“ถ้าย้อนไปถึงรุ่นพ่อรุ่นแม่ ไม่มีใครได้สัญชาติ มาถึงรุ่นของเราถึงจะได้สัญชาติไทย ตอนนั้นไม่ได้วิ่งเต้นเดินเรื่องแต่อย่างใด แต่เป็นรัฐบาลที่มอบสัญชาติไทยให้เลย จำได้ว่าเป็นเหมือนมีนโยบายออกมา แล้วก็มอบสัญชาติให้คนเวียดนามที่อพยพมา ส่วนมากจะเป็นรุ่นลูกที่ได้ ส่วนตัวของแม่เพิ่งได้สัญชาติไทยได้ไม่นาน จำได้ว่ามีครอบครัวแล้ว มีลูกแล้วถึงได้สัญชาติ”

ริมถนนพรหมราช ห่างจากวัดสุปัฏนาวรวิหาร เพียงไม่กี่ก้าว คือร้านมิตรสัมพันธ์ จำหน่ายลูกชิ้นปลีกและส่ง ที่นั่น กัลยา อนุพันทางกูร เล่าถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเธอและครอบครัวเมื่อครั้งต้องอพยพหนีสงครามเวียดนามเข้ามาสู่ประเทศไทย เธอแนะนำตัวสั้นๆ พร้อมมือที่เสียบลูกชิ้นไปคุยไป

“ก่อนแต่งงานกับสามี เดิมมีนามสกุลเดิมว่า แซ่ฮว่า ปัจจุบันอายุ 70 ปี และเป็นทายาทรุ่น 2 แห่งร้านมิตรสัมพันธ์ ซึ่งขายลูกชิ้นเป็นหลัก”

กว่าจะมาเป็นมิตรสัมพันธ์

หากจะเอ่ยถึง ‘อุบลราชธานี’ อาหารขึ้นชื่อคือหมูยอและก๋วยจั๊บญวน กระทั่งกลายเป็นภาพจำที่คนต่างถิ่น ทว่าภายในร้านมิตรสัมพันธ์ที่มีผู้คนเข้าออกร้านกันไม่ขาดสาย พนักงานเดลิเวอรี่มากมายเรียงหน้ากันรอรับออเดอร์ให้ลูกค้า เป็นอีกสิ่งที่ยืนยันว่าคนอุบลฯ นิยมทานลูกชิ้นไม่แพ้ของขึ้นชื่ออื่นๆ 

“เมื่อก่อนนี้ขายดี ทำมาค้าขึ้น สมัยนั้นลูกชิ้นไม้ละ 3 บาทยังได้ยอดขายมากกว่าตอนนี้ ไม่แน่ใจว่าเกิดขึ้นในรัฐบาลยุคไหน แต่อยู่ในช่วงปี 2527 เพราะเริ่มขายตั้งแต่นั้นมา หลังจากนั้นปี 2529 – 2531 ก็เริ่มขายดีมาเรื่อยๆ แม่เกิดที่เมืองไทย ส่วนพ่อกับแม่ของแม่เองอพยพสงครามมาจากเวียดนามอีกที” 

กัลยา บอกว่า กว่าจะมาเป็นมิตรสัมพันธ์ ไม่ได้อพยพหนีสงครามมาจากเวียดนามแล้วประสบความสำเร็จเลย ก่อนจะเป็นร้านดังล้วนผ่านลองผิดลองถูก ไม่ว่าจะเป็นการหาบเร่ขายขนมจีน จากนั้นเปลี่ยนมาขายก๋วยเตี๋ยว และก๋วยเตี๋ยวที่ทำมีความเป็นเฝอแบบเวียดนามผสมผสานเข้าด้วย ถัดจากนั้นก็เริ่มเป็นที่รู้จักคุ้นตาและคุ้นลิ้นของคนอุบลฯ 

“เมื่อก่อนไม่ได้ใช้ชื่อมิตรสัมพันธ์แต่เป็นชื่อร้าน ‘เฝอโองม่อง’ เฝอแปลว่าก๋วยเตี๋ยว  Ông nội-โองโหนย ม่อง คือชื่อของคุณพ่อ แต่หลังจากที่เป็นที่รู้จักจึงเริ่มมีชื่อร้านเป็นกิจลักษณะ” 

ปกติแล้วร้านก๋วยเตี๋ยวทั่วไปจะซื้อลูกชิ้นที่อื่นมาใช้ แต่มิตรสัมพันธ์ทำลูกชิ้นเอง ซึ่งเป็นร้านเดียวในขณะนั้นที่ทำลูกชิ้นเอง ก๋วยเตี๋ยวขายดีแต่ที่ดีกว่าคือลูกชิ้นทำเองกลับถูกปากลูกค้ากระทั่งมีคนมาขอซื้อแค่ลูกชิ้นไปกิน นั่นจึงทำให้ร้านทำลูกชิ้นทั้งเพื่อก๋วยเตี๋ยวและเผื่อแยกขายด้วย 

“เริ่มแรกขายด้วยรถเข็นอยู่ที่ทุ่งศรีเมือง ลูกค้าก็พากันเอาเสื่อไปปูนั่งทานแถวๆ สวนย่อม มี 20-30 เจ้าขายอยู่ตรงศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ลูกชิ้นมิตรสัมพันธ์คือเจ้าแรกที่ริเริ่มการนั่งปูเสื่อทานลูกชิ้น ตอนนั้นขายดี ไม่ได้ขายให้แค่คนเวียดนาม เป็นลูกค้าทั่วไปเลย วัยรุ่นทานลูกชิ้นเยอะ เมื่อก่อนการค้าขายในเมืองอุบลฯ ครึกครื้นมาก เข็นรถออกไปลูกค้าก็มายืนรอแล้ว ตอนนี้เทียบไม่ได้ จัดร้านตั้งแต่เช้ายังไม่มีใครมาซื้อเลยก็มี”

ความลำบากเมื่อไร้สัญชาติไทย

หากย้อนไปถึงรุ่นพ่อแม่ของกัลยา เธอบอกว่าไม่มีใครได้สัญชาติไทยเลย ส่วนตนนั้นกว่าจะได้สัญชาติไทยก็แต่งงานมีลูกแล้ว โดยครั้งนั้นเป็นนโยบายของรัฐบาลที่มอบสัญชาติให้คนเวียดนามที่อพยพสงครามมา ส่วนหากจะพูดถึงคนเวียดนามปัจจุบันที่อยู่ในอุบลฯ นับว่าเยอะมากจนตั้ง “ชมรมคนไทยเชื้อสายเวียดนาม” “กลุ่มสตรีเวียดนาม” และ “กลุ่มคนรุ่นใหม่เวียดนาม” 

“เมื่อก่อนยังไม่มีการจัดตั้งเป็นชมรม พวกเขารวมตัวกันในวันสำคัญเช่น วันชาติ ตรุษจีน การใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก เพราะตอนที่มีสงครามเวียดนาม กอ.รมน.(กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) มีกฎหมายมาตรา 114 (ระบุว่า – ผู้ใดสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคมกับเป็นกบฏ หรือกระทำความผิดใดๆ อันเป็นส่วนของแผนการเพื่อเป็นกบฏ หรือยุยงราษฎรให้เป็นกบฏ หรือรู้ว่ามีผู้จะเป็นกบฏ แล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี) เนื่องจากตอนนั้นไทยช่วยสหรัฐอเมริกา ช่วยไซง่อนรบ (ปัจจุบันคือเมืองโฮจิมินห์) เราคนเวียดนามทางนี้ก็ลำบาก คิดว่าเราฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ แต่จริงๆ ไม่ได้มีอะไร เราแค่ประชาชนคนหนึ่ง การเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ ตอนที่อยู่ไทยค่อนข้างลำบาก ตัวของแม่ทำประกันไว้กับบริษัทเอกชนมากกว่าทำกับรัฐ และใช้สิทธิ์ประกันชีวิตนั้นเลยในการเข้าถึงการรักษาต่างๆ”

จุดเด่นลูกชิ้นร้านมิตรสัมพันธ์

“เราใช้วัตถุดิบที่ไม่เหมือนลูกชิ้นในท้องตลาดทั่วไป หมู เนื้อ ที่นำมาทำลูกชิ้นก็เป็นหมูสด ไม่ใช่หมูแช่เย็น ไร้สารเคมี ในตอนแรกที่ทำลูกชิ้นทำเป็นอุตสาหกรรมครอบครัว ไม่ใช่โรงงาน สูตรของลูกชิ้นไม่ได้มาจากเวียดนามแต่อย่างใด เป็นสูตรที่คิดตอนมาอยู่ไทย ร้านไม่ได้มีสาขาในจังหวัดอื่น อยากทานต้องมาที่อุบลฯ เท่านั้น” กัลยา เล่าถึงกระบวนการทำลูกชิ้นอันเป็นเอกลักษณ์ของร้าน

ปัจจุบันร้านมิตรสัมพันธ์ถูกขยายสาขามากมายทั่วทั้ง จ.อุบลราชธานี เป็นทั้งร้านที่ขายก๋วยเตี๋ยวเท่านั้น และร้านที่ขายลูกชิ้นโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ด้วยร้านเปิดมานานลูกค้าส่วนใหญ่มีอายุใกล้เคียงกับอายุของร้าน การมองหาลูกค้าใหม่ๆ จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทาง แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นมิตรสัมพันธ์ไว้อยู่

ห่างจากร้านของกัลยาประมาณ 1 กิโลเมตร ที่ถนนพโลชัย มีป้ายมิตรสัมพันธ์อีกร้านที่อยู่ตรงสี่แยกถนนพโลชัย กลางเมืองอุบลฯ ที่นั่น แชมป์-อรรถชัย นัยวิกุล ทายาทรุ่น 3 อายุ 43 ปี เป็นผู้ดูแลร้าน แม้จะมีชื่อมิตรสัมพันธ์กำกับไว้ แต่ร้านนี้เน้นการขายก๋วยเตี๋ยวเป็นหลัก และจัดร้านด้วยบรรยากาแบบคาเฟ่ แม้จะแตกต่างกันบ้าง แต่พระเอกของมิตรสัมพันธ์ก็ยังเป็นลูกชิ้นทำเองอันมีเอกลักษณ์

“เอกลักษณ์ของร้านคือการทำลูกชิ้นเอง เพราะคุณตาเป็นคนคิดสูตรเองตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีเครื่องจักร โดยการเอาเนื้อสดๆ ใช้ค้อนทุบให้ละเอียด ส่วนน้ำจิ้มคุณยายเป็นคนคิดสูตรโดยมีส่วนประกอบจากสมนุไพรกว่า 20 ชนิด ปัจจุบันแม่ของผมก็ปรับเปลี่ยนสูตรบ้างเล็กน้อย”

การรีแบรนด์ของทายาทรุ่น 3 

อรรถชัย เล่าให้ฟังว่า หลังเรียนจบและทำงานที่กรุงเทพฯ ได้สักพัก ตนตัดสินใจกลับมาอยู่ที่บ้านด้วยเหตุผลคือแม่เริ่มอายุมากแล้ว ในวันที่กลับบ้าน เขาเริ่มทบทวนว่าจากธุรกิจที่เคยขายดี แต่วันหนึ่งเริ่มได้รับความรู้จักน้อยลง นั่นจึงไปสู่ความคิดที่จะรีแบรนด์ร้านก๋วยเตี๋ยวและลูกชิ้นในตำนาน

“ช่วงแรกก็มาช่วยร้านของคุณแม่ที่โต้รุ่ง ผมก็เริ่มศึกษากลุ่มลูกค้าเป็นยังไง ก็เลยตัดสินใจมาเปิดร้านมิตรสัมพันธ์ตรงนี้ (สาขาถนนพโลชัย) ซึ่งกลายเป็นว่าร้านตรงนี้เปิดมาได้ 8 ปีแล้ว 

“ที่ผ่านมาผมศึกษาทั้งข้อดี ข้อเสียของร้านเราเป็นยังไง ตลาดเป็นแบบไหน อย่างร้านเราคือ Street Food เป็นที่รู้จักมานานกว่า 70 ปีแล้ว เราก็หาจุดอ่อนของเราว่ามีอะไรบ้าง เราเลยออกแบบบรรยากาศของร้านให้คงความเป็น Street Food แต่เสิร์ฟในบรรยากาศคาเฟ่ เมนูยอดนิยมที่ลูกค้านิยมมาทาน จะเป็นก๋วยเตี๋ยวสูตรต้นตำรับ ส่วนลูกชิ้นก็หลากหลาย นอกจากนั้นในร้านก็มีเครื่องดื่มและของทานเล่นต่างๆ จากเดิมที่ลูกค้าส่วนใหญ่มีอายุก็เปลี่ยนมาจับกลุ่มลูกค้าที่เด็กลงหน่อย อาหาร”

แม้การกลับบ้านพร้อมกับรีแบรนด์ร้านมิตรสัมพันธ์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งจะนับเป็นหมุดหมายสำคัญและอาจเป็นแรงบันดาลใจสำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่จะกลับมาพัฒนาบ้านเกิด แต่เมื่อถามว่าคนรุ่นใหม่สามารถเริ่มสร้างธุรกิจของตน หรือประกอบอาชีพในบ้านเกิดได้เลยหรือไม่ เขาตอบว่าควรนับหนึ่งด้วยการออกไปหาประสบการณ์ก่อนก็ได้ 

“การกลับมาทำงานที่บ้านเกิด มันคือสิ่งที่เราคิดว่าเราต้องกลับมาทำอยู่แล้ว อย่างผมถ้าหากไม่กลับมา ร้านมิตรสัมพันธ์ก็คงจะหายไป แต่ถ้าให้พูดถึงเด็กรุ่นใหม่ที่ส่วนใหญ่เริ่มกลับมาทำงานที่บ้านเกิดกัน แนะนำว่าถ้าเรียนจบให้ออกไปหาประสบการณ์ก่อน แล้วค่อยกลับมาพัฒนาบ้านเกิด” 

image_pdfimage_print