เขื่อนสร้างง่าย แต่แก้ปัญหายาก” หากจะกล่าวถึงโครงการจัดการน้ำขนาดใหญ่ในภาคอีสานจากอดีตจนถึงปัจจุบัน หลายคนต้องรู้จักโครงการ โขง ชี มูล ที่ขึ้นชื่อลือนามในเรื่องการ “สร้างเขื่อน” แต่เลี่ยงบาลีเรียกว่า “ฝาย” จนกลายเป็นต้นตอของปัญหาผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน เกิดการเปลี่ยนแปลงการดำรงชีวิตของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมอย่างรุนแรง และกว้างขวาง ยังกระทบต่อระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำป่าทามอีสาน ทั้งในลุ่มน้ำปาว ลุ่มน้ำชี และลุ่มน้ำมูล จากข้อเรียกร้องของชาวบ้านให้รัฐใช้นิยามให้ถูกต้อง รัฐจึงยินยอมเปลี่ยนป้ายจาก “ฝาย” มาเป็น “เขื่อน” ในภายหลังจนถึงปัจจุบัน

วันที่ 5 มกราคม 2567 ที่ผ่านมาผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโครงการเขื่อนราษีไศล และคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนหัวนา จังหวัดศรีสะเกษ ครั้งที่ 1/2567 ทั้ง 2 คณะมีการนัดประชุมวันเดียวกัน เช้า-บ่าย ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 31 ตุลาคม 2566 เรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน ต่อมาได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 311/2566 วันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนหัวนาและเขื่อนราษีไศล โดยมี นายธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ และต่อมามีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหา ทั้ง 2 เขื่อน ที่ 1/2566 ลงวันที่ 28 พ.ย.2566 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธาน ซึ่งครั้งนี้นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธาน

ส่วนตัวผู้เขียน นายปัญญา คำลาภ ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ชี้แจงผลการศึกษาข้อเท็จจริงการสูญเสียรายได้จากการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าบุ่งป่าทาม (กรณีเขื่อนราษีไศล) ซึ่งศึกษาโดยสถาบันวิจัยสังคมจุฬาฯ ในฐานะที่เป็นผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการที่ทำการศึกษาเรื่องนี้ ช่วงปี 2563-2564 

จากการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ทำให้ได้รู้ว่า มีข้อเรียกร้องใหม่ของผู้ได้รับผลกระทบ ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ด้วยสภาพปัญหาที่สะสมมายาวนาน ทำให้รัฐบาลทุกชุดที่เข้ามาแก้ไขปัญหา ได้เพียงคลี่คลายปัญหาลดลงให้ได้มากที่สุดเท่านั้น แต่ไม่สามารถที่ชี้แจงต่อสังคมสาธารณะได้ว่า การแก้ไขปัญหาทั้งหมดนี้จะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ และยังจะต้องใช้งบประมาณอีกมากน้อยขนาดไหน  ในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้แล้วเสร็จ โดยที่ผ่านมา นับจากปี 2536 – 2563 ได้มีการจ่ายค่าขนย้าย (ชดเชยค่าที่ดิน) ไปแล้วกว่า 2,000 ล้านบาท เรียกได้ว่าเป็น มหากาพย์การแก้ไขปัญหา ที่จบไม่ลงจริงๆ

ผู้อ่านหลายคนอาจจะมีคำถามว่าเขื่อนราศีไศลทำไมยังไม่จบอีกหรือ ก่อนที่จะเล่าถึงปัญหาผลกระทบที่ทำไมจึงยังแก้ไม่รู้จบ เราต้องมาเรียนรู้ความเป็นมาของเขื่อนราษีไศลกันนิดหน่อยนะครับ

นักสู้มือเปล่า หรือ พวกขัดขวางความเจริญ

เขื่อนราษีไศล คือ 1 ใน 14 เขื่อนที่เกิดขึ้นจากโครงการโขง ชี มูล สร้างเมื่อปี 2535-2536 เป็นการตัดสินใจดำเนินโครงการที่ชุมชนท้องถิ่นไม่มีส่วนร่วมทุกกระบวนการและทุกขั้นตอน ไม่มีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (EIA/SIA) มีเพียงการศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิควิศกรรมเท่านั้น ด้วยเหตุผลเหล่านี้นำมาซึ่งปัญหาผลกระทบในหลายด้าน หลายมิติ ที่ซับซ้อนตามมาในภายหลังการสร้างเขื่อน 

ชุมชนแถบลุ่มน้ำมูลตอนกลางเขตเชื่อมต่อ 3 จังหวัด ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด และสุรินทร์ ใน 9 อำเภอ  27 ตำบล 161 หมู่บ้าน จำนวนกว่า 8,000 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนราษีไศล การกักเก็บน้ำทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมอย่างรวดเร็วและฉับพลัน ขนข้าวของขึ้นฝั่งแทบไม่ทัน นี้คือสาเหตุทำให้ชาวบ้านที่ทำมาหากินอยู่ในพื้นที่ทาม (ป่าทาม) ได้เดินทางยื่นหนังสือเพื่อทวงถาม ค้นหาคำตอบจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้อธิบายถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น เมื่อไม่มีคำตอบจากหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ จึงนำมาสู่การออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้องสิทธิชุมชน ด้วยการเดินเท้าบนท้องถนน เริ่มเดินจากหน้าที่ว่าการอำเภอ ไปหน้าศาลากลางจังหวัด และต่อไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล ในนามสมัชาคนจนเขื่อนราษีไศล และสมัชชาคนจนเขื่อนหัวนา จากปี 2539-2540 เป็นต้นมา พวกเขาเหล่านี้ได้ผ่านประสบการณ์ การต่อสู้มาอย่างเจ็บปวดและโชกโชน เพื่อทวงคืนความเป็นธรรมที่สูญเสียไปจากการที่ถูกละเมิดสิทธิชุมชน สมญานาม “นักสู้มือเปล่า” จึงถูกกล่าวขาน พวกเขาได้งัดเอายุทธวิธีในการเคลื่อนไหวทุกรูปแบบทุกกระบวนท่าออกมาใช้ คราบน้ำตา คราบเลือดที่เกิดจากถูกไม้กระบองของเจ้าหน้าที่รัฐตี สุนัขตำรวจกัด และยังต้องสูญเสียทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อใช้จ่ายในการต่อสู้ทุกครั้งที่ออกมาเรียกร้อง ขณะเดียวกันก็เป็นการต่อสู้ท่ามกลางเสียงก่นด่าว่าเป็น“พวกขัดขวางความเจริญ” แต่พวกเขาเหล่านี้ ก็ไม่ย่อท้อและไม่ยอมจำนนต่อปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ยังคงยึดหลักการ “สงบ สันติ อหิงสา” ในการเคลื่อนไหวมาโดยตลอด

ป่าบุ่งป่าทาม คือแหล่งทำมาหากินที่สำคัญ ของชุมชนแถบลุ่มน้ำมูนตอนกลาง ตั้งแต่เช้ายันค่ำทุกครอบครัวต้องพึ่งพาอาศัย เสมือนเป็นสมบัติล่ำค่าของท้องถิ่นมาตั้งแต่บรรพบุรุษ กลุ่มองค์กรชาวบ้านในนามสมัชชาคนจนเขื่อนราษีไศล จึงได้เรียกร้องให้มีการศึกษาผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม “ย้อนหลัง” ซึ่งผู้เขียนคาดว่าน่าจะเป็นการศึกษาผลกระทบ (EIA/SIA) ย้อนหลังแห่งแรกของประเทศไทย เป้าหมายคือการนำเอาผลการศึกษาเชิงวิชาการมาใช้เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาผลกระทบร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ และลดความขัดแย้งทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งข้อเสนอแนะแนวทางการฟื้นฟู อนุรักษ์ รักษาทรัพยากรธรรมชาติพื้นที่ชุ่มน้ำป่าทามลุ่มน้ำมูนตอนกลาง ที่ยังคงเหลืออยู่จำนวนน้อย ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนจนถึงลูกหลาน รัฐบาลในอดีตจึงได้ว่าจ้างสถาบันวิจัยสังคมจุฬาฯ ทำการศึกษาผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ในปี 2553 และต่อมาปี 2564 ได้มีการศึกษาเพิ่มเติมด้านการสูญเสียรายได้จากการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าบุ่งป่าทาม(ราษีไศล) อีกหนึ่งฉบับ

12 ปัญหา เขื่อนราษีไศล

เขื่อนราษีไศลก่อสร้างปี 2535 ใช้งบประมาณก่อสร้าง 871.9 ล้านบาท วัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำให้กับเกษตรกรในเขตจังหวัด ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด และสุรินทร์ สามารถเก็บกักน้ำได้ 74.43 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ชลประทานตามแผนในระยะแรก 34,420 ไร่

หลังจากการก่อสร้างแล้วเสร็จ ก็ได้ทดลองกักเก็บน้ำปี 2536 ในระดับน้ำที่ +119 ม.รทก. ขณะที่ท้องน้ำเท่ากับ +110 ม.รทก. การกักเก็บน้ำยกระดับน้ำขึ้นสูงแบบฉับพลัน ได้ทำให้เกิดผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่รอบริมสองฝั่งแม่น้ำมูน พื้นที่ทำการเกษตรเสียหายเป็นวงกว้าง ไม่สามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ทัน เนื่องจากไม่รู้มาก่อนว่าจะมีการกักเก็บน้ำของเขื่อน ทำให้ชาวบ้านต้องรวมตัวกัน ออกเคลื่อนไหวให้หน่วยงานเข้ามาแก้ไขปัญหา 

ไปดูกันครับว่า ปัญหาผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นอย่างอะไรบ้าง  ทำไมรัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมา จึงไม่สามารถแก้ไขให้แล้วเสร็จได้ ผู้เขียนขอสรุปแบบยาวๆ เอาให้ครบทุกด้านเลยนะครับ

1. ปัญหาน้ำท่วมที่ดินทำกินถาวร ประมาณ 90,000 ไร่ ตั้งแต่ช่วงการรับผิดชอบของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ รัฐบาลได้มีการจ่ายค่าขนย้าย (ชดเชยค่าที่ดิน) ที่ถูกน้ำท่วม ไร่ 32,000 บาท กระทั่งปี 2545 กรมชลประทานมารับผิดชอบกำกับดูแล และดำเนินการจ่ายมาอีกหลายครั้ง จนถึงปัจจุบัน

2. ปัญหาน้ำท่วมทรัพยากรในพื้นที่ชุ่มน้ำป่าทาม ดิน น้ำ ป่า 1) ท่วมแบบถาวร น้ำนิ่ง 2) แบบท่วมเฉพาะช่วงปิดเขื่อน และ 3) แบบท่วมแบบลักปิดลักเปิด เช่น 3 วันปิด 4 วันเปิด 4) เกิดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม

3. ปัญหาผลกระทบต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ สภาพทางกายภาพ กุด-หนอง เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม บางแห่งเกิดสนม (วัชพืช) หนาแน่น ทำให้เกิดน้ำเน่าเสีย บางแห่งน้ำท่วมขังถาวร และปัญหาคุณภาพน้ำตามมา 

4. ปัญหาการสูญเสียโครงการชลประทานเดิม ที่มีการสร้างไว้ก่อนแล้ว เมื่อเขื่อนราษีไศลสร้างเสร็จและทำการกักเก็บน้ำ ได้ทำให้โครงการชลประทานที่มีอยู่เดิมบ้างก็จมอยู่ใต้น้ำ หรือใช้การไม่ได้เป็นจำนวนมาก โดยไม่มีการคำนวณมูลค่าของโครงการเหล่านี้เข้าเป็นต้นทุนของโครงการ และที่สำคัญได้มีโครงการชลประทานเช่นนี้อีกหลายโครงการถูกสร้างขึ้นใหม่ในภายหลัง ถือได้ว่าเป็นโครงการซ้ำซ้อนหรือทับซ้อนในพื้นที่

5. ปัญหาผลกระทบจากคันไดค์ (คันดินพนังกั้นน้ำ) ต่อพื้นที่ทำการเกษตร ที่มีทั้งหมด 8 สาย ระยะทางรวม กว่า 48 กิโลเมตร พบว่า ถ้าเขื่อนเก็บกักน้ำที่ระดับ +118 ม.รทก. ขึ้นไป จะเกิดปัญหาน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนราษีไศลทะลักผ่านท่อระบายน้ำล้นทะลักเข้าท่วมที่นาที่อยู่นอกพนังกั้นน้ำ ทำให้ที่นาทุ่งเสียหายแทบทุกปี กลายเป็นประเด็นปัญหา “นานอกอ่าง” ตามมาอีกหนึ่งปัญหา

6. ปัญหาการแพร่กระจายของดินเค็ม และคุณภาพน้ำไม่เหมาะสมกับการเกษตร การนำน้ำจากแม่น้ำมูนเพื่อเอาไปทำนาปรัง หลายพื้นที่พบว่าดินเค็ม พืช ข้าวเสียหาย หว่านข้าวไม่ขึ้น และยังพบการกระจายของดินเค็มเพิ่มขึ้น ทำให้มีบริเวณพื้นที่เกิดคราบเกลือ (ส่าเกลือ/ขี้ทา) แพร่กระจายมากขึ้น 

7. ปัญหาด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต เนื่องจากน้ำที่ท่วมขังเป็นเวลานานน้ำนิ่ง ไม่สามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์อุปโภคบริโภคได้ เกิดโรคผิวหนังผื่นคันเมื่อลงน้ำหาปลา ชาวบ้านสันนิษฐานว่า สาเหตุมาจากหอยคันที่เพิ่มจำนวนขึ้นมาก นอกจากนี้ โรคภัยยังเกิดจากการกินปลาปักเป้ามีพิษ ซึ่งเดิมกินได้ และที่สำคัญคือ โรคเครียด อันเกิดจากการต่อสู้เรียกร้อง วิตกกังวลต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต

8. ปัญหาการสูญเสียทางเศรษฐกิจ สูญเสียอาชีพ เนื่องจากสภาวะน้ำท่วมถาวร จึงเกิดการสูญเสียแหล่งอาหารและแหล่งรายได้ ในการดำรงชีพของชุมชนได้พึ่งพิงอยู่กับฐานเศรษฐกิจ 2 ด้าน คือ 1) ฐานเศรษฐกิจแบบยังชีพ ด้วยการพึ่งพาป่าทาม ใช้ประโยชน์โดยการเก็บหาของป่า ทั้งพืชและสัตว์ 2) ฐานเศรษฐกิจการผลิตเพื่อขาย  ได้แก่ เกษตรกรรม การทำนาทาม เลี้ยงวัว-ควาย ทำการประมงพื้นบ้าน ต้มเกลือทาม เป็นต้น 

ผลกระทบที่กระทบหนักสุด คือ ด้านอาชีพ กิจกรรมในทามที่เป็นอาชีพและการยังชีพของชาวบ้านในป่าทาม มีมากถึง 16 กิจกรรม เช่น เก็บผักทาม ผลไม้ป่าทาม เห็ด มัน หน่อไม้ พืชสมุนไพร ฯลฯ ในปี พ.ศ. 2535 มีผลผลิตรวม 89,946 กิโลกรัม ในขณะที่ปี 2542 ซึ่งเป็นช่วงหลังการกักเก็บน้ำ มีผลผลิตลดลงรวมเพียง 9,089 กิโลกรัม มีผลต่างถึง 80,857 ด้านสัตว์ป่าในทาม เช่น หอย กบ เขียด กุ้ง ปู ปลา อีเห็น ฯลฯ  ในปี พ.ศ. 2535 ได้ผลผลิต 95,861 กิโลกรัม ในปี พ.ศ. 2542 ผลผลิต 13,564 กิโลกรัม ผลต่าง 82,297 กิโลกรัม (อ้างอิงการศึกษาผลกระทบทางสังคมโครงการเขื่อนราษีไศลและการแก้ไขผลกระทบอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยสังคมจุฬาฯ : 2553)

9. ปัญหาความขัดแย้งทางสังคม ภายหลังรัฐบาลอนุมัติโครงการโขงชีมูล ได้เกิดมีกลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและนักวิชาการออกคัดค้านโครงการโขงชีมูล เหตุผลของการคัดค้านคือความสมเหตุสมผลของโครงการเมื่อเปรียบเทียบกับผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าบุ่งป่าทาม กลุ่มอนุรักษ์ฯ เชื่อว่าพื้นที่บุ่งทามมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อาหารของภาคอีสาน และการสร้างเขื่อนเพื่อขยายพื้นที่ปลูกข้าวเพิ่มขึ้น ก็ไม่คุ้มค่ากับการสูญเสียพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำไป ปัญหาความขัดแย้งที่มาจากจุดยืนเกี่ยวกับการแก้ปัญหาแตกต่างกัน มีคู่ขัดแย้งหลายกลุ่ม ประเด็นความขัดแย้งที่สลับซับซ้อน คือ 1) ความขัดแย้งระหว่างภาครัฐกับประชาชน ต่อมาความขัดแย้งขยาย สู่ผู้ได้รับผลกระทบด้วยกันเอง จนชาวบ้านได้แตกแยกเป็นหลายกลุ่ม ซึ่งเป็นผลจากการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานที่ดำเนินโครงการ และยุทธวิธีของกลุ่มผู้คัดค้าน 2) ความขัดแย้งทางด้านกระบวนทัศน์ และเชิงนโยบาย เช่น ความขัดแย้งในเรื่องทิศทางการพัฒนาประเทศ และการให้คุณค่ากับรูปแบบวิถีชีวิต สิทธิการครอบครองทรัพยากร ฐานความรู้เกี่ยวกับนิเวศและการใช้ประโยชน์ และกระบวนการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย 3) กรณีการละเมิดสิทธิ ความแตกต่างในการรับรองสิทธิการครอบครองที่ดินทำกินและการใช้ประโยชน์ ในทางปฏิบัติ และทางกฎหมาย ละเมิดสิทธิ์การทำมาหากินและการใช้ประโยชน์ สิทธิ์ในการอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและความสงบสุขของชุมชน สิทธิ์การรับรู้ในการปกป้องทรัพยากร การละเมิดสิทธิ์การครอบครองที่ดินทำกินตามจารีตประเพณี สิทธิ์การดูแลจัดการทรัพยากรโดยชุมชน และการละเมิดสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร อย่างไรก็ตามในปัจจุบันภายใต้ความรับผิดชอบของกรมชลประทาน ความขัดแย้งเริ่มคลี่คลายลงจากการจ่ายค่าชดเชย 

10. ปัญหาการทำประมงพื้นบ้าน ถ่ายทอดภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรพบุรุษ เป็นความรู้ที่สัมพันธ์กับฤดูกาล ชนิดปลา และเครื่องมือจับปลา เมื่อมีการกักเก็บน้ำในเขื่อน ประมงพื้นบ้านจึงลดจำนวนลง เนื่องจากต้องปรับวิธีการ และเครื่องมือในการจับปลา โดยใช้เครื่องมือที่ทันสมัยมากขึ้น ราคาต้นทุนก็สูงขึ้นตามมา การสืบทอดประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการจับปลาลดลง การถ่ายทอดความรู้ประมงพื้นบ้าน ด้วยการอบรมสั่งสอนให้หาอยู่หากินโดยไม่ทำลายระบบธรรมชาติและเอื้อต่อคนรุ่นหลังลดลง ความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อน-กลุ่มอาชีพในชุมชนลดลง ในบางฤดูกาลไม่อาจหาปลาได้โดยลำพัง ต้องจับกลุ่มกับเพื่อน และญาติพี่น้อง เนื่องจากพื้นที่กายภาพเปลี่ยนแปลงไป

11. ปัญหาการสูญเสียอาชีพการต้มเกลือในทาม ซึ่งเป็นวิถีวัฒนธรรมสำคัญของชุมชนลุ่มน้ำมูน การต้มเกลือคืออาชีพ ทั้งจำหน่ายและแลกข้าว เป็นแหล่งอาหารสำคัญและจำเป็นต่อครอบครัว โดยไม่ต้องซื้อหา ก็มีไว้ใส่อาหารทุกวัน ทำปลาแดก (ปลาร้า) และยังสร้างวิถีการแบ่งปันมากกว่าแย่งชิงผลประโยชน์ ปัจจุบันการต้มเกลือในบุ่งทามไม่มีให้เห็นแล้ว

12. ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น 1) การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต จากที่เคยกินข้าวเหนียว ก็เปลี่ยนมาเป็นข้าวเจ้า เนื่องจากไม่สามารถนาทามที่เป็นนาข้าวเหนียวสำหรับการบริโภคในครัวเรือนได้หลังถูกน้ำท่วม เกิดการซื้ออาหารเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่สามารถหาอาหารจากป่าทามได้ดั่งเดิมเหมือนเช่นในอดีต   2) เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงาน ไปทำงานต่างถิ่นในช่วงหลังการก่อสร้างเขื่อน ผู้ใช้แรงงานทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่อยู่ในวัยแรงงาน และระยะเวลาที่ทำงานในต่างถิ่นยาวขึ้น เนื่องจากวิถีการผลิตเปลี่ยนไป ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น มีเด็กนักเรียนขาดเรียนติดตามพ่อแม่ไปทำงานต่างถิ่น ความสัมพันธ์ของคู่สามี-ภรรยาเสื่อมลง เนื่องจากต้องแยกกันอยู่ เกิดปัญหาครอบครัวตามมา 3) กิจกรรมการพักผ่อนหย่อนใจนันทนาการระดับครอบครัว ญาติพี่น้อง และหนุ่มสาวตามชายหาดแม่น้ำมูนในช่วงหน้าแล้ง และเทศกาล ต้องยุติลง เนื่องจากชายหาดถูกน้ำท่วมถาวร 4) การผลิตเพื่อพึ่งตนเอง ระบบการผลิตเพื่อยังชีพ เป็นในวิถีดั้งเดิมของชาวบ้าน แต่หลังจากมีเขื่อน ทำให้ระบบการผลิตเปลี่ยนแปลงไป ที่เห็นได้ชัด คือ พันธุข้าวพื้นบ้านสูญหายไปทั้งหมด 5) การให้คุณค่าต่อการช่วยเหลือแบ่งปัน คุณค่าเหล่านี้ถูกลดทอนลงด้วยกระแสการพัฒนา เมื่อผนวกรวมกับผลกระทบจากเขื่อนราษีไศลก็ทำให้คุณค่าเหล่านั้นลดทอนอย่างรวดเร็ว การหาปลาลำบากขึ้น ความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อนบ้าน ในเชิงการช่วยเหลือกันและกัน หรือความห่วงใยกัน การเอื้ออาทรกันและกันลดน้อยลง ซ้ำยังทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากปัญหาการเรียกร้องค่าชดเชยที่แยกเป็นหลายกลุ่ม และการลดลงของทรัพยากรป่าบุ่งป่าทาม ที่ใช้เป็นแหล่งหาอยู่หากิน

ความสูญเสียและแผนชดเชย

ย้อนกลับมาที่การประชุมวันที่ 5 มกราคม 2567 ที่ผ่านมากันครับ ผู้เขียนได้เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหากรณีเขื่อนราษีไศล และได้ทำหน้าที่ชี้แจงผลการศึกษาโครงการจัดทำแผนงานการชดเชยการสูญเสียรายได้จากการประกอบอาชีพและการใช้ประโยชน์จากป่าบุ่งป่าทาม กรณีเขื่อนราษีไศล” ซึ่งศึกษาโดย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มิถุนายน 2564 โดยจะขอยกเอาประเด็นที่สำคัญๆ ที่น่าสนใจจากผลการศึกษามาเล่า เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน พอที่จะสรุปแบบยาวๆ ได้ ดังนี้

ประเด็นที่ 1 การสูญเสียระบบนิเวศพื้นที่ป่าบุ่งป่าทาม ส่งผลต่อการลดลงของพื้นที่ป่าบุ่งป่าทาม ซึ่งเป็นพื้นที่แหล่งทำมาหากิน เก็บหาของป่า หาปลา ฯลฯ ทั้งเพื่อการยังชีพและแหล่งรายได้ โดยการสำรวจและจัดทำการวิเคราะห์ด้านภูมิศาสตร์สารสนเทศป่าบุ่งป่าทามแสดงให้เห็นว่า พื้นที่บุ่งทามในปี 2532 มีอยู่ 119,131 ไร่ ปัจจุบัน พ.ศ. 2563 พื้นที่ดังกล่าวลดเหลือเพียง 31,068 ไร่ หรือลดลงกว่าร้อยละ 74 กับระยะเวลาเพียง 32 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2532 – 2564) 

ประเด็นที่ 2 การสูญเสียรายได้จากการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าบุ่งป่าทาม จากการที่พื้นป่าทามหายไปมากถึง 88,063 ไร่ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโดยอ้อม 4 เรื่อง ได้แก่ การเลี้ยงวัวควาย ประมง และเก็บฟืน เนื่องจากมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้วย ขณะที่อีก 8 เรื่อง เป็นผลกระทบทางตรงต่อความเปลี่ยนแปลง สำหรับการชดเชยตามความจริง เมื่อก่อนมีเขื่อน ก็สามารถดำเนินการได้ในเรื่อง การต้มเกลือ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ในการพิสูจน์ครัวเรือนที่เคยต้มเกลือ และยังสามารถดำเนินการได้ในเรื่องการทำนาและการปลูกพืชอื่นๆ ในทาม โดยทำการคำนวณออกมาเป็นการชดเชยต่อพื้นที่ จึงชดเชยตามพื้นที่ที่สูญเสียไป

สำหรับเรื่อง การเลี้ยงวัว ควาย ประมง และการเผาถ่าน ไม่สามารถพิสูจน์ความจริงก่อนมีเขื่อนได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากผ่านมามากกว่า 27 ปีแล้ว จึงควรชดเชยตามค่าเฉลี่ย ในขณะที่อีก 5 เรื่องได้แก่ เก็บหาของป่า ฟืน ทอเสื่อ สมุนไพร และเก็บไม้ก่อสร้าง ควรชดเชยทุกครัวเรือน เนื่องจากสามารถเข้าถึงและดำเนินการในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ได้ โดยไม่ต้องมีทักษะเฉพาะ เมื่อพิจารณาตามหลักการทั้งสองประการในรายละเอียดแล้ว จากผลประโยชน์สุทธิที่เปลี่ยนแปลงไปเฉลี่ยต่อครัวเรือน -188,918 บาทต่อปี จึงควรชดเชย 83,865 บาทต่อครัวเรือนต่อปี และชดเชย 1,849 บาทต่อไร่ของพื้นที่ทำนาและปลูกพืชอื่นๆ ในทามที่สูญเสียไป โดยต้องนำการชดเชย 32,000 บาทต่อไร่มาหักลบออกไป และชดเชยอีก 1,126 บาทต่อปีเฉพาะครัวเรือนที่ทำการต้มเกลือก่อนสร้างเขื่อน สำหรับระยะเวลาที่พิจารณาในการชดเชย พิจารณาการชดเชย เท่ากับ 21 ปีกับอีก 247 วัน หรือเท่ากับ 21.68 ปี โดยใช้ฐานครอบครัวซึ่งถือทะเบียนบ้านในปี พ.ศ. 2536 เป็นเกณฑ์พิจารณาและจ่ายตามขนาดของ ครัวเรือน โดยจะต้องเป็นผู้ที่อาศัยหรือมีที่ทำกินในพื้นที่ขอบเขตเขื่อนราษีไศลเท่านั้น และเป็นผู้ที่อาศัยหรือมีพื้นที่ ทำกินใน 161 หมู่บ้าน 27 ตำบล จังหวัด 9 อำเภอ 3 จังหวัด (ศรีษะเกษ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด)

ประเด็นที่ 3 กลุ่มเปราะบางทางสังคม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพอย่างยั่งยืนของชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดทอนความสามารถในการสร้างความหลากหลายในการดำรงชีพของคนในชุมชน ทั้งในด้านศักยภาพ ทักษะ ความรู้ และความ สามารถของสมาชิกในครัวเรือนในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้จากทรัพยากรในป่าบุ่งป่าทาม โดยกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้หญิง ที่ไม่สามารถเข้าไปหาอยู่หากินในป่าบุ่งป่าทามได้เหมือนเช่นในอดีต เนื่องจากปริมาณน้ำที่สูงขึ้น ประกอบกับความรกทึบของวัชพืชซึ่งกลายเป็นที่อยู่อาศัยของงูหรือสัตว์มีพิษอื่นๆ 

ส่วนคนที่มีโอกาสในทางเศรษฐกิจมีการปรับตัวโดยปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว และยูคาลิปตัส ซึ่งมีกระบวนการผลิตที่ต้องอยู่บนฐานการลงทุนและใช้การจัดการแบบใหม่ เช่น การทำนาต้องจัดหาเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และค่าใช้น้ำ การเลี้ยงปลาต้องลงทุนซื้ออาหาร ส่วนการเลี้ยงวัว ควายต้องลงทุนทำแปลงหญ้าหรือหาอาหารสัตว์เพิ่ม ในขณะที่การเก็บหาของป่า การทำประมง และการเก็บหาพืชผักต่างๆ ในทามซึ่งเป็นแหล่งอาหารและแหล่งรายได้ของคนในชุมชน ก็สามารถทำได้น้อยลงกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าผลผลิตเฉลี่ยต่อครัวเรือน (เปรียบเทียบก่อนปี 2535 กับปี 2562) วิถีการดำรงชีวิตของชาวบ้านถูกผลักเข้าสู่ระบบตลาดมากขึ้น 

ประเด็นที่ 4 การศึกษาประเมินผลกระทบเขื่อนราษีไศลอย่างต่อเนื่องทุก 5 ปี เพื่อค้นหาแนวทางในการ พัฒนาอาชีพ รายได้ผลกระทบที่อาจเกิดจากเขื่อนในอนาคต เนื่องจากสภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ หลังจากทำความเข้ากับปัญหาแล้ว ก็มาเรียนรู้แนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกันด้วยนะครับ ผู้เขียนกล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่า “เขื่อนสร้างง่าย แต่แก้ปัญหายาก” อ่านมาถึงหน้านี้ หวังว่าทุกท่านคงจะเห็นภาพรวมกันแล้ว แล้วท่านคิดว่าเขื่อนแก้ไขปัญหายากจริงหรือไม่ 

ยังไม่จบเพียงเท่านี้ครับ ปัจจุบันชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนราษีไศลหลายกลุ่มยังมีข้อเรียกร้องเพิ่มเติมเข้ามาอีก 1 ข้อ คือ การขอรับสิทธิ์ในการจัดสรรที่ดินแปลงอพยพเป็นรายครัวเรือน โดยยึดแนวทางจากกรณีการแก้ไขปัญหามาจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ซึ่งในปัจจุบันกรณีกลุ่มสมัชชาคนจนเขื่อนราษีไศล และสมัชชาคนจนเขื่อนหัวนา กำลังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรรคแปลงอพยพ  

บทเรียนเขื่อนราษีไศล เพื่อประเทศไทยวันพรุ่งนี้

ช่วงท้ายนี้ ผู้เขียนอาจจะกล่าวให้เห็นภาพรวมในการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตามความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของผู้เขียนเอง ดังนี้ 

1. ปัญหาการใช้งบประมาณที่บานปลายในการก่อสร้างและแก้ไขปัญหาผลกระทบ เขื่อนราษีไศลไม่มีการศึกษาผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงไม่ได้เขียนบรรจุงบประมาณสำหรับการแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ เอาไว้เลยแม้แต่บาทเดียว เช่น ค่าชดเชยที่ดินทำกิน ฯลฯ มีเพียงงบประมาณในการก่อสร้างจำนวน 871.9 ล้านบาท ปัจจุบันรัฐบาลได้มีการจ่ายค่าชดเชยการสูญเสียที่ดินทำกินจากน้ำท่วม ค่าขนย้ายหรือค่าที่ดินหรือให้กับชาวบ้านตามมติคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2540 – 2562 ชดเชยรวม 14 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 2,143,569,100 บาท และยังเหลือพื้นที่ที่จะต้องจ่ายค่าเวนคืนอีกประมาณ 300 ล้านบาทจึงจะแล้วเสร็จในเรื่องที่ดินทำกิน ซึ่งครอบคลุมถึงประชาชนที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยกรมชลประทานอาศัยอำนาจตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2532

ทั้งนี้ยังมีข้อเสนอแนะจากผลการศึกษาวิจัยของสถาบันวิจัยสังคมจุฬาฯ อีกหลายด้าน ในการชดเชยทั้งรูปแบบทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน แต่สุดท้ายแล้วรัฐบาลก็จะต้องจัดสรรคงบประมาณในการชดเชยเยียวยา แก้ไขปัญหาเป็นตัวเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ 1) แผนการฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนและทรัพยกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2) แผนการแก้ไขปัญหาทางกายภาพ คาดว่าทั้ง 2 แผนงานจะต้องใช้งบประมาณกว่า 832,000,000 ล้านบาท (อ้างอิงผลการศึกษาผลกระทบทางสังคมโครงการเขื่อนราษีไศลและการแก้ไขผลกระทบอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยสังคมจุฬาฯ : 2553)

ปัจจุบันปี 2567 หากเป็นไปตามข้อเรียกร้องในการแก้ไขปัญหาในรัฐบาลของนายกเศรษฐา ทวีสิน ตามมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2566 เรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 311/2566 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนหัวนาและเขื่อนราษีไศล ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 โดยมีนายธรรมมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน คาดว่าจะต้องจ่ายชดเชยในอนาคตอีกจำนวนมาก 1) การจัดสรรที่ดินแปลงอพยพครอบครัวละ…ไร่ ในที่สุดแล้วผู้เขียนคาดว่ารัฐบาลอาจจะไม่สามารถจัดหาที่ดินให้ได้จริง จึงจะยอมต้องเปลี่ยนมาเป็นการจ่ายค่าชดเชยแทนการจัดสรรที่ดินแปลงอพยพ อย่างน้อยครอบครัวละ 5 ไร่ขึ้นไป หากคิดเป็นตัวเงินคงจะต้องใช้งบประมาณในส่วนนี้อีกหลายพันล้านบาท เพราะมีตัวอย่างแนวทางการชดเชยแบบนี้มาแล้ว 2) การชดเชยการสูญเสียรายได้จากการใช้ประโยชน์จากป่าบุ่งป่าทาม ตามผลการศึกษาของสถาบันวิจัยสังคมจุฬาฯ ในยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มอบหมายให้กรมชลประทานว่าจ้างสถาบันวิจัยสังคมจุฬาฯ เข้ามาศึกษา และคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน มีมติรับทราบผลการศึกษาแล้ว ในส่วนนี้หากเป็นไปการสูญเสียรายได้ต่อปี ตามผลการศึกษาที่ได้ประเมินเป็นตัวเลขไว้แล้ว ผู้เขียนมีคาดการณ์ว่ารัฐบาลอาจจะต้องใช้งบประมาณชดเชยแก้ไขปัญหาในส่วนนี้เพิ่มอีกจำนวนหลายพันล้านบาท ในส่วนนี้จึงกลายเป็นประเด็นข้อถกเถียงว่าเป็นจ่ายซ้ำซ้อนกันหรือไม่ ประเด็นนี้ได้กลายเป็นเผือกร้อนที่หน่วยงานภาครัฐไม่กล้าแตะต้องไปแล้ว

บทเรียนที่เกิดขึ้นจากกรณีเขื่อนราษีไศล คือ หลังจากที่มีการจ่ายค่าชดเชยที่ดินทำกินแล้ว ยังต้องสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและมีสร้างความยั่งยืนในการฟื้นฟูชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติ และชุมชน การประเมินความเสียหาย ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้รับผลกระทบได้มีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการะบวนการชดเชยผลกระทบในระยะยาวในรูปแบบใหม่ ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1) การสูญเสียที่ดินทำกิน 2) การสูญเสียการใช้ประโยชน์และสูญเสียรายได้จากการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าบุ่งป่าทาม และการประกอบอาชีพ การพึ่งพาทรัพยากรในบุ่งทามที่ไม่ต้องชื้อหา เช่น อาหาร และอื่นๆ 3) การคำนึงถึงค่าการสูญเสียมูลค่าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มูลค่าผลิตผล รายได้จากการประกอบ มูลค่าการพึงพาทรัพยากรท้องถิ่น ซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคต และ 4) การฟื้นฟูชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติและชุมชน เพื่อเป็นการชดเชยการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ซึ่งเป็นมูลค่าการเสียสละเพื่อส่วนรวม รายได้ที่ควรได้ ในระหว่างการปรับเปลี่ยนชีวิตสู่สภาพแวดล้อมใหม่ รวมทั้งการจัดทำแผนการฟื้นฟูด้านต่างๆ เช่น การแก้ไขและป้องกันผลกระทบ การควบคุมติดตาม/เฝ้าระวัง/ใช้ประโยชน์จากเขื่อน การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชน และการจัดการความรู้พื้นที่ชุ่มน้ำป่าทาม โดยกระบวนการจัดทำแผนควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความยั่งยืน  

ดังนั้นประเด็นด้านงบประมาณที่บานปลายนี้ จึงนำมาซึ่งการถกเถียงร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ โดยกรมชลประทานกับตัวแทนรัฐบาล ที่ยังหาทางออกไม่ได้ว่า “จะไปต่อ หรือจะพอแค่นี้” ความหมายว่า รัฐบาลควรจะมีนโยบายในการเปิดเขื่อนถาวรยกเลิกการใช้เขื่อนราษีไศลไปดีไหม เพื่อลดภาระผูกพันด้านงบประมาณในการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต แต่หากมีการเปิดเขื่อนถาวรหรือการระเบิดเขื่อนทิ้งจริง นั้นก็ย่อมหมายถึง ความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำด้วยโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่ผ่านมา ลักษณะเช่นนี้อาจส่งผลกระทบและสั่นคลอนต่อความเชื่อมั่นความน่าเชื่อถือของโครงการจัดการน้ำขนาดใหญ่ของรัฐ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น โครงการโขง เลย ชี มูล อย่างแน่นอน

ดังนั้นโครงการเขื่อนราษีไศล จึงเป็นกรณศึกษาหรือเป็นตัวชี้วัดความล้มเหลวการบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ของหน่วยงานภาครัฐและรัฐบาล เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดโครงการแบบนี้ขึ้นอีกในอนาคต การนำเอาวาทกรรมการพัฒนามาใช้จะต้องไม่ให้ซ้ำรอยเดิม โดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบันกำลังพยายามผลักดันโครงการผันน้ำขนาดใหญ่อีกรอบภายใต้ ชื่อโครงการโขง เลย ชี มูล แต่ก็ไม่ได้ยอมหยิบยกเอาบทเรียนการแก้ไขปัญหาเขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนาขึ้นมาเป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาร่วมในการตัดสินใจถึงความเหมาะสม ความคุ้มค่า คุ้มทุนต่อการลงทุน และยังจะก่อให้ผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่นนั้น และยังกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติพื้นที่ชุ่มน้ำป่าทามอีสาน รวมถึงการใช้งบประมาณของประเทศจำนวนมหาศาล ที่ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว มีความเป็นไปได้สูงที่ภาครัฐจะเดินซ้ำรอยบทเรียนเดิม หากยังเดินหน้าผลักดันโครงการโขง เลย ชี มูล ด้วยกระบวนการที่ชุมชนไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่อไป

image_pdfimage_print