“ถ้าคุณชื้อคาปูชิโน่จากร้านเราแล้วนั่งรถจากวารินไปถึงเดชอุดม รสชาติของคาปูชิโน่ร้านเรายังคงความเข้มข้นเหมือนเดิม ผมรับประกัน”

ร้านกาแฟริมทาง อยู่นอกเมืองวารินชำราบถนนสถลมาร์คทางผ่านขาเข้ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีจุดเริ่มต้นจาก วีระยุทธกิติพล โสมฉาย “เจ้าของร้าน BS กาแฟ” หรืออีกชื่อคือ “บุญศรีกาแฟ” 

ก่อนวันเริ่มต้น เขาเรียนด้านช่างอิเล็กทรอนิกส์ จากวิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี และศึกษาต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จากนั้นมุ่งหน้าเข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ ด้วยการขายซีดี 2 ปี ก่อนกลับมาบวชที่บ้านเกิด และตัดสินใจเปิดร้านกาแฟเป็นของตัวเอง

ย้อนกลับไปปี 2547 วีระยุทธกิติพล เล่าว่า เขาอยากเปิดร้านกาแฟให้ภรรยา หลังบังเอิญไปเห็นแบรนด์ชื่อ “นครกาแฟ” ออกอากาศทางสถานนีโทรทัศน์ช่อง 5 ตอนนั้นเห็นเขาคั่วกาแฟในไห เลยสนใจอยากชื้อแฟรนไชส์มาทำร่วมกันกับคนในครอบครัว แบ่งกันเปิดทั้งหมด 3 สาขา จากนั้นไม่กี่ปีมีปัญหากับครอบครัว เลยตัดสินใจแยกตัวออกมาทำแบรนด์ของตัวเอง ชื่อ B.S.Coffee ย่อมาจาก “บุญศรี” ซึ่งเป็นชื่อของพ่อ 

ต่อมาเมื่อมาทำแบรนด์ของตัวเองก็เริ่มต้นจากซุ้มเล็กๆ หน้าบ้านที่ยังเปิดเป็นร้านกาแฟอยู่ปัจจุบัน ตอนนั้นขายแก้วละ 10 บาท ที่ขายราคานี้เพราะอยากจะทำโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้า จำได้ว่าขายได้ 300 – 400 แก้ว ในเดือนแรกที่เปิดร้าน จากนั้นปรับราคามาขายแก้วละ 20 บาท ปัจจุบันราคาขึ้นอยู่กับเมนู ถ้าเป็นกาแฟแก้วละ 50 บาท ขนาดแก้ว 22 ออนซ์

จากซุ้มเล็กๆ ในวันนั้น ปัจจุบัน “B.S.Coffee” มีสาขาอยู่มากมายในเมืองดอกบัว 

ปัจจุบันมีแฟรนไชส์ทั้งหมดกี่ร้าน 

ปัจจุบันมี 50 ร้านในจังหวัดอุบลราชธานี ส่วนมากร้านจะตั้งอยู่ใน อ.วารินชำราบ อ.เมือง มีอยู่ 2 สาขา และใน อ.พิบูลมังสาหาร อ.น้ำยืน อย่างละ 1 สาขา ที่ร้านขยายสาขาได้เยอะ เพราะลูกน้องที่เคยทำงานมาด้วยกัน 

ตอนนั้นเรามีความคิดว่า อยากจะขยายร้าน B.S. กาแฟให้เป็นที่รู้จัก จึงตัดสินใจให้ลูกน้องที่ทำงานด้วยกันและต้องการที่จะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง มาเป็นหุ้นส่วนกับเรา โดยเราจะออกเงินให้ทั้งหมด เช่น เราลงทุนเปิดร้านไป 150,000 บาท เราคิดค่าจ้างเหมือนเดิมที่เขาเคยได้รับกับเรา และในส่วนของกำไรที่ขายได้จะเป็นของเราทั้งหมด และหากว่าเขาอยากจะเป็นเจ้าของ เราจะให้เขาชื้อเปอร์เซ็นต์คืนเรา เช่น เขาชื้อกับเรา 70,000 บาท เขาก็ต้องใช้คืนเรา 70,000 บาท และร้านก็จะเป็นของเขาเลย 

เจตนาของเราคืออยากให้คนที่ชื้อแฟรนไซส์ได้เติบโต และเป็นเจ้าของเต็มโตไปเลย ส่วนมากแฟรนไซส์ที่เปิดอยู่จะเป็นของลูกน้อง แต่ก็มีคนอื่นที่ต้องการเปิดร้านกาแฟติดต่อเข้ามาชื้อ ส่วนใหญ่จะอยู่ได้ไม่ได้ เรามองว่าเขาไม่ค่อยมีความรักในการทำธุรกิจกาแฟเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นลูกน้องที่เคยทำร้านกาแฟมาด้วยกันจะเหนียวแน่น เราเคยช่วยเขาและเขาก็ช่วยเรา มีความผูกพันและนึกถึงบุญคุณที่ช่วยเหลือกันมาตั้งแต่ทำร้านกาแฟ

จุดเด่นของร้านกาแฟคืออะไร 

กาแฟของเราเป็นทั้งกาแฟสดและกาแฟโบราณ เรามองเห็นว่าถ้าทำแบบกึ่งกาแฟ จะสามารถจับฐานลูกค้าที่ดื่มกาแฟทั้งสองอย่างได้ การทำกาแฟของร้านเราคือใช้เครื่อง ถ้าเป็นกาแฟโบราณเขามักจะใช้ถุงผ้าในการทำ ซึ่งจะกำหนดรสชาติและความเข้มของกาแฟไม่ได้ ปัญหาของการทำทั้งกาแฟสดและโบราณคือ เครื่องทำกาแฟ การทำกาแฟโบราณโดยใช้เครื่องจะทำให้เครื่องทำกาแฟเสียบ่อย แต่บังเอิญร้านเราซ่อมเครื่องกาแฟได้เลยไม่มีปัญหาในการทำกาแฟโบราณผ่านเครื่อง 

กาแฟของเราร้านต้องผ่านการเทสทุกวัน ต้องรู้จักรสชาติว่าดีหรือไม่ดี ต้องตามมาตรฐานและปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย อีกอย่างร้านเราไม่หวงวัตถุที่ใช้ในการชงกาแฟ ถ้าได้ดื่มคาปูชิโน่ร้านเรา แล้วนั่งรถจากวารินไปเดชอุดม รสชาติคาปูชิโน่ยังคงเข้มเข้มเหมือนเดิม เพราะร้านเราใส่กาแฟ 4 ช็อต ดังนั้นคนที่ชอบดื่มกาแฟจะถูกใจร้านเรามาก เขาบอกว่ากินแล้ว มีแรง ตาค้าง นอนไม่หลับ ลูกค้าประจำอย่าง เจ๊อ้อยที่เป็นแม่ค้าในตลาดเจริญศรี มาชื้อร้านเราทุกวัน ส่วนมากจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่ทำงานใน อบต. พ่อค้าแม่ค้า ข้าราชการ พยาบาล คนขับรถ

รายได้จากการขายกาแฟเป็นอย่างไร

รายได้เฉลี่ยในปัจจุบันคือวันละ 3,000 บาทต่อวัน เฉลี่ยเดือนละ 100,000 บาท เมื่อก่อนร้านจะขายได้วันละ 4,000 – 5,000 บาท แต่เดือนนี้ยอดลดลงเพราะการสร้างถนนทำให้ไม่สะดวกต่อการชื้อของลูกค้า ร้านจะอยู่รอดได้ ต้องขายให้ได้เฉลี่ยวันละ 4,000 บาทขึ้นไป อีกอย่างร้านไม่ได้ขายแค่เครื่องดื่มที่เป็นกาแฟ เมล็ดกาแฟทางร้านก็ขาย ยอดขายเมล็ดกาแฟเดือนที่แล้ว เฉลี่ยอยู่ที่ 50,000 บาท 

เลือกทำเลของการเปิดร้านอย่างไร

ถ้าเปิดร้านกาแฟในชุมชน ทุกร้าน ผู้ใหญ่บ้านจะมาขอเงินสนับสนุนเกี่ยวกับกีฬาอบต. เราก็จะให้การสนับสนุน ส่วนมากคนในพื้นที่ไม่ค่อยกินกาแฟ นับคนได้ ถ้าสังเกตุร้านกาแฟของ B.S. ส่วนมากจะเปิดตามข้างถนน เพราะป้องกันการโดยไล่ที่ ในเมืองไม่ค่อยมีแฟรนไชส์ร้านเท่าไหร่ เพราะเวลาขายได้ ส่วนมากเรามักจะถูกไล่ที่ การทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย คนที่เปิดร้านกาแฟต้องมีความรู้จริงๆ เราเปิดร้านกาแฟ ไม่ได้กลัวคำว่าเจ๊ง ข้อดีของร้านกาแฟคือ เปิดแล้วไปไม่รอด เราสามารถยกของที่มีอยู่ไปขายที่อื่นได้ สามารถลองผิดลองถูกได้ ถ้าจะเปิดร้านกาแฟเราจะวางแผนก่อนว่า หนึ่ง ใกล้ชุมชน กลุ่มเป้าหมายคือคนในชุมชน สอง เป็นทางผ่านของรถ ต้องมองทำเลของร้านให้ออก ทำเลสำคัญมาก สาม ร้านต้องติดถนนสะดวกต่อการสั่งชื้อกาแฟ และสี่ การออกแบบร้านที่ธรรมดาเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทุกคน ร้านเราคือร้านกาแฟที่คนกินกาแฟต้องการเสพติดการกินกาแฟอย่างแท้จริง 

ถ้าอยากเปิดร้านกาแฟในแบรนด์ของ B.S. ต้องทำอย่างไร 

ทางร้านไม่จำกัดการชื้ออุปกรณ์ในการทำกาแฟ เช่น แก้ว หลอด ถุง จะชื้อที่อื่นก็ได้ แต่ต้องชื้อเมล็ดกาแฟกับร้านเท่านั้น จะชื้อเฉพาะสูตร แล้วไปเปิดไปชื่อตัวเองก็ได้ ตอนนี้คนที่ชื้อเฉพาะสูตรชงกาแฟของร้านน่าจะมีประมาณ 30 ร้าน จะมาชื้อแค่เมล็ดกาแฟที่นี่ก็ได้ เรามองว่ามันคือการปฎิวัติวงการกาแฟโบราณไปเลย ผมรู้สึกและไม่ได้เข้าข้างตัวเอง สังเกตว่ามักจะมีคนเข้ามาแล้วพยายามก็อปสูตรของทางร้าน ใช้เครื่องและทำสูตรเหมือนกับเรา ถ้าเป็นโบราณจริงๆ ต้องกาแฟชัยวัฒน์ รสชาติจะอ่อนๆ  มีคนถามว่าทำไมถึงไม่ตั้งสาขาให้เยอะกว่านี้ เรามองว่าถ้าหากเราตั้งเยอะ คนชื้อแฟรนไชส์เยอะเกินไป เราก็ไม่สามารถควบคุม คน สต๊อก วัตถุดิบได้ ยิ่งสมัยก่อนอินเทอร์เน็ตไม่ได้ดีเท่าปัจจุบัน การคุมยิ่งยาก ขนาดปัจจุบันมีอินเทอร์เน็ตยังยาก

อีกอย่างเรามองว่าร้านกาแฟถ้าขายได้วันละ 1,500 บาทขึ้นไป ก็อยู่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาคนที่อยากจะเปิดร้านกาแฟ ถ้ามาเป็นคู่ส่วนมากจะเจ๊ง เรามักจะบอกเขาว่า ส่วนมากคนที่มาซื้อแฟรนไชส์คู่กันมักจะไปไม่รอด ซึ่งเราก็ไม่ได้ไม่ขาย แต่เราแค่อยากจะเตือนเขามากกว่า เพราะถ้าคนสองคนร่วมกันทำธุรกิจก็มักจะเกิดเหตุการณ์แบ่งหน้าที่ไม่เท่ากัน เช่น เราชื้อของ แต่อีกคนไม่ชื้อ สุดท้ายขายได้หนึ่งปี ก็แยกย้าย

กาแฟมีเสน่ห์ตรงที่ว่าขายได้วันละ 500 บาท จะชงอร่อย ไม่อร่อย ระยะเวลาผ่านไปถ้าเปิดสม่ำเสมอ ลูกค้าจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ ถ้าสงสัยจังหวัดเรามีร้านกาแฟเยอะมาก ทั้งอร่อยไม่อร่อยแต่เขายังอยู่ได้ เรามองว่าคนที่จะประสบความสำเร็จคือคนที่ต้องกู้หนี้ยืมสินมาทำ เพราะเขาจะพยายามในการทำธุรกิจ หลังชนฝาไปไหนไม่ได้ ต้องลุยอย่างเดียว ผมถึงพูดตลอดว่า การทำร้านกาแฟต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก

image_pdfimage_print