กว่าสองทศวรรษที่ “มณี บุญรอด” ประกาศต้านเหมืองแร่โพแทสในจังหวัดอุดรธานีทำให้เธอกลายเป็นแกนนำคนสำคัญของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีและโครงการเหมืองแร่แหล่งอื่นๆ ในอีสาน 

จากผู้หญิงที่เรียนจบเพียง ป.4 แต่ก็มีความรู้เรื่องปัญหาของเหมืองเกือบทั่วโลกอย่างทะลุปรุโปร่ง การประกาศให้เดินหน้าเหมืองในอีสานใน 3 จังหวัดของคณะรัฐมนตรีจึงทำให้เธอเห็นหายนะที่กำลังรออยู่ 

“จะสู้จนถึงวัยตาย สู้ไม่มีกำหนด ตอนนี้ก็ 76 ปีแล้ว ไม่มีกำหนดว่าจะสู้ไปอีกกี่ปี ก็สู้จนถึงวันตาย  

“เคยมีนายทุนบริษัทใหญ่มาเสนอเงินให้ 60 ล้านบาทเพื่อให้เลิกต่อสู้ ฉันก็พาพวกไปบุกที่โรงแรมในอุดรฯ แล้วบอกเขาว่า อย่าคิดว่า ฉันจะหลงเงินของคุณ ฉันจะสู้เพื่อเอาแผ่นดินไว้ให้ลูกหลาน ฉันไม่เอาเงินคุณ” 

เป็นวีรกรรมที่บอกตัวตนของ “มณี บุญรอด” แกนนำกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี วัย 76 ปี ผู้เคียงบ่าเคียงไหล่ชาวอุดรธานีมานานกว่า 22 ปี ทั้งในบทบาทผู้ก่อตั้งและผู้ขับเคลื่อนกลุ่มอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด 

การเป็นผู้นำท้องถิ่นในตำแหน่งสมาชิก อบต.ห้วยสามพาด จ.อุดรธานี มาตั้งแต่ปี 2539 ทำให้เธอคลุกคลีกับปัญหาของเหมืองแร่โพแทสอย่างแยกตัวไม่ออก ประกอบกับการได้อยู่ในเหตุการณ์ที่กรมทรัพยากรธรณี ลงพื้นที่สำรวจหาแร่ในที่นาตัวเองเมื่อปี 2544 จึงทำให้เธอเป็นคนวงในของปัญหาอย่างไม่ต้องสงสัย 

“ตอนนั้นเห็นเขาขนอุปกรณ์สำรวจเข้ามาไร่นาคนอื่นอย่างไม่ขออนุญาตก็คิดในใจว่า ทำไมถึงทำแบบนี้ ก็เลยไปถามดูจึงรู้ว่า มาจากหน่วยงานไหน ตอนแรกเขาบอกว่า มาหาบ่อน้ำมัน เราก็เลยถามเขาไปว่า ทำไมไม่ขออนุญาต ทำอย่างนี้มันเกินคนแล้ว”

หลุมสำรวจแร่โพแทช ที่มีการเข้าไปขุดเจาะในที่นา

เกิดเป็นคนกฎหมายต้องคุ้มครอง 

ตอนนั้นเธอเรียกร้องค่าชดเชยจากการที่เจ้าหน้าที่เข้ามาขุดที่ดินในนาเป็นเงิน 2 หมื่นบาท ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อย จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงเขียนหนังสือเป็นลายลักษณ์มีใจความว่า จะเข้าสำรวจเป็นเวลา 1 เดือน  

“ก็มีเพื่อนบ้านมาถามว่า ทำไมยายมณีถึงได้เงิน ทำไมพวกเขาไม่ได้ ฉันก็บอกเขาไปว่า เกิดเป็นคนมาก็มีสิทธิเสรีภาพของตัวเอง กฎหมายต้องคุ้มครองเรา”

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เธอเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรมทรัพยากรธรณีโดยไม่ได้ตั้งใจ หลังการขุดสำรวจเมื่อปี 2544 เจ้าหน้าที่รัฐก็หายไป

ปีถัดมากลับมีกลุ่มองค์กรเอกชน หรือ เอ็นจีโอ ลงพื้นที่มาให้ข้อมูลกับชาวบ้านว่า การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่รัฐก่อนหน้านั้นไม่ใช่การสำรวจหาบ่อน้ำมัน แต่เป็นการสำรวจหาแหล่งแร่โพแทสที่อยู่ใน “แอ่งโคราช-สกลนคร” พร้อมกับให้รายละเอียดถึงหายนะที่อาจจะเกิดขึ้นกับผืนดินและชุมชน 

“เขาบอกว่า มีภูเขาเกลืออยู่ใต้ดิน ถ้าขุดๆ ไป แผ่นดินอาจจะทรุดลง ซึ่งมันตรงกับข้อมูลที่เราเห็นในชุมชน เพราะเห็นจากการขุดบ่อบาดาลที่บางบ่อมันจะเป็นสีชมพู แต่มีก้อนสีขาวเหมือนสารส้มปะปนมา คนขุดก็บอกว่า เป็นแร่สังกะสี แร่โพแตสเซียม เอาไว้ทำปุ๋ย” 

จากวันนั้นมณีจึงเริ่มศึกษาหาความรู้ แม้เธอจะบอกว่า ตัวเองจบแค่ ป.4 แต่ความรู้ที่เธอมีเกี่ยวกับแร่โพแทสเซียมเป็นความรู้ที่ถ่องแท้ เพราะเกิดจากการสนับสนุนจากหน่วยงานเอกชน ให้เดินทางไปดูงานการสร้างเหมืองและความเสียหายในประเทศต่างๆ ถึง 41 ประเทศ อาทิ แคนาดา อินเดีย เป็นต้น 

การติดตามกระบวนการมาอย่างต่อเนื่อง เธอจึงเห็นความผิดปกติและความไม่ชอบมาพากลในโครงการหลายเรื่อง ทั้งการเปิดรับฟังความคิดเห็นในค่ายทหาร แล้วปิดกั้นไม่ให้ชาวบ้านผู้มีส่วนได้เสียเข้าร่วม แต่คนที่มีสิทธิได้เข้ากลับเป็นชาวบ้านที่ไม่ได้รับผลกระทบ

“เห็นอย่างนั้นฉันก็ปิดถนนเลย แล้วเชิญผู้ว่าฯ มาชี้แจงว่า ทำไมทำแบบนี้ เราก็พยายามล้มเวที เราไม่เอา แต่เขาบอกว่า เขาทำสำเร็จ ยังไงเราก็ไม่เอา ไม่เห็นด้วย ให้คุณมาถามพวกเราที่อยู่ในพื้นที่”

สู้เพื่อลูก เพื่อหลาน

การต่อสู้อย่างยาวนาน ล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2566 ศาลปกครองอุดรธานีได้รับคำฟ้องเพื่อขอให้เพิกถอนการออกประทานบัตรโครงการเหมืองแร่โพแตช จ.อุดรธานี โดยกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ระบุว่า ในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ใช้ในการประกอบขอประทานบัตรเป็นการใช้ข้อมูลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและไม่ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 จึงขอให้เพิกถอนรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของบริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด จำนวน 4 แปลง ครอบคลุมเนื้อที่กว่า 26,446 ไร่ โดยประทานบัตรมีอายุยาวนานถึง 25 ปี คือปี 2565-2590

“เรื่อง EIA มันเป็นไปได้ยังไงว่า มันผ่านมาตั้งแต่ปี 2543 ทั้งที่เพิ่งมีการขุดสำรวจตอนปี 2544 ซึ่งพวกเราไม่มีส่วนร่วมเลย อย่างนี้จะผ่านได้ยังไง”

เธอรู้ทีหลังว่า คนทำ EIA ฉบับนั้นเป็นนักวิชาการอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งภาคอีสานที่ได้รับการจ้างวานจากบริษัทเอกชนให้เป็นผู้ทำรายงาน ต่อมาเธอได้นำสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีเข้าพบอธิการบดีของมหาวิทยาแห่งนั้นเพื่อให้เพิกถอนรายงานฉบับดังกล่าว  

“พวกฉันต้องสู้เพื่อรักษาแผ่นดินตรงนี้ไว้ เพราะเหมืองแร่โพแทสมันจะทำลายแผ่นดินเราให้เป็นเมืองร้าง เห็นได้จากเหมืองด่านขุนทด (จ.นครราชสีมา) และเหมืองบำเหน็จณรงค์ (จ.ชัยภูมิ)” 

แม้ไม่รู้ว่า วันนั้นมันจะมาเมื่อไหร่ แต่ด้วยวัย 76 ปีและรู้ว่า สังขารล้วนไม่เที่ยง เธอก็ได้แต่หวังว่า ก่อนที่ลมหายใจจะหมดสิ้นจะสามารถปกป้องผืนแผ่นดินไว้ให้คนรุ่นหลัง 

“ตอนนี้ถึงขนาดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เพราะสู้เพื่อลูกเพื่อหลานและฉันก็รู้ว่า ตัวเองจะอยู่อีกไม่นาน ถ้าฉันตายไปและไม่มีคนทำต่อก็ให้เขาได้ทำไป ฉันก็คิดเท่านั้น”

การต่อสู้ & ถูกคุกคาม 

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มณีถือเป็นแกนนำต่อสู้เรื่องทรัพยากรธรรมชาติเพียงไม่กี่คนที่ออกมาเคลื่อนไหวท่ามกลางกระแสการพัฒนาโครงการต่างๆ ของรัฐ จึงมีคนเตือนเธอหลายคนถึงการออกมาเป็นผู้หญิงแถวหน้าว่า อาจจะถูกคุกคามถึงขั้นเสียชีวิต 

“มีคนเตือนเหมือนกันว่า ระวังเขาเอาไปฆ่าเอาไปแกงนะ เพราะในยุคนั้นพระเขายังฆ่า แกนนำหลายคนก็ตายเพราะการต่อสู้ อย่างสำเนา (ศรีสงคราม ชมรมอนุรักษ์และฟื้นฟูลำน้ำพอง จ.ขอนแก่น) ก็ถูกฆ่าตาย แต่ฉันไม่มีศัตรูที่ไหน ถ้าจะเอาไปฆ่าไปแกงก็คงจะมีแต่บริษัทเอกชนนี่แหละที่เป็นคนทำ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด 

ระหว่างการเคลื่อนไหวก็มีไม่น้อยที่เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างมวลชนสัมพันธ์ของบริษัทเอกชนทำให้เธอถูกทำร้ายร่างกาย 2 ครั้ง และถูกจำคุกในข้อหาทำลายทรัพย์สินของบริษัทเอกชน 2 ครั้ง เนื่องจากในช่วงปี 2551-2552 บริษัทเหมืองแร่นำเหล็กไปฝังเพื่อบอกระยะในบ่อแร่ แต่เธอและชาวบ้านเข้าไปต่อต้าน ไม่ให้ปักหมุด จึงถูกกล่าวหาว่าทำลายทรัพย์สินในเวลาต่อมา ถูกแจ้งจับโดยไม่มีบันทึกประจำวัน แจ้งข้อหาจับทั้งหมด 7 รายรวมมณี แต่มณีเป็นสมาชิกของ อบต. จึงสามารถต่อรองได้ 

เธอเล่าว่าชาวบ้านรวมถึงแม่ลูกอ่อนต้องนั่งให้นมลูกในคุก หลักจากนั้นเธอได้ไปประกันตัวพวกเขาออกมา และสู้คดีพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในฐานะชาวบ้าน จนถูกศาลยกฟ้องในที่สุด

เพื่อนร่วมสู้ เพื่อนร่วมรบ 

การต่อสู้มาเกินกว่าสองทศวรรษทำให้เธอมีเพื่อนร่วมรบเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคนในชุมชนที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่และเติบโตมาด้วยกัน เรียกได้ว่า คนในชุมชนกว่าร้อยละ 70 พร้อมจะเดินไปด้วยกัน แม้จะทุกข์ยากลำบากแค่ไหน 

“คนเห็นด้วยกับฉันเยอะ ชวนกี่คนก็ไปหมด หอบทั้งผัว เมีย ลูก ไปด้วยกัน เพราะเราบอกเขาว่า ถ้าเราไปหาผู้ว่าฯ ถ้าคนไปน้อยเขาไม่ออกมาหาเรานะ เขาก็ไป จนมีคนถามว่า ฉันเอาเงินจากไหนมาจ้างคน ต้องบอกว่า ฉันไม่เคยจ้าง”

แม้จะต้องใช้เงินในการเคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างเหมืองโพแทส แต่กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีก็มีแนวทางการเก็บออมเพื่อส่วนรวม ด้วยการ “ทำนารวม” โดยที่ดินแปลงบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินของมณีที่มอบให้กลุ่มไว้ทำนาเพื่อขายนำเงินมาใช้ในการต่อสู้ 

“ฉันไม่เอาข้าวแม้แต่เม็ดเดียว ให้ทางกลุ่มเอาไปทำเลย พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ที่เป็นเดือนข้าวคูณลาน คนที่ร่วมกันต่อสู้ก็มาทำบุญด้วยกันด้วยการเอาข้าวมารวมกันหมู่บ้านละ 2-3 คันรถ แล้วเราก็เอาไปขายได้ปีละ 2-3 แสนบาท แล้วก็แจกซองอีกปี 2,000 ซองให้เครือข่ายต่อสู้ด้วยกัน ไม่ได้ไปล้วงกระเป๋าใครคนใดคนหนึ่ง” 

ผู้หญิงกับการต่อสู้ 

เธอเล่าอีกว่า สมาชิกในกลุ่มฯ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่คละเคล้ากันหลายรุ่น ส่วนผู้ชายต้องทำหน้าที่หาเงินเข้าบ้าน แล้วให้ผู้หญิงอยู่บ้านเลี้ยงลูกจึงทำให้ผู้หญิงเข้าร่วมต่อสู้กับกลุ่มได้ง่ายกว่าผู้ชาย โดยเธอไม่ได้มองว่า เพศไหนเข้าร่วมการต่อสู้มากกว่าหรือน้อยกว่า แต่เป็นการหนุนเสริมซึ่งกันและกัน 

“เวลาผู้หญิงไปร่วมต่อสู้ก็จะหอบลูกจูงหลานไปด้วย ผู้ชายก็มีบ้างที่ไปเป็นการ์ด แต่มีน้อย ซึ่งทุกคนในกลุ่มจะช่วยกันหาความรู้และฝึกพูดต่อสาธารณะ ไม่ใช่ให้คนๆ เดียวพูด” 

มณีเล่าอีกว่า ในแต่ละหมู่บ้านที่อยู่ในกลุ่มฯ จะมีตัวแทนหมู่บ้านๆ ละ 5 คนที่เป็นตัวตายตัวแทนและทำงานแทนกัน รวมทั้งชักชวนกลุ่มคนรุ่นหลังเข้าร่วมเป็นทอดๆ เพื่อให้สืบทอดแนวทางการต่อสู้ 

ส่วนครอบครัวของเธอนั้นก็หนุนเสริมกันดี โดยเฉพาะสามีที่ร่วมสู้มาด้วยกันตั้งแต่เพิ่งก่อตั้งกลุ่ม แม้วันนี้อายุจะล่วงเข้าสู่วัยชรา แต่ก็ยังเป็นทัพหลังให้เสมอ ส่วนลูกๆ นั้นเมื่อต้องการความช่วยเหลือก็จะมาเป็นกำลังหนุนให้เสมอขึ้นอยู่กับโอกาส 

“ฉันมีลูก 3 คน ตอนนี้โตกันหมดแล้ว ถ้าวันไหนฉันไปชุมนุม ไปเรียกร้องเขาก็จะไปทั้งลูกทั้งผัว ไปด้วยกันทั้งหมด” 

แนวทางหนึ่งที่ทางกลุ่มฯ ยึดถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่ก่อตั้ง คือ การปลูกฝังให้คนในชุมชนสนใจปัญหาสังคม จากการจัดรายการวิทยุ “โรงเรียนฮักถิ่น” ที่เป็นคลื่นวิทยุชุมชน 15 กิโลวัตต์ ไม่มีการโฆษณา โดยจะพูดเรื่องกฎหมายใกล้ตัว เรื่องรัฐธรรมนูญและสิทธิเสรีภาพ 

“แต่ละวันฉันก็จะอ่านรัฐธรรมนูญให้ฟังทางวิทยุว่า มีกี่มาตรา มาตราไหนสำคัญ คนฟังก็มีทั้งครูบาอาจารย์และคนทั่วไป เขาก็สะท้อนว่าได้ความรู้เยอะ” 

โรงเรียนฮักถิ่น กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เกิดจากการร่วมใจของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการรวมกลุ่มของเยาวชน ตั้งแต่ชั้น ป.3 – ม.3 มาทำกิจกรรมร่วมกันในช่วงสุดสัปดาห์ เกิดขึ้นจากการที่เอ็นจีโอของบประมาณจากบริษัทปูนซีเมนต์ไทย มาเพื่อมอบทุนการศึกษาให้เยาวชนเพื่อส่งเสริมให้เรียนถึงชั้นปริญญาตรีปีละ 2-3 คน 

เธอเล่าว่า คนรุ่นใหม่สนใจในหลายประเด็น โดยเฉพาะปัญหาจากการสร้างเหมืองในพื้นที่ทำกิน

การมีปัญหาเรื่องเหมืองแร่โพแทสทำให้เธอได้เดินทางแลกเปลี่ยนความรู้ต่างชุมชน หลายครั้งก็ได้เรียนรู้เรื่องราวที่อยู่นอกประเด็นที่กำลังต่อสู้ แต่ถือว่า เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ 

“อย่างฉันไปมหาสารคาม ไปเจอกลุ่มน้ำชีเขาทำปลาส้ม เราก็ได้เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจ สินค้าโอท็อป ได้เรียนรู้การเมืองการปกครอง ส่วนเราก็เอาปลาร้าบอง เอาเสื่อทอลายขิดไปขาย เราก็ไม่ได้พูดเรื่องเหมืองแร่อย่างเดียว” 

ส่งสาส์นถึงนายกฯ  

การเคลื่อนไหวต่อต้านเหมืองมากว่าสองทศวรรษทำให้เธอเห็นข้อเสียของเหมืองในหลายพื้นที่ ดังนั้นจึงอยากให้ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 ที่มีมติให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งรัดโครงการเหมืองแร่โพแทสในภาคอีสาน

“อย่าพูดแต่เรื่องเศรษฐกิจดี อย่าพูดแต่เรื่องรายได้ ถ้ามันพังลงก็เอาคืนมาไม่ได้ แผ่นดินทรุดมันก็เอาคืนไม่ได้ อย่ามาทำให้บ้านเมืองถล่มทลาย ถ้ามันดีจริงๆ ถ้าคิดว่าแผ่นดินมันจะสูงฉันก็ไม่ว่าหรอก มาคุยกันบนโต๊ะ ถ้าเกิดปัญหาใครจะรับผิดชอบ อยากให้เขาไตร่ตรองดูก่อน ควรรับฟังเสียงชาวบ้านเสียก่อน” 

เธอยังกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาการจัดการเหมืองในประเทศไม่เคยทำได้ดี อย่างเหมืองอุโมงค์ จ.เลย ก็ทำให้ภูเขาหายไปหลายลูก หรือแม้กระทั่งเหมืองทองอัครา จ.พิจิตร ก็ทำให้ภูเขาหายและบ้านแตกสาแหรกขาด 

“ฉันก็อยากให้คิดให้ดีเสียก่อน อย่ารีบตัดสินใจ” คำเตือนจากคนที่เดินทางไปดูเหมืองมาแล้ว 41 ประเทศ

มณียังบอกอีกว่า หลังได้ยินข่าวว่า ครม.มีมติให้เดินหน้าเรื่องเหมืองแร่ก็ทำให้รู้ทันทีว่า จะต้องเกิดปัญหาตามมาอีกมาก เห็นได้จากโครงการเหมืองแร่จังหวัดอุดรธานี แม้โครงการยังไม่เกิน แต่ก็นำความแตกแยกมาสู่ชุมชน มีการแบ่งออกเป็นฝักฝ่ายและแตกความสามัคคี 

“ตอนรัฐบาลหาเสียง ทำไมเขาพูดว่า จะอยู่กับประชาชน แต่พอหาเสียงไปแล้ว นโยบายกลับไม่ตรงกับความคิดของประชาชนและเราจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการทำเหมืองเลย มีแต่พวกนายทุนได้ เพราะกระทรวงการคลังถือหุ้นแค่ 10 % ส่วน 90 % เป็นของนายทุน เราจะมีรายได้เท่ากับเศษเนื้อติดเขียง จึงอยากฝากถึงลูกหลานที่เรียนจบใหม่ให้ช่วยดูแล”  

แม้รัฐบาลจะมีความพยายามผลักดันให้นำแร่โพแทสใน 3 แหล่ง คือ อุดรธานี ชัยภูมิ และนครราชสีมาขึ้นมาใช้งาน แต่ในฐานะนักสู้ที่คัดค้านเรื่องนี้มากว่า 20 ปีก็ประกาศว่า 

“จะสู้จนถึงวัยตาย สู้ไม่มีกำหนด ตอนนี้ก็ 76 ปีแล้ว ไม่มีกำหนดว่าจะสู้ไปอีกกี่ปี ก็สู้จนถึงวันตายนั่นแหล่ะ”  

ภาพประกอบทั้งหมด โดย กระติ๊บบาย

image_pdfimage_print