โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี เป็นโรงพยาบาลที่ชาวต่างชาติอย่างประเทศกัมพูชาเข้ามารักษาตัวเฉลี่ยวันละ 100 คน ทำให้โรงพยาบาลจำเป็นต้องมีล่ามที่สามารถสื่อสารเป็นภาษาเขมร

Mr.Thaingalim  พนักงานโรงพยาบาลด้านการประสานงานสื่อสาร (ล่าม) ที่มาจากนครวัด ประเทศกัมพูชา กล่าวว่า เดิมตนเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนทุนของรัฐบาล มีโอกาสเข้ามาศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่เมืองไทย สาขาการออกแบบและดีไซน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ตอนนั้นตนจำได้ว่ามีเพื่อนชาวกัมพูชามาเรียนด้วยกัน ประมาณ 15 คน ปัจจุบันมีชาวกัมพูชามาเรียนในมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ประมาณ 100 คน สำหรับตนมองว่า กัมพูชาเพิ่งเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา แต่ในประเทศไทยคือพัฒนาไปก่อนแล้ว ไทยมีเทคโนโลยีที่พร้อมและทันสมัยสำหรับการศึกษา ตนเลยตัดสินใจมาเรียนที่ไทย หลังจากเรียนจบ เห็นโรงพยาบาลประกาศรับสมัครล่ามที่พูดภาษาเขมรได้ จึงตัดสินใจสมัครและผ่านการสอบสัมภาษณ์ กระทั่งที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ 7 ปีแล้ว

“การเป็นล่ามในโรงพยาบาล ก็ดีครับ เข้าเวร 6 โมงเช้า เลิก 2 ทุ่ม และอาจจะมีนอกเวลางานแล้วแต่สถานการณ์คนไข้ ไม่ค่อยมีอุปสรรคในการทำงานเท่าไหร่ แต่เรื่องการสื่อสารอาจจะนานหน่อย เพราะต้องสื่อสารกับคนไข้ที่เป็นคนกัมพูชา แล้วสื่อสารกับพยาบาล หมอ ทั้งภาษาไทยและกัมพูชา อาจจะใช้เวลานานในการพูดคุย สำเนียง ในการสื่อสารกับคนไข้ที่เป็นชาวกัมพูชาส่วนมาก ภาษา สำเนียง จะคล้ายกับคนศรีสะเกษ ที่พูดภาษาเขมร แต่อาจจะแตกต่างกันในด้านของสำเนียงของคนกัมพูชาไม่มาก”

MR.Thaingalim  พนักงานโรงพยาบาลด้านการประสานงานสื่อสาร (ล่าม)

อาริสา สานสิงทา พยาบาลที่ทำงานร่วมกันกับล่าม เล่าว่า การทำงานกับล่าม อุปสรรคสำคัญคือ “คำศัพท์ทางการแพทย์” เพราะต้องแปลคำศัพท์แพทย์ให้ล่ามได้เข้าใจ ถ้าเป็นคำศัพท์ที่ยากมากๆ ต้องใช้เวลาในการสื่อสารเพื่อให้ล่ามเข้าใจ ทั้งยังต้องให้ล่ามทบทวนคำที่เราพูดออกไปว่าเข้าใจตรงกันหรือไม่ จะได้สื่อสารกับคนไข้ที่เข้ามารักษาได้ถูก

ปัจจุบันมีล่ามในโรงพยาบาลทั้งหมด 9 คน โดยล่ามแต่ละคนจะประจำอยู่ตามแผนกต่างๆ ของโรงพยาบาล  โดยได้รับค่าจ้างในการเป็นล่ามวันละ 300 บาท 

สำหรับคนไข้ชาวกัมพูชาที่เข้ามารักษาที่โรงพยาบาลเฉลี่ยวันละ 100 คน โรคที่ชาวกัมพูชามารักษาส่วนใหญ่เกี่ยวกับ 1) จิตเวช 2)มะเร็ง 3) ตรวจสุขภาพทั่วไป 4) โรคกระเพาะ ส่วนมากโรคเหล่านี้รักษาอยู่ที่กัมพูชาแล้วไม่ดีขึ้นจึงตัดสินใจมารักษาต่อที่ประเทศไทย

อาริสา สานสิงทา พยาบาลโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์

พรทิพย์ ดีเลิศ หัวหน้าพยาบาล กล่าวว่า คนกัมพูชาที่เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นคนทุกชนชั้น กรณีที่คนไข้เข้ามารักษาแล้วไม่มีเงิน เราจะดูเคสคนไข้ก่อนว่าอาการหนักมากแค่ไหน ถ้าหนักมาก เราจะทำการรักษาก่อน เราไม่ได้คิดว่าคุณมีเงินไหมที่จะมารักษา พอรักษาเสร็จ ค่อยมาพูดคุยเรื่องค่าใช้จ่ายทีหลัง เพราะคนไข้ที่เป็นชาวต่างชาติต้องจ่ายค่ารักษาและค่ายาเป็นเงินสดเท่านั้น ซึ่งเราจะมีระบบลูกหนี้และศูนย์ต่างชาติ ไว้ค่อยช่วยเหลือคนไข้ที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งการเข้ารักษาเราทำเหมือนคนไทยทั้งหมด ไม่ได้มีการแบ่งแยกคนไข้

โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์​จะมีศูนย์ที่เรียกว่า “ศูนย์ต่างชาติ” ไว้คอยดูแลและจัดการกับเคสคนไข้ชาวต่างชาติ เช่น การสื่อสารที่ซับซ้อน ระยะเวลาการรักษาของคนไข้ เพราะบางคนเดินทางเข้ามารักษาตัวที่ประเทศไทยด้วยบัตรผ่านแดนไม่ใช่พาสสปอร์ตซึ่งมีเงื่อนไขระยะเวลาของการอยู่ในราชอาณาจักรไทยแตกต่างกัน

พรทิพย์ ดีเลิศ หัวหน้าพยาบาลโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์

สุขสำราญ อินทสรณ์ พยาบาลประจำศูนย์ต่างชาติ เล่าว่า ศูนย์ต่างชาติมีพยาบาลที่ประจำอยู่ศูนย์ทั้งหมด 3 คน ไว้คอยดูแลคนไข้ชาวต่างชาติ เข้าไปเยี่ยมและสอบถามคนไข้ที่นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล วางแผนช่วยผู้ป่วยว่าจะทำอย่างไร 

“กรณีคนไข้เสียชีวิต ต้องติดต่อที่ไหน ค่าใช้จ่าย การเข้ารับการรักษาสะดวกหรือไม่ กรณีคนไข้จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลแต่ทำแค่บัตรผ่านแดนซึ่งสามารถอยู่ในประเทศไทยได้ 3 วัน แต่ต้องรักษาตัวเกิน 3 วัน โรงพยาบาลจะมีใบรับรองแพทย์ให้เพื่อยืนยันว่าบุคคลนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ถ้าไม่มีใบรับรองแพทย์ ตามกฎหมายจะต้องเสียค่าปรับวันละ 500 บาท ญาติผู้ป่วยก็ต้องเทียวกลับไปต่ออายุบัตรที่ชายแดน”

สุขสำราญ อินทสรณ์ พยาบาลประจำศูนย์ต่างชาติ

ส่วนกรณีที่คนไข้ชาวต่างชาติไม่มีเงินรักษา และเป็นเคสที่ต้องรักษาเร่งด่วน โรงพยาบาลมีระบบดูแลลูกหนี้ สุขสำราญ อินทรสรณ์ อธิบายว่า กรณีกรณีเช่นนี้โรงพยาบาลจะให้ค้างชำระไว้ก่อนแล้วค่อยนำเงินมาจ่ายทีหลัง ไม่มีการรักษาฟรี และต้องจ่ายก่อนออกจากโรงพยาบาล

“สาเหตุที่ชาวกัมพูชา ยอมเดินทางข้ามแดนมาเพื่อรักษาตัว ส่วนมากเขาจะบอกกับเราว่า รักษาอยู่ที่บ้านก็ไม่รู้ว่าจะหายหรือไม่หาย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นโรคอะไร เพราะหมอที่โน่นไม่บอก ไม่ใช่แค่ประเทศกัมพูชา ประเทศที่อยู่รอบๆ บ้านเราส่วนมากพูดคล้ายกันว่าอยู่บ้านเขาคุณภาพในการรักษาไม่ดีเท่าที่นี่ ซึ่งทำให้เราต้องลงทุนมารักษาตัวที่ประเทศไทย”  

สำหรับรัฐบาลไทย มีนโยบายที่กำลังทำความร่วมมือกับประเทศแถบชายแดนเพื่อลดการเข้ามารักษาตัวของชาวต่างชาติ คือ โครงการแพทย์ เมืองพี่ เมืองน้อง คือส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปสอนและอบรมให้ความรู้กับแพทย์ที่นั่นทุกปี และจะมีเครือข่ายประสานงานระหว่างประเทศไว้ค่อยช่วยเหลือคนไข้ต่างประเทศที่เคสซับซ้อน รักษาได้ยาก ส่งมารักษาตัวที่ไทย ซึ่งจังหวัดอุบลราชธานีได้ทำ MOU กับแขวงจำปาสักและปากเช สปป.ลาว ส่วนกรณีล่ามทางการแพทย์ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์​เล็งเห็นว่า ตอนนี้คนไข้ชาวต่างชาติมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อนาคตอาจจะมีการจ้างงานล่ามเพิ่มขึ้นเช่นกัน

image_pdfimage_print