนอ คือ การผลักดันให้เกิดธนาคารแรงงาน ซึ่งมีการศึกษาแล้วว่าสามารถทำได้จริง

สอง จัดตั้งโรงพยายบาลประกันสังคม และสถาบันทางการแพทย์เฉพาะทาง ที่มีการศึกษาแล้วทั้งในระดับกระทรวงและนักวิชาการว่าทำได้จริง

สาม ปรับรูปแบบการลงทุนในกองทุนประกันสังคม เพื่อให้กองทุนมีความมั่นคงมากขึ้น โดยจะพิจารณาระเบียบ ข้อบังคับ การแบ่งสรรปันส่วนการลงทุนของกองทุนเสียใหม่ ให้มีความยั่งยืนแชะเหมาะสมมากขึ้น

สี่ พัฒนาและปรับปรุงให้สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลให้รวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น ผ่านความร่วมมือกับโรงพยาบาลในสัญญากับประกันสังคม

ห้า ขยายสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนทุกมาตราให้เหมาะสมกับสภาวะทางเศรษฐกิจ เช่น มาตรา 39 ที่ต้องคงสิทธิเดิมบางสิทธิเอาไว้ได้ เป็นต้น รวมถึงแก้ไขระเบียบบำนาญชราภาพ โดยจะนำเงินเดือนสุดท้ายมาเป็นฐานในการคำนวณบำนาญเพื่อความเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ เขายังชูจุดเด่นต่อไปว่าทีมนี้มีความเป็นเอกภาพในการทำงาน ไม่มีสี ไม่มีพรรค ไม่มีพวก สามารถทำงานกับแรงงานและภาครัฐได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการถอดบทเรียนของทีมพบว่าการลงถนนไม่ช่วยให้บรรลุข้อเรียกร้องเสมอไป แต่บางข้อเรียกร้องสามารถบรรลุได้ผ่านการพูดคุยและเจรจา 

หัวใจสำคัญคือการตั้งสถาบันการเงินของแรงงาน

ทีมสมานฉันท์แรงงานไทย

อรอนงค์ ระบุว่าทีมนี้มุ่งเสนอนโยบาย 2 ขา คือ “ขาสิทธิ” และ “ขาสร้าง” ซึ่งอรอนงค์ระบุว่านโยบายของทุกทีมในฝั่งสิทธิผู้ประกันตนมีความใกล้เคียงกัน ดังนั้นการนำเสนอครั้งนี้จึงมุ่งอธิบายนโยบาย “ขาสร้าง” แทน

หลักคิดสำคัญ คือ เปลี่ยนหลักคิดของกองทุนประกันสังคมจากการลงทุนทางอ้อมในผู้ประกันตนไปสู่การลงทุนทางตรง รวมถึงเป็นการลงทุนในทรัพย์สินที่จับต้องได้ ซึ่งที่ผ่านมากองทุนนำเงินไปลงทุนกับพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ และหุ้นเอกชน เป็นหลัก แต่ได้อัตราผลตอบแทนเพียงร้อยละ 2.36 ต่อปี จากจำนวนการลงทุนทั้งหมด

อรอนงค์ยังอธิบายต่อว่า กองทุนประกันสังคมเก็บเงินจากทั้ง 3 ฝ่ายได้ปีละ 148,000 ล้านบาท มีรายจ่ายปีละ 165,000 ล้านบาท เท่ากับว่ากองทุนติดลบปีละ 16,000 ล้านบาท 

ด้วยเหตุนี้จึงต้อง “นำหนี้มาพัฒนาคน” โดยจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาชีวิตลูกจ้าง“ เพื่อปลดหนี้นอกระบบของลูกจ้างก่อน โดยมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 10 ต่อเดือน จากนั้นจะจัดตั้ง “ธนาคารผู้ประกันตน” เพื่อไม่ต้องให้ผู้ประกันตนเป็นเพียงคนขอกู้ แต่ยังเป็นเจ้าของสินทรัพย์ สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยเองได้ เพื่อใช้ธนาคารนี้เป็นฐานในการสร้างเศรษฐกิจที่ดีให้แก่แรงงาน

อรอนงค์จะย้ายเงินฝากของกองทุนประกันสังคมไปยังธนาคารที่ทำสัญญาว่า จะปล่อยกู้ใก้แก่ผู้ประกันตนเท่านั้น เพื่อให้ผู้ประกันตนกู้ได้ไม่เกิน 2-3 เท่าของอัตราเงินเดือน ไม่เกิน 40,000 ถึง 50,000 บาท รวมทั้งยังบังคับผู้กู้ออมร้อยละ 10 จากอัตราที่กู้อีกด้วย ทั้งหมดนี้คิดอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 10 โดยให้กองทุนประกันสังคม ร้อยละ 3 ให้ธนาคารที่ช่วยดำเนินการ ร้อยละ 3 ค่าดำเนินการ ร้อยละ 1 ตั้งสำนักงานพัฒนาชีวิตผู้ประกันตนอีก ร้อยละ 1 ให้นายจ้างที่ส่งเงินคืน ร้อยละ 0.2 และให้รัฐบาลหากเข้ามามีส่วนร่วม อำนวยสถานที่ หรือค้ำประกันให้กับผู้ประกันตน อีกประมาณร้อยละ 1.8 ของอัตราเงินกู้

สำนักงานพัฒนาชีวิตผู้ประกันตนยังสามารถทำให้เกิดการจ้างงานนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบได้อีก 20,000 คนอีกด้วย คอยให้คำแนะนำและทวงหนี้ผู้ประกันตน

นอกจากนี้ทางทีมยังเคยได้ริเริ่มโครงการ “หมู่บ้านมั่นคงแรงงานสังคมเพื่อน” ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อแรงงาน จนสามารถทำกำไรจริงไปแล้วกว่าร้อยละ 4.5 จากการระดมเงินและกู้เงินกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนกำไรที่มากกว่ากองทุนประกันสังคมไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่สามารถจับต้องได้ อีกทั้งยังเป็นการยกระดับชีวิตของแรงงานได้อีกด้วย

อรอนงค์ยังแนะนำให้มีการนำกองทุนประกันสังคมไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทที่ดิน เนื่องจากมีความมั่นคงและปลอดภัย อีกทั้งยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงอีกด้วย เช่น การพัฒนาศักยภาพเป็นตลาดที่เรียกเก็บค่าเช่าในราคาถูก เพื่อให้ผู้ประกันตนมาประกอบธุรกิจต่อไป

ด้านการตั้งโรงพยาบาลผู้ประกันตนและให้ทุนแก่นักศึกษาแพทย์เพื่อกลับมาเป็นแพทย์เฉพาะทางนั้น อรอนงค์เห็นด้วยกับทุกทีมก่อนหน้า แต่จะขอเพิ่มไว้ว่าทีมนี้จะนำเงินค่าบริการผู้ป่วยนอกออกจากเงินที่ประกันสังคมมอบให้โรงพยาบาลแบบเหมาจ่าย เพื่อตั้งเป็นวงเงินให้ผู้ประกันตนจำนวน 5,000 บาท สำหรับการนำไปเข้ารับการรักษายังโรงพยาบาลใดก็ได้ เพื่อให้ผู้ประกันตนสามารถได้รับการรักษาไวที่สุด ไม่ต้องรอรับบริการที่นานเช่นในปัจจุบัน

เรียกร้องให้รัฐจ่ายเพิ่ม ให้ลูกจ้างจ่ายน้อยลง เพื่อยกระดับสิทธิมากขึ้น

ทีมพลังแรงงานสหกรณ์

ปัณฐวิชย์ กล่าวว่า ตัวเองเป็นผู้อำนวยการของสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ดูแลสมาชิก 12 ล้านคน ดูแลสหกรณ์มาแล้วกว่า 7,000 แห่ง รวมทั้งยังเคยทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงสาธารณสุข จึงเข้าใจความต้องการและความเดือดร้อนของแรงงานมากเป็นอย่างดี

จุดยืนของปัณฐวิชย์ คือ บอร์ดประกันสังคมฯ ต้องไม่ไปพึ่งพาอาศัยนักการเมือง แต่เมื่อบอร์ดประกันสังคมฯ พูดขึ้นนักการเมืองจะต้องหันมาพึ่งพาอาศัยแทน 

นโยบายของทีมนี้ใช้หลัก “4 ลด 5 เพิ่ม 6 เสริม” ในการทำงาน คือ หาทางลดค่าใช้จ่ายประจำของเงินประกันสังคม แล้วเพิ่มรายได้ในการลงทุนให้มากขึ้น อีกทั้งยัง “กลับ 3 ขา” คือ แทนที่จะให้รัฐออกเงินสมทบประกันสังคมร้อยละ 2.5 ขณะที่ผู้ประกันตนและนายจ้างออกเงินสมทบอยู่ที่ร้อยละ 5 ให้ผู้ประกันตนเป็นฝ่ายออกเงินสมทบที่ร้อยละ 2.5 แทน จะนำไปสู่การลดบทบาทอำนาจควบคุมกำกับของรัฐและส่งเสริมการปกครองตัวเองของบอร์ดประกันสังคมฯ

นอกจากนี้ ปัณฐวิชย์ระบุว่าต้องลดการครอบงำทางการเมืองด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการทับซ้อนกันของผลประโยชน์ ขณะเดียวกันการเพิ่มสิทธิประโยชน์ ทีมนี้ต้องการจะเพิ่มเงินทดแทนของผู้ว่างงานเป็นเงินทดแทนร้อยละ 50 จากฐานเงินเดือนหกเดือน เพิ่มสิทธิรักษาในโรงพยาบาลทั่วประเทศ เพิ่มเงินรักษาในกรณีทุพพลภาพ เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรสู่ 3,000 บาท จนถึงช่วยอายุ 10 ปี ซึ่งในช่วงของการคลอดจะทำให้ผู้ประกันตนได้รับเงิน 20,000 บาท ในช่วง 120 วันแรก ส่วนบำนาญชราภาพก็จะเพิ่มปริมาณเช่นเดียวกัน

สิ่งที่ต้องการจะเสริม คือ พยายามยกสิทธิให้ผู้ประกันตนในฐานะเท่าเทียมกับสิทธิอื่นๆ เช่น สิทธิราชการ ผ่านการสร้างโรงพยาบาลประกันสังคม และผู้ประกันตนต้องสามารถเลือกรับสิทธิประโยชน์ในช่วงบั้นปลายได้เอง ไม่ว่าจะเป็นการรับบำนาญ รับบำเหน็จ หรือรับบำนาญชราภาพ

ต้องมีสินเชื่อเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งอาจจะมาในรูปแบบของ Soft Loan และก่อตั้งธนาคารของผู้ประกันตน เพื่อสร้างหลักประกันในการสร้างชีวิตของแรงงานอย่างยั่งยืน

แก้ปัญหากู้ไม่ผ่าน สู่การกู้ผ่านกองทุนประกันสังคม

ทีม 3 ขอต้องไปต่อ

บุญเรือง ชมนโยบายของทีมก่อนหน้า เพราะต่างมีประโยชน์ต่อแรงงานทั้งสิ้น ส่วนนโยบายของทีมสามขอต้องไปต่อมีหัวใจหลัก คือ “ขอเลือก ขอคืน และขอกู้” ในการทำนโยบาย

สิ่งสำคัญของชีวิตแรงงานคือการเป็นหนี้ที่ไม่สามารถไปขอกู้กับธนาคารใดได้ เนื่องจากมีชื่ออยู่ในบัญชีดำของเครดิตบูโร ปัญหานี้หนักขึ้นมากในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงต้องการให้ในอนาคตแรงงานสามารถยื่นกู้โดยตรงต่อกองทุนประกันสังคมได้ โดยใช้สิทธิของตนเองครึ่งหนึ่งในการค้ำประกัน สิ่งนี้จึงจะถือว่า “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข อย่างแท้จริง”

อย่างไรก็ตาม บุญเรืองระบุว่าทุกนโยบายของทีมต่างๆ ล้วนมีประโยชน์ต่อผู้ประกันตนทุกคน จึงอยากให้ทุกนโยบายสามารถนำมาใช้ได้จริงทั้งหมด เพื่อประโยชน์ของแรงงานทั้งประเทศ

ศาสตราจารย์ ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา

กลุ่มผู้สมัครอิสระ ประกันสังคมต้องมั่นคง คุ้มครอง และโปร่งใสยิ่งขึ้น

วรเวศม์ สุวรรณระดา

วรเวศม์ อธิบายตัวเองก่อนว่าการเป็นผู้สมัครอิสระไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีทีม แต่เขาได้มีการพูดคุยกับผู้สมัครอิสระท่านอื่นอยู่เป็นประจำ เช่น วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ จากฝั่งมหาวิทยาลัย หรือ กีรติ โกสีย์เจริญ จากตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น 

ผู้สมัครอิสระเหล่านี้มีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน และต้องการนำประสบการณ์นี้มาผสานกันเพื่อส่งเสริมการทำงานของกองทุนประกันสังคม และเพื่อที่จะป้องกันสิทธิของผู้ประกันตนทั้งหมด โดยพวกเขามีวิสัยทัศน์ที่ตรงกันสามเรื่อง คือ

“กองทุนประกันสังคมต้องมั่นคง” หมายถึง หากยิ่งมั่นคงมากก็ยิ่งการันตีสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนมากไปด้วยเช่นกัน ปัญหาสำคัญจากสังคมสูงวัยกำลังทำให้กองทุนประกันสังคมมีปัญหาในอนาคต ซึ่งกองทุนไม่สามารถหนีปัญหานี้ไปได้ ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีผู้ได้รับบำนาญชราภาพแล้วประมาณ 7 แสนคน ใช้งบประมาณไป 24,000 ล้านบาท เฉลี่ยแล้วแต่ละคนจะได้ปีละประมาณ 30,000 บาท คิดต่อเป็นเดือนละ 2,700 บาท

แต่หากคนในอีกรุ่นหนึ่งขยับเข้าสู่เกณฑ์ที่จะได้รับบำนาญชราภาพในอีก 20 ปีข้างหน้า จะทำให้มีผู้รับบำนาญชราภาพเพิ่มเข้าไปอีก 4 ล้านคน งบประมาณ 24,000 ล้านบาทจึงจะเกิดการขยับเพิ่มเข้าไปได้มากถึง 2 แสนล้านบาท การสร้างแนวทางความมั่นคงจึงต้องมีความรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง คือ ต้องผลักดันศัพยภาพการลงทุนของกองทุนให้ดีกว่านี้ ต้องเร่งการทวงเงินสมทบค้างจ่ายจากรัฐบาล และปฏิรูปแผนที่ระบุขั้นตอนในช่วง 10 ปีข้างหน้า

“คุ้มครองสิทธิผู้ประกันตน” คือ ผลักดันการทบทวนสิทธิประโยชน์ของบำนาญชราภาพ เนื่องจากคนในยุคปัจจุบันเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานไวขึ้น เช่น การทำงานนอกระบบ การมีอาชีพอิสระ เป็นต้น การคำนวณบำเหน็จหรือบำนาญต้องหาวิธีใหม่ที่จะคำนวณแบบ “ติดตัว” ได้มากขึ้น 

จุดนี้ยังต้องเสริมสิทธิในการรักษาพยาบาลให้มากขึ้น เพื่ออุดช่องว่างระหว่างสิทธิ์ในแต่ละระบบการดูแลของรัฐ โดยเฉพาะงบประมารบางส่วนที่ยังสามารถโยกเข้ามาเสริมสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนที่ยังขาดหายได้อยู่

“ส่งเสริมให้ประกันสังคมสะดวก และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น” คือ การทำอย่างไรให้ผู้ประกันตนรู้ว่าการประชุมบอร์ดประกันสังคมฯ โปร่งใสอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการประชุม พูดคุย หรือการเผยแพร่เอกสารและการตัดสินใจ เป็นต้น

ต้องปรับโครงสร้างเพื่อให้กองทุนมั่นคงมากขึ้น

กีรติ โกสีย์เจริญ

กีรติ มานำเสนออีกหนึ่งมุมมองจากผู้สมัครอิสระ โดยเฉพาะปัญหาการขาดสภาพคล่องของกองทุนประกันสังคม ซึ่งปัจจุบันขาดทุนอยู่ถึง 27,000 ล้านบาท และอนาคตมีโอกาสที่จะร่อยหรอลงกว่าเดิม

เรื่องนี้กีรติจึงเน้นย้ำว่า แม้จะเห็นด้วยกับการยกระดับการคุ้มครองสิทธิผู้ประกันตน แต่หากยกระดับการคุ้มครองเพียงอย่างเดียวจะยิ่งทำให้กองทุนประกันสังคมเจอกับปัญหาสภาพคล่องมากยิ่งขึ้นในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ดังนั้นต้องเปลี่ยนข้อกำหนดเชิงโครงสร้าง ที่แบ่งออกเป็น 3 หมวดสำคัญ คือ ให้ความคิดเห็นแก่ผู้มีอำนาจตัดสินใจ การวางระเบียบ และการพิจารณางบประมาณด้านการเงิน ซึ่งการให้ความคิดเห็นนั้นผู้อำนาจอาจจะฟังหรือไม่ฟังก็ได้ ขณะที่การวางระเบียบหรือการพิจารณางบการเงินกีรติก็เชื่อว่าทีมของเขามีประสบการณ์มาแล้วเป็นอย่างดี

จุดสำคัญ คือ การเปลี่ยนศักยภาพการหาเงินของกองทุน โดยกีรติเชื่อว่าหากให้ความคิดเห็นด้วยข้อมูลและประสบการณ์ที่เหมาะสมก็จะถูกปฏิเสธได้ลำบากมากยิ่งขึ้น เช่น การนำรายได้ทางลับ 65,000 ล้านบาท ซึ่ง 55,000 ล้านบาทมาจากรัฐ ไปใช้สร้างความมั่นคงให้แก่กองทุนก่อนจะไปขยายสิทธิความคุ้มครองผู้ประกันตน เป็นต้น

กีรติจึงระบุว่า การส่งผู้มีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกันกับองค์กรใหญ่เข้าไปทำงานกับการทำงานของบอร์ดประกันสังคมฯ เพื่อยกระดับสิทธิความคุ้มครอง ทำให้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดมีความคุ้มค่า และปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการเงินภายในใหม่ แม้เขาอาจจะไม่ได้รับการรับเลือกในครั้งนี้ก็ยังอยากจะฝากประเด็นเหล่านี้ไว้ให้ผู้สมัครชิงตำแหน่งทีมอื่นได้นำไปพิจารณาด้วยเช่นเดียวกัน

หน่วยเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในพื้นที่ภาคอีสาน

  • จ.ขอนแก่น มี 2 หน่วยเลือกตั้ง ประกอบไปด้วย อ.ชุมแพ และ อ.เมือง
  • จ.นครราชสีมา มี 3 หน่วยเลือกตั้ง ประกอบไปด้วย อ.โนนสูง อ.ปากช่อง และ อ.เมือง 
  • จังหวัดอื่นๆ ได้แก่ กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ นครพนม บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ มีหน่วยเลือกตั้งเดียวอยู่ภายในเขตอำเภอเมืองเท่านั้น

สามารถตรวจสอบรายชื่อของตนเองพร้อมหน่วยเลือกตั้งที่ลงทะเบียนไว้ตามลิงก์นี้ https://sbe.sso.go.th/sbe/

image_pdfimage_print