เด็กพิการกลุ่มเปราะบาง คนพิการ 87,000 คนในอีสาน กำลังสู้กับ Climate Change และสวัสดิการไม่เพียงพอ

ณัฐวุฒิ อินทรี หรือ น้องโบ๊ต วัย 13 ปี กลายเป็นเด็กชายร่างกายผ่ายผอมที่นอนป่วยพิการติดเตียง หลังเกิดอาการชักจากโรคไข้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ตั้งแต่อายุได้ราว 8 เดือน จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 12 ปีแล้ว ที่ พัชรี อินทรี ผู้เป็นแม่ต้องอุทิศเวลาเพื่อดูแลน้องโบ๊ต 

นอกจากสวัสดิการผู้พิการที่ได้รับเพียงเดือนละ 1,000 บาท อันเป็นเงินจำนวนน้อยนิด ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย แถมภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศยังมาซ้ำเติม ทั้งอาชีพเกษตรกรและอาการเจ็บป่วยของลูกชายของเธอ 

พัชรี  อินทรี ชาว จ.นครพนม ขณะป้อนยาให้ลูกชาย ผู้ป่วยพิการสติปัญญา 

ฝนตกหนักนาข้าวเสียหาย 

ต้นฤดูเก็บเกี่ยว นาข้าวที่บ้านนาเรียง อ.ปลาปาก จ.นครพนม หลังเสร็จภารกิจการป้อนข้าว ป้อนนม และให้ยากันชักแก่ลูกชายเรียบร้อยแล้ว พัชรี ในวัย 42 ขี่รถมอเตอร์ไซค์คู่ใจที่เป็นทรัพย์สมบัติเพียงไม่กี่ชิ้นที่ยังหลงเหลือจากน้ำพักน้ำแรงของสามี เมื่อครั้งไปขายแรงงานที่ประเทศลิเบียเป็นเวลากว่า 5 ปี 

เธอใช้เวลาขี่มอเตอร์ไซค์จากบ้านลัดเลาะไปตามถนนดินแดงราว 10 นาทีก็ถึงทุ่งนาที่ข้าวเริ่มออกรวง 

“มาเกี่ยวข้าวพันธุ์เพื่อเก็บไว้ปลูกปีหน้า เสาร์หน้าคงจะได้เกี่ยวทั้งหมด รอรถมาเกี่ยว ปีนี้ข้าวไม่ดี เสียหายหนัก ฝนเยอะ น้ำท่วม” พัชรี เล่าให้ฟัง ก่อนลงมือเกี่ยวข้าวเพื่อเก็บไว้เพาะปลูกในปีหน้า

ต้นเดือนสิงหาคมปี 2566 ที่ผ่านมา จ.นครพนม มีฝนตกหนักติดต่อกันนานนับสัปดาห์ ปริมาณน้ำฝนไม่สามารถระบายลงลำน้ำสาขาและไหลลงสู่แม่น้ำโขงได้ทัน ขณะที่ปริมาณแม่น้ำโขงก็สูงจนใกล้ถึงจุดวิกฤติทำให้พื้นที่ทางการเกษตรและทุ่งนาของชาวบ้านเสียหายกลายเป็นทุ่งน้ำกว่า 40,000 ไร่ ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องประกาศให้นครพนมเป็นพื้นที่ประสบภัยทั้งจังหวัด รวม 12 อำเภอ

แม้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าว พื้นที่นาส่วนใหญ่ในหมู่บ้านนาเรียงจะรอดพ้นจากน้ำท่วม อาจเพราะอยู่บนที่ราบสูง แต่ถนนเข้าหมู่บ้านและบริเวณโดยรอบก็มีท่วมขัง บางช่วงถนนถูกตัดขาดไม่สามารถสัญจรได้ 

พัชรี อินทรี ขณะเกี่ยวข้าวในผืนนาบ้านนาเรียง จ.นครพนม

น้ำท่วมถนนส่งผลถึงผู้ป่วย 

ถือเป็นช่วงเดียวกันกับยาที่โบ๊ตจะต้องกินและพ่นเป็นประจำใกล้จะหมดลง

แม้หลังจากสถานการณ์โควิด-19 พัชรีได้นำชื่อของโบ๊ตเข้าร่วมโครงการส่งยาถึงบ้าน ทำให้ผู้ปกครองและผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางไปรับยาเองที่โรงพยาบาล แต่เมื่อเกิดวิกฤติน้ำท่วม เส้นทางการจราจรก็ส่งผลกระทบโดยตรงกับการส่งยาถึงผู้ป่วย 

นี่คืออีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ตกของแม่ที่มีลูกพิการ ซึ่งขาดยาไม่ได้

เธอเล่าว่า ก่อนหน้านี้ต้องพาลูกชายขึ้นรถโดยสารไปหาหมอที่ จ.ขอนแก่น เพราะในจังหวัดนครพนมไม่มีหมอด้านสมองเด็ก 

“ถ้ามีนัดวันอังคารก็ไปตั้งแต่วันจันทร์ ใช้เวลาเดินทาง 5-6 ชั่วโมง ไปถึงก็ต้องนอนห้องเช่าคืนละ 350 เช้าวันอังคารก็ไปรับบัตรคิว พอหาหมอเสร็จ รับยาก็นั่งรถกลับ”เธอเล่ากิจวัตรที่เกิดขึ้นกับการรักษาลูกชาย 

แต่ตอนนี้หมอนัดทุกๆ 6 เดือน และส่งยาทางไปรษณีย์ทุกเดือนทำให้เธอไม่ต้องหอบลูกขึ้นรถโดยสารไปหาหมอถี่ๆ เหมือนเช่นเคย 

“ยานี่ขาดไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้กินจะชัก ถ้าชักบ่อยๆ สมองก็จะถูกทำลายมากขึ้น เคยคิดจะย้ายมาโรงพยาบาลนครพนม หมอก็บอกว่า จะได้รับยาคนละตัวกัน ซึ่งโรงพยาบาลขนาดเล็กจะไม่มีตัวยาเหมือนที่คนไข้กิน เราก็กลัวว่า ถ้าเป็นยาคนละตัว แล้วควบคุมการชักไม่ดี ก็ไม่ได้ทำไร่ ทำนา ไม่ได้ทำการทำงาน ก็จะไม่มีเงิน เลยตัดสินใจรักษาต่อเนื่องที่ขอนแก่นเหมือนเดิม” พัชรีเล่าหลังมัดข้าวเสร็จ

เบี้ยคนพิการที่ไม่พอค่ารักษา 

“สวัสดิการเบี้ยคนพิการ 800-1,000 บาท ถามว่าพอไหม ไม่พอหรอก อย่างพัชรี เมื่อก่อนหมอนัดประจำ มีค่าเดินทาง ค่าที่พักค้างคืนล่วงหน้า ผู้ปกครองเขาใจสู้ พยายามช่วยเหลือตัวเอง ถ้ามีสวัสดิการที่ไม่ต้องซับซ้อน ยุ่งยากและให้ครอบคลุมทุกกรณีก็จะดี” ปฐมพร ปานลักษณ์พล นายกสมาคมเพื่อคนพิการทางสติปัญญา จ.นครพนม กล่าว 

แดดตอนบ่ายคล้อยลงเล็กน้อย “พัชรี” รีบขี่มอเตอร์ไซค์จากที่นาเพื่อกลับบ้านไปอาบน้ำคลายร้อนให้ลูกชาย 

หลังอาบน้ำเสร็จแล้วเด็กชายณัฐวุฒิก็แสดงอาการหอบหืดให้เห็น พัชรีเล่าว่า สิ่งที่กระตุ้นให้ลูกชายมีอาการหายใจหอบหืด คือ ภาวะอากาศร้อนหรือหนาวเกินไป ซึ่งละเอียดอ่อนสำหรับเด็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอย่างลูกของเธอ 

สอดคล้องกับรายงานการประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมต่อเด็กในประเทศไทย (Impact Assessment of Climate Change and Environmental Degradation on Children in Thailand) ที่ระบุว่า ภาคอีสานและภาคใต้ของไทย คือ พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะกับเด็กกลุ่มเปราะบาง ที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ มีพัฒนาการไม่สมวัยกับสติปัญญา และยังต้องพึ่งพิงผู้ดูแลสูง 

ในรายงานฉบับดังกล่าวยังพบว่า เด็กและครอบครัวที่อาศัยอยู่ในสภาพที่ดี แข็งแรง ปลอดภัย มีทรัพย์สิน และมีน้ำสะอาดจะมีความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศได้ดีกว่าครอบครัวยากจนในชนบท

“คนเป็นแม่ เราสร้างเขาขึ้นมา เราก็อยากดูแลให้ดีที่สุด ไม่ควรทิ้งเขา เคยคิดว่า ถ้าเขาไปก่อนเราก็คงดี ถ้าเราไปก่อน ใครจะดูแล แม่น่ะไม่อาย ลูกเป็นอย่างไรก็ไม่เคยอาย บางคนก็เอาเงินมาให้ บางคนเอ็นดูสงสาร ไม่ได้ต้องการ ไม่ได้เป็นขอทาน แค่อยากให้หน่วยงานรัฐเข้ามาสร้างงานให้กับผู้ดูแลหรือให้สวัสดิการที่ดีกับลูกมากกว่า” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง 

น้องโบ๊ต ขณะรับยาพ่นทางจมูก

พัชรีเอื้อมมือใส่ยาลงไปในเครื่องพ่น ก่อนจะจับที่ครอบลงบนปากและจมูกของโบ๊ต พร้อมกับเสียงเครื่องพ่นที่ทำงานดังอื้ออึง ระหว่างนั้นเสียงโอดโอยของเด็กชายร่างกายผ่ายผอมก็ดังระคน ซึ่งเป็นความเจ็บปวดที่ไม่สามารถบอกกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้ เวลาไม่ถึง 10 นาที เสียงเครื่องพ่นก็หยุดลง ตรงกันข้ามกับเสียงร่ำไห้ของเด็กชายที่ยังไม่หยุดร่ำร้อง 

“การแปรปรวนของสภาพอากาศมีผลต่ออารมณ์และสุขภาพอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเด็กพิการที่ส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เด็กปกติยังปรับตัวยาก ถ้าเด็กพิการติดเตียงด้วยแล้วยิ่งเอาตัวรอดไม่ได้เลย ถ้าเป็นกรณีที่ยังช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง ก็ควรมีการอบรม การเอาตัวรอดแบบเฉพาะเจาะจง แต่ถ้าเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ต้องมีผู้ปกครองดูแล ทั่วอีสานมีผู้พิการกว่า 87,000 คน ถือว่ามากที่สุดในประเทศ แต่เรื่องนี้ยังไม่เห็นมีหน่วยงานไหนทำอะไรจริงจัง” ปฐมพร ปานลักษณ์พล นายกสมาคมเพื่อคนพิการทางสติปัญญาจังหวัดนครพนม กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

รายงานจากยูนิเซฟ ประเทศไทย ระบุว่า รัฐไทยให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งปรากฎในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558 – 2593 และแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ แต่นโยบายและแผนดังกล่าวทั้งหมดกลับยังขาดมาตรการบรรเทาความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และประการสำคัญ คือ ยังขาดมาตรการที่จะช่วยลดผลกระทบที่มีต่อเด็กกลุ่มเปราะบางในลักษณะต่างๆ เป็นอย่างมาก ดังนั้นนี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐไทยไม่ควรมองข้าม

“พัชรี” อุ้มลูกชาย ที่ตัวเบาหวิวแล้ววางลงบนเบาะนอนอย่างอ่อนนุ่ม เธอปลดมุ้งลงทั้ง 4 ขา เวลาพลบค่ำกำลังเดินทางมาถึง แสงไฟดวงน้อยใต้ถุนบ้านไม้หลังเล็กสว่างขึ้น อุณหภูมิเริ่มเย็นลงในช่วงเวลากลางคืน 

ราตรีนี้พัชรีผู้เป็นแม่จะแอบฝันถึงลูกน้อยให้เดินได้เหมือนกับเด็กคนอื่นในวัยเดียวกันอยู่ไหม ไม่มีใครรู้ได้

อ้างอิง

image_pdfimage_print