เริ่มต้นจากการรักในภาษาอังกฤษ จึงขวนขวายหาความรู้จนปูทางไปสู่โลกใบใหญ่ เดินทางจากยโสธร สู่มหานครของประเทศ กระทั่งมีประสบการณ์ในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS ที่สหรัฐอเมริกา ก่อนพบว่าความอยุติธรรมรายทางที่พบปะกับผู้คนทั้งในไทยและต่างประเทศเป็นแรงผลักที่ทำให้อยากเรียนกฎหมาย ซึ่งเป็นหลักไมล์สำคัญของการเป็นทนายความด้านสิทธิมนุษยชน นี่คือประวัติอย่างย่นย่อของ “ศิริกาญจน์ เจริญศิริ” หรือที่รู้จักกันในหมู่นักกิจกรรมว่า “ทนายจูน”

ปี 2557 หลังการก่อรัฐประหารโดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประสบการณ์ด้านการทำงานภายใต้กฎอัยการศึกที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้บอกกับเธอว่า หลังถ้อยคำ “โปรดฟังอีกครั้ง” จะนำไปสู่การจับกุมคุมขังของคนที่ออกมาเคลื่อนไหวเป็นแน่ และนั่นนำมาสู่การตั้งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีบทบาทในการใช้นิติศาสตร์ปกป้องประชาธิปไตยตั้งแต่ 24 พฤษภาคม 2557 จนถึงนาทีปัจจุบัน

ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร เธอและเพื่อนทำงานอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่อง ทั้งในฐานะทนายความและก่อนกลายเป็นผู้ต้องหาเสียเอง เมื่อการลุกขึ้นของเธอขัดแย้งกับคำสั่งที่ต้องการให้ประชาชนอยู่ในความสงบ

ปี 2561 เธอได้รับรางวัลผู้หญิงกล้าหาญ (International Women of Courage) จากมือของเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งในขณะนั้นของสหรัฐอเมริกา

ปี 2566 ศูนย์ทนายฯ ที่เธอมีส่วนร่วมก่อตั้งได้รับรางวัล The Albies จากมูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม (Clooney Foundation for Justice หรือ CFJ) ในฐานะองค์กรที่ทำงานเพื่อปกป้องสิทธินักเรียนนักศึกษา นักกิจกรรม และสื่อมวลชนที่ถูกจับกุมจากการชุมนุมและการแสดงออกอย่างสันติในไทย

ช่วงปลายของปีเดียวกันนี้เอง The Isaan Record ที่พยายามบันทึกถ้อยคำของผู้หญิงอีสานกับการลุกขึ้นสู้ได้พูดคุยกับเธอ ด้วยวรรคตอนที่เล่าย้อนตั้งแต่วันเกาะรั้วโรงเรียนเพื่อฝึกภาษาอังกฤษ กระทั่งชีวิตที่เกี่ยวพันความอยุติธรรมในสังคมไทย

คุณเติบโตมาอย่างไร

เราเกิดที่ จ.ยโสธร ฝั่งคุณแม่จะเป็นคน จ.ยโสธร ส่วนฝั่งคุณพ่อเป็นคน จ.สุรินทร์ เราเองจึงมักจะถูกเรียกว่าเป็นลูกครึ่งลาว-เขมร บ้านเรามีลูกสาว 3 คน โดยจูนเป็นลูกคนโตของบ้าน จูนเริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนอนุบาลดอกบัวหรือที่เรียกว่าโรงเรียนอนุบาลยโสธร ส่วนช่วงมัธยมจูนเข้าเรียน ม.ต้น ที่โรงเรียนยโสธรพิทยาคม หลังจากจบ ม.3 จูนก็สอบโควตามาเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมฯ ที่กรุงเทพฯ เรียนสายศิลป์-ฝรั่งเศส จนจบ ม.6 

ช่วง ม.5 ก็สอบ AFS (American Field Service) เพื่อไปสหรัฐฯ เลยได้ใช้ชีวิตในสหรัฐฯ อยู่หนึ่งปี แต่พอกลับมาไทยเราก็ต้องกลับมาซ้ำชั้นที่เตรียมอุดมฯ อีก 1 ปี เพราะว่ายังเทียบจบไม่ได้ พอเข้าสู่ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยก็เข้าเรียนที่นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 

การที่เราได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ มันก็อาจจะมาจากความโชคดีตรงที่เราเป็นลูกครู และแม่กับพ่อของเราสนับสนุนเรื่องของการเรียนของลูกเป็นอย่างมาก ด้วยความที่เราเป็นลูกสาวคนโตของบ้าน ประกอบกับความเชื่อของครอบครัวลาวอีสาน ก็อยากให้ลูกกก (ลูกคนแรก) เรียนสูงๆ สมัยเด็กเราจะเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนมากๆ เรียนได้เกรด 4 มาตลอด

เรารู้ตัวตลอดว่ามีหลายอย่างที่เราอยากจะขวนขวายเรียนรู้ แต่ที่ยโสธรตอบสนองเราไม่ได้ขนาดนั้น เราสนใจเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะความเป็นครูสอนภาษาอังกฤษของแม่ ก็มักจะชอบซื้อหนังสือภาษาอังกฤษมาให้เราอ่าน หลังจากที่อ่านจนหมดเราก็รู้สึกว่ามันยังไม่พอ 

ปรากฏว่าที่ยโสธรมันมีที่สอนพิเศษภาษาอังกฤษอยู่แห่งหนึ่ง สอนโดยครูในโรงเรียนนั่นแหละ แต่เขาไปเปิดสอนแยกอีกต่างหากช่วงหลังเลิกเรียน แต่การเรียนพิเศษมันไม่ฟรีเพราะต้องจ่ายเงินเพิ่มเดือนละ 300-500 บาท ตอนนั้น พ่อกับแม่เราเองก็ไม่มีเงินให้ไปเรียนถึงแม้มันจะดูไม่แพงมากหากเทียบกับค่าเรียนพิเศษในสมัยนี้

แต่ด้วยความที่เราเองอยากเรียนมาก เราเลยไปเกาะรั้วปีนดูว่าเพื่อนเขาเรียนอะไรกัน กระทั่งครูเขาเห็นเลยเรียกให้เข้าไปนั่งเรียนกับเพื่อน ในที่สุดเราก็เรียนทันคนอื่น จนครูเขาบอกต้องจ่ายเงินเรียนแบบเพื่อนซึ่งพ่อกับแม่ก็จ่ายเงินค่าเรียนให้เราครบบ้างไม่ครบบ้าง บางทีก็ค้างค่าเรียนจนทำให้ช่วงหลังๆ เราไม่ได้ไปเรียน

ถึงกับต้องเกาะรั้วเพราะอยากเรียนภาษาอังกฤษเลยหรอ  

ใช่ค่ะ ที่เล่าไปทั้งหมดก็เพราะอยากจะบอกว่า ทุกวันนี้คนมองเราว่าเป็น “ทนายสาวอีสาน” เป็นนักกฎหมายมาจากอีสาน ได้ดิบได้ดีมีทักษะภาษาอังกฤษ แต่ความจริงเราเองก็เคยใช้ชีวิตที่โตมาแบบเด็กอีสานหรือเด็กลาวทั่วไปเหมือนกัน แต่เราเชื่อว่าถ้าการศึกษามันดี มันเท่าเทียมกับการศึกษาในเมืองหรือในกรุงเทพฯ ที่เขาได้เรียนและได้รับโอกาสมากมาย เราคิดว่าเพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกันกับเราคงมีคนที่สามารถไปได้ไกลเช่นกัน 

ส่วนช่วงที่ตั้งใจเรียนมากๆ เพื่อให้ได้เกรด 4 เหตุผลก็เพราะอยากมาเรียน ม.ปลายที่กรุงเทพฯ และยิ่งพอมาเรียนที่นี่เราก็ยิ่งเห็นเลยว่ามันมีความไม่เท่าเทียมอยู่ในทุกมุม อย่างเอาง่ายๆ เลย เราเองที่เป็นเด็กต่างจังหวัด เป็นเด็กประชาบาล ผมสั้นติ่งหู พอเข้ามาเรียน ม.4 ที่เตรียมอุดมฯ เขาก็ให้แนะนำตัวหน้าชั้นเรียน พอเราบอกว่าเรามาจากยโสธร เขาก็พูดกันแบบติดตลก โดยเขาใช้คำว่า “เป็นเด็กภูธร” แต่ตอนนั้นเราก็ไม่ได้เครียดอะไร เราก็เออออไปตามน้ำ ที่เขาเรียกเราว่าเป็นเด็กภูธร คงจะสังเกตจากทรงผมที่สั้นติดติ่งหู และในห้องก็จะมีเด็กผมสั้นติดติ่งหูอยู่ไม่กี่คน ก็จะรู้เลยว่าเป็นเด็กมาจากต่างจังหวัด ส่วนเพื่อนคนอื่นที่ผมยาว สวย น่ารัก ดูสะอาดสะอ้าน เราก็รู้เลยว่าเป็นเด็กกรุงเทพฯ และส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่มาจากโรงเรียนเอกชน นี่เป็นแค่เรื่องง่ายๆ เราก็รู้แล้วว่ามันไม่เหมือนกัน มันไม่เท่าเทียมกัน ในมุมเรา

เหมือนกันกับเรื่องเรียนพิเศษ พอมาเรียนที่เตรียมอุดมฯ เราก็เห็นว่าที่นี่มันก็มีเรียนกวดวิชานอกเวลาเรียนเหมือนกัน ซึ่งก็ต้องไปเสียเงินเรียนอีกคล้ายๆ กับตอนสมัยอยู่ที่ยโสธร 

เล่าเรื่อง AFS ให้ฟังหน่อย ทราบมาว่าการเดินทางไปเรียนต่างประเทศก็ต้องใช้เงินเยอะเหมือนกัน

ถึงแม้ว่าคุณแม่จะเป็นครู แต่ครอบครัวของเราก็จะกู้หนี้ยืมสินส่งลูกเรียนเหมือนกับหลายๆ ครอบครัวเช่นกัน พ่อกับแม่มีลูก 3 คน ส่งเรียนกรุงเทพฯ หมด เพราะเขาก็อยากให้เรามีอนาคตที่ดี ซึ่งเราเองก็เป็นคนตั้งใจเรียน ตั้งใจเรียนมากโดยเฉพาะตอนอยู่เตรียมอุดม เพื่อให้ตัวเองได้เกรดดีมากๆ จนเราลองสอบ AFS และสอบได้ในที่สุด ปรากฏว่าในการเดินทางไปแลกเปลี่ยนมันก็ต้องมีส่วนต่างส่วนที่เราต้องจ่าย 

ตอนนั้นเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลาในการตัดสินใจ มันจะมีคำพูดหนึ่งของคนอีสาน ผู้เฒ่าผู้แก่เขาจะบอกว่า “คนอีสานบ้านเฮามีที่นา ถือว่าเป็นเรื่องโชคดีมากๆ ดีแล้วที่ยังมีที่นาอยู่” ทีนี้ตอนที่เราจะไปแลกเปลี่ยนครอบครัวเราก็ไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายค่าส่วนต่างอะไรขนาดนั้น คุณพ่อก็เลยตัดสินใจขายที่นาเพื่อส่งเราไปเรียน เป็นการตัดสินใจที่ทุกคนทำเพื่อเรามาก ประมาณว่าลูกมันอยากเรียน ลูกมันอยากได้ดี แล้วที่นามีไว้เราก็คงไม่ได้ไปทำหรอก เลยคิดว่าจะเปลี่ยนที่นา เปลี่ยนทรัพย์สินให้เป็นมูลค่าทางปัญญาของลูกไปซะ พ่อกับแม่เขาก็เลยไปขายที่นาแล้วนำเงินก้อนนั้นส่งให้เราไปเรียน

ตอนที่ไปเรียนเราก็ได้เรียนภาษาอย่างสมใจ โดยเฉพาะตอนที่มาเราได้มาอยู่อาศัยกับครอบครัวผิวดำ หรือที่เรียกว่า “Black family” เป็นแอฟริกัน-อเมริกัน ตอนนั้นเราเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนคนไทยคนเดียวที่ได้อยู่กับครอบครัวคนดำ การที่เราได้อยู่กับครอบครัวคนดำมันสำคัญอย่างไร หนึ่ง มันประสบการณ์ มีประวัติศาสตร์จากการถูกกดขี่โดยคนขาว สอง มัม (คำเรียกแทนหญิงเจ้าของบ้าน) ของเราเขาเป็นบรรณารักษ์ ตอนนี้เกษียณแล้วและแกก็จะเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ แล้วแกก็จะอินกับเรื่องการเมือง เรื่องการต่อสู้เคลื่อนไหวเรียกร้องเพื่อสิทธิทางพลเมืองของคนดำ หรือเรียกว่า Civil rights movement ซึ่งสมัยก่อนจะแบ่งแยกพื้นที่อย่างชัดเจนในเรื่องการเข้าถึงบริการสาธารณะต่างๆ ระหว่างคนขาวกับคนดำ

เราเองก็เพิ่งได้มาเรียนรู้เรื่องอะไรพวกนี้ที่อเมริกา เพราะที่ไทยมันไม่ได้มีวิชาเรียนอะไรแบบนี้ พอเรามาเรียนที่นี่เราจะต้องศึกษาเพิ่มเติมและเวลาเข้าไปเรียนในห้องเรียนครูเขาก็จะเน้นให้เขียน Essay หรือเขียนเรียงความ แล้วให้ออกมาดีเบตหน้าห้อง ให้มาพูดนำเสนอ ซึ่งวิธีการเรียนการสอนแบบนี้มันแตกต่างจากที่เราเคยเรียนที่ไทย หรือแม้กระทั่งตอนที่เราเรียนอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมฯ แม้จะเป็นโรงเรียนที่มีคนบอกว่ามันก็ดีที่สุด เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่คนอยากจะเข้า เราก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่มีพื้นที่ให้นักเรียนได้พูด แสดงความเห็น หรือถกเถียงกับเพื่อนคนอื่นมากนัก

ตอนนั้นมันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราติดอยู่ในกรอบ แต่จริงๆ แล้ว เรากลับมีความดื้อในตัวของเราอยู่ อยากขวนขวาย รู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมตั้งแต่เด็ก และตั้งคำถามว่าถ้าเราได้มีทรัพยากรมากกว่านี้ มีความเท่าเทียมเข้าถึงการศึกษาได้มากกว่านี้ เราและเพื่อนในรุ่นเดียวกันก็คงได้ไปไกล คงมีอาชีพ มีอะไรที่เลือกได้มากกว่าอยู่ยโสธร สิ่งนี้มันทำให้หลายคนคิดไม่ออกว่าตัวเองจะทำงานอะไร ซึ่ง ณ ตอนนี้เพื่อนหลายคนก็ยังทำงานกันอยู่ทางโซนอีสาน แต่ก็มีบางคนที่มาทำงานที่กรุงเทพฯ 

หลังกลับจากสหรัฐฯ อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้นักเรียนที่สนใจภาษาอังกฤษอยากเรียนกฎหมาย

หลังจากนั้นก็กลับจากแลกเปลี่ยน 1 ปี ก็กลับมาเรียนที่ไทยในชั้น ม.5 ม.6 พอกลับมามันก็ทำให้เรากลายเป็นคนมีความกล้ามากขึ้นที่จะพูดวิพากษ์วิจารณ์ พอดีช่วงที่กลับมาเป็นช่วงสึนามิพอดี เราก็รู้สึกว่าเราอยากลงไปช่วย ไปเป็นอาสาสมัคร พอลงไปช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน มันก็ทำให้เราไปเจออีกว่า มันไม่ใช่แค่คนอีสานบ้านเราที่ขวนขวายต้องเข้าไปสู่เมืองใหญ่ เราไปเจอแม้กระทั่งเมื่อสมัยก่อนที่มีข่าวชาวทะเล เป็นกลุ่มคนที่ชื่อ “ชาวมอแกน” ที่เขาเจอสึนามิแล้วบ้านเรือนเขาไม่มี เขาอยู่บนเรือแล้วเรือก็พังจนเขาก็ต้องอพยพขึ้นเกาะ แล้วมาขอความช่วยเหลือกับทางการไทย แล้วเขาพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ มันมีเคสที่มีการกล่าวหาว่ามีการขโมยของโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ตอนนั้นน่าจะเป็นทหารหรืออาสาสมัคร เราก็จำไม่ได้เท่าไร มีการลงไม้ลงมือกัน กล่าวหาว่าคุณลุงมอแกนคนหนึ่งเป็นคนขโมยของขโมยวิทยุ ตอนนั้นเราก็ยังเด็กเราก็มองว่าทำไมต้องตีด้วยวะ ก็คุยกันดีๆ ไม่ได้เหรอ แต่ตอนนั้นก็ยังสงสัยว่าเราจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง เราก็ช่วยไม่ได้ตอนนั้น

ก็มีรุ่นพี่ธรรมศาสตร์คนหนึ่ง เขาลงไปเป็นอาสาสมัครด้วยกันกับเราที่เขาหลัก จ.พังงา เขาบอกถ้าอยากจะช่วยชาวบ้านก็ต้องรู้กฎหมาย มันถึงจะเป็นอาวุธที่มาช่วยพวกเขาได้  เราก็เออว่ะ งั้นเรียนกฎหมายดีกว่า ซึ่งจริงๆ แล้วกฎหมายก็เป็นสิ่งที่พ่ออยากให้เรียนมาก เพราะว่าค่านิยมบ้านเราก็ไม่ต่างจากที่อื่นคือเรียนกฎหมายแล้วจะได้มีคนนับหน้าถือตา แต่ว่าเรียนกฎหมายในความหมายที่ว่าต้องไปเป็นอัยการ เป็นผู้พิพากษา อะไรทำนองนั้น ไม่ใช่มาเป็นทนายสิทธิฯ แต่พ่อก็ดีใจมากๆ ที่เราตัดสินใจจะเรียนนิติศาสตร์ เขาก็ไม่รู้หรอกว่าเราตัดสินใจจะเรียนแล้วมาสายประชาชน 

จากคำพูดของพี่คนนั้นก็ทำให้เราตัดสินใจสมัครเข้าเรียนที่นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ก็เรียน 4 ปี ที่ธรรมศาสตร์ ในระหว่างนั้นเราก็ค่อนข้างแน่ใจ และมั่นใจแล้วว่าเราไม่ได้ชอบกฎหมายในสาขา มันไม่เหมาะกับเรา ใช่ว่ามันไม่ดีนะ แต่มันไม่เหมาะกับเราบางอย่าง เช่น กฎหมายที่ต้องไปดูเรื่องธุรกิจ หรือเรื่องกำไรขาดทุนที่เป็นเอกชนแล้วยิ่งเราเข้าเรียนเพราะว่าเราเห็นความไม่เป็นธรรม เราก็รู้สึกว่าเราสนใจเรียนพวกคดีอาญา กฎหมายมหาชน คดีปกครอง กฎหมายปกครอง กฎหมายรัฐธรรมนูญ 

ทีนี้พอเรียนจบก็เลยหาที่ฝึกงาน ก็ได้มาฝึกงานกับองค์กรระหว่างประเทศที่ทำด้านสิทธิมนุษยชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เลยได้ทำงานกับองค์กรระหว่างประเทศอยู่ 3 ที่ หลังจากนั้นก็ได้ทุนไปเรียนปริญญาโทด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่อังกฤษ พอจบจากอังกฤษก็กลับมาไทย ทำงานเป็นที่ปรึกษา ทำ ครบรอบ 10 ปี คดีอุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร ทำเป็นรายงานออกมาว่า 10 ปี แล้วก็ยังไม่รู้ความจริง ยังไม่ได้รับความยุติธรรม หลังจากนั้นถ้าจำไม่ผิดก็จะมีกรณี บิลลี่ พอละจี ที่แก่งกระจาน ที่ถูกอุ้มหายไปในเดือนเมษายน 2557 เพราะตอนนั้นเราลงไปสอบกับองค์กรระหว่างประเทศด้วย

ปรากฏว่าเดือนพฤษภาคม ก็มีรัฐประหารเกิดขึ้น เลยตัดสินใจก่อตั้งศูนย์ทนาย เพราะ หนึ่ง คือประสบการณ์จากการที่เราทำงานสิทธิในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาก่อน พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีการบังคับใช้กฎหมาย ใช้กฎอัยการศึก มีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งก็คือกฎหมายทหาร ถ้าจำได้ตอนรัฐประหาร คสช. ยึดอำนาจก็จะมีการประกาศกฎอัยการศึกก่อนวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 เราในฐานะนักกฎหมายก็สังเกตและติดตาม ซึ่งพบว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มันเป็นสัญญาณไฟแดงแล้ว มันจะต้องเกิดความรุนแรงในระบบกฎหมายแน่นอน เพราะว่า ผบ.ทบ.ประกาศกฎอัยการศึก มันหมายความว่าทหารจะมีอำนาจเหนือกว่าพลเรือน เราก็ระวังและรู้ว่าเดี๋ยวจะต้องเกิดรัฐประหารขึ้นแน่นอน ซึ่งในวันที่ 22 พฤษภาคม ก็มีการประกาศรัฐประหารขึ้นจริง เพียงแค่ 2 วัน หลังจากประกาศกฎอัยการศึก 

พอเกิดรัฐประหาร ก็มีการตั้งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนขึ้นมาแทบจะทันที ทำไมศูนย์ทนายฯ จึงจำเป็นในสถานการณ์นั้น

จากประสบการณ์ที่เราเคยไปทำงานที่ภาคใต้ ตอนนั้นเราเห็นว่ามีการละเมิดสิทธิภายใต้กฎอัยการศึกอย่างไรบ้างใน 3 จังหวัดชายแดน ยกตัวอย่าง เช่น กฎอัยการศึกมันอนุญาตให้ทหารจับกุมควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ถึง 7 วัน โดยจับไปควบคุมตัวในพื้นที่ ไม่ใช่สถานที่ควบคุมตัวทางการ ก็คือไปค่ายทหารนั่นเอง พอเป็นกฎอัยการศึกเขาก็ไม่ให้สิทธิตามกฎหมายอาญา คือการปฏิเสธสิทธิว่าไม่ให้เจอทนาย ไม่ให้เจอญาติ ไม่ให้ติดต่อใคร 7 วัน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนมันมีการรวบรวมข้อมูลติดตามว่ามันกลายเป็น 7 วันอันตรายที่มีผู้ต้องขัง มีผู้ที่ถูกจับโดยทหาร และอาจจะมีการกล่าวหาว่ามีการซ้อมทรมานเขา ทารุณกรรมเขา รีดข้อมูลเขา แล้วก็มีเคสที่หายไปจากการควบคุมตัวหรือว่าอุ้มหาย บ้างก็พบเป็นศพในภายหลังหรือมีการสังหารหลังจากนั้น หรือที่เรียกว่าฆ่านอกระบบ ซึ่งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มันมีแบบนี้จริงๆ

สิ่งนี้มันทำให้เรากับพี่ๆ ทนายที่เคยทำงานในพื้นที่ตรง 3 จังหวัด มองหน้ากันก็รู้เลยว่า เฮ้ย! ถ้ากฎอัยการศึกแบบนี้ เดี๋ยวจะต้องมีการจับคนที่ออกไปประท้วงต่อต้านรัฐประหาร และจะต้องโดนทหารอุ้ม จับไปขังไว้ 7 วัน ซึ่งมันอันตรายมาก และเขาอาจจะหายไปก็ได้ เราเลยตัดสินใจตั้งศูนย์ทนายความขึ้นมาชื่อ ศูนย์ทนายความสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ก็คือ 2 วัน หลังจากประกาศรัฐประหาร เราเรียกได้ว่าเป็นหน่วยม้าเร็ว มีเบอร์โทรศัพท์แล้วค่อยๆ ประกาศเผยแพร่ไปว่าถ้าใครที่ออกไปชุมนุมแล้วถูกควบคุมตัวโดยทหารให้แจ้งมาที่เรา พอเราได้รับแจ้งเราก็จะพยายามไปตามว่าคนที่ถูกจับเขาอยู่ที่ไหน งานหลักของเราก็คือการต้องการแค่ประกันสิทธิของคนที่เขาถูกจับว่าเขามีทนายอยู่ด้วย สิทธิในทางกฎหมายเขาจะได้รับการคุ้มครอง และมันเป็นการประกันว่าเขาจะไม่ถูกทำร้ายไม่ถูกทำให้หายไป และไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งศูนย์ทนายความก็ก่อตั้งขึ้นมา เป็นการรวมตัวกันของคนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน มีทนายความและมีนักกิจกรรมอื่นมาร่วมด้วย ซึ่งตอนแรกคุยกันว่าจะตั้งศูนย์แค่ 3-6 เดือนพอ เพราะตอนนั้นเรายังทำงานองค์กรระหว่างประเทศอยู่ ซึ่งก็เหมือนกับพี่ทนายท่านอื่นที่มาก่อตั้งร่วมกัน ทุกคนมีองค์กรเป็นของตัวเองอยู่ 

อย่าง ทนายแอน ภาวิณี ชุมศรี หัวหน้าฝ่ายคดีที่มารับรางวัล The Albies ด้วยกัน ทนายแอนก็เป็นคนอีสาน เป็นคน จ.สุรินทร์  ตอนนั้นทนายแอนก็ทำงานกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม CRCF ทำเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำเรื่องอุ้มหายเรื่องการทรมาน ตอนนั้นทนายแอนเขาก็ทำงานประจำอยู่ที่นั่น แต่ด้วยสถานการณ์มันบังคับและเราเคยคุยกันว่า “ถ้าทนายสิทธิไม่ออกมาแล้วใครจะออกมา” เราก็เลยตั้งศูนย์ทนายขึ้นมาอย่างเฉพาะกิจ แล้วค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างให้กลายเป็นองค์กร

ตอนที่เราตั้งศูนย์แรกๆ อย่างที่บอกว่ามันไม่ได้มีแค่ทนาย แต่ความอันตรายของสถานการณ์ในช่วงนั้นอย่างน้อยการมีทนายคือการมีภูมิคุ้มกันตัวเองในระดับหนึ่ง เพราะทนายรู้กฎหมาย ทนายจะเป็นคนที่สื่อสารให้กับพี่น้องที่เป็นอาสาสมัคร ถ้าเราสังเกตสายงานของศูนย์ทนายจะมีการรายงานสถานการณ์คดี สถิติ และการให้ความเห็นทางกฎหมายต่อสังคม เพราะในการทำงานองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนเราจะทำแต่คดีความอย่างเดียวไม่ได้ หน้าที่เราไม่ใช่แค่ช่วยลูกความคนใดคนหนึ่งให้ชนะคดีไป แต่สิ่งที่เรากำลังทำอยู่มันปกป้องระบบกฎหมาย ระบบนิติรัฐ และสิทธิมนุษยชนทั้งหมด ดังนั้นจะต้องมีการรวบรวมการละเมิดสิทธิเกิดขึ้น ว่ามีอะไรบ้าง เพื่อที่จะนำไปสู่การนำเสนอปัญหาการหาทางออก

งานอีกส่วนหนึ่งที่ศูนย์ทนายทำจะมาจากการต่อยอดจากงานคดี งานข้อมูล หรืองาน Advocacy ไม่แน่ใจว่าภาษาไทยแปลว่าอะไร แต่คล้ายๆ ว่าเป็นการพยายามผลักดันเปลี่ยนแปลงทางนโยบายให้สถานการณ์สิทธิดีขึ้น ซึ่งเราจะใช้กลไก UN หรือสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติมาทำงาน เพราะประเทศไทยเราเป็นสมาชิกสหประชาชาติ และเป็นภาคีของกฎหมายสิทธิมนุษยชน 

หากถามว่าทำไมเราจะต้องร่วมมือทำงานใกล้ชิดกับเครือข่ายระหว่างประเทศ เพราะในตอนนั้นที่เกิดการรัฐประหาร พื้นที่ในประเทศมันปิดมากๆ ใช้กฎหมายเด็ดขาด 7 วัน คนที่ออกมาต่อสู้จะถูกส่งขึ้นศาลทหาร คนที่สั่งฟ้องก็เป็นอัยการทหาร คนที่ตัดสินก็คือผู้พิพากษาศาลทหารหรือเป็นตุลาการศาลทหาร ทั้งหมดในประเทศ เป็นของทหารหมด ดังนั้นเราถึงพยายามใช้พื้นที่ของ UN และกฎหมายระหว่างประเทศเข้ามาช่วยเปิดพื้นที่ให้เราได้พูดคุยหรือแก้ปัญหา

ขอย้อนกลับไปสักนิด ชีวิตการทำงานใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ของคุณเป็นอย่างไร

ตอนนั้นเริ่มทำงานกับองค์กรที่ชื่อ คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists – ICJ) เป็นองค์กรที่ส่งเสริมเรื่องหลักนิติรัฐ เรื่องสิทธิในการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรมและเรื่องสิทธิมนุษยชน ตอนที่อยู่ ICJ ก็ถูกส่งให้ไปทำงานที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสังเกตการและพิจารณาคดีในศาลในพื้นที่ ตอนนั้นที่ถูกส่งไปในฐานะเด็กฝึกงานไปสังเกตการณ์คดีซ้อมทรมาน อิหม่ามยะผา กาเซ็ง เป็นอีกหนึ่งคดีดังเหมือนกัน เขาเสียชีวิตในระหว่างการถูกสอบสวน ถูกจับไปโดยทหารแต่มีการใช้รถตำรวจในการคุมขังแล้วก็มีการทำร้ายกันบนรถ หน้าที่ของเราคือไปสังเกตการณ์ดูว่ากระบวนการพิจารณาคดีนี้เป็นอย่างไร ได้มาตรฐานกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศไหม ทนายความทำหน้าที่อย่างไร อัยการทำหน้าที่อย่างไร ผู้พิพากษาทำหน้าที่อย่างไร

ก็เลยทำให้เราได้มีโอกาสลงไปในพื้นที่จริง ตอนที่นั่งรถไปเราก็เจอ checkpoint (ด่านตรวจ) เลยเหมือนกัน พอเราข้ามด่านตรวจเข้าไปในพื้นที่ มือถือเราจะรับสัญญาณไม่ได้แล้ว เพราะตอนนั้นเราใช้มือถือแบบเติมเงิน มันจะต้องใช้มือถือที่ลงทะเบียนในการเข้าออกพื้นที่ พอลงไปทำงานก็ได้ไปเจอพวกพี่ๆ ทนายสิทธิฯ ที่เขาทำงานอยู่ในเครือข่าย มีทนายสิทธิฯ กลุ่มหนึ่งเขาเป็นสมาชิกของ สมาคมนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน หรือ HRLA เราก็สนใจและอยากรู้ว่าเขาทำงานกันอย่างไร บทบาทตอนนั้นเราเหมือนกับเป็นบุคคลที่ 3 ที่ไปดูว่ากระบวนการยุติธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มันเป็นอย่างไร 

จากการไปทำงานตรงนั้นเราจะเห็นว่ากฎหมายความมั่นคงเรานั้นมีปัญหา ไม่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลการกระทำของทางการได้ ทำให้เปิดช่องในการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงต่อประชาชน

หลังจากที่ไปทำงานใน 3 จังหวัด พอเราไปเห็นกฏหมายทหารในพื้นที่ มันก็ทำให้เราสนใจเรื่องการเป็นทนายความอย่างจริงจังมากขึ้น ถ้าจะถามว่าทนายคนไหนที่เป็นแรงบันดาลใจเรา เราคงไม่สามารถบอกว่าทนายคนไหน แต่ถ้าจะตอบก็คงตอบว่าเราได้รับแรงบันดาลใจจากผู้คนมากมาย จากคนนั้นคนนี้รวมๆ กัน ส่วนในเรื่องของการทำงานก็คงเป็นเครือข่ายพี่ๆ ทนายสิทธิมนุษยชนที่เราไปเจอตอนทำงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

เรารู้สึกว่าพวกเขากล้าหาญมากที่มาทำคดีความมั่นคง มาช่วยประชาชนที่ถูกกล่าวหาโดยรัฐไทยว่าเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนหรือเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบ ซึ่งนอกจากจะถูกรัฐมองว่าเป็นทนายที่มาช่วยโจรหรือเป็นทนายที่มาช่วยคนไม่ดี สังคมก็อาจจะไม่เข้าใจด้วยเป็นส่วนใหญ่ ว่ามาช่วยคนกลุ่มนี้ทำไม แต่เราเห็นว่าเขาทำเพราะอะไร เขายืนยันหลักการว่ามันเป็นสิทธิที่จะต้องมีทนาย และทุกคนไม่ว่าจะเจอคดีอะไร ก็ต้องมีหลักในการประกันสิทธิ ถ้าเขาทำผิดจริงเขาก็จะถูกลงโทษ แต่มันก็ต้องเหมาะสมเป็นธรรม เพราะเราต้องการรักษากระบวนการยุติธรรมให้ได้มาตรฐานและเป็นธรรมกับทุกคน

ตอนที่ไปทำงานก็ไปเจอพี่ทนายอาวุโสหลายคนทั้งในศาลและนอกศาล มันก็ทำให้เราได้แรงบันดาลใจว่า เราจะทำงานเพื่อประโยชน์ของคนอื่นจริงๆ มันไม่ใช่แค่ตัวบุคคล แต่มันคือตัวระบบด้วย ถ้าไม่มีทนายแบบเขาเหล่านี้หลายอย่างมันอาจจะกลายเป็นที่สิ้นสุด และมันจะถูกควบคุมให้อยู่ภายใต้อำนาจรัฐอย่างเด็ดขาด ซึ่งมันจะทำให้ญาติพี่น้องของคนที่เขาไม่ได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรมหลายคนผันตัวไปจับอาวุธแทน หรือเกิดความโกรธแค้นเพิ่มขึ้นมากขึ้น เพราะนอกจากจะสูญเสียคนที่เขารักแล้ว กระบวนการยุติธรรมไทยยังทำลายเขาอีก 

ซึ่งในบางคดีเขาแค่ต้องการความจริง ใครฆ่าคนนี้ ใครฆ่าพ่อเขา ใครฆ่าแม่เขา หรือแม้กระทั่งพ่อแม่เขากระทำความผิดจนต้องรับโทษ เขาก็ต้องการให้สิทธิต่างๆ มันมีความเป็นมนุษย์ มีศักดิ์ศรี อย่างเช่นเรื่องการประกันตัว เรื่องการมีพยานหลักฐาน มีทนายความที่เขาสามารถสู้คดีได้

เราจึงเห็นเลยว่าทนายเหล่านี้เขาไม่ได้อยากทำตัวเป็นทนายสิทธิฯ เท่ๆ แต่มันมีความเสี่ยงในทุกระดับ เราเคยถามว่าทำคดีสิทธิฯ เหล่านี้ได้เงินจากอะไร มันไม่สามารถได้รับเงินได้เหมือนการทำคดีธุรกิจ หรือแม้กระทั่งไปทำองค์กรระหว่างประเทศก็ได้เงินเยอะกว่านี้

เพื่อนๆ ทนายที่ทำงานกับคุณมาจากที่ไหนบ้าง

โดยส่วนใหญ่จะเป็นพี่ๆ ทนายที่มาจากทางใต้ หลายคนก็จบนิติศาสตร์รามคำแหงกัน แต่ก็มีคนอีสานค่อนข้างมาก อย่าง ทนายแอน ภาวิณี ชุมศรี ก็ใช่ ทนายอานนท์ นำภา ก็ใช่ รุ่นต่อๆ มาที่อาจจะเห็นโดดเด่นกันอย่าง ทนายรอน นรเศรษฐ์ ก็เป็นคนอีสาน ส่วนใหญ่ก็มาจากมหาสารคาม ขอนแก่น ร้อยเอ็ด แต่น้องๆ ที่ทำงานด้วยกันในศูนย์ทนายก็จะมีฝั่งภาคใต้เยอะพอๆ กันเลย

แต่ถ้าถามว่าเฉพาะคนอีสานที่จำนวนเยอะกว่าเป็นเพราะมีบทบาทโดดเด่นกว่า มันอาจจะไม่สามารถพูดได้ทั้งหมด แต่ถ้าเราพูดถึงเฉพาะบางคน อย่างทนายที่มีบทบาทเป็นทั้งทนายความ เป็นนักกิจกรรม และเป็นผู้นำด้วย อย่างทนายอานนท์ก็ถือว่าชัดและโดดเด่นมากๆ และทนายอานนท์ก็กลายเป็นคนที่มีอิทธิพลทางความคิด เราเข้าใจว่าน้องๆ หลายคนที่มาจากทางอีสาน ที่เรียนกฎหมาย ตอนที่สัมภาษณ์กันเข้ามาทำงาน เขาก็มีทนายอานนท์เป็นไอดอล เท่าที่สังเกตอาจจะเพราะว่ามันแชร์ความรู้สึกบางอย่างของเด็กอีสาน ของคนบ้านเรา ที่ส่วนใหญ่ก็อยู่ในฐานะเท่าๆ กัน พอเรียนกฎหมายมาก็มีความมุ่งมั่นแน่วแน่ที่อยากจะช่วยเหลือประชาชน เพราะว่าตัวเองก็เห็นพี่น้องชาวบ้านเดือดร้อน อยากจะช่วยเป็นทนายของชาวบ้าน เพราะว่าอานนท์เองเขาก็ประกาศตัวว่าเขาจะทำงาน จะอุทิศตนทำคดีชาวบ้าน

ทนายอานนท์เคยเล่าว่าตอนที่ไปว่าความคดีธุรกิจคดีหนึ่ง แล้วเป็นฝ่ายจำเลยแต่เขาว่าความให้จนชนะ ฝ่ายโจทย์ที่เป็นบริษัทเขาก็ถึงขั้นมาจีบอานนท์ต้องการจะจ้างให้ไปเป็นที่ปรึกษาบริษัท ซึ่งมันได้เงินเยอะกว่า เราก็ถามอานนท์ว่า ทำไมอานนท์ไม่ไป เงินเยอะนะ แต่อานนท์เขาก็ตอบว่าเขาได้ตัดสินใจตั้งแต่แรกแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เขาเรียนนิติศาสตร์แล้วว่าเขาจะเป็นทนายลูกชาวบ้าน เพราะฉะนั้นเขาจะเป็นทนายที่ทำคดีชาวบ้าน เขาจึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับทนายรุ่นใหม่ๆ เยอะ โดยเฉพาะทนายที่มาจากสายภาคอีสาน

แต่เราก็เห็นทนายรุ่นน้องที่เข้ามาสู่สายนี้ ส่วนใหญ่ก็มาตามเส้นทางของทนายอานนท์เหมือนกัน มาตามเส้นทางด้านสิทธิมนุษยชน และเราก็เห็นว่าไม่ใช่แค่มาทำงานที่ศูนย์ทนาย เพราะศูนย์ทนายทำแนวเน้นเรื่องชุมนุม ทำเรื่องการแสดงความคิดเห็นการเมือง แต่กำลังหมายถึงทนายที่ไปทำงานในองค์กรอื่นๆ ด้วย องค์กรที่อาจจะเป็นเรื่องที่ดิน ชุมชน ป่าไม้ หรือประเด็นสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ก็มี หลายคนที่จบนิติศาสตร์จากทางภาคอีสานก็เข้ามาทำงานเยอะเหมือนกัน แต่ถ้าที่ศูนย์ทนายจะมีครบทุกภาค 

คดีความที่เราเข้าไปช่วยเหลือส่วนใหญ่เป็นคดีความลักษณะใด 

ถ้าเราจำกันได้ ลูกความกลุ่มแรกๆ ของศูนย์ทนายฯ ก็คือ กลุ่มดาวดิน จากทางฝั่งอีสาน จะเป็นเรื่องการชุมนุมประท้วงต่อต้านมาตั้งแต่ คสช. (ปี 2557) ต่อต้านมาตรา 44 ต่อต้านนโยบายทวงคืนผืนป่า เรื่องชุมชนที่ดิน แต่คดีที่มาส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องการไปจัดกิจกรรมแล้วก็โดนแจ้งฝ่าฝืนการชุมนุม ไม่แจ้งการชุมนุม หรือสมัยก่อนจะเป็นเรื่องการชุมนุมเกิน 5 คน ที่ขัดคำสั่ง คสช. 

หรือกรณีการพูดปราศรัยก็มีเรื่อง 116 ยุยงปลุกปั่น เรื่องคดี 112 หรืออย่างคดีของไผ่ดาวดินที่เป็นแกนนำ ตอนนั้นไผ่ก็โดนคดี 112 จากการแชร์โพสต์ของสำนักข่าว BBC ที่เป็นโปรไฟล์ของ ร.10 ตอนนั้นก็โดนศาลทหารตัดสินจำคุก

การลุกขึ้นสู้ของคุณก็ทำให้คุณตกเป็นจำเลยด้วย?

ตอนนั้นมีนายตำรวจใหญ่เขาบอกว่า “ถ้าทนายเงียบ ถ้าทนายหยุด ถ้าทนายไม่ไปแจ้งความกับตำรวจก็จบนะ เรื่องก็จบ ก็จะไม่มีอะไร” คือเขาก็บอกเลยว่าถ้าเราแจ้งความเขา เขาจะเอาเราคืน อันนี้คือเป็นสิ่งที่เขาพูด ซึ่งตอนนั้นสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจไม่ยอม ก็เพราะว่าเขาล้ำเส้นโดยการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มีการไปเยี่ยมบ้านพ่อแม่เราที่ยโสธร ซึ่งตอนนั้นพ่อแม่เราก็ไม่รู้อะไร 

ถ้าพอจะจำได้มันเป็นเรื่องที่ว่าเราไม่ให้ค้นรถ แล้วเขาก็บอกว่าเราไม่ทำตามคำสั่งเขา ทั้งที่คำสั่งเค้าเรามองว่ามันขัดต่อกฎหมาย ไม่มีหมายค้นแต่จะบังคับค้นรถ แต่พอเราบอกว่าตำรวจปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ เราจะแจ้งความ เขาก็บอกว่าถ้าเราแจ้งความเรื่องจะไม่จบ พอเราไปแจ้งความเสร็จ เขาก็แจ้งความกลับเราหาว่าเราไปแจ้งความเท็จ ไปสร้างเรื่องให้เขาเสียหาย 

มันกลายเป็นว่าเหตุการณ์ตอนนั้นทำให้เราเจอ 3 คดี แต่สาเหตุที่เรายอมไม่ได้ เพราะเขามารุกล้ำพื้นที่ครอบครัวเรามันคือกลวิธีของรัฐต้องการทำให้เรากลัว 

และเขาใช้คำว่า “ถ้าทนายยังจะแจ้งความอยู่ ไม่จบนะ” เราก็เลยตอบเขาไปว่า “ไม่จบก็คือไม่จบค่ะ แต่ดิฉันก็จะใช้สิทธิ์ตามกฎหมายของดิฉัน ดิฉันยืนยันว่าจะต้องแจ้งความ” มันเหมือนกับว่าเราโดนกด อันนี้เป็นมุมผู้หญิงด้วยนะ คือเหตุการณ์นี้มีเราและพี่ทนายผู้หญิงอีกคนที่อยู่ด้วยกัน แล้วพี่ทนายอีกคนคอยช่วยดูเรื่องเอกสาร ตอนเราจะแจ้งความกลับ ณ ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเขามองเราอยู่ด้วยสายตาบางอย่าง ตอนนั้นเราไม่โวยวายอะไร แต่พี่ทนายอีกคนพูดถามแทนว่าคุณตำรวจจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ มันไม่ถูก แต่ตอนนั้นเราเงียบ แล้วเขาดูเหมือนเรานิ่งๆ แล้วดูเหมือนเราพูดคุยได้ง่ายๆ คงคิดว่าถ้าขู่หน่อยหนึ่งเราก็คงไม่ไปต่อแล้ว ซึ่งตอนนั้นเราเห็นว่าเขามองเราแบบไม่ดีอยู่ และใช้น้ำเสียงค่อนข้างแข็งกับเรา แต่ถึงจุดนั้นยังไงเราก็จะแจ้งเพราะนี่เป็นสิทธิของเรา ถ้าคุณคิดว่าสิ่งที่คุณทำมันถูกต้อง และคุณเองก็ยังมีสิทธิ์ทางกฎหมายเหมือนกัน ต่างคนตางมีสิทธิ์ เพราะฉะนั้นเราก็ยืนยันว่าจะแจ้งความ

หลังจากที่เกิดเหตุการณ์นั้นก็เริ่มมีสื่อมาสนใจเรา เราเลยกลายมาเป็นคนที่พูดสื่อสารคล้ายเป็นโฆษก ว่านอกจากคดีของเรามันมีคดีอะไรอีก ศูนย์ทนายฯ เจออะไรมาบ้าง คดีของประชาชน คดีของนักกิจกรรมเป็นอย่างไร บทบาทตอนนั้นของเราก็เลยค่อนข้างปรับมาเป็นคนสื่อสารมากกว่า และด้วยความที่เราเคยทำงานองค์กรระหว่างประเทศมา เรากลายเป็นเหมือนคนที่จะต้องสื่อสารเรื่องเหล่านี้ออกไปเช่นกัน

มีครั้งหนึ่งเคยไปพูดที่ UN พอกลับมาที่ประเทศไทยก็มีหมายเรียกคดี 116 ส่งมาเป็นครั้งที่ 2 ตอนนั้นเราก็ไม่รู้หรอกเพราะอยู่บนเครื่องบิน แต่พอเราบินลงสนามบินสุวรรณภูมิข้อความก็เด้งเต็มเลย กลายเป็นว่าเราตกอยู่ในอันตราย จำได้ว่าตอนนั้นก็มีทนายอานนท์ด้วยที่ไปรอรับเราที่สนามบินเพราะกลัวว่าจะโดนจับ ตอนนั้นเราคิดว่าอาจจะเป็นเพราะตอนนั้นนั้นเราไม่ยอม และนอกจากจะไม่ยอมแล้วเรายังสื่อสารกับต่างประเทศผ่านกลไกของ UN ด้วย ซึ่งในยุคของรัฐบาลทหารเขาก็กังวลว่ามันจะกลายเป็นเรื่องการคุกคาม 

อีกเรื่องหนึ่งก็คือคดีของไผ่ ดาวดิน คดีของลูกเกด ชลธิชา ครั้งหนึ่งเขาเคยพูดกับเราตอนที่เขามาให้กำลังใจเราที่ สน. ตอนโดนคดี ที่ต้องมีภาพ 10 นิ้ว สีดำ ตอนนั้นเขาก็มาพูดกับเราว่าเขาขอโทษที่ทำให้เราต้องมาซวยไปด้วย ตอนนั้นเรารู้สึกจะร้องไห้มากๆ คือพวกคุณเคยติดคุกมาแล้ว โดนคดีมามากเลย เราก็ได้แต่ตอบไปว่าเราไม่เป็นไร เราเป็นทนาย เราก็ต้องสู้ ถ้าเราสู้เองได้ ทนายคนอื่นๆ เขาก็จะรู้สึกว่านี่มันเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูด้วยเหมือนกัน เพราะว่าเขาทำกับทนายได้ 1 คน ก็เหมือนเราส่งข้อความไปถึงทนายสิทธิฯ ทุกคนว่าคุณก็โดนคดีได้เหมือนกัน ซึ่งถ้าเราไม่สู้ แล้วเราจะไปปกป้องสิทธิ์ของประชาชนได้อย่างไร มันก็เลยทำให้เราต้องฮึดสู้ 

จริงๆ อยากจะบอกว่าตอนที่เราได้รางวัลผู้หญิงกล้าหาญที่สหรัฐฯ เขาก็มีคำถามประมาณนี้ เขาถามว่าความกล้าหาญเรามาจากไหน เราก็บอกเลยว่าความกล้าหาญเรามันไม่ได้มาจากเราคนเดียว มันมาจากทั้งชุมชน มันมาจากคนที่อยู่รอบข้างเรา

คิดว่าอะไรทำให้คุณได้รับรางวัล International Women of Courage เมื่อปี 2018  ที่สหรัฐฯ

จริงๆ รางวัลนี้ก็มาจากการโดนคดีเยอะๆ นี่แหละ เขามองว่าการเป็นทนายความแล้วเป็นทนายความผู้หญิง ต้องโดนคดีเพราะว่าเราไปมีบทบาทในการช่วยเหลือนักกิจกรรมที่เรียกร้องประชาธิปไตยในยุค คสช. และเรายังทำงาน เรายังสู้ ในมุมเขาคำว่าสู้ต่อมันหมายถึงการทำงานต่ออย่างไม่หยุด หรือหวาดกลัวจนหยุดทำ 

เขามองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เขาอยากจะสื่อสาร มันอาจคล้ายๆ ว่าเป็นการยกย่องเรา แต่จริงๆ มันเป็นการใช้โอกาสผ่านการให้รางวัลนี้ ในการที่จะสื่อสารบอกทางประเทศไทย และรัฐบาลไทย เหมือนกับว่าทางนานาชาติเขายังจับตามองดูสถานการณ์ไทยอยู่ ในช่วงนั้น (ปี 2018) 

ย้อนกลับไปที่คำถามที่เค้าถามว่าความกล้าหาญมาจากไหน เราก็ตอบไปว่าความกล้าหาญมาจากผู้คนมากมาย ชุมชน เพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะช่วงหลังๆ กลับกลายเป็นคนรุ่นใหม่ที่ให้ความกล้ากับเราอยู่เสมอ ในขณะที่เราได้เจอคนรุ่นใหม่ๆ ออกมาแสดงความคิดเห็น แสดงความกล้า อยากมีประชาธิปไตย อยากมีอนาคตที่ดี ออกมาต่อสู้ด้วยความกล้า ความมุ่งมั่นและแรงกล้าของคนเหล่านี้ที่ยังลุกขึ้นมาต่อสู้ มันกลายเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงพลังงานให้เราอยากทำงานต่อ

ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีประชาชนลุกขึ้นมาเรียกร้องอยู่เรื่อยๆ มีน้องๆ ที่อายุน้อยมาก ไปจนถึงเด็กอายุ 12 ขวบ มันเหมือนกับคำพูดที่ว่า “ฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้มันก็จะบานของมัน จะตัดยังไงมันก็จะบานของมัน”

ตอนนั้นที่เราไปพูดที่ต่างประเทศ เราก็บอกเขาว่า “ประเทศไทยมันไม่มีฤดูใบไม้ผลิ เรามีแค่ 3 ฤดู แต่นับตั้งแต่ปี 2020 มา เรามีฤดูใบไม้ผลิเสมอ คือแบบ There’s always spring แล้ว ไม่มีทางที่อำนาจที่ไม่ยอมเปลี่ยนจะหยุดลง มันแค่อ่อนล้าบ้าง เปลี่ยนหน้าบ้าง แต่มันคืออันเดิม มันคือกระแสลมเดียวกัน”

แล้วรางวัล The Albies 2023 ที่ศูนย์ทนายฯ ได้รับล่าสุดมีความสำคัญอย่างไร

จริงๆ รางวัล The Albies เป็นรางวัลที่ได้มาโดยสปิริตของท่านผู้พิพากษา Albies Sachs ท่านเป็นผู้พิพากษาที่สู้เรื่องการแบ่งแยกผิวสีที่แอฟริกาใต้ เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นรางวัลที่ให้แก่คนทำงานเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนอื่นในหลายๆ ประเด็น 

ส่วนศูนย์ทนายฯ เราได้รางวัลในสาขาประชาธิปไตย โดยชื่อของรางวัลมันก็ทำให้โลกตั้งคำถามขึ้นมาว่า ที่ไทยมันมีปัญหาประชาธิปไตยอะไร Thai lawyers for human rights หรือ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน องค์กรนี้ทำไมถึงปกป้องประชาธิปไตย นั่นหมายความว่าประชาธิปไตยในประเทศไทยมีปัญหาอะไร 

โดยเฉพาะในฝั่งของดารานักแสดงฮอลิวูดหรือฝั่งนักธุรกิจ เขาอาจจะมาเที่ยวที่ประเทศไทยบ่อยมาก แต่เขาไม่รู้ว่ามันมีปัญหาใต้พรมซ่อนอยู่ การไปรับรางวัลครั้งนี้จึงเป็นสปอร์ตไลท์ส่องกลับมาที่ประเทศไทย ซึ่งตอนนั้นก็อยู่ในช่วงสำคัญของประเทศ เพราะช่วงนั้นเราเพิ่งมีการเลือกตั้งไปและมีรัฐบาลใหม่ขึ้นมา แต่มันก็ยังมีปัญหาสิทธิมนุษยชนที่คั่งค้างอยู่ตั้งแต่ยุครัฐประหาร ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วมันมีมาก่อนยุครัฐประหารด้วยซ้ำ 

แต่ในยุคหลังรัฐประหาร โดยเฉพาะคดีทางการเมืองที่เป็นคดีที่ใช้ดำเนินคดีกับประชาชนจากการชุมนุม คดีการแสดงออก คดีเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ การวิพากษ์วิจารณ์ หรือมาตรา 112 ซึ่งมีโทษร้ายแรงมากและจำนวนคนที่โดนคดีก็เยอะ

เราคิดว่าหลายเรื่องมันมีปัญหาท้าทายมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคหลัง คสช. แล้ว ถ้าพูดถึงเรื่องใหญ่สุดก็คงเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญที่มาจากรัฐประหาร และเราก็ได้เห็นฤทธิ์ของมันในการเลือกตั้งทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งมันควรเป็นวาระสำคัญของรัฐบาลใหม่ที่ต้องร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้เป็นรัฐธรรมนูญที่สะท้อนเสียงของประชาชน และเป็นประชาธิปไตย

อีกเรื่องคือเราอยากให้มีการพิจารณาเรื่องการคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนที่เขาต้องโดนคดีทางการเมืองในห้วงเวลาของความขัดแย้ง โดยเฉพาะคดีที่เป็นเด็กและเยาวชนต่างๆ ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น ซึ่งมันไม่ควรดำเนินคดีต่อไปควรจะซึ่งอันนี้เราคิดว่าเป็นอีกข้อเรียกร้องที่อยากจะส่งเสียงให้คนได้รู้เหมือนกัน 

ตอนที่ขึ้นรับรางวัล Albies เราได้พูดถึงกรณีที่ทนายอานนท์ถูกคุมขัง เพราะโดนมาตรา 112 แล้วเขาก็เป็นพ่อของลูกน้อย 2 คน ซึ่งลูกคนเล็กอายุแค่ 10 เดือน ทนายอานนท์เป็นเหมือนแค่ตัวอย่างหนึ่งของคนที่จะมีชะตากรรมแบบนี้ในประเทศไทย แต่เราก็บอกไปว่าในห้วงเวลาของการเรียกร้องประชาธิปไตยที่ผ่านมา แม้ฝั่งประชาชนจะโดนตอบโต้ โดนกดปราบอย่างไรก็ตาม แต่คลื่นความหวังของคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมโยงกับคนที่อยากเปลี่ยนแปลง ไม่ได้อยากกลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของทหาร มันก่อตัวขึ้นมาชัดเจนมาก ซึ่งผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาถือว่าชัดเจนมากแล้วว่าคนไม่เอาทหาร เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าประเทศเรามีความหวัง มันไม่ได้สู้ไปเรียกร้องไปแต่มันมีความหวัง

ดังนั้นเวลาประมาณ 10 นาที บนเวทีที่เรานำเสนอเรื่องราวการเรียกร้องประชาธิปไตยของไทยให้คนทั้งโลกได้ฟัง จอร์จ คลูนีย์ และ อามัล คลูนีย์ เขาจึงเปรียบเสมือนรางวัลนี้เป็นรางวัลออสการ์ เรียกได้ว่าเป็น รางวัลออสการ์สำหรับนักกิจกรรม หรือนักเคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมและเพื่อสิทธิมนุษยชน 

เรามองว่ารางวัลนี้มันไม่ใช่รางวัลของเราคนเดียว และมันก็ไม่ใช่รางวัลของศูนย์ทนายฯ เท่านั้น ศูนย์ทนายฯ อาจเป็นเหมือนองค์กรหนึ่งที่เป็นตัวแทนของคนที่ยังทำงาน ยังลงมือลงแรง และยังมีความหวังที่จะทำให้ประชาธิปไตยมันเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ในประเทศไทย

อยากฝากอะไรถึงพี่น้องนักสิทธิมนุษยชน และนักต่อสู้คนอื่นๆ

มีคำพูดล่าสุดในงานมอบรางวัล The Albies จากเพื่อนทนายซีเรียคนหนึ่ง ซึ่งเขาโดนขัง โดนซ้อมทรมานจากการที่เขารายงานเรื่องการละเมิดสิทธิ์ในซีเรีย คำสุดพูดท้ายที่เขาพูดก่อนที่เขาจะลงจากเวทีมันเป็นอะไรที่กินใจมาก เขาบอกว่า 

“การที่เรายังไม่ตายทั้งที่เขาทรมานเราไม่หยุด มันทำให้เขาโกรธ ดังนั้นผมจึงรวบรวมพละกำลังและลมหายใจลุกขึ้นยืนต่อหน้าเขา แม้ว่าจะต้องเจอกับการทรมานอีก เราจะสู้”

นี่เป็นสปีชที่เขาพูดตอนจบและทุกคนก็ลุกปรบมืออย่างพร้อมเพรียง เราคงไม่อยากให้ใครถูกซ้อมทรมาน แต่เรากำลังจะเปรียบเทียบว่า เราอยากให้ทุกคนที่ตั้งมั่นและลงมือลงแรงร่วมกัน ทำหน้าที่ของตัวเองไม่ว่าจะมากหรือจะน้อยตามข้อจำกัดที่เรามี เพื่อมุ่งสู่สังคมที่ดีกว่าด้วยกัน มุ่งสู่สังคมที่ปลอดภัย รัฐทำหน้าที่ของรัฐปกป้องคุ้มครองเรา ไม่มากดขี่เรา เราแค่ต้องการสังคมแบบนั้น ลูกหลานเราจะใช้ชีวิตด้วยความมีศักดิ์ศรี มีเสรีภาพที่จะพัฒนาตัวเอง เจริญเติบโตต่อไปบนเส้นทางที่หลากหลายมากมายกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

อยากให้ทุกคนดำเนินต่อไปอย่างมีความหวัง มีความสุข อย่างที่ทนายอานนท์เคยพูด “ทำอย่างมีความหวัง ทำอย่างมีความสุข ให้มันเป็นการใช้ชีวิต ถ้าเหนื่อยก็พัก ถ้าล้าก็อาจจะหลบ แต่เรายังสามารถเป็นกำลังใจ เป็นแรง เป็นลมใต้ปีก เป็นเพื่อนให้กำลังใจกันและกันตลอดไป”

งานเหล่านี้ถ้ามองว่ามันเป็นงาน ซึ่งการเรียกร้องการต่อสู้เพื่ออะไรสักอย่าง มันเป็นกระบวนการที่ยาวนานมากๆ มันอาจไม่ได้จบในเร็วๆ นี้ หรือแม้กระทั่งบางอย่างที่เราคิดว่าเราทำมาได้ดีแล้ว เราก็ไม่สามารถที่จะวางใจได้ว่ามันจะดีอย่างนี้ตลอดไป 

ดังนั้นงานด้านความยุติธรรม งานด้านสิทธิมนุษยชนมันจะต้องทำไปเรื่อยๆ เรียกว่าเป็น Endless job งานที่เราจะต้องทำยาวๆ ถ้าเราร่วมมือกัน เราผลัดไม้กัน และเป็นกำลังใจให้กัน อย่างที่เราได้เห็นกันมา มันมีความสมหวัง มันก็มีความผิดหวังอยู่เสมอ สิ่งสำคัญคือจิตใจเรา อุดมการณ์เรา และความมุ่งมั่นตั้งใจเรา ต้องหมั่นสำรวจมันและตั้งมั่นมันไว้ให้ดี ขอให้มีความสุขและมีความหวังต่อไป

image_pdfimage_print