นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ นักสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา อธิบายการอพยพย้ายถิ่นของมนุษย์ผ่านการตีความของของนักมานุษยวิทยาว่า การอพยพคือกลไกการปรับตัวอย่างหนึ่ง ประเด็นสำคัญคือเรื่องความหลากหลายของปัจจัยของการอพยพ ได้แก่ จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นทำให้ทรัพยากรขาดแคลน การเข้ามาหางานทำในเมือง การบุกเบิกดินแดนใหม่ การมีโรคระบาด ภัยสงคราม สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม การติดต่อค้าขาย และการค้นหาความฝัน ส่วนรูปแบบของการย้ายถิ่นจะมีลักษณะต่างกันไป ทั้งเรื่องจำนวนประชากรและช่วงเวลา อาจแยกประเภทของการอพยพย้ายถิ่นได้เป็น 3 กรณี คือ การย้ายถิ่นเร่ร่อนเพื่อยังชีพ การอพยพเป็นวงจร และการย้ายถิ่นที่อยู่ใหม่อย่างถาวร ซึ่งการศึกษาการอพยพในระยะแรกมักจะศึกษาผ่านการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์

ไม่ต่างกัน ประเทศไทยโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน การเคลื่อนเข้าย้ายออกของผู้คนจากหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ มีปัจจัยที่เป็นทั้งแรงจูงใจให้เข้ามาอยู่อาศัย ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยแต่เก่าก่อนต้องการอพยพย้ายออกไปตั้งถิ่นฐานแห่งใหม่ที่เหมาะสมต่อการดำรงชีพมากว่าถิ่นที่อยู่เดิม 

ข้อมูลทางสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “อีสานเคยเป็นทะเลมาก่อน” และ “เป็นแหล่งเกลือสินเธาว์ขนาดใหญ่” โดยเฉพาะในแถบทุ่งกุลา ที่ตั้งอยู่บริเวณแอ่งโคราชในปัจจุบันอันอุดมไปด้วยเกลือสินเธาว์และทรัพยากรที่สำคัญอื่นๆ 

นี่เองจึงเป็นสิ่งชี้ชัดว่าผู้คนในอดีตต่างสนใจพื้นที่แห่งนี้และยืนยันหลักฐานที่ชัดเจนจากร่องรอยอารยธรรมต่างๆ ที่ปรากฏในพื้นที่ หนึ่งในนั้นคือผู้คนจาก กลุ่มชาติพันธ์ุกุลา พวกเขาเดินทางอพยพเคลื่อนย้ายเข้ามา ภายหลังจากที่มีผู้คนอาศัยอยู่ก่อน คำถามคือการเดินทางเข้ามาของพวกเขามีจุดประสงค์เพื่อการย้ายถิ่นถาวร หรือเพียงแค่ต้องการร่อนเร่บนเส้นทางผ่านสายนี้เท่านั้น ค้นหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน ว่าแท้จริงแล้วชาวกุลาคือใคร เดินทางมาทำอะไรในพื้นที่ร้อนแล้งแห้งกันดารแห่งนี้ 

“กุลา กุหล่า กูลวา ต่องสู่ ต้องซู่ ต้องสู้ ฯลฯ” สารพัดชื่อเรียก

จากหนังสือ ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม ของ จิตร ภูมิศักดิ์ นักคิดคนสำคัญด้านประวัติศาสตร์ อธิบายว่า “กุลา” เป็นภาษาปากตลาด ที่คนพม่าใช้เรียกคนอินเดีย มีความหมายในเชิงดูถูกเหยียดหยาม แต่คนอินเดียเขาก็ไม่ยอมรับว่าเป็นชื่อแทนตัวตนเขา เพียงแต่เขาบอกว่ามันเป็นชื่อรัฐหนึ่งในประเทศเขาเท่านั้นเอง

ส่วน สุจิตต์ วงษ์เทศ นักประวัติศาสตร์และโบราณคดี อธิบายถึงความหมายของคำว่า “กุลา” โดยชี้ให้เห็นความแตกต่างของคำและความหมายของผู้คนในแต่ละชาติพันธุ์และพื้นที่ ดังนี้

  • คนไตลื้อจะออกเสียงคำนี้เป็น “กะลา” ยังคงหมายถึงชาวอินเดีย 
  • คนไทยพายัพ (คนเมือง) ใช้ว่า “กูลวา” เป็นคำพื้นเมืองเดิมที่ใช้เรียกชาวอินเดียเช่นกัน และยังมีอีกคำหนึ่งในภาษาโบราณคือคำว่า “กูลวาขาว” ใช้เรียกฝรั่ง 
  • คนไทยภาคกลางใช้ว่า “คุลา” มาแต่โบราณ มีการละเล่นในงานพิธีที่เรียกว่า คุลาตีไม้ มีกลอนกลบทชนิดหนึ่งเรียกว่า คุลาซ่อนลูก 
  • พจนานุกรมบอกว่า “คุลา” หมายถึง ชนชาติต้องสู้และไทยใหญ่ซึ่งเป็นชนชาติส่วนน้อยอยู่ในพม่า 

โดยจะเห็นว่าความหมายของคำเดินทางพ้นจากอินเดียมาแล้ว นับตั้งแต่คนไทยภาคกลางให้ความหมายของคำว่า “กุลา” 

  • ในภาษาลาว “กุหล่า” เป็นคำเรียกชนพวกหนึ่งที่มาจากทางตอนเหนือของพม่า สะพายสัมภาระเร่ขายไปตามละแวกบ้าน แต่ที่เข้าใจรวมๆ ว่ากุหล่าหมายถึงคนพม่าก็มี
  • ในภาษาเขมร คำนี้เป็น “กุฬา” ออกเสียงว่า โกะลา โดยพจนานุกรม เขมร-ฝรั่งเศส ฉบับหนึ่งแปลคำว่ากุฬาเป็นภาษาฝรั่งเศสไว้ว่า “ชาวพม่า” แต่มีภาษาเขมรอธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า เป็นชนชาติหนึ่งในเอเซีย ปัจจุบันอยู่ในประเทศพม่า

จะเห็นว่า “กุฬา” ในภาษาเขมรไม่ได้หมายถึงชาวอินเดียอย่างในภาษาพม่า หากแต่มีการเลื่อนความหมายให้มาอยู่ในบริเวณพม่าแทน

กุลาจะเรียกตนเองว่า “ต่องสู่” ซึ่ง Ronald  D. Renard นักวิจัยด้านประวัติศาตร์และชาติพันธุ์ ได้ตั้งข้อสังเกต ว่า “ต่องสู่” จัดอยู่กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง รู้จักกันดีในชื่อ “กะเหรี่ยงดำ” หรือ “ปะโอ” ปัจจุบันประเทศไทยมีชุมชนชาวกุลาขนาดใหญ่ที่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำมูลตอนล่าง คือ บ้านโนนใหญ่ ต.ก่อเอ้ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี คนในพื้นที่จะเรียกหมู่บ้านแห่งนี้ว่า “บ้านโนนกุลา” ซึ่งทายาทของชาวกุลาจะดําเนินชีวิตตามแบบวัฒนธรรมไทลาวของมารดา ผสมผสานทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมของกลุ่มไทลาว จีน “ไทใหญ่ ต่องสู่ ยาง กะเหรี่ยง พม่า”

ส่วนงานวิจัยเรื่อง ประวัติศาสตร์กุลา โดย สุธิดา ตันเลิศ และ พัชรี ธานี ในวารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อธิบายผลการศึกษาวิจัยและผลการเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์บอกเล่า ชี้ให้เห็นว่าภูมิหลังหรือถิ่นฐานของชาติพันธุ์กุลาออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 

  • กลุ่มที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐฉานรอบเมืองตองยี (Taunggyi) 
  • กลุ่มที่อยู่ทางตอนใต้ เมืองมะละแหมง มรแม เมาะลําเลิง เมาะตะมะ หรือ Moulmein พื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์มอญ 
  • กลุ่มที่อยู่เมืองกุกกิ๊ก ขุกคิก หรือ Kawkareik ในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 
  • กลุ่มที่อยู่ตอนเหนือของสยามคือรัฐฉาน 
แผนที่แสดงเส้นทางการเคลื่อนย้ายของชาวกุลาจากพม่าสู่อีสาน
ภาพ: ประตูสู่อีสาน

สุธิดาและพัชรียังอธิบายอีกว่า “ต่องสู่” แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 

  • ต่องสู่ที่อาศัยในเขตเทือกเขาสูงมีอาชีพทําการค้าขาย 
  • ต่องสู่ที่อาศัยบนพื้นที่ราบลุ่มนั้นนิยมประกอบอาชีพรับจาง ทํางานในเหมืองบ่อพลอย หรือเป็นพ่อค้าพลอย 

โดยในระยะเวลาต่อมากลุ่มต่องสู่ได้อพยพลงมาทางตอนใต้และอาศัยในบริเวณ เมืองมะละแหมง ก่อนกระจายตัวไปยังเมืองมัณฑะเลยประเทศพม่า

จะเห็นว่าความแตกต่างของการใช้คำเรียกแทนหรือประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และถิ่นที่อยู่ของชาว “กุลา” นั้น มีมากเกินกว่าที่จะยกมาอธิบายและชี้ชัดให้เข้าใจว่าแท้จริงแล้ว พวกเขาคือใครกันแน่ เดินทางมาที่อีสานด้วยวัตถุประสงค์ใด และทุกวันนี้พวกเขากระจายตัวอาศัยอยู่ ณ ที่ใดบ้าง 

หรือ “อาณาจักรเกลือ” แห่งนี้ จะเป็นที่อาศัยใหม่ของชาวกุลา 

พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย นับเป็นแหล่งเกลือสินเธาว์แหล่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากความสําคัญของเกลือที่มีผลต่อการดํารงชีพ จึงไม่น่าแปลกที่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเต็มไปด้วยแหล่งโบราณคดีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ กระทั่งปัจจุบันเกลือยังดํารงบทบาทต่อการตั้งถิ่นฐานที่อยู่ของผู้คนดั้งเดิม และแหล่งเกลือขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคอีสานคือ “ทุ่งกุลา” ดินแดนแร้นแค้นแห้งขอดที่มิอาจจินตนาการได้ว่าใต้แผ่นดินผืนนี้จะมีสมบัติสำคัญอย่าง “เกลือสินเธาว์”

วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ชี้ว่า หากย้อนเวลากลับไปร้อยล้านปีแผ่นดินอีสานแห่งนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน ต่อมาแผ่นเปลือกโลกยกตัวกลายเป็นแนวเทือกเขาและแอ่งแผ่นดินจนต่อมานํ้าเค็มได้กลายเป็นนํ้าจืด และมีชั้นดินที่มากไปด้วยชั้นเกลือสั่งสมมาหลายล้านปี ผลจากการยกตัวทําให้เกิดแอ่งพื้นที่ 2 แอ่ง ได้แก่ “แอ่งสกลนคร”และ“แอ่งโคราช”

งานวิจัยเรื่อง เกลือ และประวัติศาสตรการตั้งถิ่นฐานชุมชนในอีสาน โดย อมฤต หมวดทอง จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อธิบายว่า ลักษณะเด่นในพื้นที่อีกส่วนหนึ่งของแอ่งโคราชคือบริเวณ “ทุ่งกุลา” มีลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นแบบทุ่งหญ้าที่กําหนดตามการแบ่งประเภทภูมิประเทศคือ “แบบสะวันนา” ในอดีตสันนิษฐานว่ามีสภาพไม่ต่างจากหนองหานสกลนคร 

กล่าวคือเป็นแอ่งนํ้าผิวดินขนาดใหญ่ จากนั้นแอ่งนํ้าค่อยๆ ตื้นเขินขึ้น จนเป็นทุ่งหญ้ารกร้างขนาดกว้าง ซึ่งมีหลักฐานของ “ฟอสซิลหอยนํ้าจืด” เป็นเครื่องยืนยัน ต่อมาพื้นที่แห่งนี้กลายเป็นพื้นที่ทุ่งกว้างที่มีสัณฐานเป็นแอ่ง และมีสายนํ้าหล่อเลี้ยงพื้นที่ โดยทางตอนบนจะมีลํานํ้าเสียวน้อย ลํานํ้าเสียวใหญ่ และลํานํ้าเตา พื้นที่ทางตอนกลางจะมีลํานํ้าพังชู และพื้นที่ทางตอนล่างจะมีลํานํ้ามูน โดยลํานํ้าทั้งหมดจะไหลไปรวมกันกับลํานํ้าชี จึงทําให้เกิดลักษณะเฉพาะของพื้นที่ เมื่อถึงฤดูแล้งลํานํ้าจะแห้งขอดและมี “การต้มเกลือ” อย่างกว้างขวาง ส่วนฤดูฝนนํ้าจะท่วมขังเป็นพื้นที่กว้างและมีการทําประมง

พื้นที่ทุ่งกุลามีความกว้างใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด คือ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ยโสธร และศรีษะเกษ พบหลักฐานทางวัตถุ ร่องรอยชุมชนต่างๆ วรรณกรรมตำนานท้องถิ่น สืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน

แผนที่อาณาเขตทุ่งกุลาที่ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด 
ภาพ: Blockdit

ศรีศักร วัลลิโภดม และ สุจิตต์ วงษ์เทศ ในหนังสือ ทุ่งกุลา “อาณาจักรเกลือ” 2550 ปี จากสำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2546 ชี้ให้เห็นว่า พัฒนาการการตั้งบ้านเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น เกิดเป็นชุมชนที่อยู่เคียงคู่กับแหล่งผลิตเกลือและมีความเจริญก้าวหน้าในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ (ยุคเหล็ก) มาก่อน 5,000 ปี ซึ่งที่ตั้งของชุมชนก็ยังคงเป็นที่ตั้งเดียวกันและสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันด้วย ทั้งนี้การกระจัดกระจายตัวของแหล่งการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่างๆ ก็มีความสัมพันธ์กับชุมชนและบ้านเมือง

สุจิตต์ยังอธิบายอีกว่า แหล่งเกลือเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยและอาจรวมทั้งแผ่นดินสุวรรณภูมิ ตั้งอยู่บริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ในอีสาน แหล่งเกลือทุ่งกุลาถูกใช้งานเมื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว หลังจากนั้นก็ขยายขอบเขตต่อเนื่องมาจนกลายเป็น “อาณาจักรเกลือ” กว้างใหญ่ไพศาลที่สุดในอุษาคเนย์

“ทุ่งกุลาในยุคแรกเริ่ม มีคนตั้งหลักแหล่งเป็นชุมชนหมู่บ้านตั้งแต่ราว 3,000 ปีมาแล้ว (ถือเป็นรุ่นราวคราวเดียวกับ “บ้านเชียง” ในเขตอุดรธานี) ต่อมาอีก 500 ปี หรือราว 2,500 ปีมาแล้ว คนทุ่งกุลายุคแรกเริ่มมีมากขึ้น และมีพัฒนาการทางวัฒนธรรมก้าวหน้า

“นอกจากการ “เฮ็ดไฮ่-เฮ็ดนา” ตามแบบ “ทำมาหากิน” อย่างเศรษฐกิจพอเพียงเลี้ยงตนและครอบครัวแล้ว อาชีพสำคัญของคนกุลายุคแรกเริ่มเมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว คือ ต้มเกลือ กับ ถลุงเหล็ก

“แหล่งเกลือมีความสำคัญมาก ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ “บ่อพันขัน” ใน อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด นอกจากนั้นยังมีแหล่งเกลือกระจัดกระจายเต็มทุ่งกุลา อยากเรียกให้ลั่นโลกว่าทุ่งกุลานี่แหละ คือ อาณาจักรเกลือยุคดึกดำบรรพ์แท้จริง และยังทำสืบเนื่องมาถึงทุกวันนี้ด้วยเทคโนโลยีนับพันๆ ปีมาแล้ว ไม่เปลี่ยนแปลง หรือเปลี่ยนแปลงช้ามาก”

จากข้อมูลที่รวบรวมมาเพื่ออธิบายความสำคัญของแผ่นดินเกลือทุ่งกุลาแห่งนี้ จะเห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับชาวกุลาเลยเพียงนิด แต่เมื่อวิเคราะห์ถึงความสำคัญของ “เกลือสินเธาว์” ที่ชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่แห่งนี้ จนทำให้ผู้คนตัดสินใจตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน หรืออพยพย้ายมาจากที่อื่นเพื่อแสวงหาถิ่นที่อยู่อาศัยใหม่ที่ดีกว่าในระยะหลัง ก็ทำให้เราสันนิษฐานได้ว่าความอุดมสมบูรณ์ด้วยทุนทรัพย์ทางธรณีวิทยาที่หล่อเลี้ยงสังคมและผู้คนในแถบนี้มาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นที่จับตาให้ชาวกุลาอยากเดินทางมาค้าขายและอยู่อาศัย 

ใน ประวัติศาสตร์นิพนธ์ว่าด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน ของ เติม วิภาคย์พจนกิจ อธิบายว่า ประเด็นสหวิทยาที่เกี่ยวเนื่องกัน ได้แก่ ธรณีวิทยา นิเวศวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม การเมือง สถาปัตยกรรม และผังเมือง มีผลต่อการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานและการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นเดียวกันกับ “ทุ่งกุลา” ซึ่งหากอธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นจะสามารถอธิบายได้ว่า ทุ่งกุลาอุดมไปด้วยเกลือสินเธาว์อันเป็นมรดกจากผืนแผ่นธรณีที่มีความสำคัญต่อดำรงชีวิตและกลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 

ในด้านนิเวศวัฒนธรรม เกลือสินเธาว์เสมือนสิ่งชี้วัดความอุดมสมบูรณ์จนนำไปสู่แรงจูงใจให้เกิดการย้ายถิ่น เมื่อผู้คนเดินทางมาอยู่อาศัยร่วมกันจนเกิดกลายเป็นสังคม และมีวัฒนธรรมเป็นเครื่องมืออธิบายความสมบูรณ์แบบของสังคม ดังที่เรียกว่า “วัฒนธรรมทุ่งกุลา” เช่น วัฒนธรรมการฝังศพครั้งที่สอง วัฒนธรรมการต้มเกลือ หรือแม้แต่วัฒนธรรมการทำปลาร้าปลาแดกที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน 

ในระยะหลัง ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ผู้คน สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม บนพื้นที่ทุ่งกุลาแห่งนี้ยังคงดำรงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้คนกลุ่มหนึ่งสนใจและเดินทางมาเพื่อกระทำการบางอย่างในพื้นที่แห่งนี้ ก็เป็นได้ 

แล้วพวกเขาเดินทางมาที่นี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

หลักฐานเอกสารบันทึกที่เก่าที่สุดพบว่า สมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อปี 2381 มีบันทึกถึงชาวกุลาเดินทางค้าขายในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ ตาก สวรรคโลก และกําแพงเพชร ส่วนการเดินทางมายังพื้นที่ภาคอีสาน ปรากฏเอกสารเก่าที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่บันทึกเรื่องความขัดแย้งระหว่างกุลากับเจ้าเมืองร้อยเอ็ด สุวรรณภูมิ และขอนแก่น กรณีโคประมาณ 600 ตัว โดนเจ้าเมืองยึดโคทั้งหมดไว้

Junko Koisumi นักวิชาการชาวญี่ปุ่น เขียนไว้ในบทความเรื่อง ทำไมกุลาจึงร้องไห้ กล่าวถึงการเข้ามาของชนเผ่ากุลาในปี พ.ศ.2381 ในสมัย ร.3 ว่า

“ชาวต้องซู่ (กุลา) จะมาเป็นกลุ่มจากมะละแหม่ง (เมาะลำเลิง-เมืองมอลเมียน ที่ว่าราชการของมณฑลตะนาวศรี) ผ่านจังหวัดตากหรือเมืองระแหงนำสินค้ามาขายระหว่างทาง และซื้อช้างและวัวกลับไปยังบ้านเกิดของตน ช้าง งาช้าง เขาสัตว์ ไหม วัว และควาย เป็นสินค้าที่นิยมในการซื้อขายของกุลา (ต้องซู่) ในแถบนครราชสีมา และลาวเหนือ”

เหตุที่การค้าของกุลาเฟื่องฟู เพราะได้รับอภิสิทธิ์ด้านการค้าตามสนธิสัญญาบาวริ่ง พ.ศ.2398 เนื่องจากชาวกุลาถือเป็นคนในบังคับของอังกฤษ เมื่อทำความผิดไม่ต้องขึ้นตรงต่อศาลไทย แต่ขึ้นตรงต่อศาลกงสุลอังกฤษ รัฐบาลไทยให้ความสะดวกในการค้าขายตามพันธสัญญาเบาว์ริ่ง

จากบทความเรื่อง ทุ่งกุลาร้องไห้ บนเส้นทางการค้า กับโลกของชาว “กุลา” พ่อค้าเร่แห่งอีสาน โดย กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม สำนักพิมพ์มติชน เขียนถึงชาวกุลาไว้ว่า ในปี 2423 พ่อค้าชาวกุลาที่เห็นโดยทั่วไปในภาคอีสาน จะมีลักษณะไม่เหมือนพ่อค้าชาวจีน คือ กุลาไม่มีการตั้งร้านค้า แต่จะนําสินค้าเร่ขายจากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง สินค้าที่นำมาขาย ได้แก่ ผ้าไหม ไหมดิบ ดาบและมีด เครื่องเงิน อย่างเต้าปูน เครื่องประดับอย่างแหวน เงิน แหวนทอง สร้อยเงิน สร้อยทอง ทับทิม และสินค้าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ เช่น เข็ม ขี้ผึ้ง นอกจากนั้นยังมีการค้าสัตว์อย่างช้าง โค กระบือ และม้า แต่การค้าสัตว์ใหญ่เหล่านี้ โดยเฉพาะโค กระบือ ก็กลายเป็นปัญหาระหว่างชาวกุลากับชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ทุกระดับ

ในปี 2414 เมื่อการค้าโค กระบือ เติบโตมีกำไร จึงเกิดการลักขโมยเกิดขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการลักขโมยโค-กระบือนี้ ก็มักจะจบลงที่ชาวกุลารับซื้อของที่ถูกขโมยไป จากนั้นทางการไทยได้จัดทำหนังสือรูปพรรณโคกระบือทุกตัว และบันทึกชื่อกุลาและพม่าที่ทำการค้า บันทึกเจ้าของโคกระบือเจ้าใหม่และเก่าที่กำนันผู้ใหญ่บ้าน ส่วนทางการก็พิมพ์ “แบบตั๋วพิมพ์รูปพรรณ” ออกมาจำนวน 4,000 ชุด มอบให้ฝ่ายบ้านเมืองนครราชสีมาดำเนินการ ขณะเดียวกันชาวกุลาก็มีปัญหาในการค้าสัตว์เหล่านี้เช่นกัน และบ่อยครั้งที่ชาวกุลาเองก็โดนปล้นฆ่า

การเดินทางไปขายสินค้าจะนําสินค้าใส่ถุงพาดหลังโคห้อย 2 ข้าง เรียกว่า “โคต่าง” หรือไม่ก็หาบ ระหว่างการเดินทางขายสินค้าจะพักอาศัยอยู่ตามศาลาวัด มักจะเดินทางไปด้วยกันในหมู่เครือญาติ ในขณะเดียวกันมีลูกจ้างลาวเดินทางติดตามไปด้วย ดังจะเห็นจากบันทึกของพระพิเรนทรเทพ นครราชสีมา ลงวันที่ 24 พฤษภาคม ปี 2434 มีใจความสำคัญว่า 

“คณะพ่อค้าของคําผิวซึ่งเป็นนายฮ้อย (หัวหน้า) มีลูกจ้างลาว 26 คน คําแสนเป็นนายฮ้อย มีลูกจ้างลาว 35 คน คําใสและคําที่เป็นนายฮ้อยและผู้ช่วย มีลูกจ้างลาว 78 คน ทุกคนรวมเป็นคณะเดินทางด้วยกัน คําผิวและคณะมาจากหนองคาย ซื้อโค 8 ตัว และกระบือ 141 ตัว คําแสนและคณะมาจากกุมภวาปีซื้อโค 50 ตัว และกระบือ 250 ตัว คําใสและคณะซื้อโค 36 ตัว และกระบือ 580 ตัว และม้า 2 ตัว ในหมู่บ้านเขตเมืองชนบท”

ถุงพาดหลังโคห้อย 2 ข้าง เรียกว่า “โคต่าง”
ภาพ: ประตูสู่อีสาน

เส้นทางที่พ่อค้าโคกระบือ และพ่อค้าทางเกวียนใช้เดินทางระหว่างอีสานกับที่อื่นๆ จะมีประมาณ 5 เส้นทาง คือ  

  • เส้นทางดงพญาไฟ ไปยังปากเพรียว และสระบุรี 
  • เส้นทางดงพญากลาง ไปยังหมู่บ้านสนามช้างในลพบุรี 
  • เส้นทางช่องตะโก ไปยังกบินทร์บุรี พนัสนิคม พนมสารคาม และนครนายก 
  • เส้นทางมะละแหม่ง ผ่านเพชรบูรณ์ และระแหง (ตาก) 
  • เส้นทางเขมร ผ่านช่องจอมในสุรินทร์ ไปยังพื้นที่ศรีโสภณ

จากการค้าขายของกลุ่มพ่อค้าชาวกุลาในพื้นที่อีสาน ในเวลาต่อมาชาวกุลาได้มีการตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่หลายพื้นที่ เช่น บริเวณ อ.คําชะอี จ.มุกดาหาร บริเวณ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ บริเวณ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด และบริเวณ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี โดยดําเนินชีวิตตามแบบวัฒนธรรมไทลาวของมารดา หรือแต่งงานข้ามเชื้อชาติและวัฒนธรรมกับกลุ่มไทลาว แขมร์ และจีน และถูกยอมรับให้เป็น “เขยสู่” ที่มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวย

ชาวกุลาที่ จ.มุกดาหาร
ภาพ: อีสานร้อยแปด

ที่พบเห็นผู้คนในกลุ่มชาติพันธุ์กุลามีขนาดใหญมากที่สุด จะอยู่ที่บ้านโนนใหญ่ ต.ก่อเอ้ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี และชาวกุลาที่นี่สืบเชื้อสายบรรพบุรุษมาจากหลายเมืองในพม่าและทางตอนเหนือของประเทศไทย 

ในงานวิจัยเรื่อง ประวัติศาสตร์กุลา ข้อมูลจากการสัมภาษณ์คนในหมู่บ้านโนนใหญ่ ชี้ให้เห็นว่ามีการเดินทางของผู้คนจากพม่ามายังพื้นที่แห่งนี้จริง อย่างกรณีของ คําใบ เครือสิงห์ ทายาทชาวกุลาบ้านโนนใหญ่ อธิบายภูมิหลังของบิดาตนที่เป็นต่องสู่ว่าเดินทางมาจาก “เมืองมะละแหมง” ผ่านมายังเมืองระแหง จ.ตาก และข้ามช่องเขาเพชรบูรณ์เข้ามายังพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ําโขง หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย 

บ้านโนนใหญ่ได้ถูกเลือกให้เป็นสถานีแวะพักบนเส้นทางการค้าภายในและภายนอกภูมิภาคของกลุ่มกุลา ดังบันทึกการเดินทางของ เอเจียน แอมอนิเยร์ ความว่า

“25 พฤศจิกายน 2426 ในเส้นทางเดียวกับที่กําลังเดินทางไป พวกเราพบเผ่าโกลา (กุลา) เป็นชื่อที่พวกคนลาวเรียกชาวพม่า เลยไปอีกไกลผมได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อสิ่งที่ได้พบเห็นในประเทศลาว คือใช้งัวในการบรรทุกสัมภาระสิ่งของ ทั้งสองข้างของลําตัวงัวมีเป้ใส่สิ่งของ แขวนไว้ที่ปลายคานไม้ไผ่และสายรัดหวาย พร้อมกับมีผ้าทําเป็นเบาะรองบนหลังวัว ในจํานวนสิ่งของที่ต่างนั้นก็ต้องมีกระบอกน้ําไม้ไผ่สํารองไว้ใช้ในการเดินทาง”

ศาลาการเปรียญวัดทุ่งสว่างอารมณ์ ณ บ้านโนนกุลา (โนนใหญ่) สถาปัตยกรรมที่สร้างโดยชาวกุลา
ภาพ: อุบลราชธานีบ้านเฮา

ตากแดดหน้าดำ กลืนกล้ำกลางทุ่งกว้าง

เป็นปกติที่ทุกท้องที่จะมีเรื่องเล่าและตำนาน สิ่งนี้เกิดขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ บ้างก็ใช้เพื่อการบันทึกประวัติศาสตร์ท้องถิ่น บ้างก็ใช้วรรณกรรมเพื่อการถือครองอำนาจ หรือแม้แต่การเป็นเรื่องปรัมปราประโลมโลก เช่นเดียวกับ นิทานทุ่งกุลา ที่บอกเล่าเรื่องราวของชาวกุลาที่เดินทางแรมรอนเพื่อมาค้าขายในภาคอีสานผ่านทุ่งกว้างอันร้อนระอุแห่งนี้

จากบทความ ทุ่งกุลาร้องไห้ บนเส้นทางการค้า กับโลกของชาว “กุลา” พ่อค้าเร่แห่งอีสาน โดย กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม สำนักพิมพ์มติชน ถ่ายทอดนิทานทุ่งกุลา ความว่า เมื่อทะเลกลายสภาพมาเป็นท้องทุ่งกว้างใหญ่ ทําให้มองเห็นดินจรดขอบฟ้ามาแล้วเป็นเวลานาน คนเฒ่าคนแก่เล่าสืบต่อกันมาว่า หลายร้อยปีมาแล้ว ได้มีการไปมาค้าขายติดต่อกับพ่อค้าต่างบ้านต่างเมือง ที่มาค้าขายในเขตทุ่งนี้ บรรดาพ่อค้าที่มาค้าขายมีพ่อค้าพม่าเผ่าหนึ่งคือ “เผ่ากุลา” ได้นําสินค้ามาเร่ขาย และมากันเป็นหมู่ หมู่ละ 20-30 คน

ครั้งหนึ่ง ได้มีกุลาพวกหนึ่งเที่ยวเร่ขายสินค้าจากอุบลราชธานี ศรีสะเกษ เรื่อยมาจนถึงสุรินทร์ พอมาถึงท่าตูม พวกกุลาได้พากันซื้อครั่งเป็นจํานวนมาก เพื่อจะนําไปทําสีย้อมผ้ามาขายอีกต่อหนึ่ง พวกกุลาต่างพากันหาบครั่งข้ามแม่น้ำมูล พอเดินทางได้สักพักก็ถึงท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ หมายใจว่าจะเดินตัดทุ่งไปสู่เมืองป่าหลาน (อําเภอพยัคฆภูมิพิสัย) มหาสารคาม ขอนแก่น อุดรธานี ขึ้นเหนือไปเรื่อย ๆ

ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยังไม่เคยใช้ จึงไม่ทราบระยะทางที่แท้จริง เพราะมองเห็นเมืองป่าหลานอยู่หลัดๆ แต่เป็นแบบสำนวนอีสานที่ว่า “ใกล้ตาแต่ไกลตีน” คือมองเห็นดูเหมือนว่าใกล้ๆ แต่ที่จริงต้องเดินไกล

ขณะที่เดินข้ามทุ่ง พ่อค้าชาวกุลาต่างรู้สึกเหนื่อย สองข้างทางไม่มีร่มเงา ไม่มีน้ำดื่ม ครั่งที่หาบมาก็หนักจะทิ้งก็เสียดาย เมื่อท้อก็คิดว่าคงเอาชีวิตมาทิ้งในทุ่งนี้เสียแล้ว จึงพากันร้องไห้ แต่ก็ยังเดินทางต่อไปอีก โดยทิ้งครั่งไปบ้างเล็กน้อย ต่อมากลายเป็นหมู่บ้านครั่งน้อย อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด

เมื่อเดินต่อไปอีกระยะ รู้สึกอิดโรยมาก ครั้นไปถึงกลางทุ่งจึงตัดสินใจเทครั่งทั้งหมดทิ้ง คงเหลือไว้แต่อาหารเท่านั้น บริเวณที่กุลาเทครั่งทิ้งทั้งหมดนี้ ต่อมาได้ชื่อว่า บ้านครั่งใหญ่ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด

ทุ่งกุลาร้องไห้ในอดีต
ภาพ: Blockdit

นอกจากนั้นนิทานและวรรณกรรมการตั้งชื่อบ้านนามเมืองในเขตพื้นที่ทุ่งกุลายังปรากฏใน วรรณกรรมนครจำปาขัน ซึ่งอธิบายและเชื่อมโยงเรื่องราวของการเกิดภูมิบ้านนามเมืองของผู้คนในแถบนี้ไว้เป็นอย่างดี 

ปัจจุบันชาวกุลาอยู่อาศัย ณ ที่แห่งใด และทุ่งกุลายังคงร้อนแล้งหรือไม่

จากการแต่งงานเป็น “เขยสู่” หรือ “เขยลาว” พบการตั้งถิ่นฐานแพร่หลายทั่วไปในพื้นที่ภาคอีสาน และการเดินทางค้าขายในฐานะพ่อค้าเร่ ขนสินค้าจากเมืองหนึ่งไปขายอีกเมืองหนึ่ง โดยใช้โคต่างหรือคาราวานเกวียน โดยชาวกุลายังมีการนำสินค้าจากหัวเมืองอีสานไปขายที่ภาคกลาง เช่น เมืองปากเพรียว (เมืองสระบุรี) ปราจีนบุรี กบินทร์บุรี และจันทบุรี ส่วนใหญ่จะเป็น วัว ควาย ม้า 

กระทั่งพบการเดินทางไปค้าขายในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยพบชาวกุลาอาศัยอยู่ใน อ.เขาสมิง อ.บ่อไร่ จ.ตราด และ จ.จันทบุรี ส่วนอาชีพหลักของชาวกุลาเมื่อย้ายจากอีสานไปยังภาคตะวันออก คือการทำพลอย และเป็นลูกจ้างในเหมืองพลอย

ในขณะเดียวกันก็พบชาวกุลาในประเทศกัมพูชา โดยพบในเมืองพลิน พระตะบอง และสตึงเตรง จากรายงานของกงสุลอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2432 พบว่า มีชาวกุลาใน จ.พระตะบองราว 2,000 คน เมื่อ พ.ศ. 2439 พบว่ามีชาวพม่าและกุลาอาศัยอยู่ใน จ.ไพลิน มากถึง 1,500 คน สิ่งชี้ชัดว่าคนกลุ่มนี้คือชาวกุลาคือวัฒนธรรมคือการระบำนกยูงซึ่งได้รับอิทธิพลจากการฟ้อนกิงกะหร่า โดยจะมีการระบำเพื่อบูชาผียายยาตที่วัดพนมยาต ในภาษากุลาเรียกว่า เซน ติน (Sein Tin) 

ในปี พ.ศ. 2524 – 2527 กรมพัฒนาที่ดินได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาสำรวจและพัฒนาที่ดิน สร้างถนน คลองส่งน้ำ สร้างอ่างเก็บน้ำ ทำการจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรได้ทำกินอย่างทั่วถึง สามารถพลิกฟื้นให้ชุ่มชื้นเขียวชอุ่ม และพบว่าดินทุ่งกุลามีคุณสมบัติเฉพาะที่ผลิตข้าวให้หอมเป็นพิเศษ และ ในปี พ.ศ. 2530 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ก็ได้ดำเนินโครงการ “อีสานเขียว” ทำให้ทุ่งกุลาได้รับการพัฒนาอีกครั้ง

แต่การพลิกฟื้นผืนแผ่นดินแห้งกันดารให้กลายเป็นทุ่งรวงทองอย่างในปัจจุบันนั้น มีที่มาและปฏิบัติการมากว่าร้อยปีให้หลัง ครั้งหนึ่ง พระยาสุนทรพิพิธ (เชย สุนทรพิพิธ) ขณะดำรงตำเเหน่งเลขานุการมณฑลอีสาน (อุบล) เมื่อปี พ.ศ. 2453 เดินทางตรวจราชการตามหัวเมืองต่างๆ ของอีสาน เเละเดินทางผ่านบริเวณ “ทุ่งกุลาร้องไห้” และได้บันทึกไว้ว่า

“ขณะเขียนบันทึกนี้ ปรากฏว่ารัฐบาลได้ทำทางรถยนต์จากร้อยเอ็ดไปถึงเมืองสุรินทร์แล้ว แต่ระหว่างอำเภอสุวรรณภูมิถึงอำเภอท่าตูมยังไม่เรียบร้อยขาดตอนอยู่ แต่อย่างไรก็คงสำเร็จได้ แม้กระนั้นถนนนี้ก็ยังไม่เป็นเครื่องป้องกันทุ่งสุวรรณภูมิ มิให้เป็นทะเลได้อยู่เช่นเดิม 

“จึงมีข่าวว่าทางการราชการกำลังพิจารณาที่จะทำคันกั้น และทำทางระบายน้ำ เพื่อให้ใช้ที่ดินทำประโยชน์ในการเพาะปลูกได้ต่อไป ซึ่งถ้าเป็นผลสำเร็จตามแผนการแล้ว ทุ่งกุลาร้องไห้ก็จะไม่ทำให้ทุ่งกุลาต้องร้องไห้อีกต่อไป แต่จะทำให้ชาวภาคอีสานปรีดาปราโมทย์ไชโยโห่ร้อง ด้วยหน้าตาอันเบิกบานตลอดกัน”

ที่มาข้อมูล:

image_pdfimage_print