กระแสการโต้ตอบกันผ่านวาทกรรมคำพูดในเชิงเปรียบเทียบ มักปรากฏให้เห็นอยู่เป็นประจำทั้งในพื้นที่ทางกายภาพหรือพื้นที่ออนไลน์ ความเหนือกว่าและความเป็นรองนับเป็นมาตรวัดที่เกิดขึ้นควบคู่กับมนุษย์มาตั้งแต่อดีต ยกตัวอย่างการเปรียบเทียบคุณค่าของสิ่งขั้วตรงข้ามอย่างสีขาวกับสีดำ กลางวันกับกลางคืน ซ้ายกับขวา หรือแม้แต่การเปรียบเทียบระหว่างชายกับหญิงว่า เพศใดมีบทบาทสำคัญมากที่สุด 

การเปรียบเทียบดังกล่าวมักจะมีการยกความสำคัญเฉพาะมาเป็นข้อเสนอในการถกเถียง เช่น “ผู้หญิง” มักจะถูกพูดถึงในแง่ของความเป็นแม่ ทั้งในทางสรีระวิทยาที่สามารถให้กำเนิดบุตรได้และมีสำคัญต่อการผลิตในระดับครัวเรือน ส่วน “ผู้ชาย” มักจะถูกพูดถึงในฐานะพ่อที่มีความแข็งแรงผ่านสรีระร่างอย่างผู้ชาย ถูกมองว่าเป็นผู้นำ และมีอำนาจเหนือกว่าผู้หญิงเสมอ    

ไม่นานมานี้มีประโยคหนึ่งปรากฏขึ้นในสังคมออนไลน์ ประโยคนั้นคือ “ไม่มีใครเก่งเท่าแม่มึงแล้ว!” คำกล่าวนี้มีน้ำหนักมากพอที่จะถูกจัดให้เป็นคำกล่าวต่อว่าหรือคำด่าในเชิงเปรียบเทียบ สามารถอธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายประมาณว่า บนโลกใบนี้ไม่มีใครเก่งแม่ของคุณอีกแล้ว ฟังอย่างเผินๆ ความหมายของประโยคนี้ดูไม่มีอะไรซับซ้อนนัก แต่ถ้ามองอย่างมีนัยยะก็อาจจะมีคำถามโผล่ขึ้นมาในหัวว่าอะไรเป็นสิ่งยืนยันว่า “ผู้หญิงในฐานะแม่” คือคนที่เก่งที่สุด และอะไรที่ทำให้ “พ่อ” ไม่ถูกพูดถึงในฐานะคนเก่งเหมือนแม่ บทความนี้จะชี้ชวนให้เห็นข้อเสนอบางประการแต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของคำถามที่ว่า “ทำไมไม่มีใครเก่งเท่าแม่เรา?”

ผู้หญิงในฐานะ “แม่” ผ่านม่านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และภาษา

นักประวัติศาสตร์และโบราณคดีคนสำคัญอย่าง สุจิตต์ วงษ์เทศ  อธิบายว่า ในศาสนาผีทั้งไทยและอุษาคเนย์ ราว 5,000 – 3,000 ปีมาแล้ว ผู้หญิงถูกให้ความสำคัญในฐานะเทพเจ้าสตรี ผ่านระบบพิธีกรรมและความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติโดยผู้หญิงถูกยกให้เป็นเจ้าพิธี พบหลักฐานปรากฏชัดเจนในสังคมอีสานที่ยังหลงเหลือ เช่น ผีฟ้า หมอมด (มะมวด) หมอเม็ง หมอเหยา หากแต่ในภายหลังที่พุทธศาสนาเข้ามาในดินแดนแถบนี้ เมื่อราว 2,500 ปีก่อน หรือในช่วงหลัง พ.ศ. 1000 ผู้ชายจะถูกยกให้เป็นเจ้าพิธีในศาสนาพุทธและพราหมณ์ ที่เรียกว่านักบวชหรือพระสงฆ์ ในการนี้จึงเกิดการปะทะขัดแย้งกับศาสนาดั้งเดิมคือศาสนาผีที่เป็นฐานรากอันแข็งแกร่ง 

อีกทั้งการพบหลักฐานทางโบราณคดีที่เชื่อมโยงให้เห็นความสำคัญของ “แม่ หรือ มารดา” เมื่อ 2,500 ปีก่อน อย่างหลักฐานใน วัฒนธรรมการฝังศพครั้งที่ 2  (Secondary Burial) ในแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะ มีการนำกระดูกของคนตายบรรจุในภาชนะรูปร่างคล้าย “ไห” หรือ “แคปซูล” มีฝาปิดและขีดเขียนลวดลายแตกต่างไปแต่ละพื้นที่ เชื่อกันว่าไหเปรียบเสมือน “มดลูก” ของแม่ การฝังศพในไหจึงหมายถึงการกลับสู่มดลูกของแม่หรือการคืนสู่ครรภ์มารดาอีกครั้งเมื่อสิ้นลม 

ภาชนะทรงแคปซูลมีฝาปิดที่ถูกเรียกว่า “หม้ออุทิศ” พบในแหล่งโบราณคดีเขตทุ่งกุลาร้องไห้ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ภาพ: มติชนสุดสัปดาห์

นอกจากนั้นยังมีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า “สตรี” มีบทบาทในฐานะผู้นำสูงสุดอย่างการเป็นหัวหน้าเผ่า เมื่อราว 3,600 ปีมาแล้ว ที่แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี หลักฐานชิ้นนี้คือ โครงกระดูกหมายเลข 15 หรือที่รู้จักในชื่อ เจ้าแม่โคกพนมดี สตรีลึกลับที่นอนในหลุมศพและถูกรายล้อมไปด้วยของมีค่าในยุคนั้น ทั้งฝาหอยพอก หินดุ (อุปกรณ์สำคัญสำหรับการผลิตภาชนะดินเผา) เครื่องประดับศีรษะทำจากเปลือกหอย แผ่นวงกลมมีเดือยตรงกลาง กำไลเปลือกหอย ภาชนะดินเผาถูกทุบให้แตกจำนวน ลูกปัดแบบตัวไอ และลูกปัดเปลือกหอยแบบแว่นกลม กว่า 120,000 เม็ด 

จำนวนของมีค่าที่ถูกฝังไปพร้อมร่างของเธอชี้ให้เห็นว่าเธอถูกตั้งตนให้เป็นหัวหน้าเผ่า เป็นสตรีที่มีบทบาทสำคัญของชุมชนในขณะนั้น และสามารถบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่าสังคมและวัฒนธรรม สตรีเป็นใหญ่ กำเนิดเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อหลายพันปีก่อน

ร่างของเจ้าแม่โคกพนมดี พบในแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ อ.พนัชนิคม จ.ชลบุรี ภาพ: The Isaan Record

ในยุคเปลี่ยนผ่านจากการเป็นหัวหน้าชนเผ่าเข้าสู่การเป็นกษัตริย์ “ผู้หญิง” ในฐานะกษัตรีก็มีบทบาทและปรากฏให้เห็นอยู่เป็นนิจ อย่างประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ เมื่อเกือบ 3,000 ปีก่อน มีฟาโรห์กว่า 170 พระองค์ จาก 72 ราชวงศ์ ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นครองแผ่นดิน ขณะที่เรามักจะได้ยินว่าในยุคก่อนฟาโรห์ชายเท่านั้นที่จะถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นผู้ปกครอง แต่ความจริงแล้วในประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณก็มี ฟาโรห์หญิง ด้วยเช่นกัน และมิได้ปรากฏเพียงไม่กี่พระองค์ เพราะเท่าที่มีหลักฐานพบว่ามีฟาโรห์หญิงอย่างน้อย 6 พระองค์ หรือแม้แต่การแต่งตั้งกษัตรีพระองค์อื่นๆ ในรัฐน้อยใหญ่ก็ยังปรากฏให้เห็นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และพวกเธอก็สามารถสำเร็จราชการได้ไม่ต่างกับกษัตริย์ที่เป็นผู้ชาย

ย้อนกลับมาที่แผ่นดินริมฝั่งแม่น้ำโขง คำว่า “แม่” ถูกอธิบายโดยนักประวัติศาสตร์ว่าเทอมของคำนี้หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ หัวหน้า ประธาน หรืออื่นๆ เช่นเดียวกับในภาษาตระกูลไทย-ลาว คำว่า “แม่” ถูกยกย่องให้เป็นคำประธานของลำน้ำสายใหญ่ เช่น แม่โขง แม่มูล แม่น้ำชี ส่วนในภาษาไทยเองนั้นคำว่า “แม่” ยังใช้เป็นคำนำหน้าให้ความหมายที่เกี่ยวกับเพศหญิง เช่น แม่เจ้าอยู่หัว แม่พระ แม่โพสพ และใช้แสดงแทนความเป็นใหญ่และมีอำนาจนำ เช่นคำว่า แม่ทัพ แม้ผู้ที่สามารถใช้คำนี้ได้จะเป็นผู้ชายก็ตาม

“แม่” ในฐานะช้างเท้าหน้า หรือ “มารดา” ผู้เป็นช้างเท้าหลัง

ในอดีตกิจกรรมของผู้หญิงมักเกิดขึ้นในบริเวณครัวเรือน จึงมีวาทกรรมคำกล่าวที่ว่า “บ้านคือที่ของผู้หญิง” หรือ “ผู้หญิงต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน” อีกทั้งสรีระวิทยาของผู้หญิงที่สามารถตั้งครรภ์และให้นมบุตรในฐานะแม่ผู้เลี้ยงดูลูก ความเป็นหญิงและความเป็นแม่จึงถูกมองว่ามีความสัมพันธ์กันยากที่จะแยกออก 

ในพระพุทธศาสนามีการกล่าวยกย่องว่าแม่เป็น “แม่เป็นพระในบ้าน” การที่บุตรผู้ประเสริฐจะมาเกิด ผู้เป็นแม่จะต้องพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจไม่ประพฤติผิดในศีลธรรม แม่จึงกลายเป็นผู้มอบลูกชายให้กับพระพุทธศาสนาเข้าบรรพชาจนสำเร็จในพระธรรม และกลายเป็นชายผ้าเหลืองนำทางให้มารดาเดินทางสู่สวรรค์เมื่อสิ้นลม

มีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ความเป็นแม่สังคมไทยถูกสืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น โดยภาพความเป็นแม่ตามแนววัฒนธรรมนี้ ยังเป็นการสืบทอดความเป็นแม่ในอุดมคติ และถูกส่งต่อในรูปแบบของสื่อ เช่น นวนิยายที่สะท้อนภาพของแม่ว่าเป็นผู้หญิงใจดีและเสียสละทุกอย่างเพื่อลูก ส่วนในสังคมตะวันตกบทบาทที่ดีที่สุดของผู้หญิง คือ บทบาทของความเป็นแม่เช่นเดียวกับสังคมไทย ดังที่ Letherby, Gayle (1994) อธิบายใน Mother or Not, Mother or What? Problem of Definition and Identity ว่า ในสังคมตะวันตกหากผู้หญิงคนใดไม่ได้เป็นแม่หรือมีบุตรยาก ก็มักจะรู้สึกว่าตนเอง ขาดบางอย่างไปหรือแม้กระทั่งผู้หญิงที่ไม่ต้องการมีบุตรก็มักถูกสังคมมองว่าเป็นคนที่ไม่มีความรับผิดชอบได้เช่นกัน 

กระนั้นความเป็นแม่คงไม่เว้นว่างที่จะทำหน้าที่ดูแลบ้านหรือจัดการเฉพาะส่วนที่อยู่ในครัวเรือนควบคู่ไปกับการทำหน้าที่แม่ของลูกเช่นกัน อาจกล่าวได้ว่าแม่คือผู้ที่ถูกกำหนดให้มีบทบาทเพียงในสถาบันครอบครัวเท่านั้น ขณะที่ “เพศชาย” ในฐานะ “พ่อ” จะต้องเป็นผู้ออกไปทำงานและมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมภายนอก มีบทบาทในสถาบันอื่นๆ มากกว่า อย่างสถาบันเศรษฐกิจ สิ่งนี้จึงเป็นชนวนชวนให้ตั้งคำถามต่อไปว่า ทำไมผู้หญิงในฐานะแม่ จึงถูกยึดโยงไว้เพียงสถาบันครอบครัว หรือแท้จริงแล้ว ความเป็นหญิงเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยวัฒนธรรม มิได้ถูกสร้างโดยธรรมชาติ 

มีผู้อธิบายสิ่งนี้ว่า ในอดีตสังคมไทยเป็นสังคมที่ถูกกำหนดโครงสร้างโดยผู้ชาย สถานะและบทบาทของผู้หญิงจึงถูกยึดโยงไว้กับสถาบันครอบครัว และสังคมภายนอกก็ยึดโยงสถาบันครอบครัวไว้อีกชั้นหนึ่ง ชีวิตของผู้หญิงส่วนใหญ่ตั้งแต่วัยเด็กจะขึ้นอยู่กับ “บิดา” เมื่อทำการสมรสแล้วก็ขึ้นอยู่กับ “สามี” กระบวนการต่างๆ ในสังคมได้หล่อหลอมความคิดนี้ว่าเป็นธรรมชาติของผู้หญิงที่ต้องมีสถานะเป็นรองจากผู้ชาย 

อธิบายให้เข้าใจผ่านสังคมยุคต่างๆ ในยุคแรก กฎหมายเป็นหนึ่งในฐานรองรับอันสำคัญที่ส่งผลให้สถานะของผู้หญิงเป็นรองจากผู้ชาย เพียงเพราะคำว่า ผู้หญิง “เป็นธรรมชาติ” แต่ก็มีนักคิดออกมาชี้ข้อเสนออื่นอีกว่า ความเป็นหญิงไม่ได้ถูกกดขี่เพียงเพราะความเป็นธรรมชาติเท่านั้น แต่เป็นการกดขี่ในทางเศรษฐกิจ ที่กำหนดให้บ้านคือพื้นที่ของผู้หญิง (หมายความรวมกับการทำหน้าที่แม่) ซึ่งแบ่งแยกชัดเจนกับพื้นที่ของผู้ชายที่อยู่นอกบ้าน เช่น การออกไปหาเสบียง การออกไปสะสมผลผลิต 

สิ่งนี้กำลังอธิบายว่าการรับผิดชอบภายในครัวเรือนของผู้หญิงเป็นหน้าที่โดยตรงต่อสังคม มีความสำคัญทัดเทียมกับหน้าที่ของผู้ชายที่รับผิดชอบบทบาทนอกครัวเรือน และกลายเป็นว่าสองหน้าที่ของทั้งสองเพศ มีความเกื้อหนุนกันโดยขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้   

ต่อมา ในยุคที่สังคมมีการพัฒนาการด้านการผลิต ผลผลิตมีจำนวนมากขึ้น การผลิตจึงไม่ใช่เพียงแค่การผลิตเพื่อครัวเรือน แต่เป็นการผลิตเพื่อแลกเปลี่ยนและจำหน่าย ผู้หญิงจึงไม่มีความจำเป็นในการผลิตเพื่อสังคมมากนัก และการจำกัดบทบาทของผู้หญิงในฐานะแรงงานจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยเปลี่ยนให้ผู้หญิงกลับไปทำงานในอาณาบริเวณครัวเรือน แทนการออกมาเป็นแรงงาน หรือถึงแม้จะเป็นแรงงานที่มีความจำเป็น ก็จะถูกจัดให้เป็นแรงงานในสถานะรองเท่านั้น 

ส่วน ในยุคอุตสาหกรรม แม้สังคมจะเริ่มเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ออกไปทำงานนอกครัวเรือนมากขึ้น แต่ผู้หญิงก็ยังคงมีบทบาทต่อสถาบันครอบควบคู่ไปกับการมีบทบาทในสถาบันอื่น หากแต่ผู้หญิงยังคงให้น้ำหนักความสำคัญไปที่บทบาทในครัวเรือนมากกว่า ด้วยกรอบวัฒนธรรมแบบเดิมที่ยังเหลืออยู่ สิ่งนี้จึงทำให้ผู้หญิงถูกกีดกันจากการมีบทบาทในสถาบันอื่นอีกครั้ง แม้พวกเธอจะได้รับโอกาสในการทำงานด้วยสติปัญญาที่ทัดเทียมไม่แพ้ผู้ชายก็ตาม

การตกอยู่ในสถานะรองจึงเป็นอีกข้อถกเถียงสำคัญเรื่องสิทธิสตรีในสังคมไทยก่อนมี ขบวนการสตรีนิยม หรือที่เรียกว่า Feminism ขบวนการนี้เกิดขึ้นทั้งในฐานะที่เป็นแนวความคิด และในฐานะขบวนการขับเคลื่อนทางสังคม นอกจากนั้นขบวนการดังกล่าวก็ไม่ได้จำกัดเพียงเพื่อสตรีและความเสมอภาคระหว่างเพศเท่านั้น หากแต่มีการขยายตัวไปสู่ประเด็นทางสังคม การเมือง และประเด็นอื่นๆ ร่วมด้วย 

ปัจจุบันพบว่าผู้หญิงทั่วโลกมีบทบาทมากขึ้นและสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสังคมและยุคสมัย ผู้หญิงหลายคนประสบความสำเร็จในเส้นทางของตัวเอง ไม่ถูกจำกัดเพียงแค่ในกรอบที่สังคมกำหนด พวกเธอสามารถทำหน้าที่ในฐานะ “แม่” และดูแลสถาบันครอบครัวควบคู่ไปกับการมีบทบาทในสถาบันอื่น พวกเธอสามารถก้าวเข้าสู่สถาบันการเมืองในฐานะผู้นำ สามารถเรียกร้องเพื่อแก้ไขกฏหมาย ถูกยอมรับในฐานะผู้ผลิตมากขึ้น หรือแม้แต่การถูกยอมรับในแวดวงวิทยาศาสตร์ จากเดิมที่สิ่งเหล่านี้ผูกขาดและเกิดขึ้นกับเพียงผู้ชายเท่านั้น

แต่ถึงอย่างไร สิ่งนี้ก็มิได้เกิดขึ้นกับผู้หญิงทุกคน เพราะแนวคิดและวัฒนธรรมที่เป็นฐานคิดแบบเดิมในบางสังคม ยังคงทำให้ผู้หญิงตกอยู่ในสถานะรองโดยมีผู้ชายเป็นผู้ถืออำนาจนำและมีสถานะที่เหนือกว่า

แล้วสถานะของ “พ่อ” เป็นอย่างไร 

นักประวัติศาสตร์และนักมานุษยวิทยา ได้ศึกษาเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของสถานะพ่อในสังคมอุษาคเนย์ พบว่า “ผู้ชาย” เมื่อต้องแต่งงานมีครอบครัว จะมีเกณฑ์ต้องย้ายไปอยู่กับครอบครัวของฝ่ายหญิงเสมอ ปรากฏชัดเจนในวัฒนธรรมของผู้คนชาติพันธุ์ไท (ไทดำ-ไทขาว) ในเวียดนามตอนเหนือ มีข้อกำหนดให้ผู้ชายคือ “บ่าว” ต้องทำงานรับใช้ในบ้านฝ่ายผู้หญิงคือ “สาว” เป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ตนเองว่าขยันทำมาหากินจึงจะเป็นที่ยอมรับ และสามารถแยกครัวเรือนออกไปอย่างสามีภรรยาได้ แต่ถ้าไม่ได้รับการยอมรับก็จะถูกขับไล่ แล้วฝ่ายหญิงก็จะเลือกชายคนใหม่เข้ามาเป็น “บ่าว” ทดลองอีก 

สภาพครอบครัวของชาวไทดำในเวียดนาม ปี 2516 (ภาพนี้ถ่ายโดย Georges Condominas) ภาพ: Wisuwat Buroot

ส่วนในวัฒนธรรมลาวอีสาน พบว่ามีการแต่งงานแบบสู่ขวัญเข้า หรือที่เรียกว่า “เขยสู่” เมื่อมีการแต่งงานเกิดขึ้น ผู้ชายที่เป็นฝ่ายสู่ขอจะต้องติดตามไปอาศัยอยู่กับครอบครัวฝ่ายหญิง เพื่อดูแลการผลิตในภาคเกษตรกรรมและอยู่ในโอวาทของบิดามารดาฝ่ายภรรยา 

ในปัจจุบันหน้าที่ของผู้ชายในฐานะพ่อตามนิยามความหมายสมัยใหม่ คือผู้หาเลี้ยงและคอยซัพพอร์ตเป็นแนวหลังให้กับครอบครัว ซึ่งสิ่งนี้มีความจำเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันการทำหน้าที่ดังกล่าวกลับทำให้รู้สึกว่าผู้ชายมีอิทธิพลน้อยมากในครอบครัว เพราะหน้าที่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นของแม่ ผู้ที่สามารถเชื่อมความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลูก ในฐานะผู้เลี้ยงดูและในฐานะผู้อยู่อาศัยภายในบ้านที่ชัดเจนกว่า

ในทางสังคมวิทยานักคิดคนสำคัญอย่าง Parson ได้กล่าวถึง บทบาทของพ่อว่าเป็นบุคคลในครอบครัวที่ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในตำแหน่งผู้ตัดสินปัญหาต่างๆ ของครอบครัว รับผิดชอบต่อความต้องการของชุมชน เช่น บทบาททางเศรษฐกิจ สังคม กฎระเบียบต่างๆ โดยบทบาทของพ่อที่กล่าวมานี้ เป็นพฤติกรรมแบบใช้เป็นเครื่องมือ (Instrumental role) โดยพฤติกรรมของพ่อเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้แม่แสดงพฤติกรรมต่อบุตร 

แต่บทบาทของแม่จะคำนึงถึงความต้องการโดยทันทีของลูก และต้องใช้ความอ่อนโยนเลี้ยงดูลูก ทำให้แม่ได้รับความไว้วางใจและเหมาะสมที่สุดในการแสดงพฤติกรรมแบบการแสดงออก (Expressive role) ทั้งนี้ แม่ยังทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกในบางครั้ง

อีกสิ่งที่น่าสนใจคือการยุติบทบาทความเป็นสามีภรรยาของคู่รัก อาจจะด้วยการหย่าร้างหรือเหตุผลอื่นๆ แต่หน้าที่ของสามีภรรยาในฐานะพ่อและแม่ของลูกยังต้องดำเนินต่อไป การสร้างข้อตกลงระหว่างกันในลักษณะของพ่อเลี้ยงเดี่ยวและแม่เลี้ยงเดี่ยวจึงเกิดขึ้นเพื่อรับผิดชอบชีวิตของลูก

งานวิจัยเรื่อง ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว: ความท้าทายที่ต้องก้าวผ่านให้ได้ในสังคมไทย โดย ขวัญเนตร สุขใจ อธิบายว่า ปัจจุบันการกลายเป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวยังคงเป็นประเด็นปัญหาของสังคมไทย ซึ่งนับวันจะมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้น ความเปราะบางของครอบครัวยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตทั้งในด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งการเผชิญหน้าต่อเจตคติของผู้คนสังคมในวันที่ต้องกลายเป็นแม่หรือพ่อเลี้ยงเดี่ยว 

อย่างไรก็ตามปฏิบัติการเพื่อลูกของผู้หญิงฝั่งที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเห็นทีจะไม่ใช่เรื่องยากนักสำหรับการเลี้ยงดูลูก แต่สำหรับผู้ชายที่เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวแล้ว อาจจะมีข้อท้าทายอยู่บ้าง ซึ่งงานวิจัยเรื่อง พ่อเลี้ยงเดี่ยวในสังคมไทยในยุคปัจจุบัน โดย วรุณศิริ ปราณีธรรม อธิบายว่า พ่อบางคนได้ละลายพื้นที่ของชีวิตงานเพื่อเข้ามาแสดงตัวตนของพ่อผู้เป็นทั้งพ่อและเพื่อนของลูกอยู่ในพื้นที่ของบ้าน แต่พ่อเลี้ยงเดี่ยวยังหลีกไม่พ้นแรงบีบเรื่องพื้นที่และเวลาของชีวิตงานกับชีวิตของครอบครัวในที่สุด 

ทิ้งท้ายจากปลายปากกา

จากข้อมูลที่รวบรวมมาและบรรจงเขียนไป ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ของผู้หญิงที่พัวพันกับความเชื่อทางศาสนา หลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงให้เห็นว่าครั้งหนึ่งผู้หญิงเคยถูกจัดให้อยู่เหนือกว่าผู้ชาย จนกระทั่งเข้าสู่ยุคที่ผู้ชายก้าวขึ้นมามีอำนาจนำมากกว่าผู้หญิงอีกครั้ง ซึ่งกินเวลายาวนานกว่าหลายศตวรรษจนเกิดขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิแห่งความเท่าเทียม 

ในวันที่โลกหมุนไปข้างหน้า สังคมก้าวเข้าสู้ยุคสมัยที่สมาชิกในสังคมรุดหน้าทางความคิด ผู้หญิงในฐานะแม่ก็ยังธำรงไว้ซึ่งความสำคัญแห่งเพศ ที่ไม่ต่างอะไรจากผู้ชายในฐานะพ่อเช่นกัน แม้แต่ในวันที่ครอบครัวอยู่ในสถานะครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว การทำหน้าที่ของพ่อและแม่ยังคงดำเนินไป

เป็นธรรมดาที่การสร้างมาตรวัดเพื่อหาความสำคัญหรือความเหนือกว่าจะเกิดขึ้นกับมนุษย์ หากแต่ความเหนือกว่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งในโลกยังคงไม่มีใครสามารถหาคำตอบให้กระจ่างได้ และในบางครั้งสองสิ่งขั้วตรงข้ามอาจจะเกี่ยวเนื่องหนุนนำระหว่างกันเกินกว่าจะบอกว่าสิ่งนี้ดีที่สุด เหนือที่สุด พิเศษที่สุด 

ที่มาข้อมูล:

Letherby, Gayle. (1994). Mother or Not, Mother or What? Problem of Definition and Identity. Women’s Studies Int. Forum.17(5): 525-532.

SILPA-MAG.COM: ฟาโรห์ไม่ได้มีแต่ชาย พบอียิปต์มี “ฟาโรห์หญิง” อีก 6 พระองค์

SILPA-MAG.COM: สตรีลึกลับกับเครื่องประดับนับแสนชิ้น! ใครคือ “เจ้าแม่แห่งโคกพนมดี” ?

WAY magazine: แม่และงานในบ้าน: ความเสียสละกับค่าตอบแทนที่พึงมีในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

กรุงเทพธุรกิจ: สถานะ “พ่อ” ใน ‘อุษาคเนย์’

ขวัญเนตร สุขใจ. (ม.ป.ป.). ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว: ความท้าทายที่ต้องก้าวผ่านให้ได้ในสังคมไทยปัจจุบัน. เอกสารประกอบการบรรยายในการประชุมคณะกรรมการศึกษาและพัฒนาความรู้ทางจิตวิทยาและสังคม. สืบค้นเมื่อ 31 มกราคม 2567. จาก https://shorturl.asia/lxtUb

ดวงหทัย บูรณเจริญกิจ. (2560). แนวคิดสตรีนิยมและขบวนการทางสังคมของผู้หญิงในประเทศไทย: วิเคราะห์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ข้อถกเถียงและยุทธศาสตร์. มูลนิธิฟรีดริช เอแบร์ท (FES). สืบค้นเมื่อ 31 มกราคม 2567. จาก https://shorturl.asia/eYk2E

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์: วัฒนธรรมการฝังศพทุ่งกุลาร้องไห้

วรุณศิริ ปราณีธรรม. (ม.ป.ป.). พ่อเลี้ยงเดี่ยวในสังคมไทยในยุคปัจจุบัน. วิทยาลัยพยาบาลและสุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. สืบค้นเมื่อ 31 มกราคม 2567. จาก https://shorturl.asia/evLXs

image_pdfimage_print