วรรณกรรมท้องถิ่นเป็นวรรณกรรมที่สะท้อนถึงความสามารถของคนในพื้นที่ โดยสื่อความคิด จินตนาการ และพฤติกรรมของมนุษย์อันเกี่ยวข้องกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และระบบความเชื่อ ทั้งยังสะท้อนสภาพสังคมผ่านประสบการณ์และทรรศนะของคนในท้องถิ่นโดยตรง สอดแทรกด้วยแนวคิด ปรัชญา และคตินิยม ที่เป็นเบ้าหล่อมสำคัญให้คนในท้องถิ่นตระหนักถึงความสำคัญในการดำรงชีวิต ดังเช่น ฮีตสิบสองคองสิบสี่ของชาวอีสาน วรรณกรรมทำหน้าที่เป็นสิ่งสร้างความน่าเชื่อถือและบอกเล่าเรื่องราวของฮีตคองนั้นๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านรูปแบบของนิทาน ตำนาน เรื่องเล่า  

“ผาแดงนางไอ่” วรรณกรรมอีกหนึ่งเรื่องที่คุ้นหูของผู้คนในสังคมที่ราบสูง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมมาตั้งแต่อดีต วรรณกรรมเรื่องนี้ถูกถ่ายทอดและส่งผ่านในฐานะมรดกแห่งภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ทั้งในรูปแบบนิทาน ตำนาน เรื่องเล่า ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน หมอลำ กวี และประเพณีแห่งฟ้าฝน เป็นปฐมเหตุแห่งประเพณีบุญบั้งไฟหรือเดือนหก ที่หยิบยกเอาวรรณกรรมเรื่องนี้มาเป็นวรรณกรรมเอกของการบุญ ผ่านตัวละครของเรื่อง เหตุการณ์ และตำนานการเกิดขึ้นของพื้นที่และเมือง เช่น การแข่งขันการจุดบั้งไฟ การล่มสลายของเมืองและเวิ้งน้ำที่มีอยู่จริงในพื้นที่แอ่งสกลนครบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

การรับรู้เข้าใจถึงวรรณกรรมของคนอีสานในสมัยก่อน มักมีที่มาจากการฟังนิทาน การฟังเทศน์ ภาษิตคำสอนของคนเฒ่าคนแก่ และการรับรู้เข้าใจผ่าน “หมอลำ” ที่กลอนลำถูกเขียนจากเนื้อหาของนิทาน ตำนาน เรื่องเล่า และวรรณกรรม เช่นเดียวกับวรรณกรรมเรื่องผาแดงนางไอ่ มีหมอลำหลายท่าน คณะหมอลำหลายวง ที่นำวรรณกรรมเรื่องผาแดงนางไอ่มาประพันธ์เป็นกลอนลำ แสดงผ่านบทบาทของตัวละคร และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง ทำให้วรรณกรรมผาแดงนางไอ่ เป็นวรรณกรรมเรื่องแรกๆ หากเอ่ยอ้างถึงวรรณกรรมชิ้นเอกของอีสาน 

ภาพ: Rateyourmusic.com

รักสะท้านหนองหานล่ม 

ไม่มีหลักฐานใดบอกได้แน่ชัดว่าแท้จริงแล้วเรื่องราวของวรรณกรรมเรื่องนี้มีที่มาอย่างไร หรือสำนวนใดเป็นสำนวนที่น่าเชื่อถือมากที่สุด หากแต่วรรณกรรมเรื่องนี้ปรากฏอยู่หลายสำนวนและเกี่ยวเนื่องกัน จากสำนวนตำนานหนองหาน-สกลนคร ที่อธิบายการเกิดขึ้นของหนองหาน หนองน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ จ.สกลนคร ดังนี้

ครั้งหนึ่ง ยังมีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อ “นครเอกชะทีตา” มีพระยาขอมเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองมีพระธิดานามว่า “นางไอ่คำ” พระยาของได้สร้างปราสาท 7 ชั้น พร้อมเหล่าสนมกำนัลขอยอารักขาพระธิดาของตน ในขณะเดียวกันยังมีเมืองอีกเมืองหนึ่งชื่อ “เมืองผาโพง” มีเจ้าชายนามว่า “ท้าวผาแดง” เป็นกษัตริย์ เมื่อท้าวผาแดง ได้ยินกิตติศัพท์ความงามของนางไอ่คำ จึงใคร่อยากจะเห็นหน้า เลยปลอมตัวเป็นพ่อค้าพเนจรเข้าไปในนครเอกชะทีตา และให้นางสนมกำนัลนำของขวัญเข้าไปให้นางไอ่คำในปราสาท จนในที่สุดปฏิสัมพันธ์ของทั้งสองก็ทวีเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นความรัก

เมื่อวันเวลาผ่านไป พระยาขอมแก่งเมืองเอกชะทีตานคร ได้จะงานบุญเดือน 6 ประเพณีโบราณของเมืองที่จะต้องมีการทำบุญบั้งไฟบูชาพญาแถน พระยาขอมจึงประกาศไปยังหัวเมืองต่างๆ ว่างานบุญเดือน 6 ปีนี้ จะทำการหาผู้ที่จะมาเป็นลูกเขยนั่งนครเอกชะทีตานครต่อจากพระองค์ จึงขอให้เจ้าชายหัวเมืองต่างๆ จัดทำบั้งไฟเพื่อมาจุดแข่งขัน ผู้ใดชนะก็จะได้อภิเษกกับพระธิดาไอ่คำ

ครั้นเมื่อข่าวนี้ได้ร่ำลือไปทั่วสารทิศ หัวเมืองน้อยใหญ่ทั่วแคว้นแดนนคร เจ้าชายจากเมืองต่างๆ ได้ส่งบั้งไฟเข้ามาแข่งขันจากหลายหัวเมือง เช่น เมืองฟ้าแดดสงยาง เมืองเชียงเหียน เชียงทอง 

ขณะนั้งเองก็ยังมี “ท้าวพังคี” ผู้เป็นพญานาค พระราชบุตรของพระยาศรีสุทโธแห่งเมืองบาดาล ชายผู้เป็นรักครั้งเก่าของนางไอ่คำตั้งแต่ชาติปางก่อน ก็ได้ยินคำประกาศของพระยาขอมเช่นเดียวกัน ด้วยความปรารถนาครวญคร่ำถึงรักเก่า ท้าวพังคีจึงได้ปลอมตัวเป็นกระฮอกด่อน (กระรอกสีเผือก) เพื่อติดตามเชยชมนางไอ่คำอยู่ห่างๆ ในงานบุญบั้งไฟ

เมื่อถึงวันแข่งขันจุดบั้งไฟ ปรากฏว่าบั้งไฟท้าวผาแดงจุดไม่ขึ้นพ่นควันดำอยู่ถึง 3 วัน 3 คืน จึงระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ทำให้ท้าวผาแดงสิ้นหวังที่จะครองเมืองคู่นางไอ่ ขณะเดียวกันท้าวพังคีกระฮอกด่อนที่ฮ้อยกระดิ่งผูกคอ ได้ไต่เต้นไปมาอยู่บนยอดไม้ และปรากฏร่างให้นางไอ่คำเห็นนางจึงคิดอยากได้มาเลี้ยง นางจึงมีรับสั่งให้นายพรานตามยิงเอาตัวกระฮอกมาให้ได้ ในที่สุดท้าวพังคีก็ถูกยิงจนตาย ก่อนตายท้าวพังคีได้อธิษฐานไว้ว่า “ขอให้เนื้อของข้าได้แปดพันเกวียน คนทั้งเมืองอย่าได้กินหมดเกลี้ยง” จากนั้นร่างของพังคีก็ได้ขยายใหญ่ขึ้น จนผู้คนแตกตื่น จากนั้นชาวนครจึงจัดการแล่เนื้อแบ่งกันไปกินทั้ง 2 เมือง เว้นแต่พวกแม่ม่ายที่ไม่ถูกแบ่งเนื้อให้กิน

เมื่อพระยาศรีสุทโธทราบข่าวว่าพระราชบุตรถูกมนุษย์ฆ่าตายและแล่เนื้อไปกินทั้ง 2 เมือง จึงโกรธแค้นยิ่งนัก มืดสงัดของคืนนั้นขณะที่ชาวเมืองชะทีตากำลังหลับไหล เหตุการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้น ท้องฟ้าอื้ออึงไปด้วยพายุ ฝนฟ้าได้กระหน่ำลงมาอย่างหนัก แผ่นดินเริ่มถล่มยุบตัวลงไปทีละน้อย ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของผู้คนที่วิ่งหนีตายเหล่าพญานาคผุดขึ้นมานับหมื่นนับแสนตัวถล่มเมืองชะทีตาจมลงใต้บาดาลทันที คงเหลือไว้เป็นดอน 3 – 4 แห่ง ซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกแม่ม่ายที่ไม่ได้กินเนื้อกระฮอกด่อนจึงรอดตาย

เมื่อสถานการณ์มหันตภัยนี้ ได้กระทบถึงวังของท้าวผาแดง ท้าวผาแดงจึงเร่งควบม้าที่ชื่อ “บักสาม” หนีออกจากเมืองพร้อมกับเดินทางไปรับพระธิดาไอ่คำ แม้จะเร่งฝีเท้าม้าเท่าใดก็หนีไม่พ้นทัพพญานาคที่ทำให้แผ่นดินถล่มอย่างประชิดทั้งสองพระองค์ ในที่สุดผืนพสุธาก็ได้กลืนท้าวผาแดงและพระธิดาไอ่คำพร้อมม้าบักสามจมหายสู้ใต้ผืนพิภพ รุ่งเช้าจากเมืองเอกชะทีตาที่เคยรุ่งเรืองก็ได้จมหายกลายสิ้นเป็นพื้นน้ำสุดหูสุดตา ทุกสรรพสิ่งจมสู่ใต้บาดาลจนหมดสิ้นเหลือไว้เพียงแม่ม่ายบนเกาะร้าง 3 – 4 แห่ง ต่อมาพื้นที่แห่งนี้จึงถูกเรียกว่าหนองหานจนถึงปัจจุบัน 

ภาพ: มหัศจรรย์สกลนคร

ผาแดงนางไอ่ในกาพย์เซิ้ง

โอ้เฮาโอ่พี่น้องเฮาโอ่  อมพุทโธนโมเป็นเค้า 

ข้าสิเว่าเรื่องเก่ามีมา  ตามตำราผาแดงนางไอ่

ข้าสิไล่เป็นกาพย์เป็นกลอน ตาซอนลอนนำกันเป็นหมู่

ป่าวให้ฮู้เทิ้งร้องผองลำ นางไอ่คำงามปานอินทร์แต่ง

นาฏนางแพงคนย่องคนส่า  ลูกพระยาปกครองเมืองบ้าน 

บ่าวต่างบ้านอยากซ้อนนอนเฮียง  อยากฮ่วมเตียงตั่งทองนางน้อง

ส่าไปฮอดโตท้าวผาแดง  จนได้แต่งเฮ็ดบั้งไฟใหญ่

มาฮ่วมไท้บุญพระยามาร มาฮ่วมงานยินดีซมซื่น

เสียงเพลงครื่นยอย่องไอ่คำ สาวผู้งามสมลือสมส่า

นงนาฏหล่าหลิงบ่าวผาแดง บ๋าบ่าวแพงจบปานแถนหล่อ

พอพบพ้อใจเต้นตื่นตูม  อยากให้งุมปลาเข็งหนองเก่า

สองเครือเจ้าฮักกันมั่นแก่น  ฝั่นสายแนนบ่มีมายม้าง 

เนาเทียมข้างอยู่ซ้อนคู่ดอง คอยค่าดองปานดวงตาแก้ว

บรบวนแล้วมาเกี้ยวใส่กัน จบประพันธ์กลอนจ่ายกาพย์เซิ้ง…

บทประพันธ์กาพย์เซิ้งบั้งไฟจาก คณะเจษฎากรรับสร้างบ้าน ในงานบุญบั้งไฟ อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด ที่กล่าวถึงบางฉากบางตอนในตำนานรักผาแดงนางไอ่ ขณะที่ผาแดงนำบั้งไฟเข้าร่วมแข่งขันในงานบุญเดือนหกของเอกชะทีตานคร โดยรางวัลที่ได้จากการแข่งขันคือการได้นางไอ่เป็นคู่ครองนคร นอกจากนั้นกาพย์เซิ้งบั้งไฟเรื่องผาแดงนางไอ่ยังถูกประพันธ์ขึ้นให้มีหลายฉากหรือหลาย “บั้น” และแต่ละบั้นจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในเรื่อง ตัวอย่างเช่น บั้นเมืองเอกชะทีตา บั้นท้าวผาแดงแต่งบั้งไฟมาเส็ง บั้นนางไอ่อยากได้กะฮอกด่อน บั้นพญานาคสุทโธนำบริวารขึ้นจากเมืองบาดาล บั้นพญาสุทโธถล่มเมืองเอกชะทีตา จะเห็นว่าในแต่ละบั้นจะถูกไล่เรียงลำดับตามฉากและเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่อง 

วรรณกรรมรักที่ฆ่าไม่ตาย 

ผาแดงนางไอ่ไม่ใช่วรรณกรรมท้องถิ่นที่ถูกถ่ายทอดผ่านกาพย์เซิ้งบั้งไฟเพียงเท่านั้น แต่ผาแดงนางไอ่ยังเป็นตำนานรักที่ถูกเล่าผ่านกลอนลำ บทเพลง ผ่านศิลปินจากรุ่นสู่รุ่น มีความหลากหลายสอดรับกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง แต่ยังคงไว้ซึ่งเนื้อหาและแก่นของเรี่องไว้ดังเดิม

จากบทความเรื่อง “โลก-ธรรม” – “ทุกข์-สุข” และภูมิปัญญาด้านภาษาในกาพย์เซิ้งบั้งไฟผาแดงนางไอ่ โดย อิศเรศ ดลเพ็ญ ได้เขียนถึงพัฒนาการของตำนานผาแดงนางไอ่ในฐานะวรรณกรรมสร้างความบันเทิงไว้ว่า ในอดีต คนอีสานส่วนใหญ่รู้จักนิทานหรือวรรณกรรมท้องถิ่นจากการฟังลำ มีศิลปินหมอลำหลายคน และคณะหมอลำที่มีชื่อเสียงของภาคอีสานหลายคณะทั้งอดีตและปัจจุบัน ที่นำวรรณกรรมท้องถิ่นเรื่องผาแดงนางไอ่มาประพันธ์เป็นกลอนลำ ออกแสดงและบันทึกเสียงให้คนอีสานได้รับฟัง ดังตัวอย่างศิลปินและผลงานต่อไปนี้

นอกจากนี้ ยังมีครูเพลงหลายท่านนำเรื่องราวความรักระหว่างท้าวภังคี ท้าวผาแดง และนางไอ่ มาประพันธ์เป็นบทเพลงทั้งในอดีตและปัจจุบันหลายบทเพลง ดังตัวอย่างศิลปินและผลงานดังต่อไปนี้ 

ผาแดงนางไอ่มิได้เป็นเพียงวรรณกรรมปรำปรา เรื่องราวตำนานรักที่ปรากฏในกาพย์เซิ้งบั้งไฟ หรือเนื้อหาในหมอลำเรื่องต่อกลอนเพียงเท่านั้น เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป รสนิยมการเสพสิ่งบันเทิงมีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับความก้าวหน้าของยุค ผาแดงนางไอ่จึงถูกนำเสนอในรูปแบบที่ก้าวล้ำยิ่งกว่า 

ภาพ: GRAMMY GOLD

“มื้อบุญบั้งไฟอ้ายยังจำได้อยู่ริมหนองหาน เมื่อครั้งหลายปีก่อนนั้น เฮาย้อนตำนานผาแดงนางไอ่ ด้วยสัญญาฮักสิบ่ให้ล่มคือหนองหานใหญ่ อีกจักชาติผาแดงนางไอ่ สิฮักกันไปบ่วายสายแนน”

ท่อนร้องที่คุ้นหูจากบทเพลงยอดฮิตติดกระแสแห่งยุค จากปลายปากกาของ ภานุวัฒน์ วิเศษวงษา ขับร้องโดย มนต์แคน แก่นคูณ ศิลปินลูกอีสานเลือดร้อย เจ้าของเสียงร้อง “อ้ายบ่มีแม่นผาแดง บ่มีมนต์แต่งไปอ้อนไปเว่า ให้คนลืมคราวคิดฮอดความหลัง” กับผลงานเพลงดังในอดีต “ริมฝั่งหนองหาน” ที่สร้างภาพจำเรื่องตำนานรักหนองหานล่มของผาแดงนางไอ่กับเวิ้งน้ำแห่งความเชื่อของผู้คนในพื้นที่จังหวัดสกลนคร และล่าสุดกับผลงานเพลง นางไอ่ของอ้าย ที่สะท้อนถึงความรักอันไม่สมหวัง และคำสัญญาของผาแดงที่ให้ไว้กับนางไอ่ว่าจะรักกันทุกชาติภพ ดังคำร้องท่อนสุดท้ายของเพลงที่ว่า

“อ้ายสิจุดบั้งไฟ แล้วฝากคำไปบอกพญาแถน บักผาแดงยังมั่นยังแก่น รอต่อสายแนนนางไอ่ของอ้าย ชาตินี้ขาดคู่ฮ่วมใจ สิถ่าชาติใหม่ นางไอ่ของอ้าย”

และเมื่อไม่นานมานี้ผาแดงนางไอ่ได้ปรากฏขึ้นในรูปแบบของละครเวที ภายใต้ชื่อ นางไอ่ The Life and Love จากวรรณกรรมอีสานโบราณที่อยู่ในความทรงจำของเรามาโดยตลอด เป็นโปรเจกต์ที่จัดขึ้นโดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ได้หยิบยกเอาวรรณกรรมระดับตำนานเรื่องนี้มานำเสนอใหม่ผ่านการใช้ศาสตร์การแสดง บทประพันธ์ ภาษา ดนตรี ให้มีความทันสมัยมากขึ้น จะเห็นว่าตำนานผาแดงนางไอ่ ได้ถูกหยิบยกมาใช้งานในฐานะวรรณกรรมสร้างความบันเทิงอยู่เสมอ แม้จะถูกใช้งานในบริบทที่แตกต่างกันก็ตาม

นี่เองจึงทำให้ตำนานรักผาแดงนางไอ่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมท้องถิ่นในพื้นที่ภาคอีสาน มีบทบาทในฐานะเรื่องเล่า และถูกตีความไปหลากหลายสำนวนตามความเชื่อของคนแต่ละพื้นที่ ผาแดงนางไอ่ยังถือเป็นวรรณกรรมแห่งอัตลักษณ์ของชาวอีสาน ทั้งความคิดและความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นของประเพณีบุญบั้งไฟ ผาแดงนางไอ่จึงเป็นวรรณกรรมประจำถิ่นที่ถูกส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นและถูกใช้งานในบริบทที่สอดรับกับวัฒนธรรมการเสพสิ่งบันเทิงในยุคสมัยนั้นๆ

ที่มาข้อมูล

  • อิศเรศ ดลเพ็ญ. (2562). “โลก-ธรรม” – “ทุกข์-สุข” และภูมิปัญญาด้านภาษาในกาพย์เซิ้งบั้งไฟผาแดงนางไอ่. วารสารภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาขาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 8(1).184-185.
image_pdfimage_print