เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ยังคงเป็นอีกตัวเลือกที่สำคัญของนักศึกษาจบใหม่ได้เริ่มต้นงานแรก ด้วยสาขาวิชาที่เรียนจบมาอาจหาไม่ได้ง่ายตามต่างจังหวัด ไม่ได้มีงานรองรับกับสิ่งที่อยากทำ หลายครั้งต้องยอมทำงานในสายอื่นเพื่อให้ได้มีทุนไปตามล่าฝันในเมืองกรุง 

“จริงๆ ตอนที่จบมาใหม่ๆ นี่อยากเข้ากรุงเทพฯ เลย แต่ทุนไม่พอ เลยล้มเลิกความคิดนั้นไป ไม่ดีกว่า ขอทำงานเก็บเงินสักก้อนก่อนดีกว่า แต่เงินเดือนก็ไม่พอใช้อยู่ดี ถ้าใช้แค่ค่านั่นนี่ปกติก็ไม่อะไรมาก แต่เราดันต้องผ่อนอย่างอื่นด้วยนี่สิ (หัวเราะ)”

นัน (นามสมมติ) นักศึกษาสาขาภาษาไทยและการสื่อสาร เลือกกลับไปทำงานที่ จ.ระยอง บ้านเกิดหลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคอีสาน เนื่องจากมองว่าที่จังหวัดบ้านเกิดมีโอกาสได้งานสูงกว่า เพราะอยู่ใกล้เขตอุตสาหกรรม เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกหากไม่มีงานที่ตรงสายรองรับ

ชีวิตการก้าวผ่านวัยเรียนสู่วัยทำงานเป็นอย่างไร

อย่างแรกเลยนะ ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเป็นเหมือนกันไหม แต่เรารู้สึกว่าเรามาทำงานในสายที่เราไม่ได้อยากทำขนาดนั้น แล้วพอมาทำ ณ จุดนี้ พูดตรงๆ ว่ามันไม่ได้มีเป้าหมายเลย ไม่เหมือนตอนเรียนที่ โอเค เรามีเป้าหมายคือ เราต้องอ่านหนังสือสอบ แล้วเรื่องการดำเนินชีวิตดีตรงที่กลับมาอยู่บ้านลดค่าใช้จ่ายในการซื้อของใช้หรืออะไรต่างๆ ไม่เหมือนตอนที่เรียน อยู่หอพัก ที่ต้องซื้อเองหมด ประหยัดค่าเช่าห้อง ค่าน้ำมันหรือค่าอะไรจิปาถะยังต้องจ่ายเองเหมือนเดิม แต่ถือว่าค่าใช้จ่ายเบาลงนิดนึง

ก็คือตอนนี้ทำงานเกี่ยวกับเอกสารประกันรถใน จ.ระยอง ไม่ได้เป็นออฟฟิศใหญ่มาก หน้าที่หลักก็คือทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับเอกสาร ออฟฟิศมีลูกจ้างคนเดียวก็คือตัวเรา เจ้าของเขาออกมาเปิดร้านเอง เขาก็ไปคุยกับลูกค้า เวลาที่เขาต้องการเปิดเอกสารหรือใช้เอกสาร เขาก็ไม่มีเวลา เลยหาลูกจ้าง ก็เลยทำไปก่อน อีกอย่างที่ออฟฟิศเปิดเป็นร้านถ่ายและปริ้นท์เอกสาร เราก็ได้รับผิดชอบส่วนนี้ไปด้วย เขาก็เหมือนเป็นญาติกันกับเราด้วย เห็นว่าเรายังไม่มีงานทำ ก็เลยลองให้มาทำดู 

เงินเดือนเริ่มต้นที่ 12,000 บาท เข้างานเวลา 8.30-17.00 น. แต่โชคดีตรงที่ที่ทำงานไม่ได้ไกลบ้านมาก ขับรถมอเตอร์ไซค์เต็มที่ก็ 20 นาที ค่าน้ำมันก็ตกอยู่ที่ประมาณ 100-120 บาทต่อสัปดาห์ 

เงินเดือน 12,000 บาท จริงๆ ไม่พอนะ เราต้องผ่อนนั่นผ่อนนี่อีก เราไม่ได้กู้ กยศ. ก็จริง แต่ว่ายังต้องผ่อนพวกอุปกรณ์การเรียนที่เป็นอิเล็กทรอนิกอยู่ ไหนจะค่าอินเทอร์เน็ตในแต่ละเดือนค่าใช้จ่ายปกติเหมือนคนอื่นๆ เขาเลย เราไม่รู้ว่าเดือนๆ หนึ่งเราต้องเจอกับอะไร หากนั่นพัง นี่พัง จบเลย  ไม่ทันใช้จริงๆ อย่างเดือนนี้เราก็ต้องจ่ายค่ารับปริญญาอีกด้วย

ต่างจังหวัดสามารถรองรับงานในสายที่เราเรียนจบมาได้ไหม

คล้ายๆ กันกับของคนอื่นเลยที่มองว่างานในสายเราต่างจังหวัดมีน้อย อย่างเราเรียนภาษาไทยมา งานที่อยากทำก็เกี่ยวกับพวกหนังสือไรงี้ สำนักพิมพ์เอย ส่วนมากก็จะอยู่ในกรุงเทพฯ รู้สึกเหมือนกันที่บอกว่าสิ่งที่เราเรียนมา มันไม่ใช่อาชีพที่จะทำในต่างจังหวัดได้ ยกเว้นเมืองหลวง ถามว่าอยากเข้ากรุงเทพฯ ไหม อยากเข้ามา จึงเลือกที่จะมาทำงานแถวบ้านก่อน เพื่อที่จะเอาทุนไปอยู่ที่นู้น เพราะถ้าเลือกที่จะไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ เลย เท่ากับว่าเราต้องขอเงินพ่อแม่ เพื่อเป็นทุน ไหนจะค่าหอ ค่าเดินทาง ในเดือนแรกที่กว่าเงินเดือนจะออก 

จริงๆ ตอนที่จบมาใหม่ๆ นี่อยากเข้ากรุงเทพฯ เลย แต่ทุนไม่พอ เลยล้มเลิกความคิดนั้นไป ไม่ดีกว่า ขอทำงานเก็บเงินสักก้อนก่อนดีกว่า แต่เงินเดือนก็ไม่พอใช้อยู่ดี ถ้าใช้แค่ค่านั่นนี่ปกติก็ไม่อะไรมาก แต่เราดันต้องผ่อนอย่างอื่นด้วยนี่สิ (หัวเราะ)

ทำไมคิดว่ากรุงเทพฯ สามารถเป็นโอกาสให้เราเติบโตได้

ฝันของเรา ไม่ได้วาดฝันสูงอะไรขนาดนั้น แค่ชีวิตเรียบง่าย ที่อยากเข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ เพราะมันสะดวกไง รถไฟฟ้าก็มี การเดินทางมันสะดวกสบาย งานที่อยากทำก็จะเป็นพวกสำนักพิมพ์ เกี่ยวกับการทำหนังสือ ที่่นั่นก็มีหลากหลาย คำว่าเติบโตของเรา คือเติบโตที่เรายังมีงานที่เราชอบทำไปเรื่อยๆ อยู่ทุกวัน ไม่ได้หวังสูงอะไรมากมาย เงินเดือน 15,000 บาทในการใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ เราว่ามันก็ยังไม่พอนะ แต่อีกใจก็อยากทำตามความฝันไง มีงานที่เราชอบให้ทำ เงินเดือน 15,000 บาท เราอาจจะกัดฟันสู้ไปได้ หาอาชีพเสริมทำไปด้วยก็ได้ 

ประสบการณ์งานแรกหลังจบจากรั้วมหาวิทยาลัย

เราอะคิดว่าตัวเองสู้ชีวิตมากเลยนะ เปลี่ยนที่ทำงานมา 3 ที่แล้ว จบมาช่วงเดือนมีนาคม ได้งานเมษายน พ่อฝากให้ไปช่วยเขาก่อน เขาก็เหมา ทำเหมือนฟรีแลนซ์เลย จ่ายมาก้อนนึง ไม่พอใช้นะ พูดตรงๆ เพราะตอนนั้นต้องนั่งรถโดยสารไป-กลับ จากนั้นก็เปลี่ยนงานไปทำงานที่โรงแรม เป็นการทำงานที่ต้องทำ 24 ชั่วโมง มีเข้ากะ ตอนแรกที่สมัครไปเพราะคิดว่าเราน่าจะทำรอด แต่พอไปทำจริงๆ ไม่ไหว โดนเชิญให้ออก เราก็ทำตัวไม่ถูก อยู่ไม่ถึงเดือนเลย 10 กว่าวันเอง เขาบอกว่าเราเรียนรู้ช้า ยังไม่พร้อมที่จะทำงาน รีบไปเริ่มต้นใหม่ดีกว่า หลังจากนั้นเราก็เฟลเลย แอบมีผิดหวังในตัวเองเหมือนกัน คิดว่าเราจะทำได้ แต่สุดท้ายเราก็ทำไม่ได้ และก็ได้มาทำอยู่ที่นี่ที่ทำปัจจุบัน ซึ่งเริ่มต้นทำเมื่อเดือนสิงหาคม ว่างงานอยู่ 2 เดือนเพราะติดโควิด

ปัญหาในงานแรกของชีวิตเด็กจบใหม่คืออะไร

เริ่มจากการสมัครงานก่อน เอาจริงๆ อาจจะเป็นปัญหาของเราคนเดียวที่เราเจอมา จะรู้สึกว่าผู้ใหญ่เขาเลือกรับเด็กเข้าทำงานจากการดูสาขา อย่างที่ไปสมัคร เขาเองก็ตั้งคำถามกับเราว่าเรียนภาษาไทยมา ทำไมถึงเลือกที่จะมาทำตรงนี้ คิดว่าสิ่งที่เราเรียนมา ควรไปทำอย่างอื่นตามกรอบความคิดของเขา มันก็มีผลกับการสมัครงานเหมือนกัน จบจากมหาลัยไหนก็มีผลเช่นกัน (หัวเราะ)

ส่วนในที่ทำงาน ยังไม่เคยเจอปัญหาอะไรมาก เรามีพี่เลี้ยงสอนงานตั้งแต่เริ่ม หลักๆ ที่ฟังจากเพื่อนที่เข้ามาพร้อมกัน ก็คงเป็นเรื่องการป้อนงาน เขาไม่ค่อยกล้าให้เราทำอะไรเยอะ  เพราะเราคือเด็กใหม่ แต่ส่วนตัวเรามองว่า ถ้าเราไม่ได้ลองทำ เราก็คงไม่มีวันรู้หรอก เขาจะพูดเสมอว่า ทำอันนี้ไปก่อนแล้วกันนะ สุดท้ายก็อย่างที่พูดไป เขาตั้งคำถามกับเราคืนว่า ทำไมเราเรียนรู้งานช้าขนาดนี้  อย่างเพื่อนเราที่ไปทำงานที่โรงพยาบาลก็เจอปัญหานี้เหมือนกัน เพื่อนทำงานเป็นพนักงานต้อนรับที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เขาห้ามใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งมันคือสิ่งที่จำเป็นในการทำงานด้วยซ้ำ และเพื่อนเราเองก็ถูกเชิญออก ไม่ผ่านโปร ด้วยเหตุผลที่บอกว่า ยังไม่เป็นงาน มันก็เลยชวนให้ตั้งคำถาม สงสัยอยู่เหมือนกันกับกรณีแบบนี้

ทุกคนจะชอบพูดกรอกหูเราว่า ทำไมไม่ไปเป็นครู พูดจนตอนนี้ เราเองก็อยากจะไปเป็นครูแล้วเหมือนกัน อันนี้เป็นปัญหาส่วนตัวด้วย เริ่มคิดว่างานที่ทำอยู่มันไม่ได้พัฒนาไปไหนสักที เรื่อยๆ เฉื่อยๆ ด้วยความที่เป็นพี่คนโต ต้องเริ่มคิดให้ตัวเองมั่นคง สายที่เราเรียนมา มันก็คิดอะไรไม่ออกนอกจากเป็นครู ทั้งที่ๆ มันก็สามารถไปได้หลายอาชีพ แต่เราเองก็นึกภาพไม่ออก นั่งทำงานอยู่แบบนี้ เราก็แอบคิดขึ้นมาในใจว่าถ้าไปสอนเด็ก จะไม่เป็นประโยชน์กว่าหรอ? เออ อย่างน้อยก็ได้ใช้สิ่งที่ตัวเองเรียนมา

ในฐานะเด็กจบใหม่ที่ต้องทำงานในต่างจังหวัด เราอยากจะพูดหรืออยากจะบอกอะไร

เราไม่ได้อยากบอกอะไรเลย เพราะคิดว่าหลายๆ คนก็คงมีประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกัน อีกทั้งเราคิดว่าต่อให้เราหรือใครก็ตาม คงไม่ได้อยากไปทำงานไกลบ้านหรอก เราอยากอยู่แถวๆ นี้ใกล้บ้านเรา แต่ความเป็นจริงมันดันเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับ ว่ามันไม่มีที่ทำงาน ไม่มีที่รองรับในสิ่งที่เราเรียนมาเยอะแยะขนาดนั้น ต่างจังหวัดส่วนมากก็สำนักงานทั่วไป สำนักงานข้าราชการ น้อยมากที่จะมีงานตรงสายกับสิ่งที่เราเรียน ก็เลยกลายเป็นว่าหลายๆ คนเลือกทำในสิ่งที่ตนไม่ได้เรียนมาและรอโอกาสกับทุนเพื่อเข้าไปที่กรุงเทพฯ เหมือนกับเราตอนนี้

image_pdfimage_print