วันที่ 10 มกราคม 2567 กรมสอบสวนคดีพิเศษรายงานความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับประเด็นแรงงานเก็บผลไม้ป่าที่สาธารณรัฐฟินแลนด์ซึ่งเข้าข่ายปัญหาการค้ามนุษย์ข้ามชาติ DSI มีมติให้กล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้บริหารระดับกระทรวงแห่งหนึ่งในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณี พบหลักฐานเกี่ยวข้องขบวนการส่งแรงงานไทยเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ในสาธารณรัฐฟินแลนด์ เสียหาย 36 ล้านบาท 

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นำโดยกองคดีการค้ามนุษย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะพนักงานอัยการที่อัยการสูงสุดมอบหมายให้ร่วมสอบสวน มีมติร่วมกันให้กล่าวหากับอดีตข้าราชการฝ่ายการเมืองระดับรัฐมนตรี 2 คน และผู้บริหารระดับสูง กระทรวงแรงงาน อีก 2  คน รวมทั้งหมด 4 คน ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 86 โดยจะเร่งสรุปสำนวนการสอบสวนส่งสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ต่อไป

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยกองคดีการค้ามนุษย์ ได้ทำการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษที่ 81/2566 เนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับหนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศ เรื่องแรงงานไทยเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ในสาธารณรัฐฟินแลนด์ โดยกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต
ณ กรุงเฮลซิงกิ ได้ให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยในสาธารณรัฐฟินแลนด์ที่เดินทางไปทำงานเก็บผลไม้ป่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในการเดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบว่าเป็นคดีความผิดที่ส่วนหนึ่งเกิดนอกราชอาณาจักร จึงเสนอสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการสูงสุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 และอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษทำการสอบสวนต่อไป และอัยการสูงสุดได้มอบหมายพนักงานอัยการมาร่วมสอบสวน ซึ่งมีการขอความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานจากสาธารณรัฐฟินแลนด์ในความผิดฐานค้ามนุษย์ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 

ต่อมาทางการสาธารณรัฐฟินแลนด์ได้ส่งพยานหลักฐานสำคัญตามที่ทางการไทยร้องขอให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยจากการสอบสวนของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด และพยานหลักฐานที่ได้จากความร่วมมือระหว่างประเทศกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสาธารณรัฐฟินแลนด์ ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีขบวนการสมคบระหว่างนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และบุคคลธรรมดา ร่วมกันเรียกรับผลประโยชน์จากบริษัทผู้ประสานงานฝั่งไทยที่ทำหน้าที่ประสานงานกับบริษัทที่จะนำเข้าแรงงานของสาธารณรัฐฟินแลนด์ เป็นค่า หัวคิว (DOE MAMAGEMENT) หรือค่าดำเนินการ เฉลี่ยรายละ 3,000 บาท โดยไม่มีสิทธิเรียกเก็บตามกฎหมาย ซึ่งบริษัทประสานงานฝั่งไทยได้นำมาเรียกเก็บจากคนงานที่ไปทำงานอีกชั้นหนึ่งนอกเหนือจากค่าใช้จ่ายตามจริง

โดยในปี พ.ศ. 2563 – พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นช่วงดำเนินคดี มีผู้อยู่ในข่ายต้องเสียค่าใช้จ่ายดังกล่าว รวมประมาณ 12,000 คน คิดเป็นเงินรวมประมาณ 36 ล้านบาท ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการ ได้มีมติกล่าวหาบุคคลดังกล่าว รวม 4 คน และจะนำส่งสำนวนคดีพิเศษดังกล่าว ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

“นี่คือสิ่งที่เราต้องการให้มันเกิดขึ้น การที่มีสัญญาณที่ดีมันทำให้คนที่ตกเป็นเหยื่อแบบเราได้รับความยุติธรรม และสิ่งที่เราต่อสู้ในเรื่องนี้ทำให้เราเห็นสัญญาณว่าเรากำลังจะได้รับชัยชนะ  อยากฝากขอบคุณเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนที่ช่วยเหลือพวกเราที่เป็นเหยื่อในการค้ามนุษย์ เป็นแรงผลักดันให้คนรากหญ้าอย่างเราถูกมองถึง ถ้าเรามัวแต่กลัว ไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ เราคงไม่ได้รับความเป็นธรรมไปตลอด” เจนปรียา จำปีหอม อดีตแรงงานเก็บผลไม้ป่า ให้ความเห็นถึงรายงานล่าสุดของกรมสืบสวนคดีพิเศษ

ย้อนกลับไปยังรายงานของ The Isaan Record ในสารคดีเรื่อง เจนปรียา ในความขื่นขมของเบอร์รี  ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 รายงานถึง จรัส คุ้มไข่น้ำ ส.ส.พรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2566 กรณีแรงงานเดินทางไปเก็บผลไม้ป่าที่สาธารณรัฐฟินแลนด์ โดยการตั้งข้อสังเกตถึงสัญญาที่แรงงานจำนวนมากต้องลงนามก่อนไปฟินแลนด์นั้นมีถึง 3 รูปแบบ

รูปแบบแรก ระบุเงื่อนไขการทำงาน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน สวัสดิการต่างๆ ไว้อย่างครบถ้วน รวมถึงคุ้มครองไม่ให้นายจ้างบังคับให้เซ็นสัญญาอื่น เพื่อยกเลิกสัญญาที่เป็นธรรมฉบับนี้ ทว่าสัญญานี้จะใช้เพื่อยื่นกับกรมจัดหางาน และสถานทูต เพื่อให้ได้วีซ่าทำงานเท่านั้น

รูปแบบที่สอง คือสัญญาที่แรงงานได้รับจริง สัญญาดังกล่าวมีเนื้อหาคล้ายฉบับแรก แต่ตัดเรื่องการคุ้มครองแรงงานในกรณีที่นายจ้างบังคับให้เซ็นสัญญาอื่นออกไป

และรูปแบบที่สาม จรัส คุ้มไข่น้ำ เรียกว่านี่คือ สัญญาทาส ที่ใช้บอกล้างสัญญาฉบับก่อนหน้าทุกประการ ถึงขั้นระบุไว้เลยว่า ทั้งสองฝ่ายจะต้องลงนามในสัญญาจ้างแรงงานของกรมการจัดหางาน ซึ่งเป็นสัญญาที่ทำขึ้นตามขั้นตอนของกรมการจัดหางาน สัญญาดังกล่าวไม่ตรงกับความเป็นจริง และเจตนาที่แท้จริงของทั้งสองฝ่ายแต่อย่างใด แต่ทั้งสองฝ่ายต้องยินยอมลงนามในสัญญาจ้างแรงงานของกรมการจัดหางาน เพื่อให้ผ่านตามขั้นตอนที่กรมการจัดหางานกำหนดไว้ โดยทั้งสองฝ่ายไม่มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาจ้างแรงงาน

12 กันยายน 2566 กลุ่มแรงงานข้ามชาติเก็บเบอร์รี่ ณ ประเทศฟินแลนด์ และสวีเดน เข้าพบ สุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล และอดีตประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน เพื่อให้พิจารณากรณีถูกเอาเปรียบค่าแรงที่ไม่สัมพันธ์กับเวลาทำงาน และเมื่อกลับมาแล้ว ส่วนมากมีหนี้สินเพิ่มพูนสวนทางกับเวลาทำงานมากกว่า 10 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 70 วัน ซึ่งเข้าข่ายการค้ามนุษย์ข้ามชาติ ก่อนจะมีการจัดเวทีสาธารณะคู่ขนานจากประเทศฟินแลนด์ สวีเดน และไทย เวทีการนำเสนอทางออกของการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ข้ามชาติ 

28 พฤศจิกายน 2566 เว็บไซต์ POLIISI (Police of Finland) เผยแพร่ข่าวเรื่อง กรณีการค้ามนุษย์ครั้งใหญ่ แรงงานเก็บเบอร์รีไทยในฟินแลนด์กำลังอยู่ในขั้นตอนของการรอพิจารณาดำเนินคดี

รายงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษเกี่ยวกับ การมีมติกล่าวหาอดีตรัฐมนตรีฯ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงานความคืบหน้าล่าสุดกว่า 5 เดือนหลังจากการจัดเวทีสาธารณะคู่ขนานระหว่างประเทศไทยและฟินแลนด์เพื่อแก้ไขปัญหาทางออก สุเทพ อู่อ้น ส.ส. พรรคก้าวไกล ได้ชี้ให้เห็นถึงการแก้ปัญหาในครั้งนี้ว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่จะแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ผ่านการส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ และหากแก้ได้สำเร็จจะส่งผลดีต่อผู้ที่ต้องการเดินทางไปทำงานในอนาคต

“ในเรื่องของการแก้ปัญหานับว่าเป็นเรื่องเชิงบวก เพราะมันเป็นการแก้ปัญหามาจากต้นตอ เพราะการกล่าวหาครั้งนี้มันเป็นการชี้ให้เห็นถึงปัญหาโดยตรง ผมว่ามันเป็นทิศทางที่ดีสำหรับการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ถ้าจัดการปัญหานี้ได้จะเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาวทุกอย่างจะเป็นประโยชน์กับคนไทยที่ต้องการไปทำงานต่างประเทศแน่นอน”

“ถามว่ารายงานของ DSI ที่ออกมานั้นจะช่วยแก้ไขสถานะของแรงงานไทยที่ฟินแลนด์หรือยัง มันเป็นคนละเรื่องกัน ดังนั้นสถานะแรงงานไทย ยังไม่ได้รับสถานะ Seasonal worker หรือแรงงานตามฤดูกาล รายงานที่ออกมานี้อาจจะแก้ไขปัญหาการงดเก็บหัวคิวได้และไม่เกิดการค้ามนุษย์ นับว่าเป็นก้าวที่ดีและต้องชื่นชม DSI แต่มันคนละเรื่องกับสถานะแรงงาน เพราะมันเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ซึ่ง ณ ตอนนี้เรายังไม่เห็นความพยายามระหว่างรัฐบาลไทยและฟินแลนด์เพื่อที่จะเกิดสถานะแรงงาน เราเห็นการทำงานร่วมกันระหว่าง DSI ไทยและตำรวจไทยทำงานร่วมกันแล้ว เราก็อยากเห็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลในการแก้ปัญหาเรื่องสถานะแรงงานมากกว่านี้” กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ชี้ให้เห็นถึงการแก้ไขปัญหาสถานะแรงงานว่ายังคงต้องจับตามองต่อไป

อ้างอิง

image_pdfimage_print