13 กุมภาพันธ์ 2567 Amnesty Thailand ร่วมกับกลุ่มคบเพลิง จัดกิจกรรมพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้ต้องหาคดีทางการเมือง HUMAN LIBRARY ณ ร้านส่งสาร จ.อุบลราชธานี โดยมีผู้ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์คดีทางการเมืองอย่าง หัสวรรษ รัตนคเชนทร์, กิตติพล ไทยงามศิลป์ อีกทั้งยังร่วมผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน ตั้งแต่เวลา 15.00 น.เป็นต้นไป

ไบค์-หัสวรรษ รัตนคเชนทร์ อดีตผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทกรณีชูป้าย ‘I HERE TOO’ เมื่อปี 2564 กล่าวถึงวันที่ตนตัดสินใจไปชูป้ายว่า ตอนนั้นตนรู้สึกถึงผลกระทบที่มันเกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลจัดการปัญหาโควิด 19 ไม่ได้ ทั้งพิษเศรษฐกิจ คนตกงาน ในตอนนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะลงพื้นที่ตรวจระบบการบริหารจัดการน้ำที่ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี จึงตัดสินใจไปชูป้ายต่อหน้า เพื่อให้รับรู้ว่ามีคนอีกมากที่ไม่พอใจกับการทำงานที่ล้มเหลวของรัฐบาล

ไบค์กล่าวอีกว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชนเป็นการย้ำสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยประชาชนเป็นสิ่งที่ชอบธรรมอย่างสูง และไม่ควรที่จะถูกดำเนินคดีตั้งแต่แรก คือเสรีภาพของประชาชนที่จะมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ในประเทศที่เรียกตนเองว่าเป็นประชาธิปไตย

ขณะเดียวกัน ฟลุค-กิตติพล ไทยงามศิลป์ อดีตผู้ต้องหาคดี 112 ที่ศาลยกฟ้องไปเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรณีชูป้าย ‘ไม่มีจะแดกในรัชกาลที่ 10’ ในกิจกรรมคาร์ม็อบอุบลฯ เมื่อปี 2564 เขากล่าวถึงความลำบากและล่าช้าของคดีว่า ในเดือนมีนาคมปี 2565 ตนได้รับหมาย ต่อมาในเดือนเมษายนจึงไปรับทราบข้อกล่าวหา ตอนนั้นทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ไม่นานก็ต้องกลับอุบลฯ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา เหตุการณ์วนซ้ำอยู่แบบนี้หลายครั้ง จึงตั้งใจทำในสิ่งที่อยากทำให้จบก่อนที่คดีจะดำเนินในขั้นตอนต่อไป ปีที่แล้วเขาบวชและไปศาลทั้งผ้าเหลือง กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ศาลตัดสินให้มีการยกฟ้อง 

“ความลำบากคือการล่าช้าและมีค่าใช้จ่ายสูงในการต้องเดินทางไปกลับกรุงเทพฯ – อุบลฯ ทั้งที่ตอนนั้นฟลุคก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจเนื่องจากการระบาดของโควิด 19 

“รัฐควรพึงสังวรไว้ว่าตนอยู่ในระบอบประชาธิปไตย อย่าให้ความสำคัญกับคำหลังมากจนทำลายประชาธิปไตยด้วยน้ำมือของตัวเอง การนิรโทษกรรมประชาชนในการแสดงออกทางการเมืองเป็นหนึ่งหมุดหมายที่รัฐต้องจดจำและพึงสังวร” ฟลุคกล่าวสั้นๆ เมื่อพูดถึง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

image_pdfimage_print