ในวันที่กฎหมายเพื่อความเป็นอยู่ของแรงงานยังไม่เข้มแข็ง แรงงานผู้หญิงถือเป็นเนื้อร้ายที่ต้องตัดทิ้งในยุคการต่อสู้ของ วิไลวรรณ แซ่เตีย อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยและผู้ประสานงานกลุ่มอ้อมน้อย อีกทั้งเป็นอดีตพนักงานในโรงงานทอผ้า ที่รายล้อมไปด้วยแรงงานผู้หญิงมากกว่าครึ่ง จนนำมาสู้การเรียกร้องสิทธิลาคลอด 90 วัน ในปี พ.ศ.2536 ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ร่วมรณรงค์เรียกร้องความเป็นธรรมค่าแรงและอดข้าวประท้วงเรียกร้องให้ออกกฎหมายสิทธิประกันสังคม ในปี พ.ศ. 2533 

การเคลื่อนไหวรวมกลุ่มของทุกแรงงานและหลายๆ ภาคส่วน ในขณะนั้น ถือเป็นการต่อลมหายใจในเรื่องสวัสดิการแรงงานตั้งแต่ตัดสายสะดือถึงวัยชราภาพ รวมไปถึงเรื่องกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน จากเหตุการณ์อุบัติเหตุไฟไหม้ที่โรงงานเคเดอร์ เมื่อปี 2536 เธอมีส่วนในการช่วยผลักดันเรื่องของความไม่ปลอดภัยในการทำงานของแรงงาน รวมถึงเรื่องของสิทธิประโยชน์แรงงานจากอุบัติเหตุ การเสียชีวิต หรือเจ็บป่วยในระหว่างการทำงาน อีกทั้งมีส่วนร่วมในการเรียกร้องเรื่องศูนย์เลี้ยงเด็ก จนเกิดลงนามเอ็มโอยูให้มีการตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กทั่วไปประเทศ ในปี พ.ศ. 2544-2546 ถือเป็นการขับเคลื่อนร่วมกับพี่น้องคนงานมาโดยตลอดระยะเวลา 40 ที่ผ่านมา 

แบกท้อง ป้อนนม ฝันร้ายแรงงานหญิงสู่สิทธิลาคลอด 90 วัน

แรงงานหญิงในโรงงานเป็นกำลังสำคัญ เพราะมากกว่าครึ่งเป็นผู้หญิง แต่เป็นกลุ่มที่ถูกละเลยมากที่สุด ในช่วงนั้นการตั้งครรภ์ถือเป็นเรื่องที่พรากโอกาสในชีวิตของแรงงาน ต้องเผชิญกับสภาพร่างกายที่อ่อนแอ ลาพักบ่อย ภายใต้สิทธิลาคลอดแค่เพียง 30 วัน ทำให้นายจ้างมองว่าเป็นอุปสรรคในการบริหารต้นทุนโรงงาน และยื่นข้อเสนอให้ลูกจ้างที่ตั้งครรภ์ มีบุตร ลาออกอยู่บ่อยครั้ง

แรงงานที่ตั้งครรภ์มักจะปกปิดเรื่องมีบุตรไว้เพื่อปกป้องโอกาสในการทำงาน ซึ่งวิไลวรรณ มองเห็นถึงความไม่เป็นธรรม จึงเข้ามาร่วมเรียกร้องเรื่องสิทธิลาคลอด 90 วัน ในปี 2536 ด้วยเหตุผลว่าเป็นการตัดโอกาสความมั่นคงในการทำงานและสูญเสียค่าแรง ส่งผลต่อหลักสุขภาพผู้ตั้งครรภ์ หลักโภชการบุตร วิถีการให้นม พัฒนาการเด็กที่ไม่สอดคล้องกับหลักสากล โดยการร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิเพื่อสตรี รวมถึงแพทย์ ซึ่งภาพขบวนแรงงานหญิงตั้งครรภ์นับพัน เดินประท้วงต่อสู้สิทธิลาคลอดเป็นที่ฮือฮาในขณะนั้น เป็นช่วง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและกรมแรงงาน 

การประท้วงเรียกร้องสิทธิวันลาคลอดในปี 2536 ภาพจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

“คนงานหญิงเวลาท้องจะมีอาการร่างกายอ่อนแอ ทำให้ลางานบ่อย พอลาบ่อย นายจ้างบอกว่าลาพักหรือลาออกไปก่อน บางคนท้องเลยไม่กล้าบอกหัวหน้า พอไปยกของหนักๆ ก็แท้ง พอพักนานก็ไม่ได้ค่าจ้าง 

“ช่วงนั้นมีการรณรงค์เรื่องการจ้างงานระยะสั้น 4 เดือน ซึ่งการทำงาน 4 เดือน แรงงานหญิงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองผ่านช่วง 4 เดือนให้ได้ ทุกคนจะไม่ยอมใส่ชุดคลุมท้องเด็ดขาด เพราะบางโรงงานสั่งพักและไม่จ่ายค่าแรง

“เวลาคนงานคลอดลูก ก็เริ่มมีเรื่องการพาลูกไปหาหมอ หรือกลับไปดูแลลูก ก็เป็นเรื่องที่ยากมาก บางโรงงานเขาให้ลาออกไปเลย นายจ้างก็ไม่ค่อยอยากจ้างผู้หญิง เพื่อเซฟต้นทุนตัวเอง เราเห็นปัญหาที่มันลำบาก เลยมารณรงค์เคลื่อนไหวกฎหมายลาคลอด 90 วัน

“คือมันไม่มีกฎหมาย และเราไม่รู้กฎหมาย ไม่มีใครรู้อะไร ก็ให้ลาออกออกอย่างเดียว โรงงานที่ป้าอยู่แถวๆ นั้นจะเป็นเหมือนกันหมด คนเฒ่าคนแก่ก็ตามถ้าสมมติว่าทำงานไม่ไหวเขาก็ให้ออกไปเลย คือพวกเราไม่รู้กฎหมาย ก็ไม่อยากไปต่อรอง เพราะว่ามันเสียเวลาต้องขึ้นโรงขึ้นศาลระยะยาว เราก็ไม่ค่อยมีเงิน ออกจากโรงงานนี้ก็ไปสมัครโรงงานใหม่ดีกว่า”

ขายทองรักษาตัว

ในบทสนทนา วิไลวรรณ มักแทนตัวเองว่า “ป้า” ก่อนเป็นป้าในขบวนการแรงงาน เธอเคยเป็นสาวโรงงานวัย 19 ปี ที่รับค่าแรงราววันละ 20 บาท  ในมหาวิทยาลัยโรงงานนั่นเองที่ทำให้เธอเข้าใจปัญหาของคนงานที่ทับถม สะสม กระทั่งทำให้ขบวนการแรงงานทั้งผองอ่อนแอ

เธอได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องกฎหมายและความไม่เป็นธรรมของการจ้างงาน ก่อนร่วมกับกลุ่มแรงงานเคลื่อนไหวเรื่องกฎหมายประกันสังคม ในปี พ.ศ. 2532-2533 กับองค์กรพัฒนาเอกชน อย่าง มูลนิธิเพื่อนหญิง สหพันธ์แรงงาน และกลุ่มเครือข่ายต่างๆ และเป็นหนึ่งคนที่ไปร่วมอดข้าวประท้วงให้ออกกฎหมายประกันสังคม ในปี 2533 ก่อนจะมาเรียกร้องเรื่องสิทธิลาคลอด 90 วัน

“เรื่องขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำบางปีก็ขึ้นบางปีก็ไม่ขึ้น บางปีก็ขึ้นเฉพาะจังหวัดนครปฐม แต่สมุทรปราการไม่ขึ้น คือมันเลือกปฏิบัติ ขึ้นบ้างไม่ขึ้นบ้าง ค่าจ้างคนงานน้อย แต่ที่อยู่ได้เพราะว่าค่าครองชีพมันต่ำ สมัยก่อนกับข้าวจานละ 50 สตางค์ กับข้าวถ้วยละ 1 บาท มันก็เลยพออยู่ได้ 

“เวลาเกิดอุบัติในการทำงาน มีการสูญเสีย เราต้องมีใบ กพ. 16 (แบบแจ้งการประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย และคำร้องขอรับเงินทดแทน) ไปส่งให้ทางกระทรวงแรงงาน ที่เขตต่างๆ เพื่อให้ได้รับเงินทดแทนในการขาดรายได้ ถ้าเราไม่เรียกร้องเราก็ไม่ได้ หรือว่ากรณีที่นายจ้างไม่พอใจ ให้ออกจากงาน  บอกว่าจะปิดโรงงาน ถ้าคนงานไม่รู้ คนงานก็ไม่ได้รับค่าจ้าง ไม่ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย 

“เวลาเจ็บป่วยไปโรงพยาบาล ส่วนใหญ่เข้าโรงพยาบาลเอกชนแล้วเราไม่มีเงิน มันลำบาก ยืมคนนู้นคนนี้บ้าง บางคนต้องจำนำทองเข้าโรงบาล บางครั้งก็เห็นว่ารถเฉี่ยว รถชนเยอะ เกิดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเรา องค์กรพัฒนาเอกชนเขาก็ลงไปช่วยเหลือและแนะนำว่าเราควรจะมามีส่วนร่วมในการผลักดันกฎหมายประกันสังคม เพราะมันเกี่ยวข้องกับเรา คือรัฐบาลออกส่วนหนึ่ง นายจ้างออกส่วนหนึ่ง เราออกส่วนหนึ่ง มีเรื่องของค่ารักษาพยาบาล เรื่องเจ็บป่วยนอกงาน และกรณีคลอดลูก กรณีสวัสดิการเมื่อเราเกษียณอายุ เวลาเจ็บป่วย ก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องดี เพราะว่าเราไม่ค่อยมีเงินเวลาไปรักษาพยาบาล

“ส่วนถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐก็ต้องลางานไป ซึ่งลาบ่อยก็ไม่ได้ ลาแล้วถูกเพ่งเล็ง สมัยก่อนถ้าลางานบ่อยเขาเอาออกนะ หลังจากนั้นก็มาเคลื่อนไหวเรื่องค่าจ้าง ค่าจ้างในสมัยก่อน นายจ้างก็ไม่ได้มีการปรับตามเกณฑ์ แล้วแต่จะขึ้นให้ตามค่าจ้างขั้นต่ำ ถ้านายจ้างไม่ประกาศก็ไม่ได้ ก็ออกมาเคลื่อนไหวขับเคลื่อนเรื่องค่าจ้างร่วมกับพี่น้องคนงานด้วยกัน

“ช่วงนั้น ถ้าจำไม่ผิดคือ พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ให้มีการออกกฎหมายประกันสังคม กรณีเจ็บป่วย กรณีตาย กรณีคลอดบุตร ก็ผลักดันกันมาทีละประเด็น ต่อมาก็เรื่องบำนาญชราภาพ และเรื่องสงเคราะห์บุตร เรื่องเด็กแรกเกิดต้องมีเงินค่าดูแล ค่านมลูก ก็มีการเคลื่อนไหวร่วมกับเพื่อนมาตลอด และออกกฎหมายเมื่อปี 2533”

ชีวิตผู้หญิงในโรงงาน

ชีวิตผู้หญิงในโรงงานจากคำบอกเล่าป้าวิคือ ความสนุกสนาน จากรูปแบบการอยู่อาศัยร่วมกันในหอพักเป็นกลุ่มก้อน ทำให้ชีวิตแรงงานหญิงไม่โดดเดี่ยว 

“ป้าว่าชีวิตแรงงานหญิงมันสนุกนะ อยู่หอพักด้วยกัน มีห้องน้ำรวมคนงาน มีร้านอาหาร  ก็รวมตัวกันพูดคุย มีเพื่อนเยอะ ไม่โดดเดี่ยว แบ่งอาหารกัน ไปเที่ยวเป็นกลุ่ม แล้วเวลาออกมาเคลื่อนไหวเลยง่าย เพราะเราอยู่เป็นกลุ่มก้อนเป็นสโมสร ช่วยกัน เกิดความเข้าใจกันเวลาเคลื่อนไหว

“ส่วนค่าแรงผู้หญิงกับผู้ชายไม่ต่างกันมาก แต่ผู้ชายส่วนใหญ่เป็นช่าง จะได้ได้มากกว่าและส่วนมากช่างจะเป็นผู้ชายและรับเฉพาะผู้ชายเข้าทำงาน แต่สมัยก่อนต่อให้ผู้ชายไม่มีความรู้เรื่องการช่าง เขาก็สอนงานที่หลังได้ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงจะมาเป็นช่างเขาไม่เอาและไม่สอน แต่สมัยนี้ไม่ว่าเพศไหนก็ต้องจบเฉพาะทาง ผู้หญิงก็เรียนช่างได้ เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์”

แรงหญิงอีสานผลัดถิ่นสู่เมืองหลวง

วิไลวรรณกล่าวว่า แรงงานหญิงในโรงงานมีจำนวนที่เยอะและส่วนมากหนีความยากจนมา  โดยเฉพาะจากพื้นที่ภาคอีสาน ดังนั้นทุกการเรียกร้องในเรื่องสิทธิ คนอีสานถือว่ามีบทบาทสำคัญมากในขณะนั้น

“ทุกคนมีปัญหาเหมือนกันหมด บ้านเราส่วนใหญ่จะทำนา ต้องส่งลูกเรียน ค่าใช้จ่ายเยอะ ต้องส่งให้ลูกไปทำงานแล้วส่งกลับมา ไม่งั้นลำบากกันหมด

“คนอีสานทำงานโรงงานกันเยอะมาก ยิ่งช่วงเทศกาล ที่กรุงเทพฯ ร้างเลยเพราะคนเขากลับต่างจังหวัดกันหมด คนบ้านเราเยอะมาก ยิ่งในขบวนการเคลื่อนไหวคนบ้านเราเยอะมากเช่นกัน”

วิไลวรรณ ในฐานะลูกสาวชาวนาแม่เลี้ยงเดี่ยว ด้วยชนชั้นทางเศรษฐกิจที่ลำบากเข้าไม่ถึงระบบการศึกษา ที่ต้องออกไปเรียนเย็บผ้าตอนอายุ 14 และเข้าโรงงาน อายุ 19 ปี เพื่อส่งเงินให้ที่บ้าน ได้เล่าถึงความสัมพันธ์ของเธอและครอบครัวเล็กๆ น้อยๆ

“ช่วงขับเคลื่อน แม่เป็นคนทำงาน ไม่ได้สนใจเราหรอก (หัวเราะ) แม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ขยันทำงาน ทำไร่ทำนาแต่แข็งแรง เขารับรู้เรื่องการเคลื่อนไหวจากการที่คนมาบอกว่าลูกสาวออกทีวี แต่ก็แค่รับรู้ ไม่ได้มาห้ามหรือมาอะไร แกก็ไปนา ไปเลี้ยงควาย ไม่ได้ดูทีวี ฟังแค่วิทยุ จนตอนนี้แกอายุ 90 ปีแล้ว เราก็กลับมาดูแลแม่ ดูแลน้องสาวที่ป่วยด้วย

“การต่อสู้ในฐานะเสาหลักครอบครัว ราคาสูงเหมือนกันนะ อย่างเรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องยาอาหาร การอยู่อาศัย การพาไปหาหมอ การค้าขาย สิ่งยังสู้อยู่ ก็เพราะต้องดูแลพวกเขาให้ดีที่สุด มีเหนื่อยเป็นธรรมดา”

ร่องรอยของต่อสู้ของสิทธิประกันสังคม  

วิไลวรรณพูดถึงผลลัพธ์และสิทธิในการเรียกร้องที่ผ่านมา คือ สิทธิประกันสังคม ครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนตาย คลอดบุตรก็ได้รับเงินสงเคราะห์บุตร หากกรณี พ่อ-แม่ เจ็บป่วยก็ได้ค่าแรงชดเชย จนถึงเกษียณอายุ 55 ปี ได้รับบำเหน็จหรือบำนาญ และเสนอว่ากฎหมายที่คุ้มครองความปลอดภัยของแรงงานที่รัดกุมให้มากขึ้นอีก

“ส่วนเรื่องของอุบัติเหตุเนื่องจากการทำงาน เงินทดแทนจากการทำงาน ก็หักจากนายจ้างเพราะว่าเราไปทำงานให้เขาที่เสี่ยงอันตราย บริษัทก็ต้องเสียเงินเข้ากองทุนทดแทนกรณีคนงานเกิดอุบัติเหตุ จากเครื่องจักร มีค่ารักษาค่าพยาบาล และค่าทดแทนจากการขาดรายได้ และกรณีสูญเสียอวัยวะต่างๆ ก็ต้องมีหลักประกัน มันมีอยู่แล้ว แต่ไปเคลื่อนไหวให้มันดีกว่านี้ เพื่อเพิ่มสิทธิต่างๆ ให้รัฐกับนายจ้างตระหนักถึงความปลอดภัยในการทำงานและดูแลสิ่งแวดล้อม กรณีเครื่องจักรที่มันมีอันตราย ควรจะสวมใส่แบบไหน เสียงดัง หรือว่ากรณีเสียง แสง ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันอย่างไร ถ้าเกิดว่าทำงานเกี่ยวกับอันตราย ต้องใช้ถุงมือที่เป็นเหล็กหรือไม่ เป็นการเรียกร้องให้มีอุปกรณ์ดูแลคนงาน 

“แต่ว่าแรงงานต้องตระหนักรู้และต้องเจรจากับนายจ้าง สหภาพแรงงานคือตัวแทนคนงานก็ต้องไปเจรจากับนายจ้างเพื่อให้นายจ้างจัดอุปกรณ์ความปลอดภัยในการทำงาน หรือกฎหมายประกันสังคม สมมติเข้าทำงานตั้งแต่วันแรก ต้องเป็นผู้ประกันตนภายในกี่เดือน กี่วัน ก็ต้องให้นายจ้างเขาดูแลด้วย เวลาเราเจ็บป่วย เวลาเราเกิดอุบัติเหตุ เวลาเขามีปัญหา ทางร่างกาย หรือว่ามีปัญหาต่างๆ 

ภาพจากบทความ วิไลวรรณ แซ่เตีย และสองมือของป้าๆฉันทนา ในวันที่ “แสนเหนื่อย”

วิไลวรรณยังกล่าวอีกว่าสิ่งที่ยังไม่เกิดเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน คือ กองทุนประกันสังคมที่มีจำนวนมาก แต่คนเกษียณอายุกลับได้ได้สิทธิประโยชน์น้อย 

“กองทุนมีขนาดใหญ่แต่ค่าตอบแทน การดูแลผู้ประกันตนยังไม่ดีพอ ส่วนเรื่องค่าจ้างก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของหน่วยงานรัฐ เขาจะมีไตรภาคี ตัวแทนลูกจ้าง ตัวแทนนายจ้างและรัฐ ปรึกษาหารือกันว่าปีนี้จะขึ้นเท่าไร มันก็ยังเป็นอำนาจผูกขาดของรัฐของนายจ้างเหมือนเดิม คนมีอำนาจตัดสินใจแทนเรา คนงานก็เรียกร้องไป แต่ว่าเขาก็ไม่สนใจและไม่ค่อยฟัง 

“แต่ที่มีการเปลี่ยนแปลงก็คือมีการเลือกตั้งผู้ประกันตนให้เป็นคณะกรรมการ เป็นบอร์ดประกันสังคม แต่จะออกมาในรูปแบบไหน เราก็ยังไม่รู้ เพราะว่าสมัยก่อนไม่ได้มีการเรียกร้อง กรรมการประกันสังคมต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ในการบริหารจัดการทุกอย่าง มีตัวแทนเราเข้าไปเป็นกรรมการในการบริหารจัดการร่วมกัน เพราะว่าเราเป็นเจ้าของเงิน มีตัวแทนเราเข้าไปนั่งและบอกว่าประกันสังคมมันมีอะไรบ้าง เวลาชราภาพ เวลาแก่เฒ่าก็จะเจ็บป่วยมากขึ้น แต่ว่าการใส่ใจดูแลของโรงพยาบาลบางแห่งก็ยังไม่ได้ดีเท่าที่ควร บางโรงพยาบาลก็อาจจะดี มันก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการสอดส่องของพี่น้องแรงงานด้วย”

ส่วนเรื่องการจะมีใช้สิทธิ์เลือกตั้งประกันสังคม วิไลวรรณมองว่าเป็นสิ่งที่ดีหากผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไป เข้าใจในประเด็นปัญหา เข้าใจบริบทของประกันสังคมของประชาชนและกล้าที่จะพูดถึงสิ่งที่ไม่ดี สิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับ เพื่อดูแลผู้ประกันตนให้ดีขึ้นจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้

เมื่อถามวิไรวรรณว่าคิดเห็นอย่างไรกับการที่บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศมีสิทธิแปลงเพศโดยเบิกผ่านสิทธิประกันสังคมได้ จากที่เมื่อก่อนเบิกได้เฉพาะกรณีบุคคลที่เกิดมามีอวัยวะกำกวมเท่านั้น

“การที่สิทธิมันสามารถคุ้มครองคนทุกคนได้ ขยายไปสู่พี่น้องกลุ่มต่างๆ ได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน เป็นเรื่องที่ดี ที่ให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิบริการสุขภาพ รักษาให้ชีวิตทุกคนมีความเป็นอยูที่ดีขึ้น ขอให้คุณภาพมันดีจากพยาบาล หมอ รักษาไม่ต่างกัน ป้าว่ามันดีหมด”

40 ปีของนักสู้แรงงานหญิงและการถูกคุกคาม

วิไลวรรณเล่าว่า ช่วงที่มีผู้นำรัฐบาลโดยทหาร คือช่วงที่เจอความไม่ปลอดภัยที่สุด เช่น จากการข่มขู่ทางโทรศัพท์ และการติดตามในชีวิตประวัน 

“ช่วงยึดอำนาจทุกครั้ง ไม่ว่าจะช่วงรัฐประหารยุคนายกทักษิณ ชินวัตร ก็มีผลกระทบนะ เพราะพวกผู้นำเคลื่อนไหวจะถูกติดตามจากทหาร ยุคนายกประยุทธ์ยิ่งแล้วใหญ่ มีรถถังมาจอดหน้าโรงงาน ทุกคนกลัวตกใจกันหมด ทหารขึ้นมาในโรงงานเต็มเลย เขาอ้างว่ามาดูความเรียบร้อย ถามหาคนเราคนในโรงงานเป็นห่วงเราหมด มาส่องเราทักเย็น ป้าเลยตัดสินใจว่าขึ้นรถไปกับทหารเลย เอาเพื่อนไปด้วย ไปที่ทำเนียบ ไปคุยเรื่องประเด็นที่เราเรียกร้องอยู่ จนเข้าใจกันว่าเราไม่มีอะไร

“คนเขียนมาด่าเราเรื่องนี้ว่าก็เพราะเราขึ้นเวทีนู้นเวทีนี้ คือเราไปเพื่อพูดถึงประเด็นปัญหาความทุกข์ยากของเรา เราแค่ต้องการสื่อสารให้ประเด็นเราได้แก้ไข เวทีไหนเราก็ไปพูดหมด ที่เขาให้ไป เราไม่เคยพูดประเด็นอื่นเลย”

การเข้ามาของเทคโนโลยีแทนที่แรงงานคน

การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการทำงานในโรงงาน ที่เข้ามาลดบทบาทของแรงงานที่เป็นมษุษย์ในปัจจุบัน วิไลวรรณมองว่ากลุ่มผู้สูงอายุจะเป็นแรงงานที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด

“พอโรงงานเริ่มใช้เครื่องจักร คนงานที่อายุเยอะๆ เขาก็เริ่มให้ออกจากงาน บางอย่างที่เขาเอาเครื่องจักรมาแทนได้เขาก็เอาเครื่องจักร บางอย่างที่เขาใช้แรงงานเขาต้องการวัยรุ่นๆ ใหม่เข้าไป เพราะแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย เพราะถ้าเจ็บป่วยเขาต้องจ่ายค่าทดแทนการขาดรายได้ มันก็ต่างกัน 

“มันก็ทำให้ความมั่นคงของผู้สูงอายุน้อยลงแน่นอน ไม่ปิดโรงงาน ก็เลิกจ้าง บางบริษัทก็ไม่จ่ายค่าชดเชย บางทีคนงานก็ต้องไปร้องเรียนพวกสหภาพแรงงานๆ อยู่ตามเขตต่างๆ อ้อมน้อย อ้อมใหญ่ พระประแดง รังสิต สระบุรี ปลวกแดง ชลบุรี เขาก็มีสหภาพแรงงาน เราควรเข้าไปปรึกษาหารือสหภาพแรงงานต่างๆ เพื่อเขาจะเอาปัญหาเราไปคุยกับรัฐ ให้รัฐช่วยเหลือ ให้เราได้สิทธิตามกฎหมายที่มันถูกกำหนดไว้ แต่ถ้าเราไม่ออกไปหรือไม่มีคนไปร้องเรียน ไปแจ้งความจำนงว่าปัญหามันเกิดขึ้นกับเรา ก็ไม่จะได้อะไร”

ทบทวนเส้นทางการต่อสู้หลังเกษียณ

การก้าวขาเข้าไปทำงานโรงงานจนถึงเข้าร่วมการต่อสู้สิทธิแรงงานถือเป็นประสบการณ์ที่ดีของวิไลวรรณ

“ประเด็นกฎหมายแรงงานต่างๆ ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน หรือว่าประกันสังคมสิทธิต่างๆ สวัสดิการต่างๆ ที่มันเกิดขึ้น มันไม่ได้มาจากรัฐบาลเขาให้เรานะ มันได้มาจาการเคลื่อนไหวของผู้นำ คนงานรุ่นเก่า ที่เขาเสียสละอดข้าวประท้วง ตากแดดจนหน้าดำ ไปเรียกร้องต่อรัฐบาลไปยื่นข้อเรียกร้อง ไปติดตามไปตรวจสอบ กดดันให้รัฐบาลออกกฎหมาย มันมีที่มาที่ไป อยากให้เราเข้าใจว่าปัจจุบันที่คนงานได้รับสิทธิประโยชน์ ก็คือคนรุ่นหลังที่รวมกันเพื่อผลักดันกฎหมายให้มันออกมารับรองคุณภาพชีวิตของพี่น้องผู้ใช้แรงงานให้มันดีขึ้น ให้มันครบถ้วนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคนงานไทยหรือคนงานพม่า เขาก็ได้รับสิทธิเหมือนกัน เพราะว่าเขามาทำงานบ้านเรา ทุกคนต้องเท่าเทียมกันทางกฎหมาย บางครั้งตัวเราต้องเข้าไปผลักดันเอง ต้องไปเรียกร้องเองด้วย

“ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะประกาศนโยบายสวยหรูขนาดไหนก็ตาม ถ้าพี่น้องผู้ใช้แรงงานไม่เข้าไปขับเคลื่อน เช่น เขาบอกว่า 400 บาท 450 บาทต่อวัน ถ้าพี่น้องไม่ไปทวงคำสัญญา ก็ไม่ได้เหมือนเดิม 

“ลมหายใจของเราคือการเคลื่อนไหว การต่อสู้ การเคลื่อนไหวถือว่าเป็นลมหายใจของคนงานเลย ถ้าเราอยู่เฉยๆ ไม่ไปไหนมาไหน เราก็ไม่ได้สิทธิเหมือนเดิม ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพลังความเข้มแข็ง แต่ถ้ารัฐบาลเข้มแข็งกว่า การเคลื่อนไหวของเราบางทีมันก็สูญเปล่าเหมือนกัน มันยากนะ 

“แรงงานเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจที่สำคัญ เป็นเฟืองจักรที่สำคัญ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจ ทั้งรัฐวิสาหกิจ ทั้งแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ สหภาพแรงงานต่างๆ ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนให้มีการเปลี่ยนแปลงสวัสดิการที่ดีขึ้น องค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ พี่น้องแรงงานต้องมาร่วมกัน เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

หมายเหตุ: งานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในซีรีส์ชุด Women Rights Defenders การต่อสู้ของแม่ญิงอีสาน

image_pdfimage_print