“สมัยอยู่อุบลฯ อยากดื่มน้ำต้องไปตักน้ำในส่าง (น้ำบ่อ) หลายสิบปีผ่านไปกลับบ้านยังเห็นชาวบ้านยังดื่มน้ำส่างดินอยู่  พวกคุณคิดว่าเขาเหล่านี้ได้ดื่มน้ำสะอาดหรือ ถึงมองว่าเป็นปัญหาของชนเผ่าอย่างเดียว” 

มัจฉา พรอินทร์ ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน รวมถึงเธอยังได้รับการยกย่องเป็น  BBC100WOMEN 2023 กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในทั่วทุกภูมิภาคพร้อมสะอื้นทั้งน้ำตาขณะพยายามอธิบายให้ผู้เข้าร่วมเสวนาฟังว่า นี่คือปัญหาระดับชาติที่ทุกคนควรลุกขึ้นมาตั้งคำถามและต่อสู้ ก่อนทรัพยากรที่มีในภูมิภาคของตนจะหายไปและเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของทุกคนตลอดกาล

พร้อมฉายสารคดีและเสวนาซึ่งเป็นผลงานจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมโดยใช้แนวคิดเฟมินิสต์พัฒนาสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรโดยและเพื่อผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมือง Feminist Participatory Action Research (FPAR) กับเวทีเสวนาหัวข้อเดียวกัน ในวันที่ 1 ธันวาคม 2566 ณ ห้องประชุม 3218 อาคาร HS03 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเพื่อชี้ให้เห็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างโดยใช้แนวคิดเฟมินิสต์มาเป็นหนึ่งในกระบวนการ

ผลกระทบจากการพัฒนาขนาดใหญ่ของภาครัฐไม่ว่าจะเป็นการสร้างเขื่อน การทำเหมืองแร่ในอีสาน การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชนเผ่าพื้นเมือง รวมถึงการเข้ามามีบทบาทของอุตสาหกรรมในพื้นที่ชนบท ทำให้ผู้ที่อยู่ในชุมชนได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตดั้งเดิมของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในชุมชนบ้านหนองคริซูใน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ชุมชนบ้านแม่สามแลบ ชุมชนบ้านทิยาเพอ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน และชุมชนบ้านแม่อมกิ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก 

ชุมชนเหล่านี้มีพลังของนักขับเคลื่อนเพศสตรีที่ลุกขึ้นมาต่อต้านการพัฒนาที่ไร้ความเห็นชอบจากคนในชุมชนรวมถึงการตระหนักต่อสิทธิสตรี ภายใต้ความร่วมมือของมูลนิธิสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน ผ่านการเรียนรู้และทำวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมโดยใช้แนวคิดเฟมินิสต์ (FPAR) พวกเธอเป็นทั้งแม่ของลูก ภรรยาของสามี ภรรยาของภรรยา ฯลฯ รวมถึงเป็นนักขับเคลื่อนของชุมชน โดยหวังว่าวันหนึ่งการพัฒนาขนาดใหญ่เหล่านี้จะฟังเสียงของผู้คนในชุมชนอย่างแท้จริง

เฟมินิสต์ พัฒนาสิทธิ์โดยผู้หญิงเผ่าพื้นเมือง

“ชุมชนเราในอดีตเป็นหมู่บ้านทำไร่หมุนเวียน แต่ละรอบหมุนไป รอบละ 5-7 ปี แต่พอมีนโยบายจากภาครัฐ ทำให้ต้องมาทำไร่พืชเชิงเดี่ยว ข้าวโพด ฟักทอง ทำให้การเข้าถึงน้ำสะอาดหายไป การทำพืชเชิงเดี่ยวยังทำให้การเป็นหนี้ครัวเรือนสูง เราต้องอพยพแรงงานจากบ้านไปชุมชนอื่นหรือในเมือง เป็นเหตุให้เรามามีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้ สิ่งที่เราสังเกตได้ คือ มีความมั่นใจในศักยภาพตัวเองมากขึ้น คนที่แต่งงานแล้วมักมีปากมีเสียงก็ได้เรียนรู้เรื่องสิทธิมากขึ้น รับรู้ถึงปัญหาในพื้นที่มากขึ้น” ดาวรุ่ง เวียงวิชา นักวิจัย นักวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมโดยใช้แนวคิดเฟมินิสต์ (FPAR) กล่าวถึงสถานะของชุมชนที่กำลังเกิดวิกฤต

“ผู้หญิงที่ถูกใช้ความรุนแรงจากครอบครัวเริ่มสามารถนิยามได้ว่า เราถูกใช้ความรุนแรงมากขึ้น ตอนเรียนไม่เคยได้เรียนเรื่องสิทธิ เพิ่งมาเรียนกับมูลนิธิสร้างสรรค์เยาวชน จบมาเป็นอาสาสมัคร เห็นการเปลี่ยนจากการเข้าร่วมกระบวนการคือ เกิดการรวมกลุ่มกันของผู้หญิงในชุมชน งานบ้านจากที่เป็นหน้าที่ของผู้หญิง ถูกแบ่งเบาไปและตระหนักถึงสิทธิเนื้อตัวร่างกายมากขึ้น”

มะเมียะเส่ง สิริวลัย นักวิจัย FPAR ชุมชนบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวย้ำถึงสถานที่ที่เธออาศัยอยู่ว่ามีโครงสร้างวัฒนธรรมปิตาธิปไตยอย่างชัดเจน หลังจากร่วมงานกับมูลนิธิสร้างสรรค์เยาวชนก็เกิดการเปลี่ยนแปลงและตระหนักในเรื่องสิทธิผู้หญิงมากขึ้น ในอดีตเธอเคยไร้สัญชาติ อาศัยชุมชนตั้งในชายแดนไทยพม่า เผชิญพื้นที่ความขัดแย้ง จากการใช้อาวุุธสงคราม เธอกล่าวอีกว่าผู้คนเกือบ 50% ที่นั่น ยังไร้สัญชาติ เผชิญการละเมิดสิทธิ ไม่มีการเข้าถึงการรักษาพยาบาล และการศึกษา 

ด้วยเหตุนี้มูลนิธิสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน รวมถึงชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง 4 ชุมชน ได้แก่ บ้านแม่สามแลบ บ้านทิยาเพอ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน บ้านแม่อมกิ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก และบ้านหนองคริซูใน อ.สะเมิง จแม่ฮ่องสอน ร่วมกับสาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยการสนับสนุนจาก Foundation for a Just Society

การนำเสนอผลงานร่วมกับคณะมนุษยศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คือผลงาน​หลังเสร็จสิ้นงานวิจัยในระยะที่ 1 มูลนิธิสร้างสรรรค์อนาคตเยาวชน ได้พัฒนาแผนงานรณรงค์ผลและข้อเสนอจากงานวิจัยฯ โดยจัดทำเป็นโครงการ รณรงค์และการจัดฉายสารคดี ซึ่งจะรณรงค์และจัดกิจกรรมจัดฉายสารคดี ทั้งในระดับชุมชน ระดับประเทศและระดับนานาชาติ ระหว่างเดือนตุลาคม 2566 จนถึงเดือนมีนาคม 2567 เพื่อสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพื่อดำเนินงานตามโครงการฯ ทั้งกับองค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานทางการศึกษา ชุมชน องค์กรระหว่างประเทศ และ UN agency เช่น สํานักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน (OHCHR) รวมถึงภาคธุรกิจที่สนับสนุนสิทธิมนุษยชน ฯลฯ สร้างความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนตระหนักถึงความสำคัญและการมีส่วนร่วมของผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจาก การเข้าไม่ถึงสิทธิบนทรัพยากร อันเนื่องมากจากความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความเหลื่อมล้ำทางเพศ

เสียงของผู้หญิงในสมการของปัญหา

“ชุมชนของเราถูกประกาศเป็นเขตอุทยาน (ชุมชนบ้านสามแลบ) ใช้ชีวิตไม่ได้อย่างอิสระ เพราะถูกควบคุมโดยกฎหมาย เกิดความหิวโหยจากอาชีพที่ไม่มั่นคง ชุมชนใกล้แม่น้ำสาละวิน แต่ท่าเรือปิดเพราะโควิด-19 จึงทำให้อาชีพที่หาเลี้ยงครอบครัวมันหายไป การเข้าถึงสวัสดิการรัฐไม่ได้ท่วงทีหรือไม่ได้เลย มีไม่กี่องค์กรที่เข้ามาช่วยเหลือ” 

นอกจากปัญหาทรัพยากรในพื้นที่อุทยาน ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในชีวิตเนื่องจากไม่สามารถห้ามทำเกษตร สิ่งนี้กระทบผู้คนในชุมชนโดยเฉพาะปัญหาที่ทับซ้อนที่ส่งผลกระทบโดยตรงคือผู้หญิง

“พอมาทำงานวิจัย FPAR เรื่องทรัพยากร จากการที่ประกาศอุทยาน เราเข้าไม่ถึงระบบน้ำที่สะอาด ต้องไปตักน้ำมาดื่ม ปัญหาสภาพอากาศหรือเผชิญผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ พวกเราไม่ได้ยินยอม เช่น เรื่องเขื่อน

“ระหว่างทำวิจัยเราเจอปัญหาทับซ้อนเรื่องที่ดินและผู้หญิง เรื่องน้ำและความรุนแรงของครอบครัว พอช่วงโควิดมีการรวมตัวกันของผู้หญิง ที่เสนอว่าอยากจะทำอะไร มีหลายคนแนะนำเรื่องอาชีพ ผ้าทอ กระเหรี่ยงสีรุ้ง” 

มัจฉา พรอินทร์ กล่าวถึงปัญหาร่วมจากงานวิจัยคือทุกชุมชนถูกประกาศเป็นอุทยานให้เป็นของภาครัฐ ส่งผลให้ชุมชนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งอาหารและเสี่ยงถูกแย่งที่ดิน ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบมากที่คือผู้หญิง คนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภาคธุรกิจ เหมืองแร่ การผันน้ำ ไม่มีน้ำดื่มและอาบ ผู้หญิงต้องเดินไปตักน้ำที่ภูเขา ในขณะภาคกลางดูดน้ำไปใช้ แต่คนในชุมชนไม่มีสิทธิใช้น้ำ อีกทั้งมีภาวะเข้าไม่ถึงอาหารอย่างยาวนานจากกฎหมายห้ามเลี้ยงสัตว์ นอกจากนั้นสูญเสียที่ดิน ทรัพยากร ยังได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่”

“ถูกผลักให้ทำพืชเชิงเดี่ยว ที่มีต้นทุนที่มากกว่ารายรับ หรือปัญหาไม่มีสัญชาติต้องซื้อน้ำมาอาบถังละ 200-300 บาท จึงตั้งคำถามว่าทำไมคนที่เป็นเจ้าของทรัพยากรต้องซื้อน้ำอาบและดื่ม”

พุทธพงษ์ จิตรักญาติ ผู้ถ่ายทำสารคดี กล่าวถึงการติดตามลงพื้นที่เพื่อทำงานวิจัยนับเป็นเวลา 1 ปี ได้เห็นถึงปัญหาการกดทับของวัฒนธรรมปิตาธิปไตยที่เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคของการขับเคลื่อน

“มีโอกาสทำหน้าที่บันทึกสารคดี เรียบเรียงตัดต่อ ทำวิจัยเป็นปี ใช้วิธีรวบรวมฟุตเทจ เรียนรู้ทำความเข้าใจบริบท 4 ชุมชน ปัญหาที่เจอเป็นสิ่งใหม่สำหรับเรา เรากับมูลนิธิและพี่เจี๊ยบ (มัจฉา พรอินทร์) ลงพื้นที่ 3-5 หรือทั้งปี ผมก็พยามทำให้มันเรียบง่าย เล่าเรื่องตรงไปตรงมา ใช้เสียงของเจ้าตัวในการเล่าเรื่อง ที่ออกมาจากน้ำเสียงแววตา แต่ละคนผ่านการทำงานมาอย่างยาวนาน ผ่านการ empower มาแล้วกว่าจะมาเล่าได้ จากเดิมบริบท ประเพณีของพี่น้อง ผู้หญิงไม่มีโอกาสพูด หรือมีเสียงดังเท่าผู้ชาย”

ปิตาธิปไตยหรือชายเป็นใหญ่ยังคงเป็นปัญหาที่แอบแฝงในระดับโครงสร้าง การสร้าง Males Feminism เพิ่มสตรีนิยมชาย ทลายปิตาธิปไตย จึงเป็นอีกหนึ่งจุดประสงค์ในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง การปลูกฝังสตรีนิยมและการตระหนักรู้เรื่องความรุนแรงทางเพศจึงเป็นเรื่องเดียวกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งระบบ

“ปัญหาของการทำงานกับผู้ชายคือเขาไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา เพราะผู้ชายจำนวนมากมีอภิสิทธิ์ในความเหลื่อมล้ำทางเพศ ในทางตรงเขาได้ประโยชน์ หากเราทำให้ผู้หญิงเก่งขึ้น ผู้ชายที่ใช้ความรุนแรงกับผู้หญิงก็กลัวว่าจะสูญเสียอำนาจการควบคุม เราต้องการการเปลี่ยนแปลง” 

“เราต้องการ male feminists ที่เป็นผู้ชาย ที่ตระหนักว่าความรุนแรงทางเพศคือปัญหาของเขาด้วย แล้วมีส่วนร่วมในการลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหา เรายืนยันหลักการที่ว่าปัญหาของใครคนนั้นจะต้องเป็นตัวเอกในเรื่อง ที่ลุกขึ้นมาทำงานร่วมกัน เพราะฉะนั้นเรารอที่จะทำงานกับ male feminists ในอนาคต” มัจฉา พรอินทร์ กล่าว

ลดอคติ โอบรับความหลากหลาย ชนเผ่าพื้นเมืองคือคนเท่ากัน

รัฐและสังคมต้องยอมรับการมีอยู่ของชนเผ่าพื้นเมือง และรับรองสถานะชนเผ่าพื้นเมืองที่ไร้สัญชาติ และให้ยกเลิกกฎหมายและนโยบายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและสร้างผลกระทบเช่น พ.ร.บ.อุทยานฯ และยกเลิกโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ไม่ได้มีการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองที่เป็นผู้หญิงและบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ ต้องการพื้นที่ปลอดภัย 

เพราะว่าถูกเผชิญความรุนแรงจากครอบครัว จากสามี ให้รัฐมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลเรื่องสิทธิผู้หญิง สิทธิชนเผ่า ต้องการให้มีการเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานการใช้น้ำหรือเรื่องที่ดินทรัพยากรธรรมชาติให้อย่างเท่าเทียม นี่คือสิ่งที่ มะเมียะเส่ง สิริวลัย นักวิจัย FPAR เสนอแนะให้เกิดการผลักดันเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

“ทุกวันสิ่งที่เราเผชิญคือวาทกรรมที่ถูกสร้างโดยสถาบันสังคมที่มีอำนาจอย่างรัฐ อย่างเช่น คำว่าชาวเขา ซึ่งเราไม่เคยได้ยินรัฐใช้คำว่าชนเผ่าพื้นเมืองเลย ชนเผ่าพื้นเมืองคือคนดั้งเดิมที่มีสิทธิบนที่ดินในทรัพยากร แล้วมันก็ไปเชื่อมโยงกับกฎหมายนานาชาติ หลักการว่าด้วยสิทธิมนุษยชนชนเผ่าพื้นเมือง ประเทศไทยใช้คำว่าชาติพันธุ์ 

“ซึ่งไม่มีนัยทางกฎหมายใดๆ เลย เพราะชาติพันธุ์หมายถึง ฝรั่ง คนจีน คนพม่าที่มาอยู่ในประเทศ ทุกคนมีชาติพันธุ์เป็นของตัวเอง แต่ชาติพันธุ์การถูกเบียดขับให้เป็นชนกลุ่มน้อย เช่น เจี๊ยบ ที่เป็นลาว หรือพี่น้องที่สุรินทร์ พี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาถูกผลัก ไม่ใช่เรื่องของจำนวนแต่เป็นวัฒนธรรม ภาษาไม่ถูกรัฐยอมรับ เราถูกทำให้เป็นคนกลุ่มน้อยและเข้าไม่ถึงทรัพยากร ที่จะมาพัฒนาบ้านเรา หากเราไม่ใช้คำว่าชนเผ่าพื้นเมือง จะไม่ได้นำไปแก้ปัญหา การขับเคลื่อน เชิงโครงสร้างได้”

“อีกวาทกรรมคือ ไร่เลื่อนลอย รัฐเข้าไปดูในช่วงที่แห้งแล้งที่สุดคือหน้าร้อน เป็นช่วงที่ชุมชนสับไร่เล็กๆ ให้แห้งที่สุด เพราะเขาต้องการเผ่าให้ไวที่สุด เพื่อเตรียมรอรับฝน พอชุมชนถูกนโยบายรัฐให้เผาพร้อมกัน ก็มีคนไปถ่ายภาพแล้วบอกว่าเป็นภูเขาหัวโล้น ชาวบ้านชาวทำไร่เลื่อนลอย คนพวกนี้ไม่ควรอยู่ในป่าอีกต่อไป เป็นวาทกรรมของรัฐที่โหดร้ายแล้วไม่เข้าใจบริบทคนชนเผ่า”

“ปัญหาอยู่ที่ไหนให้เราไปที่นั่น แต่เราเรียกร้องกฎหมาย อยากมีกฎหมายแต่ถ้าสังคมอย่างไม่เป็นธรรมและอยู่ภายใต้วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ ค่านิยมที่มีความชาตินิยม รังเกียจชนเผ่าพื้นเมืองและไม่มีส่วนร่วมกับชนเผ่าพื้นเมืองมันก็จะมีกฎหมายที่ไม่ดีออกมา คำถามคือทำไมเราไม่ทำงานกับผู้ชาย เพราะ 10 กว่าปีที่แล้ว มีงานวิจัยว่าเงินพัฒนาจากทั่วโลกลงไปแก้ไขปัญหาเรื่องความรุนแรงทางเพศโดยผ่านองค์กรที่ผู้หญิงนำแค่ 10%” มัจฉา พรอินทร์ อธิบายถึงปัญหา

เหนือ อีสาน ใต้ เมื่อปัญหาทรัพยากรต่างพื้นที่เป็นเรื่องเดียวกัน

“ถามว่าเราจะได้ระบบน้ำยังไง เป็นคำถามที่เราถามมาตลอดเหมือนกัน เมื่อ 30 ปีก่อนพวกเรายังตักน้ำยังไงทุกวันนี้ก็ยังตากอยู่โดยที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไม่ได้มีการแก้ไขจากหน่วยงานรัฐ”

ปภาวดี กองสูงเนิน นักวิจัย FPAR ชุมชนบ้านหนองคริซูใน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงข้อเสนอแนะว่า อยากให้มีการผลักดันสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมของคนชนเผ่ามีสิทธิมีเสียงในการสร้างกฎหมายต่างๆ ในชนเผ่าพื้นเมือง

“ให้เราจินตนาการว่าทุกวันนี้เรากินน้ำสะอาดฟรีหรือไม่ พี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองทำเกษตรที่เปลี่ยนวิถีชีวิต ทำเกษตรที่สารเคมีเข้มข้นเขาต้องกินน้ำผิวดินโดยไม่ผ่านกระบวนการ อยากให้เห็นว่านี่คือปัญหาร่วมของคนในประเทศ

“พี่เป็นคนอุบลฯ กินน้ำต้องไปตักน้ำในส่าง หลายสิบปีผ่านไปกลับบ้าน ยังเห็นชาวบ้านยังกินน้ำส่างดินอยู่  พวกคุณได้กินน้ำสะอาดเหรอถึงมองว่าเป็นปัญหาของชนเผ่าอย่างเดียว  มันก็เป็นปัญหาของบ้านเรา คุณมีรถเมล์ดีๆ นั่งอยู่เหรอ เรานั่งรถเมล์ตั้งแต่ยุคสงครามโลก คุณเดินทางระหว่างจังหวัดสะดวกสบายอยู่เหรอ อินเตอร์เน็ตฟรีไหม คุณเสียค่าเน็ตเดือนละเท่าไหร่ คุณเรียนฟรีไหม คุณเสียค่ารถกี่บาทต่อเดือน มันก็เป็นปัญหาพวกเราและพวกคุณทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าปัญหาชนเผ่าพื้นเมืองแก้ได้ ปัญหาพวกคุณก็แก้ได้ 

“เราต้องไม่แยกปัญหาคนเมืองออกจากปัญหาของกลุ่มชนเผ่ารวมถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ตอนนี้คนทั้งประเทศกำลังแยกตัวออกมาจากปัญหาให้ดูเหมือนว่ามันไม่ใช่ปัญหา ปัญหาผู้ชายทั้งหลายที่ลุกมาฆ่าผู้หญิง ลองคิดว่าถ้าอนาคตลูกสาวคุณจะปลอดภัยไหม ปัญหาผู้ชายโดนข่มขืนไปโรงพักแล้วเป็นเรื่องขบขัน เป็นปัญหาของคุณไหม 

“สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น คือ ทุกคนในสังคมมีส่วนในการทำให้สังคมเป็นธรรม ถ้าพี่น้องชนเผ่ามีน้ำดื่มสะอาดดื่ม พวกเราก็จะมีน้ำดื่มที่สะอาดเหมือนกัน โดยเฉพาะที่อีสาน มีเหมืองเยอะที่สุดในประเทศ ก็เป็นพ่อแม่ของเราที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ 

“เขื่อนสาละวิน ก็อาจจะคิดว่าเขื่อนอยู่ไกล เราลองกลับมาย้อนดู โขงชีมูลก็ไม่ใช่พื้นที่พ่อแม่เราเหรอที่ทุกข์ยาก แม่น้ำโขงเปลี่ยนไปขนาดนี้ เราจะอยู่ยังไงในรุ่นลูกหลาน มันเป็นปัญหาเดียวกันทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นการยืนขึ้นแล้วบอกว่าเราไม่เอาเขื่อนสาละวินมันคือประสบการณ์ที่เราเคยมีเขื่อนแล้วเราอยู่ไม่ได้ พ่อแม่ไม่มีที่อยู่อาศัยกลายเป็นคนทุกข์คนยากที่กรุงเทพ เราไม่มีนาแล้ว ราคาข้าวก็ถูก 

“เราก็ต้องร่วมมือกัน มันมีความซับซ้อนทางภาษาอยู่ ผู้หญิงชนเผ่าไม่ได้พูดภาษาไทย จะไปโรงพยาบาล พี่น้องเราเดินทางทั้งวัน ไม่มีเงินจ่ายค่าโรงแรมค่าเหมารถ นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้าง ถามว่าพวกเราจะมีส่วนร่วมยังไง เพราะเรายืนยันว่าสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองคือเรื่องสิทธิมนุษยชน เรายอมไม่ได้ที่จะมาละเมิดคนชนเผ่า ถ้าสังคมไม่เป็นธรรมเราก็จะไม่ได้รับความเป็นธรรม รัฐบาลก็ถูกแนะนำด้วยกลไกของ UN แล้วในเรื่องต่างๆ ว่าต้องยอมรับชนเผ่าพื้นเมือง ต้องยุติกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม การอุ้มหาย สิ่งเหล่านี้มีข้อเสนอหมด แต่รัฐไม่ทำตาม เพราะบ้านเราไม่เป็นประชาธิปไตย เราไม่เคยมีรัฐบาลที่ฟังเสียงคนชายขอบและรัฐบาลเต็มไปด้วยชายผู้สูงอายุ สัดส่วนผู้หญิงมีน้อยมาก แทบจะไม่มีเฟมินิสต์เลย 

“เราต้องทำให้นักศึกษาอย่าลอยอยู่บนฟ้า ลงมาเหยียบดินแล้วก็มองผู้คนที่อยู่รอบตัวไม่แบ่งแยกเขา เพียงเพราะว่าเราได้เข้าถึงการศึกษา เราต้องกลับมา serve your people not economic กลับมาทำงานให้พ่อแม่พี่น้องไม่ใช่ทำงานให้นายทุน”

มัจฉา พรอินทร์ ให้ข้อเสนอแนะทิ้งท้ายว่าปัญหาทุกคนในประเทศที่เผชิญคือปัญหาที่คล้ายกัน แต่มีความทับซ้อนเรื่องเพศ เชื้อชาติ จึงถูกกลบให้มองว่าเป็นเรื่องไกลตัว

image_pdfimage_print