การพัฒนาเด็กกลายเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของรัฐบาลไทยมาหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะยุคปัจจุบันที่มุ่งสอนทักษะชีวิต การเท่าทันสื่อออนไลน์ และสมรรถนะในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามทักษะพื้นฐานอย่างการ “ว่ายน้ำเป็น” กลับถูกหลงลืม

เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่แน่เพราะสัมพันธ์กับความเป็นหรือความตายโดยตรง องค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่า แต่ละปีทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำมากถึง 236,000 คน โดย 1 ใน 4 คือเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ตัวเลขนี้สัมพันธ์อย่างน่าตกใจเมื่อมองเจาะลึกเฉพาะสาเหตุการตายของเด็กกลุ่มอายุ 5-14 ปี ทั่วโลกพบว่าการจมน้ำตายคือสาเหตุอันดับ 1 ที่พรากชีวิตวัยเยาว์ไป

มองกลับมาเฉพาะประเทศไทย การเก็บข้อมูลในช่วง 10 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2556-2565 พบว่าคนไทยเสียชีวิตจากการจมน้ำทั้งสิ้น 36,403 คน เฉลี่ยปีละ 3,640 คน หรือวันละ 10 คน โดยในจำนวนทั้งหมดเป็นความตายของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีสูงถึง 6,992 คน คิดเป็นร้อยละ 19 ของจำนวนผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำทั้งหมด

ขยับมาให้ใกล้ตัวกว่านั้น ปี 2561-2565 มีการเก็บสถิติ 10 อันดับแรกจังหวัดที่มีเด็กจมน้ำตายมากที่สุด ปรากฏว่าในจำนวนนับเหล่านั้นมีรายชื่อจังหวัดในภาคอีสานถึง 7 จังหวัด เรื่องนี้กำลังบอกอะไรเรา 

อีกไม่กี่ชั่วโมงนับจากนี้คนทั้งประเทศจะโหมเห่อกับวันเด็กแห่งชาติ บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่จะออกมาให้โอวาทและมอบนโยบายเพื่อเด็ก สื่อแทบทุกสำนักจะหันกระบอกเสียงไปที่คนวัยเยาว์ แต่ใช่หรือไม่ว่าเด็กที่จมน้ำตายไปในทุกฤดูร้อนไม่อาจฝันถึงอนาคต

เข้าหน้าร้อนเมื่อใดเด็กจมน้ำทุกปี สถิติชี้อีสานอ่วมสุด

ปี 2566 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยจำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตจากการจมน้ำช่วงปิดเทอมหน้าร้อน หรือ ช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมมากถึง 953 ราย เฉลี่ยแล้วมีการจมน้ำเสียชีวิตวันละ 2 คนเป็นอย่างต่ำ โดยเฉพาะในเดือนเมษายนที่มีจำนวนมากถึง 65 ราย

ระหว่างปี 2561-2565 มีจังหวัดในพื้นที่อีสานมากถึง 7 จาก 10 จังหวัดที่มีอัตราเด็กจมน้ำเสียชีวิตสูงสุดในช่วงฤดูร้อน ได้แก่ บุรีรัมย์ 45 ราย อุดรธานี 38 ราย นครราชสีมา 37 ราย สุรินทร์ 30 ราย ร้อยเอ็ด 28 ราย สกลนคร 28 ราย และ ขอนแก่น จำนวน 25 ราย

สุรินทร์เป็นจังหวัดที่กรณีเด็กจมน้ำจนเสียชีวิตเพิ่มมากที่สุดระหว่างเดือนมกราคมปี 2564 จนถึงเดือนสิงหาคมปี 2565 โดยเพิ่มสูงขึ้นถึง 14 กรณี

สถิติดังกล่าวยังเปิดเผยว่า การจมน้ำเสียชีวิตทั้งหมดเกิดในแหล่งน้ำธรรมชาติมากถึงร้อยละ 76.5 จมในเขื่อน อ่างเก็บน้ำ หรือฝาย ร้อยละ 11.1 จมในทะเล ร้อยละ 5.3 ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งเกิดมาจากการเล่นน้ำแล้วเกิดอุบัติเหตุ

การจมน้ำส่วนมากแม้จะเกิดจากการเล่นน้ำ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าวิถีชีวิตของคนอีสานต่างพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติในการทำมาหากินเช่นเดียวกัน จนอาจจะทำให้สถิติที่แท้จริงของการจมน้ำเสียชีวิตมีสูงกว่าที่ถูกบันทึกไว้มาก และจำนวนที่ไม่เสียชีวิตเพราะช่วยเหลือได้ทันอาจจะสูงกว่านี้

ปัญหานี้มีสูงในช่วงปิดเทอมหน้าร้อนเพราะความร้อนของอากาศส่งผลให้เด็กหลายคนตัดสินใจไปว่ายน้ำในแหล่งน้ำใกล้บ้าน ซึ่งจะยิ่งส่งผลร้ายแรงหนักขึ้นเมื่อฤดูร้อนวนมาถึงในทุกปี แต่เด็กจำนวนมากไม่ได้มีทักษะการว่ายน้ำที่ถูกต้อง แม้ว่าจะถูกบรรจุไว้เป็นหนึ่งในกิจกรรมของวิชาพละศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการก็ตาม 

เรียนว่ายน้ำ มีหลักสูตร แต่ไม่มีงบ และไม่มีสระ

จากรายชื่อโรงเรียนภาคอีสานในสังกัดคณะกรรมการการศึกษาของขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ปี 2566 มีโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา หรือ สพม. จำนวน 933 โรงเรียน และโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา หรือ สพป. จำนวน 12,089 แห่ง

คำว่า “ว่ายน้ำ” เพิ่งจะโผล่มาในสาระการเรียนรู้แกนกลางของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของสาระที่สาม “การเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม กีฬาไทย และกีฬาสากล” ขณะเดียวกัน การสอน “วิธีการป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำและทางบก” มีในหลักสูตรแกนกลางตั้งแต่ระดับชั้น ป.2 ของเอกสาร “ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551”

ในทางทฤษฎีแล้ว จึงหมายความว่าเด็กที่กำลังเรียนอยู่ในระดับชั้น ป.2 จะต้องรู้วิธีการป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำ ขณะเดียวกันควรจะได้เรียนรู้วิธีการว่ายน้ำในหลักสูตรเมื่อเข้าสู่ระดับชั้น ป.6 ตามอุดมคติแล้วจึงหมายความว่าโรงเรียนในสังกัด สพป. ในภูมิภาคอีสานทั้ง 12,089 แห่งควรมีสระว่ายน้ำเป็นของตัวเอง 

อย่างไรก็ตาม การมีสระว่ายน้ำในโรงเรีนนประถมทุกโรงเรียนทั่วภูมิภาคอีสานไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อเอกสาร “แผนปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ของกระทรวงศึกษาธิการ” ฉบับปรับปรุงตามงบประมาณที่ได้รับจัดสรร กลับไม่ได้มีการระบุถึงการสนับสนุนดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นในตัวชี้วัดรวมทั้งเจ็ดด้าน นโยบายด้านการจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัยที่ได้รับงบประมาณถึง 59.5 ล้านบาท หรือการกดค้นหาด้วยปุ่ม “Clrt+F” คีย์เวิร์ด “ว่ายน้ำ” ในเอกสารงบประมาณทั้ง 203 หน้า

เอกสารงบประมาณฉบับดังกล่าวระบุจุดเน้นของงบประมาณการศึกษาประจำปี 2566 อยู่ที่ การเร่งสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา การเร่งปลูกฝังทัศนคติที่ดีควบคู่ไปกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์สมัยใหม่ การส่งเสริมความตระหนักด้านการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ และการพัฒนาภารกิจของหน่วยงานด้านความปลอดภัยในหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เท่านั้น จึงอาจจะสะท้อนได้ว่าทักษะการว่ายน้ำที่ถูกต้องไม่ใช่จุดเน้นในมุมมองภาครัฐไทยปัจจุบัน และการจมน้ำจนเสียชีวิตเพราะไม่มีการเรียนการสอนที่ถูกต้องก็อาจจะยังไม่ถูกให้ความสำคัญจนถูกมองเป็นพันธกิจ ภัยคุกคาม หรือปัญหาที่จำเป็นต้องแก้ไข

ดังนั้นงบประมาณกว่า 328 ล้านบาทของปี 2566 จึงแทบไม่สามารถมองเห็นช่องทางการแก้ไขปัญหาการจมน้ำเสียชีวิตของเด็กและเยาวชนได้ รวมถึงยังไม่ได้รับความสำคัญมากอย่างเพียงพอจนกลายเป็นหลักสูตรที่ต้องได้รับความใส่ใจมากขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลร้ายในระยะยาวในฐานะการขาดทักษะชีวิตสำคัญที่จะติดตัวผู้เรียนไปได้จนถึงวัยชรา

ความใส่ใจไม่พอที่รอประชาชนช่วยกันเอง

จากข้างต้นที่กล่าวมา ปัญหามีขนาดใหญ่และการแก้ไขแบบเป็นรูปธรรมในระดับนโยบายรัฐยังไม่เห็นผล อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นสิ่งใหม่ของ กพฐ. สะท้อนได้จากคำกล่าวของ สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการ กพฐ. ในพิธีเปิดสระว่ายน้ำของโรงเรียนอนุบาลบ้านบึง จังหวัดสระบุรี ดังนี้

“จากข้อมูลของกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ.2560 พบว่าการจมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ซึ่งจำนวนและอัตราการเสียชีวิตต่อประชากรเด็กแสนคนที่จมน้ำ มีอายุต่ำกว่า 15 ปี และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตระหนักถึงความปลอดภัยในการว่ายน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเสียชีวิตจากการจมน้ำของนักเรียน ในช่วงปิดภาคเรียน ทั้งยังพบว่า นักเรียนไม่มีแหล่งน้ำที่ดีและเพียงพอที่จะใช้ในการฝึกลอยตัวในน้ำ ไม่มีสระว่ายน้ำ หรือแม้บางแห่งมีแต่น้ำเน่าเสียไม่สามารถที่จะฝึกว่ายน้ำได้“

จากคำกล่าวนี้หมายความได้ว่า กพฐ. รับรู้ว่าการจมน้ำเสียชีวิตเป็นปัญหาใหญ่ ขณะเดียวกันการขาดแหล่งน้ำสะอาดสำหรับการฝึกสอนวิชาว่ายน้ำก็เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเด็กไทยทั้งประเทศ ซึ่งหลายโรงเรียนทั่วประเทศไม่ได้มีโอกาสรับการสนับสนุนงบประมาณด้วยเงินรายได้สถานศึกษาโครงการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ และเงินสนับสนุนจากผู้ปกครองนักเรียนในโครงการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ เช่นเดียวกับโรงเรียนบ้านบึงที่สุเทพไปทำพิธีเปิด

ในด้านการรับเงินสนับสนุนเพื่อสร้างสระว่ายน้ำ อีกหนึ่งตัวอย่างคือกรณีของโรงเรียนห้วยนานคร จังหวัดชัยภูมิ ที่สามารถมีอาคารอเนกประสงค์และสระว่ายน้ำได้เพราะเงินบริจาคจากศิษย์เก่ามูลค่า 490,730 บาท

สองกรณีข้างต้นจึงเป็นตัวอย่างสำคัญของโรงเรียนที่มีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะสร้างสระว่ายน้ำด้วยตัวเอง จนทำให้ต้องพึ่งพางบสนับสนุนจากผู้ปกครองหรือศิษย์เก่าที่มีฐานะ และทำให้โรงเรียนส่วนมากที่เหลือต้องขาดแคลนสระว่ายน้ำต่อไป

ขณะเดียวกัน โครงการเพื่อสังคมของสมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) อย่าง “ว่ายน้ำเพื่อชีวิต” ที่เข้าไปพัฒนาทักษะการว่ายน้ำในชุมชนเสี่ยงต่อการจมน้ำทุกภูมิภาคของประเทศไทยนั้น ในปี 2566 ก็ยังสามารถทำได้เพียง 2,200 คนจากทั่วประเทศเท่านั้น แบ่งเป็นพื้นที่ภาคกลางส่วนแรก จำนวน 300 คน ภาคกลางส่วนที่สอง จำนวน 400 คน พื้นที่ภาคใต้ จำนวน 400 คน พื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 400 คน กรุงเทพมหานคร จำนวน 300 คน และพื้นที่ภาคอีสาน จำนวน 400 คน

ในแง่นี้จึงหมายความว่า มีเด็กเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับความช่วยเหลือด้านทักษะการว่ายน้ำจากเงินของผู้ปกครอง ศิษย์เก่า และบริษัทเอกชน ขณะที่ภาครัฐและกระทรวงศึกษาธิการที่มีงบประมาณและทรัพยากรมากเพียงพอนั้นยังนิ่งเฉยกว่าที่ควรจนปัจจุบัน

image_pdfimage_print