ย้อนกลับไปเมื่อปี 2561 ร้านแคมป์ฝ้ายถูกพูดถึงและเล่าที่มาในรายการเรื่องเล่าหอการค้าของเพจข่าวท้องถิ่นอย่างอุบล VR เคเบิลทีวี โดย “ดีเจรัตน์ – ปิติ จันทร์เสนา” เล่าว่า ร้านแคมป์ฝ้ายนั้นเป็นสมาชิกหอการค้ามาตั้งแต่เริ่มต้นทำกิจการ เมื่อปี 2524 เป็นร้านแรกที่เอาผ้าฝ้ายจากชาวบ้านมาขาย เนื่องจากชาวบ้านมีเวลาว่างก็มักทำฝ้าย ร้านแคมป์ฝ้ายจึงมีความคิดที่อยากจะให้ชาวบ้านมีงานทำ จากนั้นจึงเริ่มรับซื้อผ้าฝ้ายจากชาวบ้านมาขายที่ร้าน โดยร้านออกแบบและดีไซน์เองเป็นแฟชั่นที่ทันสมัย ถือเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านให้มีงานนอกเหนือจากการทำเกษตร เรียกได้ว่านี่คือร้านตำนานของเมืองอุบลฯ  

ผ้าฝ้ายถูกมองเห็นความสำคัญโดย มนตรี ตังคโณบล เจ้าของร้านแคมป์ฝ้ายแต่ก่อนว่าเป็นสินค้าของคนอุบลอย่างแท้จริง เป็นผ้าที่มาจากธรรมชาติ ย้อมด้วยสีธรรมชาติอย่างโคลน ลูกมะเกลือ ใบคราม เปลือกมังคุด และเปลือกมะม่วง ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม 

‘แคมป์ฝ้าย’ คำว่า แคมป์ มาจากแคมป์ของทหารอเมริกา โดยมนตรีได้หยิบยกคำว่าแคมป์และคำว่า PEACE (สันติภาพ) เข้ารวมด้วยกันกับดอกฝ้ายที่ใช้ทำผ้า กลายเป็นชื่อร้านแคมป์ฝ้าย ที่มีคำภาษาอังกฤษห้อยท้ายว่า PEACE 

“พอเข้าช่วงชีวิตนึง การขายกำลังไปได้ดี แต่มีปัญหาเกี่ยวกับ LC (letter of credit เอกสารที่ใช้ทั่วไปในการทำธุรกรรมขนส่งระหว่างประเทศ ถูกใช้เพื่อลดความเสี่ยงในการทำการค้าขายที่อยู่ระยะไกล) ทำให้ท้อไม่อยากที่จะทำต่อ เนื่องจากเคยมีเหตุการณ์ที่ป้าถูกปรับเงินในการขนส่งสินค้าออกต่างประเทศ ปรับทีก็ประมาณ 4-5 แสนบาท หลังจากนั้นก็ให้ผู้ซื้อคุยกันกับธนาคารเลย ป้าไม่ยุ่ง ถัดมาสักพักนึงแฟนก็เสียชีวิต เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ป้าเองก็เครียด เสียใจ ทุกอย่างก็จบ ร้านต่างๆ ที่เคยไปขายก็เลิกหมด ป้าไม่อยากทำ” 

นี่คือเสียงของพยอม ตังคโณบล วัย 68 ปี แทนตัวเองว่าป้าขัดกับภายนอกที่ดูเข้าถึงง่าย เส้นผมถูกย้อมด้วยสีแฟชั่น ยังมีความเป็นวัยรุ่นอยู่มากทั้งภายนอกและภายใน ป้าพยอมคือภรรยาของมนตรีสามีที่เสียชีวิตไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ก่อนที่ป้าพยอมจะดำเนินกิจการร้านแคมป์ฝ้ายต่อมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยแนวคิดที่นิยามเองว่าอยากทำอะไรก็ทำ ตามใจฉัน

พยอม ตังคโณบล เจ้าแม่แฟชั่นผู้ออกแบบเสื้อผ้าล้ำสมัยที่มาจากผ้าฝ้าย

“ฉันเป็นคนเก่ง แต่ก่อนจะมีใครเก่งเท่าฉัน ฉันไม่ได้เรียนหรอก อ่านหนังสือออก แต่เขียนไม่ได้เลย”

พยอมระเบิดเสียงหัวเราะดังหลังแนะนำตัวเองผ่านอัลบั้มภาพถ่ายงานเดินแบบจากเสื้อผ้าที่เธอออกแบบเองทั้งหมด ว่าเสื้อผ้าสมัย เท่ๆ คูลๆ เหล่านี้ถูกออกแบบเมื่อ 30 ปีที่แล้วให้กับงานเดินแบบ OTOP ของ จ.อุบลราชธานี ณ สนามบิน เป็นความภาคภูมิใจเมื่อได้เปิดดู การถูกถามถึงการเรียนทำให้รู้ว่าเธอไม่ได้เรียนด้านการออกแบบมาโดยตรงและไม่ได้เรียนอะไรทั้งนั้น เสื้อผ้าที่ถูกออกแบบมาแต่ละตัวล้วนมากจากอารมณ์ ความรู้สึก จิตวิญญาณและความชินมือเมื่อได้อยู่กับผ้า เธอเรียนด้วยสายตาที่มองเห็นช่างเย็บผ้าที่เคยทำงานด้วยกัน จากนั้นก็จำวิธีมาอีกที ช่างที่ทำงานด้วยเป็นชาวบ้านที่มีองค์ความรู้เรื่องการทำผ้าสืบต่อกันมาเนิ่นนาน ทว่าช่างมีแบบแผนของช่าง ทำให้เสื้อผ้าที่เธออยากได้อาจจะดูผิดแผกออกจากแบบแผน เธอจึงเริ่มหัดตัดเสื้อผ้าและออกมันด้วยตัวเอง พยอมพูดถึงสิ่งที่เธอออกแบบว่า แนวบ้าๆ

จากร้านขายของนอกสู่ร้านผ้าฝ้ายของดีเมืองอุบลฯ

พยอมแต่งงานกับสามี และเริ่มต้นกิจการนำของเมืองนอกมาขาย ขายของฝรั่ง กางเกงลีวาย เสื้อตัวละพันกว่าบาท ร้านของเธอในสมัยนั้นก็คือร้านแคมป์ฝ้ายในปัจจุบัน สามีของเธอเป็นเด็กนักเรียนอยู่ที่ซีแอตเทิล (Seattle) สหรัฐอเมริกา ตอนกลับมาที่เมืองไทย ทำอาชีพขายของนอก เพราะความชอบส่วนตัว ขายได้ไม่นาน สามีของพยอมมีความคิดที่อยากจะให้ประเทศไทยสามารถมีผ้าส่งออกขายได้เหมือนต่างประเทศ อย่างผ้าฝ้ายก็อยากทำให้คนรู้จัก จากนั้นจึงเลือกที่จะไม่ขายของนอกแล้วเปลี่ยนมาขายของไทย ขายผ้าฝ้ายแทน 

“สามีเห็นสามล้อใส่หม้อห้อมก็ตามไปคุยไปถามไถ่เรื่องเสื้อผ้า จากนั้นต่อมาเริ่มทำ เริ่มให้คนทอผ้า ตอนนั้นจำได้ว่าเป็นชาวบ้านที่อยู่ อ.เดชอุดม และอำเภออื่นๆ แถวชานเมือง ส่วนตัวเธอเองไม่ชอบทำ เพราะคิดว่าได้เงินน้อยและของคนไทยน้อยคนจะนิยมใส่กัน แต่สามีอยากทำ ก็เลยเริ่มต้นทำกันมาเรื่อยๆ”  

ผ้าฝ้ายไม่มีลาย เป็นแค่ลายทางธรรมดา และแตกต่างกันที่สี สมัยก่อนขายดี เป็นที่นิยมของลูกค้าชาวต่างชาติ เนื่องจากถูกย้อมโดยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นกางเกง เสื้อ แต่ปัจจุบันร้านแคมป์ฝ้ายใช้สีในการย้อมก็ผสมผสานกันไป ธรรมชาติบ้างไม่ธรรมชาติบ้าง เมื่อต้องการซื้อ ชาวต่างชาติก็จะมาเลือกที่ร้าน อยากได้แบบไหน สีอย่างไร ต้องการกี่ตัว ร้านก็จะรับออเดอร์มาทำให้ พยอมยังเล่าอีกว่า ร้านตนนั้นมีรายได้เพราะลูกค้าชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่

วิธีการขนส่งไปต่างประเทศในสมัยนั้นคือการทำ LC กับผู้ที่มาซื้อ อย่างผู้ซื้อก็จะทำ LC กับผู้ขายและรัฐบาล พาหนะคือเรือขนส่งที่มีตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ เรือผ่านที่ประเทศอินเดียก็จะแวะอินเดียซื้อของ เมื่อผ่านมาที่ไทยก็แวะซื้อของไทย จนกระทั่งเต็มตู้คอนเทนเนอร์เรือถึงจะกลับ

“ก่อนที่จะสั่งให้ชาวบ้านทอผ้ามาส่ง สามีก็ได้ไปพูดคุย จากการไปพูดคุยก็เลยมีความคิดว่า ชาวบ้านอยู่เฉยๆ จะทะเลาะเบาะแว้งกัน ผัวก็ดื่มเหล้า เมียก็พูดนินทาชาวบ้าน เพราะคนไม่มีงานทำมันว่าง และชีวิตความเป็นอยู่ไม่ค่อยดี แกเลยตัดสินใจให้งานชาวบ้าน ด้วยการให้ทอผ้ามาส่งให้กับร้าน เป็นการรับซื้อจากชาวบ้าน ตอนนั้นเป็นการไปคุยและรับซื้อจากชาวบ้านอำเภอเขมราฐ” 

“ผลปรากฏว่าขายไม่ได้ ไม่มีใครซื้อ อาจด้วยเพราะเราทำตามใจเรามากเกินไป ไม่มีแบบการตัดเสื้อตายตัวมากนัก อยากตัดชุดแบบไหนก็ตัด สักพักหลังจากไม่มีใครซื้อ ก็มีฝรั่งสนใจผ้าร้านป้า จากนั้นก็เริ่มเปิดร้าน ส่งออเดอร์ขายให้ฝรั่งเยอะเลย บางทีเวลาเขาซื้อ เขาซื้อทีละเป็นล้านบาท อย่างต่ำก็ 6 แสน ขายตลอดและขนส่งไปทั่วโลก เมื่อเริ่มเป็นที่รู้จัก ก็มีการเริ่มเช่าที่ที่กรุงเทพฯ สวนจตุจักร ถนนข้าวสาร หลายๆ ที่ที่ฝรั่งมันอยู่มันเที่ยว และก็ทุกห้างในเมืองไทยสมัยนั้น ผ้าฝ้ายร้านป้าขึ้นห้างหมดเลย” 

จุดเปลี่ยนของชีวิต กับแนวคิดที่ไม่มีแบบแผนให้เดินตาม

มนตรีถูกเล่าถึงสั้นๆ โดยพยอมว่า เขานั้นเป็นคนแบบนี้มาตั้งนานแล้ว รักชาวบ้าน รักผู้คน ครั้งที่กลับมาจากเมืองนอกเห็นคนไม่มีงานทำก็อยากให้รายได้ เป็นคนที่มีทัศนคติที่มองคนเท่ากัน และเธอเสียดายที่สามีไม่ได้อยู่เห็นผลงานของตนเองเท่าที่ควร

“แต่ก่อนใช้ผ้าฝ้ายหมด อยากให้ชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้ ก็ให้เขาปลูกดอกฝ้ายมาขายให้เรา ปลูกอยู่ที่ริมโขงและส่งต่อไปทออีกที แต่ปัจจุบันได้มีการผสมผ้าลินินเข้าไปด้วย รับซื้อก็รับซื้อมานิดหน่อย ไม่เยอะเหมือนเมื่อก่อนจากเขมราฐและเดชอุดม ราคาที่รับซื้อก็ไม่ตายตัว บางทีเราอยากให้เยอะเราก็ให้”

หลังการจากไปของมนตรี พยอมเล่าว่าเป็นขาลงของร้านแคมป์ฝ้ายเลยก็ว่าได้ เรียกว่าหมดตัว รายได้ปัจจุบันไม่ได้มีเทียบเท่าเมื่อก่อน แต่พยอมก็ยังมองว่าสถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแย่ และย้ำว่าถ้ามันจะถึงจุดจบก็เป็นเรื่องธรรมชาติของธุรกิจ

“ปัจจุบันขายผ้าได้ไม่มากเพราะคนไทยยังไม่ได้นิยมใส่ผ้าฝ้ายกันมากนัก ไม่เสมอไป นิยมแบบเป็นครั้งคราว มีลูกค้าต่างจังหวัดแวะเวียนมาบ้าง ส่วนมากจะเป็นครูที่กรุงเทพฯ อย่างคนอีสานก็ไม่นิยมใส่กัน อาจเพราะผ้าฝ้ายมันเป็นของใกล้ตัว เป็นสิ่งที่มองเห็นทุกวัน ผู้คนเลยคิดว่าก็คงงั้นๆ 

“ปัจจุบันขายผ้าไม่ได้เยอะเลย ขายได้นิดหน่อยๆ อาจเป็นเพราะชีวิตที่ผ่านมาไม่ได้อยากทำอะไรมาก อยากอยู่สนุกๆ ตามใจตัวเอง ผ้าที่เคยรับมาทำก็รับบ้างไม่รับบ้าง”

ร้านแคมป์ฝ้ายในปัจจุบัน

พยอมและลูกจ้างอีก 1 คนประจำอยู่ร้าน ส่วนช่างเป็นเพื่อนบ้านและชาวบ้านแถวร้าน ใครที่ไม่มีงานก็ให้งานไปทำโดยตัดเสื้อผ้า 10-20 ตัวก็ว่ากันไป ส่วนใหญ่แล้วจะตัดเป็นสำเร็จมาโชว์ที่หน้าร้านมากกว่า ลูกค้าชอบตัวไหนแบบไหนก็สามารถเลือกซื้อไปได้เลย พยอมกล่าวว่าเอกลักษณ์คือความจริงใจ ความรู้สึกดีๆ ที่มีให้ลูกค้าผู้มาเยือนร้าน เพราะพยอมก็เป็นแบบมนตรี สามีผู้มองคนเท่ากัน 

“ส่วนใหญ่คนที่ซื้อหรือลูกค้าจะซื้อตามใจป้านะ สีไหนลายไหน คนแบบนี้ควรใส่ยังไง ป้าเลือกให้หมด ใส่ยังไงออกมาสวย ก็เอาแบบนั้นเลย ป้าต้องดูว่าลูกค้าที่มา ใส่แบบไหนแล้วจะสวยด้วย เพราะถ้าซื้อไปแล้วไม่ใส่ เพราะว่าลูกค้ารู้สึกเสียความมั่นใจ เราก็เสียความรู้สึก ลูกค้าก็อายุประมาณ 40-60 ปีเลย จริงๆ ก็อยากจะเจาะฐานวัยรุ่นอยู่นะ แต่พอทำวัยรุ่นออกมา แบบที่เราคิดมันอาจจะไม่นิยมหรือไม่เข้าตาวัยรุ่นสมัยนี้ก็ได้ (หัวเราะ)” 

“ร้านไม่มีอนาคตหรอกค่ะ ไม่ได้มองไว้ มันอยู่อย่างนี้แหละ (หัวเราะ) แต่ยังทำไปเรื่อยๆ ให้มันอยู่ไว้อย่างนี้แหละ ป้าอายุเยอะแล้ว ถ้าไม่มีอะไรทำเราจะเหงา”

image_pdfimage_print