จากหญิงลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ถึงผู้อ่านชาวอีสาน “โปรดช่วยฉันตามหาแม่ได้ไหมคะ”

เจนนี่ตามหาแม่ของตัวเองมานานแล้ว เธอไม่รู้ว่า แม่หน้าตาเป็นอย่างไร ชื่ออะไรก็ไม่รู้ ตอนที่เริ่มค้นหา เจนนี่รู้แค่ว่า ตัวเองเกิดจากแม่ชาวไทยและพ่อชาวอเมริกันที่มาเจอกันในช่วงสงครามเวียดนาม

จากการตามสืบด้วยตัวเอง เจนนี่พบหลักฐานที่ชี้ว่า แม่ของเธออาจจะมาจากอีสาน เจนนี่ติดต่อมาหา The Isaan Record เป็นทางเลือกสุดท้าย เธอหวังว่า ผู้อ่านอาจจะมีข้อมูลที่ช่วยให้เธอเจอแม่แท้ๆ ที่เธอไม่เคยพบหน้า

ท่านผู้อ่าน หรือคนที่ท่านรู้จัก หรือคนที่พวกเขารู้จัก อาจช่วยทำให้เจนนี่ได้พบแม่และรากเหง้าชาวอีสานของเธออีกครั้ง ชวนอ่านเรื่องราวของเจนนี่ และลองดูว่าคุณอาจช่วยเธอได้หรือไม่

ช่วงที่สงครามเวียดนามมีความเข้มข้นตึงเครียดที่สุด มีทหารสหรัฐฯ ประจำการอยู่ในประเทศไทยราว 50,000 คน บางคนมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหญิงไทยที่อาศัยอยู่รอบฐานทัพ พลทหารอเมริกันเหล่านี้จำนวนหนึ่งอาศัยอยู่ต่อในประเทศไทยหลังสงครามจบลง ขณะที่ส่วนใหญ่เดินทางกลับประเทศ และหลายคนไม่รู้ตัวเลยว่า หลายครั้งไม่รู้ว่าพวกเขาจะต้องเป็นพ่อและทิ้งลูกกำพร้าพ่อไว้ข้างหลัง 

รายงานของมูลนิธิเพิร์ล เอส. บัก เมื่อปี 2547 ประเมินว่า มีเด็กไทยที่เกิดจากทหารอเมริกันเหล่านี้ในช่วงสงครามราว 8,000 คน ปัจจุบันเด็กๆ เหล่านั้นเติบโตขึ้นจนอยู่ในวัย 50 กว่า และหลายๆ คนไม่เคยรู้จักพ่อชาวอเมริกันของตนเลย 

เจนนี่ (ขอสงวนนามสกุล) ก็เป็นหนึ่งในเด็กเหล่านั้นที่ไม่รู้จักพ่อแม่ที่แท้จริงของตนอยู่นานหลายปี

ในช่วงกลางทศวรรษที่ 2510 พลทหารชัค (พ่อแท้ๆ ของเจนนี่) ประจำการอยู่ที่ฐานทัพอากาศสนามบินอู่ตะเภาในประเทศไทย ได้รับแจ้งว่า ต้องเดินทางกลับบ้านในทันที ก่อนที่จะครบกำหนดปลดประจำการ

เหตุผลก็คือน้องชายของเขาจะมาประจำการแทนตำแหน่งของเขา นโยบายของกองทัพในขณะนั้นกำหนดว่า ชัคจะต้องเดินทางกลับมาก่อนที่น้องชายของเขาจะถูกส่งตัวออกมาได้ เขาไม่มีทางเลือก ชัคไม่รู้เลยว่าในอีก 7 เดือนให้หลัง ลูกสาวของเขาจะลืมตาดูโลก

หลังจากคลอด แม่ของเจนนี่ยกลูกให้ครอบครัวอุปการะ ทำให้เจนนี่ไปอยู่กับแม่อุปถัมภ์คนไทยเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะได้รับอุปการะโดยครอบครัวชาวสวิสที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ

ตอนยังเป็นเด็ก เจนนี่ไปทำธุระและเดินไปรอบๆ กรุงเทพฯ พร้อมกับแม่ชาวสวิส 

“เราอยู่สักที่ในกรุงเทพฯ ฉันยืนอยู่ข้างๆ แม่ ก็มีคนไทยเดินเข้ามาหาแล้วถามว่า คุณแม่อยู่ไหนเหรอ” เจนนี่เล่า

ตอนนั้นเจนนี่สับสน เพราะแม่ของเธอก็ยืนอยู่ตรงนั้น 

“ฉันเลยชี้ไปทางแม่ แม่คนสวิสน่ะค่ะ แล้วพวกเขาก็งง” เจนนี่กล่าว คนเหล่านั้นไม่เข้าใจว่า ผู้หญิงผิวขาวคนนั้นคือแม่ของเจนนี่ “ตอนนั้นฉันก็งง” ในวัยนั้น เจนนี่ไม่เข้าใจว่า ทำไมคนอื่นๆ ถึงตีขลุมเอาว่า ผู้หญิงคนที่เลี้ยงดูเธอไม่ใช่แม่ของเธอ

ถูกรับเลี้ยง แต่ไม่แปลกแยก

คำถามแปลกๆ จากคนแปลกหน้าทำให้แม่ของเจนนี่ตัดสินใจเปิดเผยความจริง ถึงแม้เจนนี่จะจำช่วงเวลาที่ครอบครัวของเธอไม่อยู่ด้วยกันไม่ได้ แต่เจนนี่กับครอบครัวบุญธรรมนั้นไม่มีสัมพันธ์ทางสายเลือด

“แม่บอกว่า ตอนนั้นทำให้แม่ต้องมานั่งอธิบายให้ฉันฟัง โดยใช้คำง่ายๆ บอกว่าทำไมฉันถึงหน้าตาไม่เหมือนพี่น้อง” เจนนี่กล่าว

เจนนี่รับเรื่องที่ตัวเองถูกรับเลี้ยงมาได้เร็วทีเดียว เพียงไม่กี่วันหลังจากที่แม่เล่าความจริงให้ฟัง เจนนี่ก็ทำใจยอมรับได้ เพราะเธอไม่ได้ถูกปฏิบัติแตกต่างไปจากพี่น้องของเธอเลย

เจนนี่ไม่เคยรู้สึกว่า ตัวเองแปลกแยก และไม่เคยมองว่าตัวเองแตกต่างหรือถูกแบ่งแยกจากคนอื่นๆ ในครอบครัว ทั้งขณะที่อาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์หรือกรุงเทพฯ ก็ตาม 

ที่โรงเรียนสวิสในกรุงเทพฯ เจนนี่เล่าว่าเธอโตมากับเด็กๆ ที่มีเชื้อชาติผสมหลายคน มีคนที่ดูเหมือนเจนนี่อยู่รายรอบเธอทุกหนแห่ง ไม่เคยมีใครตั้งคำถามหรือด่าว่าเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของเธอ เจนนี่เป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น

เจนนี่บอกว่า เธอเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอยู่เสมอ “ฉันไม่เคยรู้เลยว่า เด็กที่เป็นเอเชียอเมริกันแบบฉัน หลายคนถูกรังแก” เจนนี่ถึงขั้นพูดว่า “ฉันไม่เคยโดนรังแกเลยสักครั้ง”

ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งนี้ไม่ได้เปลี่ยนไป เมื่อเจนนี่ย้ายไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ตอนอายุ 14 ปี สังคมสวิสคุ้นชินกับการพบเจอคนที่แตกต่างหลากหลาย เจนนี่เล่าว่า ตอนนั้น เด็กๆ ชาวสวิสที่โรงเรียนของเธอชินกับการเห็นชาวต่างชาติมากขึ้น เธอบอกว่า ในขณะที่ครอบครัวยังอยู่ที่กรุงเทพฯ พี่น้องของเธอน่าจะถูกจับจ้องมากกว่าเธอเสียด้วยซ้ำ 

“อย่างพี่ชายของฉัน ตอนที่ยังเล็กๆ น่าจะสักสามขวบ เขาผมทอง สีผิวก็ขาวจัด คนไทยต้องมาขอเปิดกางเกงดูว่า เป็นเด็กผู้ชายจริงๆ หรือเปล่าเลย” เจนนี่เล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

คำว่า ลูกครึ่ง ในภาษาไทยมักถูกใช้ในเชิงเหยียดหยาม “เด็กลูกผสม” ที่เกิดจากพลทหารต่างชาติในช่วงสงครามเวียดนาม แต่เจนนี่ไม่ได้มีประสบการณ์เชิงลบกับคำนี้เท่าไรนัก

เจนนี่บอกว่า เธอไม่เคยรู้สึกว่า คนใช้คำนี้เพื่อการเหยียดหยาม และเคยคิดแม้กระทั่งว่าลูกครึ่งนั้นหมายถึงคนที่มีความพิเศษ และนี่ก็เป็นคำที่เจนนี่ใช้เรียกตัวเองด้วย เธอไม่เคยคิดว่า มันเป็นคำที่มีความหมายไม่ดี

คนไทยหลายคนประหลาดใจที่รู้ว่าเจนนี่เป็นคนไทย เนื่องจากรูปลักษณ์ของเธอที่ผสมระหว่างสองเชื้อชาติ

เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์นั้น เจนนี่จะบอกพวกเขาว่า “‘ฉันถูกรับเลี้ยง’ ฉันพูดแบบนั้นทันทีว่า ‘ฉันเป็นลูกครึ่ง และฉันถูกรับเลี้ยงมา’” คำตอบนี้กลายเป็นปฏิกิริยาตอบโต้อัตโนมัติของเจนนี่ไปแล้ว

เจนนี่บอกว่า เธอไม่เคยคิดหาคำอื่นมานิยามตัวเอง เธอใช้คำนี้ “เพราะฉันภูมิใจที่ถูกรับเลี้ยงมาและมันไม่ใช่ปัญหาอะไรเลยค่ะ”

เจนนี่ในวัยแบเบาะกับพี่ชายและแม่ชาวสวิส

พ่อไม่เคยรู้จักชื่อแม่

แม้จะไม่เคยรู้สึกว่า ตัวเองแปลกแยก แต่เจนนี่ก็ยังไม่ลืมว่าตัวเองไม่รู้จักพ่อแม่ที่แท้จริง และคอยแต่สงสัยเรื่องนี้อยู่เรื่อยมา ตอนนี้ก็อายุ 53 ปีแล้ว และอาศัยอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองถูกรับมาเลี้ยง เจนนี่ก็เฝ้าตามหาแม่ที่แท้จริง แต่เธอเพิ่งได้ข้อมูลที่พอจะเป็นประโยชน์เมื่อไม่นานมานี้

อุปสรรคสำคัญตั้งแต่เริ่ม คือ เอกสารการรับอุปการะไม่ถูกเขียนอย่างครบถ้วน ใบเกิดของเจนนี่บันทึกเพียงชื่อของแม่อุปถัมภ์ชาวไทย ก่อนที่จะได้รับอุปการะ แทนที่จะเป็นแม่ที่คลอดเธอมา

ตอนเด็กๆ เจนนี่ไม่เคยไปเยี่ยมแม่อุปถัมภ์ เจนนี่บอกว่า ตัวเองและพ่อแม่บุญธรรมของเธอรู้สึกเสียใจมาก เพราะพวกเขาพลาดโอกาสที่จะได้รู้เกี่ยวกับพ่อแม่ของเจนนี่มากกว่านี้ แต่เจนนี่ก็เล่าว่า พ่อแม่ของเธอรู้สึกกลัวมากว่า เจนนี่อาจถูกแย่งตัวไป โดยเฉพาะหลังจากมีครอบครัวชาวไทยขอรับตัวเด็กคืนจากครอบครัวชาวสวีเดนจนเป็นข่าวครึกโครมในช่วงนั้น

เท่าที่เจนนี่รู้ แม่อุปถัมภ์น่าจะเป็นเพียงคนเดียวที่รู้จักชื่อแม่แท้ๆ ของเธอ และแม่อุปถัมภ์ของเธอก็เสียชีวิตไปแล้ว

เจนนี่คอยเฝ้าฝันว่า จะได้เจอแม่ของเธอ “ฉันอยากรู้เรื่องแม่มาตลอด ฉันนึกภาพเอาไว้ในหัวมาตลอดว่า ฉันจะหาแม่คนไทยเจอ” หลังจากนั้น แม่ก็จะบอกว่า พ่อของเธอเป็นใคร

“ฉันก็ฝันฟุ้งไปเรื่อย” เจนนี่ยอมรับ เพราะความจริงแล้วความเชื่อมโยงใดระหว่างเธอกับแม่ขาดสะบั้นไปแล้ว

จู่ๆ เจนนี่ก็นึกอยากตรวจดีเอ็นเอ และเธอเข้าไปตรวจกับเว็บไซต์ Ancestry.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของอเมริกาที่ศึกษาการลำดับวงศาคนาญาติ เจนนี่ยังหาแม่ไม่เจอ แต่ต้องประหลาดใจที่มันทำให้เธอพบพ่อของเธอ เขายังมีชีวิตอยู่และอาศัยอยู่ที่อเมริกา เจนนี่รู้ชื่อและที่อยู่ของพ่อ และเขียนจดหมายไปหาเขาเพื่อบอกว่า เธอมีตัวตน

ภาพจินตนาการของเจนนี่ที่จะได้เจอแม่ก่อนพ่อก็แตกสลายไป “ฉันไม่เคยนึกฝันเลยว่า มันจะกลับตาลปัตรอย่างนี้”

เจนนี่บอกว่า พ่อของเธอถึงกับช็อก เขาไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองมีลูกสาว ชัคบอกว่า แม่ของเจนนี่เป็นสาวสวยที่เสิร์ฟก๋วยเตี๋ยวให้เขาที่ร้านที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามประตูใหญ่ของฐานทัพ (อู่ตะเภา ระยอง-พัทยา) 

เขาไม่รู้เลยว่า เธอคลอดลูก เจนนี่ยิ่งผิดหวังเมื่อได้รู้ว่า “เขาไม่เคยถามชื่อของแม่เลย” และไม่รู้เลยว่า แม่เป็นใครมาจากไหน

เจนนี่เหมือนเดินมาถึงทางตัน ข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนของแม่แท้ๆ คอยแต่จะหลุดมือไป แม้เจนนี่จะไปตรวจดีเอ็นเอ ขอความช่วยเหลือจากคนนอก และสืบสายสัมพันธ์จากญาติห่างๆ แล้วก็ตาม

เช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ ที่ถูกรับเลี้ยงมา เจนนี่ก็ยังอยากรู้เรื่องพ่อแม่ของเธอ โดยเฉพาะแม่ที่เป็นชาวไทย

เจนนี่กับพ่อแม่ชาวสวิสของเธอเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา

ตรวจดีเอ็นเอและสืบหาญาติในเมืองไทย

เจนนี่ค้นหาญาติคนอื่นๆ ที่อาจจะรู้เรื่องแม่ของเธอผ่านเว็บไซต์สืบหาเครือญาติหลายแห่ง แม้การตรวจดีเอ็นเอและการสืบวงศาคนาญาติในเมืองไทยจะยังไม่ได้รับความนิยมเท่าโลกตะวันตก แต่เจนนี่ก็ยังคิดว่า มันน่าสนใจและเธอยังคอยดูชื่อเครือญาติคนใหม่ที่อาจโผล่มาเมื่อข้อมูลของพวกเขาถูกบันทึกบนเว็บไซต์

เจนนี่กลับเมืองไทยเมื่อปีที่แล้วและเดินทางไปยังร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านที่แม่เคยทำงานอยู่ แต่ร้านก็ไม่อยู่แล้ว คนที่อาจรู้เรื่องร้านนั้นก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นหรือล้มหายตายจากไป แม้แต่คนที่อาจรู้เกี่ยวกับคนพวกนั้นก็ไม่หลงเหลืออยู่แล้ว

เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับแม่ของเธอเพิ่ม เจนนี่ติดต่อไปหาทหารผ่านศึกเวียดนาม พลเมืองดี หรือกระทั่งรายการทีวีชื่อดังของไทย

เธอติดต่อมายัง The Isaan Record ในความพยายามเฮือกสุดท้ายนี้ (เจนนี่คิดว่าแม่ของเธออาจจะมาจากอุบลราชธานี)

เจนนี่เล่าว่า ประสบการณ์การตามหาแม่ของเธอนั้นเหมือนกับการนั่งรถไฟเหาะ “มีทั้งขึ้นและลง” เจนนี่ต้องคอยเตือนตัวเองให้อยู่กับความเป็นจริงและอย่าหวังสูงจนเกินไป แต่เจนนี่ก็ยังหวังจริงๆ ว่าจะได้เจอแม่แท้ๆ 

ถ้าได้เจอกัน เจนนี่อยากบอกกับแม่ว่า

“ฉันคงจะบอกแม่ว่า ฉันไม่เป็นไร ฉันจะเล่าให้แม่ฟังว่า เกิดอะไรขึ้นกับฉัน ฉันมีชีวิตที่ดี และทุกอย่างก็เป็นไปได้สวย ฉันไม่ได้โกรธแม่และจำทำเพียงแค่ – มันยากที่จะบอกสิ่งที่จะบอกจริงๆ เพราะเราไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นอารมณ์ของเราจะเป็นแบบไหน”

ถึงผู้อ่าน: โปรดช่วยเล่าเรื่องของเจนนี่ให้คนที่คุณรู้จักฟัง พวกเขาอาจบอกให้คุณไปคุยกับคนที่อาจจะรู้เรื่อง และเขาอาจบอกให้คุณไปหาคนอื่นอีกต่อหนึ่ง ใครจะไปรู้ บางที หากร่วมมือกัน เรื่องของแม่ของเจนนี่ และแม่ของเจนนี่เอง อาจปรากฎขึ้นในที่สุด และเจนนี่จะได้รับคำตอบที่เธอตามหา 

อ้างอิง 

  • Futrell, R. (1981). The United States Air Force in Southeast Asia: The Advisory Years to 1965. Office of Air Force History.
  • Novio, E. (2020 Jan.). Luuk Khreung: The Vietnam War’s Forgotten Legacy in Thailand. Kyoto Review of Southeast Asia. kyotoreview.org 
  • Richburg, K. (1988, June 5). In Thailand, Some Vietnam Vets Are Still Missing By Choice. The Washington Post. washingtonpost.com
  • Ruth, R. A. (2017, Nov. 7). Why Thailand Takes Pride in the Vietnam War. The New York Times. nytimes.com
image_pdfimage_print