นิตยา ม่วงกลาง เป็นอีกหนึ่งหญิงนักสู้ที่มีบทบาทในการทวงถามความเป็นธรรมจากนโยบายทวงคืนผืนป่าในรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา 

แม้ท้ายสุดการต่อสู้ของเธอจะจบลงด้วยการต้องติดคุก แต่เธอก็ยังยืนกรานสู้ในชั้นศาลฎีกาเพื่อยืนยันว่า การเข้าใช้พื้นที่ของครอบครัวในผืนดินดังกล่าวไม่มีความผิด เพราะเป็นการเข้าใช้ก่อนประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง 

“เราถอยไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว ถอยหนึ่งก้าวก็คือติดคุก เดินหน้ายังมีลุ้นว่า รอดไม่รอด สุดท้ายศาลฎีกาก็พิพากษาโทษจำคุกให้รอลงอาญา เราก็ไปติดอยู่ในเรือนจำ 77 วัน” นี่จึงเป็นการถอดบทเรียนการต่อสู้ของผู้หญิงที่ไม่มีสอนในแบบเรียน 

วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 เป็นวันที่ “กบ – นิตยา ม่วงกลาง” แกนนำนักต่อสู้เรื่องสิทธิที่ดินทำกิน อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ จะไม่มีวันลืม เพราะเป็นวันที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุกเธอและพวกอีก 13 คนใน 19 คดี ข้อหาบุกรุกป่าอุทยานแห่งชาติไทรทอง 

ผลของคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ทำให้เธอต้องถูกจองจำในเรือนจำจังหวัดชัยภูมินานถึง 77 วัน ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี เธอจึงได้ออกจากเรือนจำ แต่เวลา 77 วันที่ใช้ชีวิตอยู่ในนั้นทำให้เธอรู้ซึ้งถึงคำว่า “นรกบนดิน” 

“กลัวนะ กลัวอะไรรู้ไหม กลัวลวดหนามที่มันม้วนๆ อยู่บนกำแพงเรือนจำ ยิ่งเขาถอยรถเข้าไปเลย โดยไม่ให้เจอญาติๆ ที่มาส่งก็ยิ่งทำให้กลัว ยิ่งตอนที่เขาสั่งให้ถอดเสื้อผ้า หมุนตัว แล้วสก๊อตจั้มเพื่อตรวจหาสิ่งผิดปกติในร่างกาย เราก็ยิ่งกลัวไปใหญ่ ตอนนั้นในสมองคิดถึงหนังเรื่องขังแปดที่เคยดูเลย” นี่คือภาพจำของนิตยา หลังจากถูกส่งเข้าเรือนจำเป็นวันแรก  

นับจากวินาทีนั้นเธอก็รู้ได้ว่า ชีวิตนี้ไม่ใช่ของเธออีกต่อไป เพราะจะต้องตกอยู่ใต้การควบคุมและคำสั่งทุกฝีก้าว นอกจากความรู้สึกกลัวแล้ว ความรู้สึกไม่ปลอดภัยยังถาโถมเข้ามาในชีวิตเธออีกเป็นทอดๆ  

“วันนั้นเพื่อนในเรือนจำพนันกันว่า คนที่เข้ามาใหม่โดนคดีอะไร เขาก็พนันกันว่า เราถูกจับในคดียาเสพติด คืนนั้นทั้งคืนก็นอนไม่หลับและนอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืน เพราะรู้สึกสับสนไปหมด” 

“ข้าวกองเลี้ยง” อาหารที่คนไม่กล้ากิน 

การอยู่ในเรือนจำด้วยความสับสนทำให้ช่วงเวลา 2 เดือน 10 วัน น้ำหนักนิตยาลดลงจาก 49 กิโลกรัมเหลือเพียง 44 กิโลกรัม เพราะในช่วงสัปดาห์แรกเธอไม่สามารถทานอาหารจากกองเลี้ยงได้เลย 

“สัปดาห์แรก คือ กินข้าวไม่ได้ เพราะข้าวในกองเลี้ยงกินไม่ได้เลย ยกตัวอย่าง ข้าวต้มปลาทูก็ต้มทั้งตัว ทั้งหัว ทั้งขี้ ส่วนราดหน้าก็ไม่ลวกเส้น เอาใส่ถาด แล้วก็น้ำราดเลย ถามว่าใครกิน ก็กินไม่ได้ ส่วนต้มจับฉ่ายไก่ ขนไก่ยังเต็มคออยู่เลย ถ้าใครกินลงนี่ก็คือสุดยอดแล้ว”

เธอมีชีวิตรอดอยู่ได้ด้วยกล้วยน้ำว้าที่แจกวันละ 2 ลูก ซึ่งคาดว่าได้รับจากการบริจาค ต่อมาเธอได้ย้ายไปอยู่ร้านเบเกอรี่ อาจเป็นเพราะองค์กรสิทธิที่ดูแลคดีของเธอออกมาส่งเสียงเรียกร้องต่อสังคมทำให้ส่งผลต่อความเป็นอยู่ทำให้เธอเริ่มมีอาหารการกินที่ดีขึ้น 

“เราถูกแยกออกจากเพื่อนที่ติดคุกด้วยกันมา 14 คน มาอยู่คนเดียว เขาคงกลัวว่า เราจะไปตั้งแก๊งอยู่ในนั้นก็เป็นได้” เธอสงสัย 

สาเหตุต้องถูกจองจำ 

ย้อนไปกลับไปเมื่อปี 2549 กบออกจากการเป็นสาวโรงงานทอผ้าในพื้นที่กรุงเทพฯ แล้วหวนกลับบ้านที่ จ.ชัยภูมิ ด้วยพิษเศรษฐกิจ

เมื่อหวนคืนบ้านเกิดเธอจึงหวังจะสร้างสร้างครอบครัว ประกอบกับพ่อที่อยู่ในวัยร่วงโรย ไม่สามารถทำงานได้เหมือนก่อน เธอจึงเป็นกำลังหลักในการทำไร่สำปะหลังในที่ดินของครอบครัว

กระทั่งวันที่ 12 กรกฎาคม 2558 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไทรทองกลับเข้าจับกุมและดำเนินคดีกับชาวบ้านในหมู่บ้านซับหวายจำนวน 14 คน โดยอ้างคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 64/2557 และ 66/2557 หรือ นโยบายทวงคืนผืนป่า ในจำนวนนี้มีครอบครัว “ม่วงกลาง” ถูกดำเนินคดีถึง 4 คน คือ แม่ พี่สาว น้องสาว และนิตยา 

ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยสนใจและไม่คิดว่าจะออกมาต่อสู้ เพราะไม่เคยเจอปัญหา กระทั่งถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และทหารเข้ามาขอคืนพื้นที่จากที่ดินทำกิน 

นั่นจึงเป็นปฐมบททำให้เธอลุกขึ้นสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรมคืน เพราะมั่นใจว่า  ผืนดินดังกล่าวอยู่มาก่อนการประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติไทรทองเมื่อปี 2535

“ไม่มีที่ดินทำกินอื่น เพราะอยู่ที่นั่นมานานจนไม่มีที่ไปมีที่ไป ถ้าสมมติว่าไม่มีที่ดินที่นี่ เราก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน ถ้าเราไม่ลุกขึ้นสู้ เราก็ต้องสูญเสียทุกอย่างไป ทั้งที่ดินทำกิน เราต้องย้ายถิ่นฐาน มีพ่อแม่ มีลูกที่ต้องเรียนหนังสือ เราต้องลุกขึ้นสู้” 

เดินหน้าร้องเรียน 

เธอเริ่มต้นต่อสู้ด้วยการไปร้องทุกข์ที่อำเภอหนองบัวระเหว แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจากหน่วยงานราชการ กระทั่งได้เจอกับ อรนุช ผลภิญโญ ​​เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) โดยบังเอิญ ทำให้เธอได้รับคำแนะนำและแนวทางการต่อสู้อย่างตรงเป้ามากขึ้น 

ทว่าการร้องเรียนในช่วงการบริหารงานโดยรัฐบาลทหารก็มีอุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะในห้วงยามที่ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตยและมีการประกาศห้ามรวมตัวเกิน 5 คน ที่ประกบคู่กับการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 

“ตอนไปร้องเรียนก็ถูกเจ้าหน้าที่ด่าและตบโต๊ะใส่ พร้อมชี้หน้าว่า เป็นแกนนำจะจับกุมข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตอนถูกปฏิบัติแบบนั้นก็ตกใจ หน้าเสีย ถามว่ากลัวไหม ก็กลัว แต่ไม่กล้าแสดงออก เพราะวันนั้นพาชาวบ้าน 39 คนไปด้วย กลัวชาวบ้านเสียขวัญ เขายังด้อยค่าเราด้วยว่า เป็นแค่ชาวบ้าน ไม่มีการศึกษา”

ไม่เพียงเท่านั้นเธอยังถูกข่มขู่และคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐอีกสารพัด ทั้งที่เธอเป็นผู้เดือดร้อนจากการจะไม่มีที่ดินทำกิน การคุกคามส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบการติดตามตัว การเข้ามาที่บ้านพัก กระทั่งในยามวิกาล โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเคลื่อนไหวในกิจกรรม We Walk เมื่อปี 2559 ที่เริ่มเดินทาง อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ เพื่อเคลื่อนไหวคัดค้านเรื่องเขื่อนโป่งขุนเพชร 

“ตอนนั้นมีตำรวจไปหาที่บ้าน 2-3 รอบ แต่ไม่เจอ แล้วก็ไปเจอที่ว่าการอำเภอ เขามาถามเราว่า จะไปเดิน We Walk ไหม ความจริงเราไม่รู้จักกลุ่มที่ทำกิจกรรมด้วยซ้ำและก็ตกใจที่ไปเจอตำรวจที่อำเภอตอนพาลูกไปเปลี่ยนชื่อ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น 

แม้ว่า กบจะไม่แน่ใจว่า ชื่ออยู่บัญชีรายชื่อของหน่วยงานความมั่นหรือไม่ แต่มีหลายครั้งที่หน่วยงานรัฐจัดกิจกรรม พวกเขาต้องเชิญเธอไปร่วมด้วย โดยเฉพาะระหว่างที่มีการร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่กองทัพภาค 2 จังหวัดนครราชสีมาเมื่อปี 2561 เธอก็ได้รับเชิญ แต่เธอแสดงความจำนงว่า ไม่เข้าร่วม 

กบ นิตยายื่นหนังสือกับคณะกรรมธิการที่ดินฯ และกรรมาธิการกฎหมาย กรณีกบและชาวบ้านซับหวายได้รับผลกระทบจากการดำเนินคดีจากนโยบายทวงคืนผืนป่า

แม่ & เมียในบริบทนักต่อสู้ 

การต่อสู้เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมในที่ดินของตัวเองต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยยากและการเสียสละเวลาของครอบครัว โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่เธอมีลูกผู้ชายที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น 

“ลูกไม่เข้าใจหรอกค่ะ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเขาเป็นผู้ชายอยู่ในวัย 14-15 ปี แล้วเห็นข่าวแม่บนโซเชียลมีเดีย เขาถามว่า แม่ไปทำแบบนี้ทำไม ไม่ทำได้ไหม ไม่อยากให้แม่เป็นข่าวอีกแล้ว”

เธออธิบายว่า สาเหตุที่ลูกถามแบบนี้อาจจะเป็นเพราะคนบางส่วนในชุมชนเห็นว่า เธอเป็นคนหัวดื้อ ซึ่งลูกชายไม่อยากให้เธอถูกมองแบบนั้น ในอีกแง่หนึ่งกบก็อธิบายกับลูกว่า สิ่งที่เธอทำไม่ได้ผิด เป็นการถูกกลั่นแกล้ง ทำให้ไม่ได้รับความเป็นธรรม 

“เราอยากให้ลูกรู้กฎหมาย จะได้ไม่เสียเปรียบเขาเหมือนแม่ เราบอกลูกว่า แม่ต้องสู้ แม่ต้องรู้กฎหมาย ต้องไปอบรมเพื่อนำแนวทางมาปรับใช้กับปัญหาของเรา ก่อนที่ศาลฎีกาจะพิพากษา ลูกก็บอกว่า เขาชื่นชมแม่ เพราะแม่เป็นนักสู้ แม่ไม่ได้ทำผิดอะไรและเข้าใจแล้วว่า ทำไมแม่ต้องสู้”

ในความเป็นแม่ กบรู้สึกได้ถึงความรู้สึกของลูกที่กลัวว่า ลูกจะอายผู้คนที่แม่ติดคุก เธอได้ถามลูกว่า อายคนไหม ซึ่งลูกได้ให้คำตอบที่ทำให้เธอชื่นใจว่า 

“เมื่อก่อนอาย เพราะเห็นแม่ในข่าวเยอะ แต่วันนี้เข้าใจแล้วว่า สิ่งที่แม่ทำคืออะไร แม่ไม่ใช่อาชญากร แต่แม่ถูกกลั่นแกล้ง”

นิตยา เล่าถึงห้วงเวลาก่อนที่ไปฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ศาลจะตัดสินใจจำคุกเป็นเวลา 4 เดือน และให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 40,000 บาท 

“วันนั้นลูกก็ถามว่า เก็บผ้าถุงและเครื่องสำอางไปทำไม เราก็บอกว่า ไปติดคุก แต่เขาไม่เชื่อ พอฟังคำสั่งศาลเสร็จเขาก็ถามพ่อ แล้วพ่อก็พูดไม่ออก พอเราติดคุกแล้วลูกมาเยี่ยมเขาก็ร้องไห้ เราจึงบอกสามีว่า อย่าให้ลูกมาอีก เพราะไม่อยากเห็นเขาในสภาพนั้น” 

ระหว่างที่อยู่ในเรือนจำความเป็นแม่ทำให้เธอเป็นห่วงลูกมาก โดยเฉพาะเมื่อได้ยินข่าวว่า ลูกไม่อยากไปโรงเรียนและอยากดร็อปเรียน เธอได้แต่บอกลูกว่า “อย่าท้อ” กระทั่งวันที่เธอได้ออกจากเรือนจำจึงทำให้ลูกชายเข้มเข็งขึ้น 

กำลังใจจากเพื่อนร่วมทาง 

ระหว่างการต่อสู้ แม้นิตยาจะเจอขวากหนามมากมาย แต่ก็ได้รับกำลังใจจากผู้ร่วมทางหลายครั้ง เธอเล่าว่า กำลังใจนั้นมาจากเด็กหญิงวัยอนุบาล 2 ซึ่งเป็นลูกของผู้ถูกดำเนินคดีเดียวกันที่ถามว่า 

“ถ้าแม่กบติดคุก แม่หนูต้องติดคุกด้วยใช่ไหม” 

แล้วก็เขียนข้อความว่า “ไม่อยากให้แม่ติดคุก ขอบอกว่าอย่าเปลี่ยนความอบอุ่นของหนูให้เป็นความเหน็บหนาว”

พออ่านข้อความนั้นเธอถึงกับร้องไห้ออกมา เพราะเด็กคนนั้นไม่มีพ่อ มีแค่แม่เพียงคนเดียวและวันที่ศาลพิพากษาน้องก็นั่งเกาะแขนแม่ของเธอตลอด โดยเฉพาะวันที่ศาลฎีกาตัดสิน เด็กคนนั้นก็ถามเธออีกครั้งด้วยคำถามเดิม แต่ตอนนั้นเธอไม่ได้ตอบคำถาม เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น 

กบไม่ได้หวังจะเป็นแกนนำ เพราะเธอก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ แต่สถานการณ์ผลักให้ต้องเป็น “ผู้นำ” แม้จะมีหลายครั้งที่เหนื่อยและท้อ แต่ก็ไม่อยากปล่อยน้ำตาให้คนร่วมการต่อสู้เห็น เพราะกลัวว่า น้ำตาจะเป็นสัญญาณของความหมดหวังให้กับผู้ร่วมขบวน ทว่ามีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เธอรู้สึกว่า ตัวเองก็อ่อนแอก็เกิดขึ้น   

เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่ศาลฎีกา ศาลเจรจาให้ทุกคนรับคำสารภาพ โดยอ้างว่า ถ้าทำจะไม่ต้องจำคุก ทว่าวันนั้นท้ายสุดศาลกลับไม่อนุญาตให้ประกันตัว แต่มียายคนหนึ่งที่อยู่ในคดีได้ยินว่า ศาลให้ประกันตัวแล้วก็แสดงความดีใจมาก เพราะยายหูหนวกทำให้วันนั้นเธอถึงกับต้องเสียน้ำตากับความรู้สึกสงสาร  

วันนั้นเธอยืนยันจะสู้ในชั้นฎีกาเพียงคนเดียว เพราะไม่อยากให้คนอื่นๆ ต้องติดคุก แต่เพื่อนๆ กลับบอกว่า “ถ้ากบสู้ ทุกคนก็จะสู้ไปร่วมกัน”

บทบาทผู้หญิงนักต่อสู้  

หลายปีที่เธอออกมายืนแถวหน้าของผู้ได้รับผลกระทบทำให้ตระหนักว่า ไม่เพียงเธอเท่านั้นที่ทำหน้าที่นี้ แต่ยังมีผู้หญิงอีกหลายพื้นที่ที่ลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องตัวเองและชุมชน 

“เห็นผู้หญิงออกมาเคลื่อนไหวเยอะมาก แล้วก็ทำหน้าที่ในไร่ ในบ้านได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องและการออกมาเรียกร้องก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย กลุ่มที่เราอยู่ส่วนใหญ่ก็มีแต่ผู้หญิง”

จากการเคลื่อนไหวเรียกร้องในอีสานมาหลายปีทำให้เธอเห็นว่า ผู้หญิงอีสานออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น แตกต่างจากภาคใต้และภาคเหนือที่บทบาทการออกมาเคลื่อนไหวจะมีผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 

เธอไม่แน่ใจว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น อาจจะเกี่ยวพันถึงเรื่องวัฒนธรรมที่ในสังคมนั้นมีผู้ชายเป็นผู้นำเสียส่วนใหญ่ 

“ถ้าในครอบครัว สามีห้ามไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว เราไม่ยอมนะ เพราะจะมากำจัดสิทธิ์กันไม่ได้” 

ถอดบทเรียนการต่อสู้ 

นับจากวันแรกที่ลุกขึ้นสู้ แม้มีราคาต้องจ่ายแต่เธอก็มองว่า การต่อสู้ทำให้ได้เรียนรู้และมีประสบการณ์มากมาย โดยเฉพาะการได้เห็นบทบาทของผู้หญิงกับการต่อสู้ในมิติต่างๆ ซึ่งผู้หญิงบางคนออกมาเคลื่อนไหวแล้วครอบครัวทำให้ครอบครัวแตกแยก บางชุมชนที่ออกมาเคลื่อนไหวก็มีการเปลี่ยนแกนนำบ่อย เพราะเจอปัญหาเศรษฐกิจก็ต้องล่าถอยไป 

“เมื่อมองย้อนไปก็เจอสิ่งที่ได้เรียนรู้ คือ คนที่ไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษามักจะถูกกดขี่ด้วยอำนาจ ด้วยกฎหมาย ทำให้ทั้งผู้หญิง ผู้ชายเสียเปรียบและถูกกระทำ พอเรามีความรู้ขึ้นมาก็สามารถต่อรองได้”  

ทุกครั้งที่ออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับผู้คนเธอมักจะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่นำไปปรับใช้กับการต่อสู้ในชุมชนของตัวเองเสมอ 

“เราเก็บความบกพร่องของคนอื่นมาคิดมากกว่าการนำความสำเร็จของคนอื่นมาคิด เพราะคิดว่าความล้มเหลวนั้นต้องมีวิธีแก้ให้ประสบความสำเร็จ ทุกคนจะประสบความสำเร็จต้องผ่านความล้มเหลวมาก่อน” 

การต่อสู้ของนิตยาเกิดจากการเรียนรู้แบบผิดๆ ถูกๆ มาก่อน แต่เมื่อได้เรียนรู้แล้วทำให้เห็นว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการต่อสู้ คือ การได้รู้จักสิทธิของตัวเองก่อน ซึ่งเกิดขึ้นจากการได้รู้กฎหมาย 

“อยากให้ทุกคนลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเอง ถ้าจะสู้ต้องสู้ให้สุด อย่าท้อ อย่าถอยแม้แต่ก้าวเดียว ถ้าเราไม่ท้อ ไม่ถอยไม่มีใครทำอะไรเราได้ ขอให้ยืนอยู่ในอุดมการณ์ ยืนอยู่บนความถูกต้อง มันอาจจะเหนื่อย แต่สิ่งที่มันได้มาก็คุ้ม” 

นอกจากความเหน็ดเหนื่อยที่ได้มา เธอยังเห็นว่า บทเรียนของนักสู้ลูกผู้หญิงคือ การไม่จำยอมกับโชคชะตา 

“เราถอยไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว ถอยหนึ่งก้าวก็คือติดคุก เดินหน้ายังมีลุ้นว่า รอด ไม่รอด” 

แม้คดีนี้ท้ายที่สุด เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2563 ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาตัดสินจำคุก 8 เดือน ให้รอลงอาญา ค่าปรับ 3 หมื่นบาท ค่าเสียหายยืนตามศาลอุทธรณ์ 150,000 บาท และต้องรายงานตัวต่อศาลเป็นระยะ  

แต่เธอก็ยังมีความหวังว่า “สักวันหนึ่งจะเห็นการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินอย่างยั่งยืน โดยไม่มีคนจนติดคุกอีก”  

image_pdfimage_print