หมายเหตุ แถลงการณ์โดยเครือข่ายคนไร้บ้าน 7 จังหวัด กองบรรณาธิการ The Isaan Record เป็นพื้นที่ในการเผยแพร่เนื้อหา

กรณีคดีฆาตกรรม นางบัวผัน ตันสุ หรือ “ป้ากบ” ในพื้นที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยเยาวชนคึกคะนอง จนเกือบทำให้ นายปัญญา คงแสนคำ หรือ “ลุงเปี๊ยก” สามี กลายเป็นผู้ต้องหาฆ่าภรรยาตนเอง ซึ่งบุคคลทั้งสองอยู่ในกลุ่มคนที่เรียกว่า “คนเร่ร่อนไร้บ้าน” จากเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นภาพสะท้อนสำคัญและขยายปัญหาที่สั่งสมมาอย่างยาวนานให้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะมุมมองและมายาคติเหมารวมของคนในสังคมที่มีต่อคนไร้บ้านและผู้ป่วยจิตเวชในพื้นที่สาธารณะ ที่มักมองว่าคนกลุ่มนี้ คือ “ตัวอันตราย ไม่ใช่คนปรกติ” ส่งผลให้เกิดกระบวนการอนุญาตให้เกิดความรุนแรงต่อคนไร้บ้านได้อย่างเป็นปรกติ ทั้งความรุนแรงทางวาจาล้อเลียนกลั่นแกล้ง เลยเถิดถึงขั้นคุกคามใช้ความรุนแรงต่อร่างกายจนถึงขั้นเสียชีวิต ยังไม่นับรวมการละเมิดความเป็นมนุษย์ บังคับบีบเค้น และแสวงหาผลประโยน์จากคนกลุ่มนี้โดยโครงสร้างกลไกอำนาจรัฐ ทั้งจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ฉ้อฉล หรือนโยบายที่ไล่จับไล่กวาดออกจากพื้นที่สาธารณะแบบเหมารวมทั้งคนที่ผิดและไม่มีความผิดใดๆ เพียงอาศัยพื้นที่สาธารณะเป็นที่หลับนอนตั้งหลักชีวิต

จากการสำรวจ “ข้อมูลทางประชากรเชิงลึกของคนไร้บ้านในเขตกรุงเทพมหานครและพื้นที่เกี่ยวเนื่อง” เมื่อ พ.ศ.2559 ของเครือข่ายการทำงานคนไร้บ้านในหลายจังหวัด พบข้อมูลที่น่าสนใจต่อกรณีนี้ว่า คนไร้บ้านร้อยละ 32.5 เคยมีประสบการณ์ช่วงใช้ชีวิตเป็นคนไร้บ้านตกเป็นเหยื่อของการละเมิดและความรุนแรงจากคนในสังคม เช่น ผู้ใช้สารเสพติด วัยรุ่นที่คึกคะนอง หรือ อันธพาล และร้อยละ 41.4 เคยขอความช่วยเหลือจากตำรวจ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และคนไร้บ้านด้วยกัน เป็นต้น ดังนั้นมายาคติที่เชื่อว่า คนไร้บ้านเป็นคนอันตราย เสี่ยงต่ออาชญากรรม จึงไม่ใช่ความจริงทั้งหมด กลับกัน พวกเขาคือเหยื่อของความรุนแรงที่ยากต่อการขอความช่วยเหลือและสนับสนุนจากสังคมและรัฐ สอดคล้องจากการศึกษาของสหรัฐอเมริกาที่พบว่า คนไร้บ้านคือเหยื่อมากกว่าผู้กระทำ ซึ่งยังถูกกระทำจากระบบโครงสร้าง และนโยบายที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ การทอดทิ้ง โดยเฉพาะคนไร้บ้านที่เป็นผู้หญิง วัยรุ่นและเด็ก ซึ่งจากการศึกษาครั้งนี้พบว่า เป็นเพศหญิงถึงร้อยละ 18.2 เพศทางเลือกจากการสังเกต ร้อยละ 1.8

และที่ผ่านมาจากการทำงานร่วมกันของเครือข่ายคนไร้บ้าน 7 จังหวัด ได้พบเจอรูปธรรมการคุกคามและการใช้ความรุนแรงต่างๆ อย่างมากมายต่อคนไร้บ้าน อาทิ การปาขวดแก้วของวัยรุ่นเมาสุราใส่พื้นฟุตบาทที่คนไร้บ้านหลับนอนในยามค่ำคืน จนต้องเสียดวงตาจากเหตุการณ์ครั้งนั้น การรุมซ้อมทุบตีเพื่อขโมยของคนไร้บ้านจากคนที่ไม่ใช่คนไร้บ้าน รวมถึงการที่คนไร้บ้านถูกใช้เป็นเครื่องมือขนส่งยาเสพติดให้กับเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ การถูกบังคับให้สารภาพของลุงเปี๊ยก ก็คือหนึ่งในภาพขยายของการถูกใช้เป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์หลบเลี่ยงความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน ที่มักเลือกเหยื่อในลักษณะอ่อนแอไม่มีอำนาจต่อรอง เพื่อสร้างผลงานและหาแพะรับบาปแทนในสังคมผ่านคนกลุ่มนี้

พวกเรา เครือข่ายคนไร้บ้าน 7 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี ขอนแก่น เชียงใหม่ กาญจนบุรี และระยอง จึงมีข้อเสนอเพื่อการนำสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง ดังต่อไปนี้

1. ขอให้สื่อและสังคม ยุติการผลิตซ้ำมายาคติมองคนไร้บ้านและกลุ่มเปราะบางในสังคมเชิงลบ เนื่องจากจะทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส่งผลให้เกิดกระบวนการอนุญาตให้เกิดความรุนแรงได้จนกลายเป็นเรื่องปรกติ

2. รัฐต้องมีกลไกที่จะดูแลกลุ่มคนไร้บ้านและกลุ่มเปราะบางในสังคม ให้สามารถเข้าถึงบริการสิทธิทางสุขภาพ  สิทธิสวัสดิการ และสิทธิขั้นพื้นฐานอื่นๆ อย่างเท่าเทียมและรวดเร็ว

3. รัฐต้องเร่งรัดดำเนินการกรณีของป้าบัวผัน ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย บนพื้นฐานหลักการสิทธิมนุษยชนที่เท่าเทียมกัน

4. จากกรณีป้าบัวผันที่เป็นคนเร่ร่อนไร้บ้านที่มีอาการป่วยจิตเวช  รัฐต้องมีระบบในการรักษาดูแลและศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวชที่เป็นกลุ่มคนไร้บ้านอย่างจริงจัง พวกเราหวังว่า เพื่อนในสังคมจะได้มองเหตุการณ์ ป้าบัวผัน-ลุงเปี๊ยก คืออีกหนึ่งบทเรียนที่เราต้องร่วมกันมองกลุ่มคนไร้บ้านและผู้ป่วยจิตเวชในพื้นที่สาธารณะอย่างเข้าอกเข้าใจ ไม่เหมารวมตัดสินความเป็นมนุษย์ของคนไร้บ้านทุกคนว่าต้องเป็น “ตัวอันตราย” ให้โอกาสและพื้นที่ของการรับฟังและสนับสนุนการตั้งหลักชีวิตของกันและกัน เพื่อยุติและไม่ส่งต่อความเกลียดชัง ความรุนแรง ที่มีต่อคนไร้บ้านและมนุษย์ทุกคน

ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เครือข่ายคนไร้บ้าน 7 จังหวัด
21 มกราคม พ.ศ.2567

image_pdfimage_print