ในแง่ประวัติศาสตร์ วันที่ 1 ธันวาคม ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับชาวหนองบัวลำภู อันเนื่องมาจากเป็นวันคล้ายวันสถาปนา “อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี” ขึ้นเป็น “จ.หนองบัวลำภู” กล่าวคือ ตามที่ปรากฎในหนังสือราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ เล่มที่ 110 ตอนที่ 125 ลงวันที่ 2 กันยายน 2536 หน้า 7 ได้ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติตั้งจังหวัดหนองบัวลำภู พ.ศ. 2536” โดยในพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวได้กำหนดไว้ว่าให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้น เมื่อนับจากวันที่ 2 กันยายน 2536 ก็จะครบเก้าสิบวันในวันที่ 1 ธันวาคม 2536[1] ด้วยเหตุนี้ชาวหนองบัวลำภูจึงยึดเอาวันดังกล่าวเป็นวันสถาปนาจังหวัดอย่างเป็นทางการ และยังได้ถือเอาเป็นวันเฉลิมฉลองวันคล้ายวันสถาปนาจังหวัดเรื่อยมาทุกปี

นอกจากวันที่ 1 ธันวาคม จะเป็นวันสำคัญของจังหวัดหนองบัวลำภูแล้ว วันดังกล่าวยังมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือ พคท. เพราะถือว่าเป็นวันคล้ายวันก่อตั้งพรรคอย่างเป็นทางการ กล่าวคือ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” นับว่าเป็นผลผลิตจากสายธารการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้อุดมการณ์ของลัทธิมาร์กซ์-เลนิน และลัทธิเหมา ของชาวจีนและชาวเวียดนามที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศสยาม-ไทย โดยเริ่มต้นเคลื่อนไหวในช่วงปลายทศวรรษ 2460 ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวก็ได้พัฒนาและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนในวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2473 ได้มีการก่อตั้งพรรค เรียกชื่อว่า “พรรคคอมมิวนิสต์สยาม” โดยมี โฮจิมินห์ เป็นผู้นำในการก่อตั้ง ประชุมครั้งแรกอย่างลับๆ ที่ โรงแรมตุ้นกี่ หน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง โดยแต่งตั้ง หลี หรือ โงจิ๊งก๊วก เป็นเลขาธิการพรรคคนแรก หลังก่อตั้งพรรคฯ ก็เริ่มมีกิจกรรมเคลื่อนไหวให้เกิดการปฏิวัติในไทยอย่างจริงจัง เช่น การแจกใบปลิว การผลิตเอกสารของพรรคฯ การประชุมและเผยแพร่อุดมการณ์ในโรงเรียนจีน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็มีมาตรการปราบปรามอย่างหนักเช่นกัน โดยเฉพาะหลังจากที่มีการออกพระราชบัญญัติเพื่อปราบปรามคอมมิวนิสต์ฉบับแรกขึ้นในปี 2476 อันส่งผลกระทบอย่างมากกับพรรคฯ เนื่องจากสมาชิกถูกจับกุมและบางส่วนถูกเนรเทศออกนอกประเทศ แต่อย่างไรก็ตามพรรคก็ยังคงเคลื่อนไหวต่อไปได้ จนต่อมาในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2485 หลังการประชุมสมัชชาของพรรคฯ ที่กรุงเทพฯ จึงได้มีประกาศก่อตั้งพรรคอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” มี หลี่ฮวา เป็นเลขาธิการพรรคคนแรก บทบาทส่วนใหญ่ของพรรคเป็นที่จดจำจากเหตุการณ์ “การก่อการกำเริบ” ในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นการจับอาวุธขึ้นสู้กับรัฐไทย โดยมียุทธศาสตร์การต่อสู้ด้วยวิธี “ป่าล้อมบ้าน บ้านล้อมเมือง” ตามลัทธิเหมา[2]

แน่นอนว่าการสถาปนาจังหวัดหนองบัวลำภูเกิดขึ้นหลังการสิ้นสุดของ “การก่อการกำเริบของคอมมิวนิสต์” หรือ “สงครามประชาชน” ซึ่งสิ้นสุดในช่วงกลางทศวรรษ 2520 แต่เนื่องจากพื้นที่ในจังหวัดหนองบัวลำภูเคยถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สีแดงของทางราชการ หรือเป็นเขตงานสำคัญเขตหนึ่งของ พคท. ดังนั้น ในแง่ประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู จึงยังคงมีสถานที่ทรงจำมากมายอันเกี่ยวเนื่องจากสงครามประชาชนในครั้งนั้น อย่างไรก็ตาม สถานที่เหล่านั้นบางแห่งถูก “เรื่องเล่า” แบบอื่นกดทับเอาไว้อย่างมีนัยสำคัญ จนส่งผลให้สถานที่นั้นปราศจากความทรงจำเกี่ยวกับสงครามประชาชนไป

บทความนี้จึงต้องการที่จะรวบรวมเรียบเรียงอนุสรณ์สถานต่างๆ เหล่านั้นไว้ เพื่อเป็นการระลึกนึกถึงเหตุการณ์ที่ครั้งหนึ่งประชาชนคนชั้นล่างผู้ถูกกดขี่ขูดรีดได้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับความอยุติธรรมที่สร้างขึ้นโดยรัฐและระบบทุนนิยม รวมไปถึงเพื่อเป็นการระลึก 80 ปี การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และ 30 ปี การสถาปนา จ.หนองบัวลำภู ตลอดจนไปถึงเพื่อเป็นการขุดเอา “เรื่องเล่า” ที่ถูกกดทับไว้ขึ้นมาแสดงให้เห็นถึงความจริงของการสร้างสถานที่เหล่านั้น ทั้งนี้ เท่าที่ได้สำรวจสถานที่ความทรงจำต่างๆ เหล่านั้น สามารถแบ่งออกอย่างหยาบได้ 2 ประเภทคือ หนึ่ง สถานที่ที่เป็นความทรงจำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (ความทรงจำของประชาชนฝ่ายที่เข้าป่าต่อสู้ร่วมกับพรรคฯ) และ สอง สถานที่ที่เป็นความทรงจำของรัฐไทย (ความทรงจำของฝ่ายต่อสู้กับพรรคฯ) โดยประเภทหลังนี้ สามารถแบ่งแยกย่อยได้อีกคือ สถานที่ที่มี “เรื่องเล่า” เกี่ยวข้องกับสงครามประชาชนชัดเจน และสถานที่ที่มี “เรื่องเล่า” เกี่ยวข้องกับสงครามประชาชนพร่าเลือนเพราะถูก “เรื่องเล่า” อีกแบบกดทับ

1. กองทัพประชาชนปฏิวัติภายใต้การนำของ พคท. ในพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู

ดังได้กล่าวมาแล้ว แม้ว่า “หนองบัวลำภู” จะเป็นจังหวัดเล็กๆ ที่เพิ่งสถาปนาขึ้นเมื่อประมาณ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ก็เป็นจังหวัดหนึ่งที่ดารดาษไปด้วย “ตำนาน” “เรื่องเล่า” “เหตุการณ์” และ/หรือ “ประวัติศาสตร์” มากมายหลากหลาย ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งก็เนื่องด้วยความเหมาะสมทางด้านสภาพภูมิศาสตร์ โดยเฉพาะการมีป้อมปราการธรรมชาติอย่าง “เทือกเขาภูพาน” พาดผ่าน พื้นที่ในจังหวัดหนองบัวลำภูจึงถูกเลือกใช้/ปรากฏใน “ตำนาน” “เรื่องเล่า” “เหตุการณ์” และ/หรือ “ประวัติศาสตร์” ต่างๆ เหล่านั้น ดังจะเห็นว่า เมื่อครั้งเกิด “สงครามประชาชน” อันเป็นสงครามของการต่อสู้กันระหว่างกองทัพประชาชนภายใต้การนำโดย พคท. กับรัฐไทย เทือกเขาภูพานในพื้นที่หนองบัวลำภูก็เป็นอีกพื้นที่แห่งหนึ่งที่ถูกเลือกใช้ให้เป็นฐานทัพแหล่งพักพิงของเหล่าสหายผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเรียกโดยรวมๆ ว่า “เขตงานภูซาง”[3]

“เขตงานภูซาง” คือฐานที่มั่น เขตจรยุทธ์ แหล่งพักพิง หรือสมรภูมิแห่งการต่อสู้เพื่อสร้างสังคมใหม่ ซึ่งเป็นเขตงานเคลื่อนไหวของกองทัพประชาชนในภาคอีสานภายใต้การนำโดย พคท. ที่มีความเข้มแข็งอย่างมากเขตงานหนึ่ง เขตงานดังกล่าวจัดตั้งบน “ภูซาง” ที่ประกอบไปด้วยป่าเขาลำเนาไพรอันสลับซับซ้อน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “เทือกเขาภูพาน” โดย “ภูซาง” อยู่บริเวณรอยต่อของ จ.เลย จ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี และ จ.หนองคาย[4] อย่างไรก็ตาม “เขตงานภูซาง” ก็มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ที่ขยายงานออกไปกว้างขวางกว่าพื้นที่ที่เป็น “ภูซาง” จริงๆ กล่าวคือ ประกอบไปด้วยพื้นที่ใน จ.อุดรธานี จ.หนองบัวลำภู จ.ขอนแก่น จ.ชัยภูมิ จ.เลย และ จ.เพชรบูรณ์ นอกจากเขตงานนี้จะมีอาณาเขตกว้างขวางแล้ว เขตงานดังกล่าวยังเป็นเขตงานที่สามารถติดต่อประสานเชื่อมโยงกันระหว่างเขตงานอื่นๆ ในเทือกเขาภูพานตลอดไปจนถึงเขตงานในประเทศลาวและเขตงานในภาคเหนือได้อีกด้วย[5] ทั้งนี้ เขตงานภูซางมีใจกลางใหญ่อยู่ระหว่างจุดเชื่อมต่อของเทือกเขาภูพานด้านตะวันออกกับเทือกเขาเพชรบูรณ์ที่จังหวัดเลย[6] โดยมีที่ตั้งของฐานที่มั่นอยู่บน “ภูซาง” ในพื้นที่ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภูในปัจจุบัน ดังภาพ  

ภาพ: ภาพแผนที่ภูซาง ซึ่งแสดงทับต่าง ๆ บนเขตงานภูซาง โดยในแผนที่ได้เริ่มต้นจากบ้านล่องป่าบุ่น-คลองเจริญ บ้านโคกนก-โคกสาริกา อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ที่มา: ลูกสาวตู้สุริยันต์ ทับการผลิต 88 [นามแฝง], บรรณาธิการ, ตำนานนักปฏิวัติภูซาง, 266.

เนื่องจากมีอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ไพศาลครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด ประกอบกับมีมวลชนเข้าร่วมต่อสู้ในจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ตลอดระยะเวลาของสงครามประชาชนนับตั้งแต่เริ่มต้นในช่วงกลางของทศวรรษ 2500 จนสิ้นสุดลงในช่วงกลางทศวรรษ 2520 เขตงานภูซางได้มีการขยายงานแบ่งแยกออกเป็นเขตงานย่อยๆ อีกหลายเขตงาน เช่น เขตงานเอเชีย เขตงานยุโรป เขตงานลาติน เขตงาน 11 เขตงาน 77 เขตงาน 88 เขตงาน 99 ฯลฯ[7] โดยเขตงานย่อยเหล่านี้ เฉพาะอาณาเขตที่มีความรับผิดชอบในพื้นที่ จ.หนองบัวลำภูนั้นมีดังนี้[8]

“เขตงานเอเชีย” หมายถึง พื้นที่ อ.เมือง อ.นากลาง อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี และ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น 

“เขตงาน 11” หมายถึง พื้นที่ อ.กุดจับ อ.บ้านผือ อ.น้ำโสม จังหวัดอุดรธานี และ อ.สุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู 

“เขตงาน 44” หมายถึง พื้นที่ อ.นาด้วง จ.เลย และ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู 

“เขตงาน 88” หมายถึง พื้นที่ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู และ อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี

นอกจากพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู จะถูกใช้เป็นเขตงานหลายจุดแล้ว ความสำคัญอีกประการหนึ่งคือ พื้นที่ของจังหวัดนี้นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการปฏิวัติแห่งเทือกเขาภูซาง หรือ “เขตงานภูซาง” ที่กล่าวมาข้างต้น โดยมี “เขตงานเอเชีย” เป็นเขตงานแรกของขบวนการปฏิวัติดังกล่าว[9]

การจะเข้าใจสาเหตุหลักอันเป็นจุดเริ่มต้นที่มีผลต่อการก่อตัวขึ้นของ “เขตงานภูซาง” จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องย้อนกลับไปในยุคของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดังสะท้อนผ่านคำกล่าวของ “สหายทุ่ง” อดีตกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และสหายนำเขตงานภูซาง ซึ่งเขาเคยเล่าไว้ว่า “ยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เราจับปืน เพราะใช้อำนาจที่รุนแรงกับประชาชนมาก เอะอะก็ยิงเป้า จากที่เราต้องการสู้อย่างสันติภาพที่สุด”[10] กล่าวคือ ในปี 2501 หลังจากที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหารสำเร็จ เขาก็ได้ออกมาตรการปรามปราบคอมมิวนิสต์ให้มีความรุนแรงเข้มข้นมากยิ่งขึ้นเท่าทวีคูณ โดยทำการกวาดล้างบุคคลที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล ผ่านการใช้ข้อกล่าวหา “มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์” เช่น จับกุมคุมขังบุคคลที่มีความตื่นตัวทางการเมืองหรือเห็นต่างกับรัฐบาลแบบเหวี่ยงแห หนักขึ้นมาอีกก็สั่งประหารชีวิตบุคคลผู้มีความเห็นต่างเหล่านั้น (เช่น นายครอง จันดาวงศ์ นายรวม วงษ์พันธ์ เป็นต้น)[11] โดยการใช้อำนาจจากกฎหมายครอบจักรวาลอย่างรัฐธรรมนูญ ปี 2501 มาตรา 17 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีจัดการกับบุคคลที่ก่อความไม่สงบได้ทันที แล้วจึงค่อยแจ้งต่อสภาฯ ในภายหลัง

นอกจากนั้น เนื่องจากความปั่นป่วนของสถานการณ์การบ้านการเมืองในช่วงเวลานั้น ได้ส่งผลให้ชีวิตของชาวบ้านต้องเผชิญกับปัญหาความทุกข์ยากนานัปการ โดยเฉพาะการที่ชาวบ้านต้องเผชิญกับการใช้อำนาจรังแก กดขี่ข่มเหง ดูถูกเหยียดหยาม จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งสภาพการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้น ณ ที่ใดที่หนึ่งเป็นการเฉพาะ หากแต่เป็นบรรยากาศโดยภาพรวมในชนบทของไทย โดยเหตุการณ์ต่างๆ ที่ว่ามาทำให้ชาวบ้านมีความตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น ดังนั้น เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้มีความตื่นตัวทางการเมือง ประกอบกับเมื่อชีวิตต้องตกอยู่ในสภาพที่ถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากเข้า การต่อสู้อย่างสันติภาพก็ไม่น่าจะใช้ได้อีกแล้ว เมื่อถึงขีดที่ไม่สามารถอดทนอดกลั้นได้อีกต่อไปชาวบ้านจึงลุกขึ้นสู้[12]

นอกจากสาเหตุที่ทำให้ชาวบ้านลุกขึ้นต่อสู้จะมาจากการดำเนินนโยบายของรัฐที่เป็นเผด็จการแล้ว จุดเริ่มต้นของการแปรสภาพปัญหาของชาวบ้านที่เผชิญในระดับปัจเจกมาสู่การจัดตั้งเป็นมวลชนปฏิวัติ (จากปริมาณมาสู่คุณภาพ) ก็มีเหตุกำเนิดเริ่มต้นอันเนื่องมาจากนโยบายของรัฐเช่นกัน กล่าวคือ การปราบปรามคอมมิวนิสต์ในยุคจอมพลสฤษดิ์นั้น นอกจากจะใช้มาตราการรุนแรงอย่างการกดปราบดังที่กล่าวมาแล้ว ในอีกด้านหนึ่งก็ใช้การโฆษณาชวนเชื่อให้ภาพพวกคอมมิวนิสต์ว่าเป็นยักษ์เป็นมาร พร้อมไปกับการเร่งรัดพัฒนาตาม “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ที่เริ่มต้นฉบับแรกในปี 2504 โดยหนึ่งในการพัฒนาที่สำคัญและเร่งรัดก็คือการสร้างถนนไปทั่วประเทศ บนฐานความเชื่อที่ว่าหากมีการสร้างความเจริญในทางวัตถุก็จะทำให้คอมมิวนิสต์หดหายไป และจะทำให้เข้าถึงพื้นที่ชนบทได้ทั่วถึงและง่ายมากยิ่งขึ้น แต่กาลกลับกลายเป็นว่าโครงการสร้างและซ่อมแซมถนนสายอุดร-หนองบัวลำภูเป็นจุดกำเนิดงานจัดตั้งมวลชนของเขตงานเอเชีย ซึ่งเป็นเขตงานแรกของขบวนการปฏิวัติแห่งเทือกเขาภูซาง จนสหายรุ่นบุกเบิกของเขตงานเอเชียคนหนึ่งกล่าวเป็นนัยว่าการที่รัฐสร้างถนนเพื่อจะให้คอมมิวนิสต์หายไปนั้นใช้ไม่ได้กับพื้นที่นี้ เพราะ “คอมมิวนิสต์มาพร้อมกับการสร้างถนน”[13] เรื่องของเรื่องก็คือ ในปี 2504 เมื่อมีโครงการสร้างและซ่อมแซมถนนสายอุดร-หนองบัวลำภู กรรมกรแรงงานที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างจ้างเข้ามาสร้างและซ่อมแซมถนนส่วนมากก็คือชาวบ้านในพื้นที่หรือคนในท้องถิ่นแถบแถวนั้นนั่นเอง จากแต่เดิมที่ชาวบ้านเคยอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย ก็ส่งผลให้พวกเขาได้มีโอกาสรวมตัวพบปะพูดคุยกันมากขึ้น และที่สำคัญพวกเขาได้ใกล้ชิดกับนายช่างซึ่งเป็นสมาชิกของ พคท. ทำให้นายช่างได้ให้การศึกษาแก่พวกเขา จนส่งผลให้พวกเขามีความตื่นตัวมากขึ้นไปอีก ผลในท้ายที่สุดจึงตัดสินใจร่วมกันจัดตั้งมวลชนขึ้นมาในพื้นที่แถบนี้[14]

การจัดตั้งมวลชนในยุคแรกๆ นั้น จะอาศัยความสัมพันธ์ที่มีความเหนียวแน่นระหว่างญาติมิตรเพื่อนฝูง โดยเริ่มจากผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับถือก่อนแล้วค่อยขยายไปสู่กลุ่มคนหนุ่มสาว โดยทำการจัดตั้งเป็นหน่วยๆ ละ 3 คน และให้แต่ละคนไปขยายการจัดตั้งเป็น 1 ต่อ 2 หรือ 3 คน ในขณะเดียวกันทาง พคท. เองก็ได้ส่งสหายมาจัดการศึกษาให้มวลชนได้เห็นถึงสาเหตุที่แท้จริงของสภาพปัญหาความทุกข์ยากที่ชาวบ้านประสบพบเจอและความจำเป็นที่จะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ ซึ่งในช่วงแรกๆ ก็ต้องระวังกันมากหน่อย เพราะหน่วยจัดตั้งมวลชนจะนัดกันศึกษาตามหัวไร่ปลายนา อย่างไรก็ตาม ด้วยลักษณะเช่นนี้เอง ไม่นานนักก็ทำให้ชาวบ้านในท้องถิ่น โดยเฉพาะแถบ อ.หนองบัวลำภู มีความตื่นตัวทางการเมืองมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ[15] 

ดังนั้น งานจัดตั้งมวลชนจึงเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งในระยะต่อมาเมื่อเกิดกรณีเสียงปืนแตกที่บ้านนาบัว จ.นครพนม ในปี 2508 ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐเองก็เริ่มได้กลิ่นว่าชาวบ้านมีการรวมตัวกันจัดตั้งมวลชนขึ้นอย่างลับๆ เพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านอำนาจรัฐ รัฐจึงได้มีความพยายามใช้มาตรการปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมและขาดเหตุผล เช่น จับชาวบ้านโนนทัน (อ.หนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู ในช่วงสงครามฯ คือ อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี) มาซ้อมและขุดหลุมฝังให้เหลือแต่คอ จึงยิ่งทำให้มวลชนในแถบ อ.หนองบัวลำภู เรียกร้องที่จะพัฒนาหน่วยจัดตั้งเป็นกองกำลังพร้อมต่อสู้ด้วยอาวุธ ประกอบกับ ดังเคยกล่าวมาแล้ว เนื่องจากสถานที่นัดกันศึกษาตามหัวไร่ปลายนาไม่มีความปลอดภัย จึงได้เริ่มมีการเสาะแสวงหาสถานที่ที่ปลอดภัย และในที่สุดก็ได้เลือกเอา “ภูช่อฟ้า” หรือ “ภูหินลาดช่อฟ้า” ซึ่งอยู่ในเขตตำบลโนนทัน เป็นหน่วยจัดตั้งอย่างเป็นทางการครั้งแรก เพื่อเป็นที่พักพิงและจัดการศึกษา ฝึกฝนตนเองเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะใช้ชีวิตอยู่ในป่าให้ได้ และที่สำคัญเพื่อสร้างเป็นหน่วยจัดตั้งที่พร้อมต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ[16] 

ปี 2508 พคท. ได้ส่งคนจากภูหินลาดช่อฟ้าไปศึกษาวิธีการทำสงครามประชาชน โดยได้รับความช่วยเหลือจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนและเวียดนาม ซึ่งหลังจากที่สหายชุดที่เดินทางไปศึกษารุ่นแรกเดินทางกลับมาถึง ในปี 2509 นั่นเอง พวกเขาก็ได้ทำการแตกเสียงปืน อันเป็นการแตกเสียงปืนครั้งแรกของขบวนการปฏิวัติแห่งเทือกเขาภูซาง โดยได้เข้าทำการโจมตีโรงพักหนองบัวลำภู (ปัจจุบันก็คือ สถานีตำรวจภูธรเมืองหนองบัวลำภู) ซึ่งเมื่อตีและยึดอาวุธได้แล้ว ในขณะที่กำลังถอยออกมานั้น ก็ได้มีตำรวจนายหนึ่งแอบยิงปืนใส่ เป็นผลให้เหตุการณ์ดังกล่าวมีสหายเสียชีวิต 2 คน เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ “หนองบัวลำภู” กลายเป็น “พื้นที่สีแดง” ทันที อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น ก็ไม่ได้ส่งผลบั่นทอนกำลังใจที่จะขยายงานมวลชน ในทางกลับกันการขยายงานมวลชนของเขตงานภูช่อฟ้ายิ่งมีความเข็มแข็งมากขึ้นไปอีกเป็นลำดับ[17]

กระนั้นก็ตาม ด้วยความที่เขตงานภูช่อฟ้าหรือเขตงานเอเชียขยายตัวเพิ่มมากขึ้น คือมีมวลชนที่เข้าป่ามาอาศัยอยู่บนภูช่อฟ้าเป็นจำนวนมาก ในขณะที่เขตงานนี้เป็นเขตงานเล็กๆ อีกทั้งยังตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ชุมชน[18] ประกอบกับฝ่ายรัฐเองก็มีนโยบายปรามปรามอย่างหนักตลอดมา เช่น จับชาวบ้านไปทรมาน มีการส่งกองกำลัง อส. และ ตชด. ออกชุ่มสหายตามจุดต่างๆ ทำให้ขบวนปฏิวัติคิดหาทางออก โดยการขยายงานไปจุดที่มีภูมิประเทศที่เอื้ออำนวยมากขึ้น ซึ่งนั่นก็คือการขยายงานไปที่เทือกเขาภูซาง[19]

ในช่วงปี 2515-2518 ถือได้ว่าเป็นยุคที่ขบวนการปฏิวัติบนเขาภูซางสามารถขยายงานได้อย่างรวดเร็วกว้างขวาง อันถือเป็นยุครุ่งเรืองของเขตงานนี้เลยก็ว่าได้ แต่ในขณะเดียวกันฝ่ายรัฐบาลเองก็มีนโยบายปราบปรามอย่างรุนแรงด้วยยุทธวิธีต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน โดยเขตงานภูซางนี้ก็เป็นหนึ่งที่ทางการให้ความสนใจเป็นพิเศษ จนถึงขั้นที่กองทัพภาคที่ 2 ได้จัดตั้ง “หน่วยผสมพลเรือน ตำรวจ ทหารที่ 1718” หรือ “พตท.1718” โดยมี พันเอกอาทิตย์ กำลังเอก (ยศขณะนั้น) เป็นผู้บัญชาการปราบปราม “คอมมิวนิสต์เทือกเขาภูซาง” ที่เคลื่อนไหวอยู่ในรอยต่อของ จ.อุดรธานี จ.หนองบัวลำภู จ.เลย จ.หนองคาย จึงกล่าวได้ว่า “พตท.1718” ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อปราบปรามขบวนการปฏิวัติแห่งเทือกเขาภูซางเลยทีเดียว[20]

นอกจากจะตั้ง “พตท. 1718” แล้ว ทางการยังติดอาวุธให้ “ไทยอาสาป้องกันชาติ หรือ ทสปช.” ดำเนินการตอบโต้พรรคคอมมิวนิสต์อีกด้วย ดังที่ สหายทุ่ง เล่าว่า “ตอนนั้นทางการก็จัดหน่วยอาสาป้องกันตนเอง (ซื่อเรียกก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น “ไทยอาสาป้องกันชาติ” – ผู้เขียน) ภายในหมู่บ้านขึ้น [ซึ่ง]เป็นการจัดตั้งให้ประชาชนกับประชาชนต่อสู้กันเอง”[21] ตลอดจนผสานการรุกด้านการทหารและการเมืองอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเกิดวิกฤติศรัทธาคลุมป่าเขา “สหายนำ” เคลื่อนย้ายศูนย์การนำไปอยู่ทางภูเขียว จ.ชัยภูมิ ส่วนกองกำลังรบส่วนหนึ่งยังคงอยู่ที่ภูซาง จนต่อมาในปี 2523 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้มีคำสั่งที่ 66/23 ซึ่งเป็นการเปิดช่องทางให้สหายปฏิวัติเข้า “มอบตัว” กับทางการ เพื่อเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” จนนำมาสู่การสิ้นสุดสายธารการต่อสู้ในที่สุด[22]

เมื่อกล่าวในภาพรวมแล้ว จึงไม่เป็นการเกินเลยนักหากจะกล่าวว่า “ภูหินลาดช่อฟ้า” เป็นพื้นที่ปฐมบทของขบวนการปฏิวัติแห่งเทือกเขาภูซาง และแม้ว่าในระยะต่อมา การเคลื่อนไหวจะขยายไปสู่การสร้างที่มั่นของเขตจรยุทธ์ที่ภูซาง แต่ภูหินลาดช่อฟ้าก็ยังคงทำหน้าที่เป็นด่านหน้า เพื่อเอื้ออำนวยให้แก่การเติบโตของขบวนการปฏิวัติ[23] เป็นด่านแรกของปฐมบทแห่งชีวิตนักปฏิวัติที่เพิ่งจะเข้าป่ามาต่อสู้กับอำนาจอันอยุติธรรมในเขตงานภูซาง เป็นประตูคอยเปิดรับสหายใหม่ก่อนจะส่งไปยังเขตงานภูซาง ดังจะเห็นได้จากช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีสหายเข้าป่าเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะนักเรียน นิสิต นักศึกษา โดยสหายที่จะเข้าร่วมขบวนการปฏิวัติแห่งเทือกเขาภูซางก็ต้องผ่านด่านหน้าอย่างเขตงานเอเชียหรือเขตงานบนภูหินลาดช่อฟ้านี่เอง[24]

ปัจจุบันภูหินลาดช่อฟ้ายังคงตั้งเด่นตระหง่านอยู่ที่เดิม แต่ยุคสมัยได้เปลี่ยนหน้าที่ของมันไป จากแต่เดิมเคยเป็นฐานปฏิบัติงานเขตจรยุทธ์ของบรรดาสหายปฏิวัติ บันนี้ได้กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (ททท.) และ “จังหวัดหนองบัวลำภู” แนะนำให้ย่างกรายเข้าไปสักครั้งในชีวิตเมื่อมาเหยียบจังหวัดหนองบัวลำภู[25] แต่ถึงจะเปลี่ยนหน้าที่ไปอย่างไร ความทรงจำเกี่ยวกับสงครามประชาชนในพื้นที่แห่งนี้ก็ยังคงเข้มข้นไม่จางหาย สถานที่จุดต่างๆ ที่เหล่าสหายเคยใช้งาน ก็ยังคงปรากฏว่ามีการเรียกขานชื่อให้ได้ระลึกนึกถึงอยู่ในปัจจุบัน เช่น ถ้ำเวที ถ้ำวิทยุ ถ้ำเอกสาร ถ้ำเสบียง ฯลฯ[26] นอกจากนั้น ยังมี “สถูปภูซาง” อันเป็นสถานที่สำคัญที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อระลึกนึกถึง “สหาย” ที่จากไปเมื่อครั้งสงคราม พร้อมกันนั้นยังมีการจารึกเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในขบวนการปฏิวัติแห่งเทือกเขาภูซางไว้ให้ได้ศึกษา

ภาพ: สถูปภูซาง ณ วัดอุทุมพรพิชัย บ้านห้วยเดื่อ ตำบลโนนทัน อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู ที่มา: เดอะ อีสานเร็คคอร์ด, “‘20 ปี สถูปภูซาง’ สหาย-ญาติผู้เสียชีวิต ร่วมจัดงานรำลึกถึงวีรชนในห้วงสงครามคอมมิวนิสต์.”

2. สถูปภูซาง

หลังจากสงครามประชาชนสิ้นสุดลงในช่วงกลางทศวรรษ 2520 บรรดาสหายทั้งหลายต่างก็เดินทางออกจากป่าเข้า “มอบตัว” กับรัฐ โดยรัฐได้จับพวกเขาลงตะกร้าล้างน้ำเปลี่ยนสถานะใหม่จาก “ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์” สู่ “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” ส่วนบรรดาสหายผู้ที่ล่วงลับไปในระหว่างสงครามยังคงนอนหลับสงบนิ่งใต้พื้นธรณีในป่าลึก เฉพาะเขตงานภูซางนับได้กว่า 200 ร่าง ด้วยระลึกถึงความหลังที่เคยร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันมา สหายที่ยังอยู่จึงอยากจะทำเพื่อสหายที่ล่วงลับด้วยการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พวกเขาเหล่านั้น 

ด้วยเหตุนี้ ในช่วงปี 2538 จึงมีการรวมตัวกันของบรรดาสหายญาติพี่น้องเพื่อนมิตรจัดตั้งคณะกรรมการจัดงานบุญและจัดสร้างสถูปเพื่อผู้ล่วงลับเขตภูซางขึ้น แต่ก่อนที่จะจัดงานบุญจำเป็นต้องค้นหาร่างของสหายผู้ล่วงลับเสียก่อน จึงได้มีการจัดตั้งหน่อยปฏิบัติการค้นหาร่างของสหายผู้ล่วงลับ ซึ่งบางร่างก็ฝังไว้ใต้ดิน บางร่างก็ถูกเผาให้เหลือแต่กระดูกแล้วฝังไว้ หรือบางกรณีก็ใส่ขวดไว้แล้วนำไปวางไว้ตามถ้ำหรือซอกหินในพื้นที่ต่าง ๆ แม้ว่าจะยังขุดขึ้นมาได้ไม่หมด ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากสภาพภูมิศาสตร์ของพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาจนทำให้จำไม่ได้ว่าร่างสหายผู้ล่วงลับถูกฝังไว้ที่บริเวณใด หรือบางพื้นที่ก็เปลี่ยนสภาพจากป่าเขาเป็นวัดวาอารามส่งผลให้ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการขุดค้น ตลอดถึงระยะเวลาที่ยาวนานอันส่งผลต่อความทรงจำของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่การทำงานก็เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและประสบผลสำเร็จ[27] จนวันที่ 29-30 มีนาคม 2540 ณ วัดอุทุมพรพิชัย บ้านห้วยเดื่อ ต.โนนทัน อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู คณะกรรมการฯ จึงได้จัดงานทำบุญอุทิศส่วนกุศลและฌาปนกิจโครงกระดูกของสหายที่ถูกค้นพบ พร้อมกันนั้นเพื่อเป็นการคารวะต่อดวงวิญญาณสหายผู้กล้า คณะกรรมการฯ จึงมีความเห็นว่าควรสร้างสถูปขึ้นเป็นอนุสรณ์เพื่อบรรจุอัฐิของสหายผู้จากไป ซึ่งมิตรสหายผู้ร่วมงานก็ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์หวังให้สถูปเกิดขึ้นได้จริงสมดังเจตนารมณ์[28]

ดังนั้น หลังจากจัดงานเสร็จ คณะกรรมการฯ จึงได้ประสานงานกับเจ้าอาวาสวัดอุทุมพรพิชัย เพื่อขออนุญาตใช้พื้นที่ในวัดอุทุมพรพิชัยจัดสร้าง “สถูปภูซาง” ขึ้น ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี หลังจากนั้นจึงเริ่มดำเนินการก่อสร้าง ระหว่างก่อสร้างมีการระดมกำลังมิตรสหายนับร้อยชีวิตมาช่วยลงแรง ในที่สุดก็เสร็จสมบูรณ์ภายในหนึ่งปี[29] ภายในสถูปภูซาง นอกจากจะเป็นที่บรรจุอัฐิสหายผู้ล่วงลับในเขตงานภูซางแล้ว ยังมีการจากลึกรายชื่อของสหายผู้เสียชีวิต รวมไปถึงมีการบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการต่อสู้รวบรวมเอาไว้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้วย หลังจากก่อสร้างเสร็จก็มีการจัดงานบรรจุอัฐิและฉลองสถูป ในวันที่ 25-26 เมษายน 2541[30] และจากนั้นสถานที่ดังกล่าวก็กลายเป็นที่รวมตัวของสหายเขตงานภูซาง เพื่อจัดกิจกรรมรำลึกถึงสงครามการต่อสู้และสหายผู้ล่วงลับในทุกปี

ภาพ: อนุสาวรีย์ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) ตั้งอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู ที่มา: เพจเฟสบุ๊ค “ที่นี่ อำเภอสุวรรณคูหา”

3. อนุสาวรีย์ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.)

เป็นเรื่องธรรมดาเมื่อมี “ขบวนการต่อสู้” (Movement) ย่อมมี “ขบวนการต่อต้านการต่อสู้” (Counter-movement) โดยขบวนการต่อต้านในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่กองกำลังของรัฐเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงกองกำลังของประชาชนอีกด้วย ทั้งนี้ กองกำลังประชาชนดังกล่าวก็เป็นกองกำลังที่รัฐจัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนต่อสู้กันนั่นเอง ดังที่ สหายทุ่ง เคยเล่าว่า “ตอนนั้นทางการก็จัดหน่วยอาสาป้องกันตนเอง (ซื่อเรียกก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น “ไทยอาสาป้องกันชาติ” – ผู้เขียน) ภายในหมู่บ้านขึ้น [ซึ่ง]เป็นการจัดตั้งให้ประชาชนกับประชาชนต่อสู้กันเอง”[31] 

แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับกองกำลังประชาชนที่จัดตั้งโดยรัฐเพื่อต่อต้าน พคท. (หรือตามที่จารึกบนฐานของอนุสาวรีย์ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) ใช้คำว่า “พกค.” หรือ “ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์” แต่ในบทความนี้จะขอใช้คำในภาพรวมว่า “พคท.”) ในพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู คือ กองกำลังประชาชนดังกล่าวเป็นต้นกำเนิดของการลุกขึ้นสู้ต่อต้าน พคท. อันเป็นที่มาที่ภายหลังเรียกว่า “ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.)” ดังคำขวัญประจำ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ว่า “ถิ่นกำเนิด ทสปช. แผ่นดินธรรมหลวงพ่อพระไชยเชษฐา ล้ำค่าพระพุทธรูปทองคำ เที่ยววัดถ้ำสุวรรณคูหา ก้องกังวานภูซาง ภูผายา ตระการตาบุญข้าวจี่ใหญ่”

ปฐมบทของ ทสปช. เริ่มต้นที่บ้านนาดี หมู่ 1 ตำบลนาดี อำเภอสุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ซึ่งเป็นหมู่บ้านนำร่องจนหลายหมู่บ้านได้ยึดถือเป็นแบบอย่าง กล่าวคือ มีคณะครูของโรงเรียนในพื้นที่ได้รวบรวมชาวบ้านนาดีและชาวบ้านค่ายสว่าง ตำบลนาดี ลุกขึ้นจับอาวุธต่อสู้กับ พคท. ในพื้นที่ โดยอ้างว่า พคท. มาสร้างความเดือดร้อนทำร้ายและฆ่าชาวบ้านนาดี กลุ่มชาวบ้านที่ถูกจัดตั้งโดยข้าราชการแรกเริ่มเรียกตัวเองว่ากลุ่ม “ไทยอาสาป้องกันตนเอง (ทสป.)” ซึ่งในระยะต่อมาชาวบ้านก็ได้รับการฝึกอบรมทางด้านการใช้อาวุธและยุทธวิธีการรบแบบทหารจากกำลังทหารกองพันที่ 1 กองผสมที่ 13 ค่ายประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี ส่งผลให้ชาวบ้านมีความกล้าหาญเข้มแข็งจนสามารถขับไล่ พคท. ออกจากพื้นที่ได้ในที่สุด จากการลุกขึ้นต่อสู้ของชาวบ้าน ยังผลให้ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2518 รัชกาลที่ 9 พระราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 พระเทพฯ และเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ ได้เดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้าน ทสป. และทหาร ที่วัดสัมพันธวงศ์ บ้านนาดี[32]

ต่อมาในปี 2521 รัฐบาลเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้ตระหนักถึงพลังของชาวบ้านกลุ่ม ทสป. และกลุ่มประชาชนอื่นๆ ที่มีชื่อแตกต่างกันไป รัฐบาลจึงได้รวมกลุ่มประชาชนดังกล่าวเข้าไว้ด้วยกัน แล้วเรียกเป็นชื่อเดียวกันว่า “ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.)” มีการประกาศอย่างเป็นทางการผ่าน “ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย ไทยอาสาป้องกันชาติ พ.ศ.2521” ลงวันที่ 4 มีนาคม 2521 ดังนั้น จึงมีการถือเอาวันที่ 4 มีนาคม เป็นวันไทยอาสาป้องกันชาติเรื่อยมา[33] หลังจากสงครามประชาชนสิ้นสุดลง เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของชาวบ้านในพื้นที่ อ.สุวรรณคูหา ทางการจึงได้มีการสร้าง “อนุสาวรีย์ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.)” ขึ้น ณ บริเวณหน้าที่ว่าการ อ.สุวรรณคูหา โดยสร้างเสร็จในปี 2546 ขณะเดียวกันทางการก็ได้ยึดถือเอาวันที่ 4 มีนาคม เพื่อจัดกิจกรรมทำบุญและบวงสรวงหน้าอนุสาวรีย์ดังกล่าวในทุกปี

ในระยะเวลาต่อมา คือ ปี 2552 เทศบาลตำบลกุดดินจี่ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู ก็ได้สร้าง “อนุสาวรีย์ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.)” ขึ้นด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เนื่องด้วยในพื้นที่ดังกล่าวก็มีประวัติศาสตร์เรื่องราวเกี่ยวกับชาวบ้านถูก พคท. เข้ามาก่อกวนทำร้ายร่างกายและทรัพย์สินด้วยเช่นกัน 

ภาพ: อนุสาวรีย์ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) ตั้งอยู่ที่ตำบลกุดดินจี่ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู ที่มา: เพจเฟสบุ๊ค “อนุสาวรีย์ไทยอาสาป้องกันชาติ – ทสปช.”

กลุ่มประชาชนต่อต้าน พคท. ในเขต ต.กุดดินจี่ เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 2516 โดยชาวบ้านได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มแนวร่วมรูปแบบคณะกรรมการ “อาสาพัฒนาป้องกันตนเอง (อพป.)” โดยมีผู้นำกลุ่มคือบรรดากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ความเข้มแข็งของกลุ่มดังกล่าว ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงเข้ามาอาศัยหลบภัยฝากผีฝากไข้อยู่เป็นประจำ พร้อมกันนั้นกลุ่มดังกล่าวก็ได้จับอาวุธลุกขึ้นสู้กับ พคท. อยู่หลายครั้ง จนนำมาสู่ความเสียหายทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน ต่อมาความทราบถึงฝ่ายปกครองระดับอำเภอและจังหวัด ซึ่งทางการก็ได้เล็งเห็นถึงความเข้มแข็งของกลุ่มดังกล่าว จึงได้มีการริเริ่มให้ชาวบ้านฝึกอบรมการใช้อาวุธและยุทธวิธีการรบแบบทหาร โดยใช้ชื่อว่า “ไทยอาสาป้องกันตนเอง (ทสป.)” แต่เนื่องจากพื้นที่กุดดินจี่ไม่มีความพร้อมในด้านบุคลากรและประชาชนผู้เข้าร่วมการฝึกอบรม ทางการจึงเปลี่ยนพื้นที่ไปเป็นหมู่บ้านนาดีในปี 2517 ดังที่ได้กล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้ จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ฝ่ายอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอรมน.) ได้นำหลักสูตรการฝึกดังกล่าวไปฝึกให้กับชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ ทั้งใน อ.สุวรรณคูหา อ.นากลาง และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จนกระทั้งในที่สุดก็สามารถขับไล่ พคท. ออกจากพื้นที่ได้สำเร็จในเวลาต่อมา[34]

จากเรื่องราวที่กล่าวมา จึงทำให้เกิด “อนุสาวรีย์ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.)” ขึ้นในพื้นที่เทศบาล ต.กุดดินจี่ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู ทั้งนี้ก็เพื่อระลึกถึงวีรกรรม เชิดชูความกล้าหาญ ความรักชาติ รักแผ่นดินของวีรชน ทสปช. ดังความตอนหนึ่งที่จากรึกบนฐานของอนุสาวรีย์ว่า “อนุสาวรีย์แห่งนี้ จึงสร้างขึ้นเพื่อเชิดชูวีรกรรมของราษฎรอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) และเพื่อให้อนุชนรุ่นหลัง ได้รำลึกถึงบรรพบุรุษ ผู้สร้างวีรกรรมนับเป็นผู้มีบุญคุณต่อแผ่นดินอย่างใหญ่หลวง สมควรถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการที่อนุชนรุ่นหลัง จะได้ปกป้องและรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้ดำรงอยู่คู่ประเทศไทย ตลอดไปชั่วกาลนาน”[35]

จากอนุสรณ์สถานที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น “สถูปภูซาง” หรือ “อนุสาวรีย์ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.)” ทั้งสองแห่ง จะเห็นว่ามีความเกี่ยวเนื่อง มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “สงครามประชาชน” ชัดเจน แม้ว่าจะเป็นอนุสรณ์ความทรงจำที่แตกต่างกัน ทั้งในแง่ “ผู้จำจด” และ “แก่นของเรื่องเล่า” กล่าวคือ “สถูปภูซาง” เป็นสถานที่ความทรงจำของบรรดาสหาย พคท. ที่เล่าถึงการถูกกดขี่จากรัฐและทุนจึงนำมาสู่การลุกขึ้นจับอาวุธสู้กับรัฐ ในขณะที่ “อนุสาวรีย์ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.)” เป็นความทรงจำของฝ่ายรัฐ ที่เล่าว่า พคท. เป็นผู้ก่อการร้าย เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ทำร้ายร่างกายและทรัพย์สินของชาวบ้าน จนทำให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาต่อสู้กับ พคท. และสามารถขับไล่ พคท. ออกจากพื้นที่หมู่บ้านได้ในที่สุด กล่าวโดยสรุปแล้ว อนุสรณ์สถานเหล่านี้จึงมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสงครามประชาชนชัดเจน ซึ่งต่างกับอีกสถานที่แห่งหนึ่ง อันเป็นสถานที่ความทรงจำของฝ่ายรัฐ แต่ถูกเรื่องเล่าอีกแบบกดทับ จนไม่สามารถมองเห็นได้ว่าเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับสงครามประชาชนได้อย่างไร สถานที่ดังกล่าวคือ “ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”

ภาพ: ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่มา: เว็บไซต์ “ท่องเที่ยวหนองบัวลำภู”

4. ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

“ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ที่ จ.หนองบัวลำภู ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกริม “หนองบัว” ซึ่งเป็นหนองน้ำสวนสาธารณะใจกลางเมืองหนองบัวลำภู ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอเมืองหนองบัวลำภูและสถานีตำรวจภูธรเมืองหนองบัวลำภู ปัจจุบันเรียกบริเวณที่ตั้งศาลอย่างเป็นทางการว่า “สนามสมเด็จพระนเรศวร” 

ศาลสมเด็จพระนเรศวรที่ จ.หนองบัวลำภู เกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อพระยาอุดรธานีศรีโขมสาครเขต (จิต จิตตะยโศธร) ผู้ว่าราชการเมืองอุดรธานีในขณะนั้นได้มีดำริให้สร้างขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน เนื่องจากมีความปรากฏในพงศาวดารว่าครั้งหนึ่งสมเด็จพระนเรศวรเคยติดตามสมเด็จพระมหาธรรมราชากษัตริย์อยุธยาผู้เป็นพ่อมาในการยกทัพไปสมทบกับทัพของพม่าเพื่อรบกับเวียงจันทร์ แต่พอมาถึง “หนองบัว” เมืองด่านหน้าของเวียงจันทร์ สมเด็จพระนเรศวรก็ป่วยเสียก่อน ความถึงพระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่า จึงได้รับอนุญาตให้ยกทัพกลับอยุธยาได้ไม่ต้องร่วมรบ[36] 

ข้อสังเกตคือ การสร้างศาลฯ ที่นำโดยพระยาอุดรธานีศรีโขมสาครเขต น่าจะเป็นผลสืบเนื่องมาจากอิทธิพลของนโยบายชาตินิยมที่มุ่งเน้นการยกย่องเชิดชูวีรบุรุษของชาติในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่ง “เจดีย์ยุทธหัตถี” ที่สุพรรณบุรีก็เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินนโยบายดังกล่าว[37] กล่าวคือ ในปี 2456 พระยาอุดรฯ ได้ติดตามรัชกาลที่ 6 ไปกราบสักการะเจดีย์ยุทธหัตถี ซึ่งเพิ่งค้นพบในปีเดียวกันนั้น โดยพระยาอุดรฯ ไปในฐานะเลขานุการสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ การไปครั้งนั้นพระยาอุดรฯ ได้มีส่วนร่วมสำคัญคือ การร่วมกับสมเด็จฯ ในการแต่งและคัดพิมพ์ประกาศสังเวยเทวดาและบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวร[38]

อย่างไรก็ตาม ศาลที่สร้างในช่วงแรกซึ่งนำโดยพระยาอุดรธานีฯ น่าจะไม่มีลักษณะเด่นอะไรมากมายเหมือนศาลที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน เป็นแต่เพียงต้องการจะประดิษฐาน “เรื่องเล่า” ของรัฐส่วนกลาง ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมให้ปักหลักในพื้นที่ไกลปืนเที่ยง เพื่อสร้างสำนึกความเป็นไทยให้กับมวลชนในพื้นที่หนองบัวลำภูและพื้นที่ใกล้เคียง แต่ทว่าหากพิจารณาจากประเพณีของชาวหนองบัวลำภูอันเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระนเรศวรก็ไม่ปรากฏว่ามีขึ้นหลังจากสร้างศาลในครั้งแรก ประเพณีเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรในพื้นที่หนองบัวลำภู ซึ่งสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันเป็นผลโดยตรงจากการสร้างศาลฯ ในรอบที่สอง

การสร้างศาลในรอบที่สอง “เรื่องเล่า” กระแสหลักอธิบายสาเหตุของการสร้างว่า “…คราวหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินจังหวัดอุดรธานี พระยาอุดรธานีฯ ได้กราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงทราบว่าเมืองหนองบัวลำภู เป็นเมืองมาแต่สมัยโบราณปรากฏในพงศาวดารว่าเมื่อ พ.ศ. 2117 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้เสด็จมากับพระราชบิดา (พระมหาธรรมราชาสมัยที่เป็นเมืองขึ้นของกรุงหงสาวดี) เพื่อไปช่วยพระเจ้ากรุงหงสาวดีรบกรุงล้านช้าง พอยกทัพมาถึงตำบลหนองบัว สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประชวรเป็นไข้ทรพิษ พระเจ้าหงสาวดีจึงให้ยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา เพื่อเป็นเครื่องระลึกและอนุสรณ์แห่งอำเภอหนองบัวลำภู ควรได้สร้างพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไว้ที่ตำบลหนองบัวลำภู ให้ประชากรและผู้ที่เกิดมาภายหลังได้ทราบและระลึกถึงพระองค์ท่านสืบไป ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นชอบด้วย”[39] 

ในหนังสือ “วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดหนองบัวลำภู” ซึ่งเป็นสื่อกระแสหลักที่ถูกใช้อ้างอิงเสมอเมื่อมีผู้กล่าวถึงประวัติศาสตร์เมืองหนองบัวลำภู ได้อธิบายว่า “การที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้เคยเสด็จมาประทับพักแรมที่เมืองหนองบัวภูเมื่อ พ.ศ. 2117 นั้น ทำให้ชื่อเมืองหนองบัวลำภูได้จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทย นับเป็นเกียรติประวัติอันดีงามและมีคุณค่ายิ่งนัก ดังนั้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติวีรกษัตริย์ไทยซึ่งมาประทับยังแผ่นดินนี้ พระยาอุดรธานีศรีโขมสาครเขต (จิต จิตตะยโศธร) อดีตเจ้าเมืองอุดรธานี ได้ร่วมใจกับชาวหนองบัวลำภูสร้างศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไว้ ณ ด้านตะวันออกริมฝั่งหนองบัวลำภู…”[40]  

สื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างนิตยสาร “เสรีภาพ” ซึ่งได้รายงานข่าวการไปบวงสรวงศาลฯ ของรัชกาลที่ 9 ในวันที่ 25 มกราคม 2511 ได้อธิบายถึงสาเหตุของการสร้างศาลฯ ความตอนหนึ่งว่า “…เป็นผลสืบเนื่องมาแต่พระราชปรารภ (ของรัชกาลที่ 9 – ผู้เขียน) ในคราวเสด็จ…จังหวัดอุดรธานีเมื่อเดือนมีนาคม 2510 ว่าจังหวัดอุดรธานีเป็นเมืองใหม่ ยังไม่มีสิ่งสำคัญอันใดเป็นหลักให้ทรงถือเป็นเหตุเสด็จฯ เยี่ยมเป็นครั้งคราวได้ พระยาอุดรธานีศรีโขมสาครเขตกราบบังคมทูลถึงเหตุการณ์ในพระราชพงศาวดารตอนสมเด็จพระนเรศวรโดยเสด็จพระราชบิดาในกองทัพมาถึงตำบลหนองบัวลำภู… อันเป็นที่สนพระราชหฤทัย ต่อมาคณะกรมการจังหวัดและอำเภอได้ปรึกษาเห็นชอบพร้อมกันให้สร้างศาล…”[41] หลังสร้างศาลเสร็จ รัชกาลที่ 9 และพระราชินีในรัชกาลที่ 9 ก็ได้มาเปิดศาลในวันที่ 25 มกราคม 2511 ซึ่งเป็นวันที่สันนิฐานว่าเป็นวันทำยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวร หลังจากนั้นชาวหนองบัวลำภูจึงถือเอาวันดังกล่าวของทุกปีจัดประเพณีงานประจำปีของหนองบัวลำภูเพื่อบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวร

จาก “เรื่องเล่า” กระแสหลักที่ยกมาจะเห็นว่ามีความพยายามทำให้การสร้างศาลฯ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเทิดทูลหรือการสำนึกในพระคุณของสมเด็จพระนเรศวรมากกว่าจะมีเรื่อง “การเมือง” เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งที่ความเป็นจริงไม่ว่าจะเป็นการสร้างศาลครั้งแรกหรือครั้งที่สองต่างก็มีเรื่อง “การเมือง” เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างปฏิเสธไม่ได้ กล่าวคือ เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าการสร้างศาลที่นำโดยพระยาอุดรธานีฯ จะเป็นเรื่องที่ปราศจาก “การเมือง” เพราะอย่างที่ได้ตั้งข้อสังเกตไว้แล้วก่อนหน้านี้ว่าการสร้างศาลที่นำโดยพระยาอุดรธานีฯ น่าจะเป็นอิทธิพลจากนโยบายชาตินิยมของรัชกาลที่ 6 ส่วนการสร้างศาลครั้งที่สอง ก็เป็นเรื่อง “การเมือง” เช่นเดียวกัน แต่ “เรื่องเล่า” กระแสหลักได้ตัดทอนส่วนสาระสำคัญซึ่งเป็นเรื่อง “การเมือง” ออกไป อย่างไรก็ตาม เอาเข้าจริงก็ยังอาจกล่าวได้ด้วยว่าการที่เรื่องเล่ากระแสหลักไม่เล่าเรื่องให้ครบสมบูรณ์ หรืออีกนัยหนึ่ง การกดทับ “เรื่องเล่า” อีกแบบไว้ก็เป็นเรื่องของ “การเมือง” เช่นกัน

“เรื่องเล่า” ที่ไม่ปรากฏมีในเรื่องเล่ากระแสหลักมีอยู่ว่า การสร้างศาลฯ ครั้งที่สองมีต้นเหตุที่แท้จริงมาจากเหตุการณ์ “การแตกเสียงปืน” (เข้าทำการโจมตีโรงพักหนองบัวลำภู) ในปี 2509 ของ พคท. ที่มีฐานทัพอยู่ภูหินลาดช่อฟ้า[42] โดยหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว รัชกาลที่ 9 ได้เดินทางมาในพื้นที่ จ.อุดรธานี เย็นวันหนึ่งขณะที่กำลังรับประทานอาหาร พระองค์ได้ถามข้าราชบริพารที่เข้าเฝ้าว่า “แถวนี้มี (กษัตริย์) พระองค์ไหนเคยเสด็จมาบ้างไหม” ตอนนั้นพระยาอุดรธานีฯ ได้เข้าเฝ้าด้วย จึงได้ตอบว่า “มีครั้งหนึ่งสมเด็จพระนเรศวรเคยเสด็จมา… (ดังเรื่องที่เคยยกมากล่าวแล้วก่อนหน้านี้)” รัชกาลที่ 9 จึงมีดำริให้สร้างศาลสมเด็จพระนเรศวรขึ้น เพื่อปลุกปลอบขวัญและกำลังใจให้ชาวบ้านเกิดความรักบ้านรักเมือง[43] 

จากนั้นกระทรวงมหาดไทยจึงได้รับสนองพระราชดำริ โดยมีคำสั่งให้กรมศิลปากรรับผิดชอบในการออกแบบก่อสร้าง ซึ่งเลือกเอาบริเวณที่ตั้งศาล ณ ริมหนองบัว หันหน้าศาลไปทางสถานีตำรวจที่เกิดเหตุและภูพานซึ่งเป็นฐานทัพของ พคท. ทั้งนี้ บางข้อมูลชี้ว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ดั้งเดิมของศาลฯ ที่สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 โดยการสร้างครั้งที่สองเป็นเพียงการ “บูรณะ” เท่านั้น[44] อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะใช้คำว่า “สร้างใหม่” มากกว่าใช้คำว่า “บูรณะ” ได้ กล่าวคือ อาจจะเป็นความจริงในเรื่องของการใช้พื้นที่เดิม แต่การปรับพื้นที่ตั้งศาลให้เป็นเนินสูงตามคติกองทัพในสมัยโบราณ หรือตัวโครงสร้างรูปแบบของศาลเองเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด พร้อมกันนั้นยังมีการสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรขึ้นมาอีกด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า ศาลฯ ที่รับรู้กันในปัจจุบันเป็นของใหม่ทั้งหมดนั่นเอง และนั่นก็คือสิ่งยืนยันถึงการไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ศาลฯ เป็นผลสืบเนื่องมาจาก “สงครามประชาชน” ดังนั้น ศาลสมเด็จพระนเรศวรที่ จ.หนองบัวลำภู จึงเป็นอนุสรณ์สถานความทรงจำอีกแห่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ “สงครามประชาชน” การกดทับไว้ซึ่ง “เรื่องเล่า” นี้ จึงเป็น “การเมือง” อย่างที่กล่าวไว้แล้วก่อนหน้านี้

จากกรณีของศาลฯ ที่กล่าวมา มันจึงสะท้อนว่า “ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของอำนาจจัดการความทรงจำร่วมของสังคมหนึ่ง ๆ ซึ่งอำนาจนั้นอาจลดทอน ลบทิ้ง หรือเพิ่มความทรงจำบางอย่างตามความต้องการของฝ่ายผู้มีอำนาจจัดการความทรงจำ ซึ่งก็คือฝ่ายที่มีอำนาจเขียนประวัติศาสตร์… หากประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของอำนาจจัดการความจริงหรือความทรงจำร่วม ก็แปลว่าประวัติศาสตร์มี “ความเป็นการเมือง (the political)” ดังนั้น อคติที่ดีหรือเลวจึงมีนัยสำคัญเกี่ยวโยงกับจุดยืนทางการเมืองในงานเขียนประวัติศาสตร์นั้น ๆ”[45] ซึ่งก็หมายความว่าความจริงทางประวัติศาสตร์ไม่ได้มีเพียงด้านเดียว ทั้งนี้ ก็เนื่องด้วยว่ามันขึ้นอยู่กับการตีความซึ่งเต็มไปด้วย “อคติ” ของผู้ตีความ 

เมื่อถึงตรงนี้ จึงอาจสรุปภาพรวมของบทความนี้ได้ว่า อนุสรณ์สถานต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดย่อมเป็นอนุสรณ์ความทรงจำร่วมของทุกคนทุกฝ่าย เพียงแต่ว่ามันจะเป็นความทรงจำที่ “ดี” หรือ “เลว” เท่านั้น ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนคนนั้นหรือฝ่ายฝ่ายนั้นเอาตัวเองเข้าไปตีความหรือผูกโยงสัมพันธ์กับอนุสรณ์สถานต่างๆ เหล่านั้นในแง่ไหน อย่างไร

เชิงอรรถ

[1] คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุฯ, วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดหนองบัวลำภู, (กรุงเทพฯ: กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กรมศิลปากร, 2544), 60-62. 

[2] กัญญารัตน์ อรน้อม, “1 ธันวาคม 2485 วันกำเนิดพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย,” ศิลปวัฒนธรรม, silpa-mag.com (เข้าถึงเมื่อ 4 ธันวาคม 2565).

[3] งานที่เล่าเรื่องการขยายงานหรือการสร้างที่มั่นของเขตจรยุทธ์บนเทือกเขาภูซาง ตลอดจนเรื่องราวต่าง ๆ ของชีวิตบรรดาสหายนักปฏิวัติใน “เขตงานภูซาง” ไว้ได้อย่างละเอียดและดีที่สุด โปรดดู ลูกสาวตู้สุริยันต์ ทับการผลิต 88 [นามแฝง], บรรณาธิการ, ตำนานนักปฏิวัติภูซาง, พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ: ม.ป.ท., 2545).  

[4] เรื่องเดียวกัน, 15.

[5] เดอะ อีสานเร็คคอร์ด, “‘20 ปี สถูปภูซาง’ สหาย-ญาติผู้เสียชีวิต ร่วมจัดงานรำลึกถึงวีรชนในห้วงสงครามคอมมิวนิสต์,” The Isaan Record, 4 ธันวาคม 2560, theisaanrecord.co (เข้าถึงเมื่อ 4 ธันวาคม 2565).

[6] วชิระ ผุดผ่อง, “คืนถิ่น “ภูซาง” เยี่ยมเยือนสหานเก่า ส่งวิญญาณเพื่อนสู่สุขคติ,” มติชน, 3 เมษายน 2540, 9.

[7] เรื่องเดียวกัน. 

[8] ลูกสาวตู้สุริยันต์ ทับการผลิต 88 [นามแฝง], บรรณาธิการ, ตำนานนักปฏิวัติภูซาง, 16-17.  

[9] เรื่องเดียวกัน, 18.

[10] วชิระ ผุดผ่อง, “คืนถิ่น “ภูซาง” เยี่ยมเยือนสหานเก่า ส่งวิญญาณเพื่อนสู่สุขคติ,” 9.

[11] ลูกสาวตู้สุริยันต์ ทับการผลิต 88 [นามแฝง], บรรณาธิการ, ตำนานนักปฏิวัติภูซาง, 18.

[12] เรื่องเดียวกัน, 19-20.

[13] เรื่องเดียวกัน, 18.

[14] เรื่องเดียวกัน, 18-19.; เดอะ อีสานเร็คคอร์ด, “‘20 ปี สถูปภูซาง’ สหาย-ญาติผู้เสียชีวิต ร่วมจัดงานรำลึกถึงวีรชนในห้วงสงครามคอมมิวนิสต์.”

[15] ลูกสาวตู้สุริยันต์ ทับการผลิต 88 [นามแฝง], บรรณาธิการ, ตำนานนักปฏิวัติภูซาง, 19-20.

[16] เรื่องเดียวกัน.

[17] เรื่องเดียวกัน, 20-21.

[18] การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ทรัพยากรการท่องเที่ยวไทย ชุดภาคอีสาน: หนองบัวลำภู, (กรุงเทพฯ: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, 2552), 21.

[19] ลูกสาวตู้สุริยันต์ ทับการผลิต 88 [นามแฝง], บรรณาธิการ, ตำนานนักปฏิวัติภูซาง, 22. 

[20] เรื่องเดียวกัน, 26.; เดอะ อีสานเร็คคอร์ด, “‘20 ปี สถูปภูซาง’ สหาย-ญาติผู้เสียชีวิต ร่วมจัดงานรำลึกถึงวีรชนในห้วงสงครามคอมมิวนิสต์.”

[21] วชิระ ผุดผ่อง, “คืนถิ่น “ภูซาง” เยี่ยมเยือนสหานเก่า ส่งวิญญาณเพื่อนสู่สุขคติ,” 9.

[22] เดอะ อีสานเร็คคอร์ด, “‘20 ปี สถูปภูซาง’ สหาย-ญาติผู้เสียชีวิต ร่วมจัดงานรำลึกถึงวีรชนในห้วงสงครามคอมมิวนิสต์.”

[23] ลูกสาวตู้สุริยันต์ ทับการผลิต 88 [นามแฝง], บรรณาธิการ, ตำนานนักปฏิวัติภูซาง, 21.

[24] ดูบทสัมภาษณ์ “สหายกอน” ใน วชิระ ผุดผ่อง, “คืนถิ่น “ภูซาง” เยี่ยมเยือนสหานเก่า ส่งวิญญาณเพื่อนสู่สุขคติ,” 9.

[25] ดู การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ทรัพยากรการท่องเที่ยวไทย ชุดภาคอีสาน: หนองบัวลำภู.

[26] เรื่องเดียวกัน, 21.

[27] วชิระ ผุดผ่อง, “คืนถิ่น “ภูซาง” เยี่ยมเยือนสหานเก่า ส่งวิญญาณเพื่อนสู่สุขคติ,” 9., ลูกสาวตู้สุริยันต์ ทับการผลิต 88 [นามแฝง], บรรณาธิการ, ตำนานนักปฏิวัติภูซาง, 271. และรายละเอียดของการตามหาร่างสหายผู้ล่วงลับ โปรดดู เรื่องเดียวกัน หน้า 271-282.

[28] เรื่องเดียวกัน.

[29] เรื่องเดียวกัน.

[30] เรื่องเดียวกัน, 296.

[31] วชิระ ผุดผ่อง, “คืนถิ่น “ภูซาง” เยี่ยมเยือนสหานเก่า ส่งวิญญาณเพื่อนสู่สุขคติ,” 9.

[32] สุระศักดิ์ เครือคำ, “ย้อนตำนานพลังชาวบ้านถิ่นกำเนิดไทยอาสาป้องชาติ,” มติชน, 29 กุมภาพันธ์ 2559, 28.    

[33] เรื่องเดียวกัน.

[34] ข้อมูลจาก “จารึกบนฐานอนุสาวรีย์ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.)” ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลกุดดินจี่ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู

[35] เรื่องเดียวกัน.

[36] การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ทรัพยากรการท่องเที่ยวไทย ชุดภาคอีสาน: หนองบัวลำภู, 16.

[37] โปรดดู เทพ บุญตานนท์, “การค้นพบหลักฐาน “เจดีย์ยุทธหัตถี” ที่ใช้ยืนยันตำนานพระนเรศวรชนช้างเป็นเรื่อง “จริง”!,” ศิลปวัฒนธรรม, 24 เมษายน พ.ศ.2565, silpa-mag.com (เข้าถึงเมื่อ 4 ธันวาคม 2565).

[38] “ประวัติพระยาอุดรธานีศรีโขมสาครเขต (จิต จิตตะยโสธร),” ใน กรมศิลปากร, เมืองในภาคอีสาน, (กรุงเทพฯ: พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาอุดรธานี (จิต จิตตะยโสธร) ณ ฌาปนสถาน วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี, 2516), 25.

[39] “ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แห่งที่ ๑,” องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู, nppao.go.th (เข้าถึงเมื่อ 4 ธันวาคม 2565).

[40] คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุฯ, วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดหนองบัวลำภู, 252.

[41] อ.สายสุวรรณ, “รอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช,” เสรีภาพ, ฉบับที่ 150, 8.

[42] การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ทรัพยากรการท่องเที่ยวไทย ชุดภาคอีสาน: หนองบัวลำภู, 21.

[43] ณัฐวุฒิ รังศรีรัมย์, “ประวัติศาสตร์ “จังหวัดหนองบัวลำภู” ที่เพิ่งสร้าง ตอน 2,” The Isaan Record, 4 ธันวาคม 2560, https://theisaanrecord.co/2022/09/26/the-history-of-nongbuelampu-2/ (เข้าถึงเมื่อ 4 ธันวาคม 2565).; “ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช,” ArtBangkok.com, 31 กรกฎาคม 2555, artbangkok.com (เข้าถึงเมื่อ 4 ธันวาคม 2565).

[44] การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ทรัพยากรการท่องเที่ยวไทย ชุดภาคอีสาน: หนองบัวลำภู, 16.

[45] สุรพศ ทวีศักดิ์, “อำนาจจัดการความทรงจำทางประวัติศาสตร์,” ประชาไท, 7 ตุลาคม 2557, prachatai.com (เข้าถึงเมื่อ 4 ธันวาคม 2565).

image_pdfimage_print